สีหน้าของหลุยเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวเมื่อได้ยินคำดูหมิ่นคุณชายของมันจากปากของแอเรียส เวทอัคคีถูกร่ายออกมาอย่างรวดเร็ว เปลวเพลิงอันร้อนแรงถูกจุดขึ้นกลางอากาศกลายเป็นวงแหวนเพลิงขนาดใหญ่ที่ลุกโชนขึ้นอย่างบ้าคลั่ง มันล้อมรอบแอเรียสเอาไว้หมายจะเผาเขาให้กลายเป็นจุล
ใบหน้าของแอเรียสเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ ดูเหมือนเขาจะดูถูกพลังของหลุยมากเกินไปหน่อย ยังไม่ทันไรวงแหวนเพลิงก็บีบวงเข้ามาใกล้ร่างของแอเรียสจนเสื้อผ้าบางส่วนของเขามีกลิ่นเหม็นไหม้โชยออกมา รอบด้านของเขาถูกล้อมรอบไปด้วยวงแหวนเพลิงจนไร้หนทางหนี ทางเดียวที่ทำได้คือฝ่าดงเปลวไฟออกไปเท่านั้น
“ วันนี้แหละคือวันตายของเจ้า!! ก่อนตายก็จงจดจำชื่อของตระกูลฟอสโซ่เอาไว้ให้ขึ้นใจด้วย“
หลุยพูดออกมาด้วยความเย็นชา
เพลิงโลกันตร์ !!
ทักษะระดับสูงที่เคยใช้สังหารก็อบลินทั้งฝูงจนกลายเป็นเถ้าถ่านถูกใช้ออกมาอีกครั้ง เปลวเพลิงขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นท่ามกลางอากาศ มันราวกับดวงอาทิตย์ขนาดย่อมที่ถูกยกมาไว้ท่ามกลางป่าแห่งนี้ เป้าหมายของมันหาใช่ใครที่ไหนแต่คือเด็กหนุ่มที่กำลังติดอยู่ท่ามกลางวงแหวนเพลิงนี่คือการปิดฉากสำหรับชีวิตของเด็กหนุ่ม หลุยไม่คิดเลยจริงๆว่าเขาต้องงัดทักษะมากมายออกมาใช้เพียงเพื่อจัดการเด็กหนุ่มประหลาดคนนี้ ทั้งการเวทสายฟ้าและทั้งความแข็งแกร่งของพลังคือสิ่งที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน บางทีสิ่งที่โจเซ่พูดออกมาอาจจะเป็นจริง เด็กหนุ่มตรงหน้าเขาอาจจะไม่ใช่มนุษย์
“ หึ ! มาลองดูซิว่าระหว่างข้ากับเจ้าใครกันแน่ที่จะถูกสังหาร “
ในเมื่ออีกฝ่ายคิดจะปิดฉากการโจมตีแอเรียสก็ไม่มีเวลามาล้อเล่นอีกต่อไป จิตอสูรกัมปนาทถูกนำออกมาจากแหวนมิติเตรียมพร้อมที่จะใช้โจมตีใส่หลุย หลังจากฆ่าเจ้านี่แล้วค่อยฆ่าคุณชายลูกแหง่นั่นก็ยังไม่สาย เพราะหากไม่มีคนรับใช้อยู่ด้วยเจ้าเด็กนั่นก็ไม่ได้ต่างไปจากมดปลวกทั่วไป
“ พอแค่นั้นแหละ !!“
ทันใดนั้นเองก็มีเสียงตะโกนเสียหนึ่งเต็มไปด้วยความมีอำนาจ เวทสีฟ้าครามถูกร่ายขึ้นก่อนที่จะปรากฏทักษะวารีอันแข็งแกร่งที่พุ่งตรงเข้าปะทะกับเพลิงโลกันตร์อย่างรวดเร็ว สายน้ำและเปลวเพลิงปะทะกันอยู่ชั่วครู่ก่อนที่เปลวเพลิงทั้งหมดจะมอดดับลงไปส่วนพลังของเวทวารีนั้นยังคงหลงเหลืออยู่เล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าพลังของผู้ที่ปรากฏตัวขึ้นใหม่เหนือกว่าหลุย คลื่นน้ำอีกสายหนึ่งถูกสร้างขึ้นมาดับวงแหวนเพลิงที่ล้อมกรอบแอเรียสเอาไว้จนกลายเป็นเพียงแค่กลุ่มควันจางๆ การโจมตีของเวทวารีทั้งสองเกิดขึ้นอย่างพร้อมเพรียงซึ่งมันเป็นการโจมตีของนักเวทระดับอัศวินถึงสองคนในเวลาเดียวกัน
การปรากฏตัวของผู้มาใหม่ทำให้การต่อสู้ต้องหยุดชะงักลงไป เมื่อหันไปด้านหลังแอเรียสก็พบเจอกับใบหน้าของเหล่าผู้คนที่เขาคุ้นเคย ดยุคโคเว่น ฟาร์ฮาน และอลัน เมื่อการต่อสู้มีผู้ที่เข้าร่วมใหม่คือนักเวทระดับอัศวินถึงสามคนนั่นทำให้หลุยได้แต่จำต้องหยุดมือไม่กล้าที่จะโจมตีแอเรียสอีกต่อไป
“ เจ้าเป็นใครบังอาจมาทำร้ายหลานชายข้า!! “
ฟาร์ฮานคำรามออกมาด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว ร่างของเขาเคลื่อนที่มายืนปกป้องแอเรียสไว้อย่างรวดเร็ว ดาบในมือชี้ไปที่หลุยด้วยความพิโรธเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ในทันที
“ ใจเย็นก่อนฟาร์ฮาน ข้าขอจัดการเรื่องนี้เอง “
ดยุคโคเว่นกล่าวออกมาเบาๆเพื่อให้ฟาร์ฮานสงบจิตใจเอาไว้
“ เจ้าคือพ่อบ้านตระกูลฟอสโซ่สินะ ส่วนที่ยืนอยู่ข้างหลังนั่นก็คงจะเป็นคุณชายตระกูลฟอสโซ่ “
ดยุคโคเว่นเอ่ยออกมาพร้อมปรายตามองไปที่ทั้งสองคน
“ เป็นเกียรติที่ท่านดยุคยังคงจดจำข้าได้“
หลุยโค้งตัวก่อนจะก้มลงโค้งคำนับให้กับดยุคโคเว่นด้วยความสุภาพ ท่าทีของเขาราวกับพวกขุนนางที่พึ่งพบเจอกันในวัง เขาทำเหมือนกับการต่อสู้เมื่อครู่ไม่ได้เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยความยิ้มแย้มราวกับเมื่อครู่เขาเพียงแค่เดินเล่นแล้วผ่านมาพบเจอดยุคโคเว่นเท่านั้น
“ ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้ากับแอเรียสกับเจ้ามีเรื่องบาดหมางอะไรกัน แต่นี่เป็นเขตของเมืองเบอเนียร์หวังว่าเจ้าคงเข้าใจ “
ดยุคโคเว่นเอ่ยออกมาเล็กน้อย ประโยคที่ดูธรรมดาแต่กลับแฝงไปด้วยความนัยที่บ่งบอกถึงอำนาจของเขาเอาไว้
“ พวกข้าแค่ผ่านทางมา ขออภัยที่ทำตัวเสียมารยาทในเมืองของท่าน “
เมื่อได้ยินคำพูดที่สุภาพและท่าทีที่ดูสงบเสงี่ยมของหลุยมันทำให้แอเรียสได้แต่ขมวดคิ้วด้วยความมึนงงเล็กๆ เหตุใดเจ้านี่มันถึงได้เปลี่ยนท่าทีเร็วนัก เมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่อ่อนแอกว่าก็วางมาดใหญ่โตราวกับมีอำนาจพลิกฟ้ากลบแผ่นดิน แต่พออยู่หน้าผู้ที่มีตำแหน่งใหญ่โตก็ทำตัวสุภาพราวกับเด็กที่ถูกอบรมมารยาทมาเป็นอย่างดี
“ หลุยเจ้าหยุดมือทำไม!! “
เมื่อเห็นสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปโจเซ่ก็เริ่มหัวเสียในทันที เขาตะโกนใส่พ่อบ้านของเขาด้วยความไม่พอใจในทันที ทั้งๆที่กำลังจะกำจัดเจ้าเด็กนั่นได้อยู่แล้วแท้ๆเหตุใดต้องมาหยุดมือเพราะเจ้าพวกนี้ด้วย
“ กลับกันเถอะคุณชาย “
หลุยหาได้สนใจต่อเสียงโวยวายของโจเซ่ไม่ เขาลากตัวโจโซ่ขึ้นไปบนหลังนกยักษ์พร้อมเตรียมจากไปในทันที
“ คิดจะหาเรื่องข้าแล้วจากไปเฉยๆแบบนี้ มันไม่ง่ายไปหน่อยเหรอ !! “
แอเรียสจ้องมองไปที่นักเวททั้งสองที่กำลังจะจากไปด้วยสายตาแข็งกร้าว
“ แอเรียสหยุดมือแล้วพอแค่นี้เถอะ อย่าให้มันกลายเป็นเรื่องใหญ่โตไปกว่านี้เลย ถือว่าข้าขอสักครั้ง “
ดยุคโคเว่นดูเหมือนจะเป็นผู้ที่สงบเยือกเย็นที่สุดในหมู่คนทั้งหมด เขาทำหน้าที่ได้ดีในฐานะคนกลางที่มาไกล่เกลี่ยทั้งหลุยและแอเรียสให้เลิกแล้วต่อกันไป
“ อย่าให้มันสามหาวมากมักเด็กน้อย จำเอาไว้ด้วยว่าที่ข้าหยุดมือเป็นเพราะเห็นแก่ท่านดยุค เจ้าควรจะไปขอบคุณท่านดยุคซะที่เมตตามาช่วยชีวิตคนอย่างเจ้าเอาไว้ และข้าหวังว่าข้าจะไม่เจอเจ้าเป็นครั้งที่สอง เบอริสไปได้ !! “
หลุยหันมาปรายตามองแอเรียสเล็กน้อยก่อนจะออกคำสั่งให้กับสัตว์อสูรนกยักษ์ตัวนั้นโบยบินขึ้นสู่ฟากฟ้าไป
ดูเหมือนดยุคโคเว่นจะไม่ได้เห็นด้วยกับคำพูดของหลุยมากนัก จิตอสูรกัมปนาทที่แอเรียสถืออยู่ในมือทำให้เขารู้สึกเสียวสันหลังวาบทุกครั้งเมื่อได้เห็น อาวุธทำลายล้างที่สังหารนักเวทระดับอัศวินและปีศาจเบเฮโมทมาแล้ว หากเขามาช้ากว่านี้อีกก้าวเดียว คนที่เจ็บหนักอาจจะเป็นแอเรียส แต่คนที่ตายเกรงว่าจะเป็นหลุยแห่งตระกูลฟอสโซ่มากกว่า หากพูดให้ถูกคนที่ดยุคโคเว่นช่วยชีวิตเอาไว้คือฝั่งของตระกูลฟอสโซ่ไม่ใช่แอเรียสแต่นั่นนับว่าโชคดีที่แอเรียสไม่ได้พลั้งมือฆ่าคนทั้งสองไป ไม่เช่นนั้นคงได้เกิดเรื่องราวใหญ่โตจนเขาไม่อาจจะยื่นมือเข้าช่วยได้
แอเรียสหันมองนกยักษ์ที่บินห่างออกไปจนกลายเป็นเพียงจุดดำเล็กๆบนฟากฟ้า เพียงไม่นานมันก็หายไปจากสายตาของเขา น่าเสียดายจริงๆที่เขาลงมือกับพวกมันทั้งสองคนช้าไป
“ ขอบคุณที่ช่วยเหลือ“
แอเรียสหันไปขอบคุณดยุคโคเว่นรวมถึงฟาร์ฮานและอลันที่เข้ามาช่วยเหลือเขาเอาไว้ แม้จะมั่นใจว่าตนเองสามารถจัดการเรื่องทั้งหมดได้ แต่ก็คงต้องขอบคุณสำหรับน้ำใจของทั้งสามคนอยู่ดี
หลังจากพูดคุยอยู่พักใหญ่ก็ได้ความว่าพวกทหารที่กำลังลาดตระเวนอยู่เขตรอบๆเมืองเบอเนียร์ได้ยินเสียงการต่อสู้เข้าก็เลยรีบไปรายงานดยุคโคเว่น อลันที่กำลังปรึกษาเรื่องรับสมัครทหารอยู่กับดยุคโคเว่นก็เลยติดตามมาด้วย ระหว่างทางพวกเขาบังเอิญพบเจอกับฟาร์ฮานที่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้เช่นกัน สุดท้ายทั้งสามก็ร่วมทางมาด้วยกันจนมาพบเจอว่าแอเรียสกำลังต่อสู้อยู่กับนักเวทระดับอัศวินคนหนึ่ง
“ ตระกูลฟอสโซ่นั่นคงใหญ่โตมากสินะ เจ้าโจเซ่อะไรนั่นถึงได้วาดกล้ามใหญ่โตนัก “
แอเรียสหันไปถามดยุคโคเว่น ดูจากลักษณะการพูดคุยแล้วดยุคโคเว่นน่าจะคุ้นเคยกับตระกูลฟอสโซ่อยู่พอสมควรถึงได้จดจำได้แม้กระทั่งใบหน้าของพ่อบ้านในตระกูล และตระกูลที่มีพ่อบ้านเป็นถึงนักเวทระดับอัศวินคงไม่ใช่ตระกูลธรรมดาๆทั่วไปแน่
“ ตระกูลฟอสโซ่ถือเป็นตระกูลขุนนางตระกูลหนึ่งที่มีอำนาจในเมืองโพริอัสอยู่พอสมควร ผู้นำตระกูลอย่างไวส์เคานท์สโตเกอร์ก็เป็นถึงระดับปราชญ์ขั้นที่หนึ่ง และเด็กหนุ่มเมื่อครู่นี้ก็เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเขา โจเซ่มีชื่อเสียงเรื่องความเอาแต่ใจเป็นที่หนึ่งจนพวกทหารในเมืองโพริอัสพากันเบือนหน้าหนี อาศัยอิทธิพลของพ่อก่อเรื่องก่อราวระรานคนอื่นไปทั่ว แต่ทางที่ดีข้าว่าเจ้าปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปเถอะ“
ดยุคโคเว่นเล่าเรื่องราวคล่าวๆของโจเซ่กับแอเรียสฟัง เขาเองก็ไม่ได้ชอบนิสัยของโจเซ่นัก
“ ก็พอจะคาดเดาได้ว่าเป็นเด็กมีปัญหา โดยเฉพาะสมองของเจ้านั่น “
แอเรียสพูดออกมา พอนึกๆดูแล้วเขาก็ยังรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เตะปากของมันสักครั้ง อยู่ดีๆก็ทวงถามหาสมบัติเพ้อเจ้ออะไรของมัน ‘หึ ! สักวันถ้าจะถอนฟันในปากของเจ้าออกมาให้หมด มาลองดูสิว่าคราวหน้าเจ้าจะยังปากมากได้อีกไหม’ แอเรียสคิดในใจ
“ ถึงโจเซ่จะทำตัวมีเกเรและอันธพาลไปบ้าง แต่เขาก็เป็นลูกชายเพียงคนเดียวของสโตเกอร์ ถ้าหากเด็กนั่นเป็นอะไรไปสโตเกอร์คงไม่ยอมแน่ เจ้าอย่าได้หาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวเลยแอเรียสเพราะบางทีมันอาจจะลุกลามมาถึงตระกูลของเจ้าด้วย วันนี้มันเป็นแค่การต่อสู้เล็กๆน้อยๆระหว่างเจ้ากับหลุยข้าเองก็ยังพอห้ามปรามได้แต่หากมันกลายเป็นเรื่องบาดหมางระหว่างตระกูลเมื่อไหร่ ตัวข้าเองก็ยากที่จะสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว “
ดยุคโคเว่นพูดราวกับอ่านจิตใจของแอเรียสได้ เขารู้ว่ายากที่จะดับความโกรธในใจของแอเรียสลง อยู่ดีๆก็ถูกโจมตีจนเกือบตาย หนำซ้ำยังมาถูกข่มขู่อีกถ้าหากเขาเป็นแอเรียสก็คงจะโกรธเช่นกัน แต่ถึงอย่างไรเขาก็อยากจะให้แอเรียสปล่อยวางเรื่องนี้ซะ ตระกูลสการ์เชียอาจจะยิ่งใหญ่ในเมืองเบอเนียร์ แต่หากเทียบกับตระกูลฟอสโซ่แล้ว มันช่างเล็กจ้อยนัก ทั้งความแข็งแกร่งของนักเวทในตระกูล อำนาจ และเงินทอง ไม่มีสิ่งใดที่ตระกูลสการ์เชียเหนือกว่าตระกูลฟอสโซ่เลยแม้แต่ด้านเดียว
แอเรียสเพียงพยักหน้าเบาๆแต่ไม่ได้เอ่ยคำรับปากใดๆให้กับดยุคโคเว่น เขาก็พอรู้อยู่ว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร วันนี้เขาอาจจะปล่อยวางไปก่อนเพื่อความปลอดภัยของตระกูล แต่หากวันหน้าที่เขาแข็งแกร่งกว่านี้เขาย่อมหาทางเอาคืนแน่
ส่วนฝูงก็อบลินที่นอนตายอยู่เกลื่อนกลาดโชคดีที่ไม่มีตัวไหนมีก้อนแร่มิธริวติดอยู่กับตัวเลยแม้แต่ตัวเดียว แอเรียสบอกกับทุกคนไปว่าเขาเพียงแค่แอบสะกดรอยตามพวกก็อบลินมาเท่านั้น แต่บังเอิญโชคร้ายถูกฝูงก็อบลินรุมโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว สุดท้ายภาพเหตุการณ์ทั้งหมดก็ออกมาแบบที่เห็น
แม้ทั้งสามคนจะไม่ค่อยเชื่อถือคำพูดของแอเรียสนักแต่ก็ไม่ได้มีคนซักไซ้อะไรมาก ทั้งสามคนต่างคิดตรงกันว่าการที่แอเรียสมาพบเจอฝูงก็อบลินต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ คนอย่างแอเรียสน่ะเหรอจะพลาดท่ามาอยู่ในดงของพวกก็อบลินได้ มีทางเดียวที่เป็นไปได้คือเขาจงใจมาหาพวกมันมากกว่า แค่ก็อบลินไม่กี่ตัวบุกเหมืองแร่เขาถึงกับมาล้างบางพวกมันจนหมดฝูง จิตอาฆาตของเด็กหนุ่มผู้นี้ช่างน่าหวาดกลัวจริงๆ