บทที่ 8 : คลื่นใต้น้ำแห่งเมืองหลินสุ่ย หอหมื่นสมบัติและโอสถไร้ตำหนิ!
ดวงตะวันคล้อยต่ำลงสู่ทิศตะวันตกย้อมผืนนภาเหนือเทือกเขาอวสานิญญาให้กลายเป็สีแดงฉานราวกับโลหิตที่เพิ่งถูกสาดกระเซ็น แสงแดดอัสดงสาดส่องลงมากระทบเงาร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่กำลังก้าวเดินออกจากแนวป่าทึบ มุ่งหน้าสู่กำแพงศิลาอันสูงตระหง่านของ 'เมืองหลินสุ่ย'
ซูหลงอวิ๋นสวมชุดผ้าหยาบที่ขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินโคลน หากมองเพียงผิวเผิน เขาก็ไม่ต่างอันใดจากขอทานข้างถนนที่ชาวเมืองมักจะเดินเบือนหน้าหนี ทว่าหากมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงเดินผ่านและเผลอสบตากับเขา เกรงว่าผู้นั้นคงต้องหลั่งเหงื่อเย็นเยียบจนชุ่มแผ่นหลัง เพราะั์ตาสีดำขลับคู่นั้น สงบนิ่ง ลึกล้ำ และแฝงไปด้วยรังสีสังหารอันเยือกเย็นประดุจก้นเหวไร้ก้น
ด้วย'เคล็ดวิชากลืนนภาผลาญจักรวาล' ซูหลงอวิ๋นสามารถปกปิดกลิ่นอายปราณยุทธ์ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่เจ็ดของตนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับแก่นแท้ทองคำก็ไม่อาจััถึงความผิดปกติใดๆ ได้ในตัวเขา บัดนี้ เขาคือัที่ซ่อนเล็บ ซุกซ่อนเขี้ยวเล็บอันแหลมคมไว้ภายใต้คราบของปุถุชนผู้อ่อนแอ เพื่อรอเวลาที่จะฉีกกระชากลำคอของศัตรู
"เมืองหลินสุ่ย... สถานที่ที่ข้าเคยต้องคุกเข่าขอเศษอาหารประทังชีวิต สถานที่ที่ผู้คนเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของข้าจนจมดิน บัดนี้ ข้ากลับมาแล้ว ทว่าข้ามิใช่ซูหลงอวิ๋นคนเดิมอีกต่อไป"
เด็กหนุ่มรำพึงในใจขณะทอดสายตามองป้อมปราการหน้าประตูเมือง ผู้คนพลุกพล่านเดินขวักไขว่ ทั้งพ่อค้าเร่ ชาวยุทธ์ที่สะพายดาบ และขบวนรถม้าของตระกูลใหญ่ ซูหลงอวิ๋นก้าวเท้าเดินปะปนเข้าไปในฝูงชนอย่างเงียบเชียบ
...
ในเวลาเดียวกัน ณ ใจกลางเมืองหลินสุ่ย คฤหาสน์ตระกูลหลินอันโอ่อ่ากว้างขวาง
บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่ของเรือนเหมันต์ ซึ่งเป็ที่พักของ 'หลินควง' นายน้อยแห่งตระกูลหลิน เต็มไปด้วยความตึงเครียดและกลิ่นอายของความหวาดผวา บ่าวรับใช้และสาวใช้ต่างคุกเข่าหมอบกราบอยู่กับพื้น ร่างกายสั่นเทิ้มไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง
กลางห้องโถง ร่างของชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งกำลังนอนเกลือกกลิ้งดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นหินอ่อน ร่างนั้นคือ 'หลินเป้า' ผู้คุ้มกันระดับแปดที่เพิ่งหนีตายมาจากปากหุบเหวอวสานิญญา!
สภาพของหลินเป้าในยามนี้ชวนให้ผู้พบเห็นต้องคลื่นเหียนอาเจียน แขนขวาของมันั้แ่ปลายนิ้วจนถึงหัวไหล่ กลายเป็ก้อนน้ำแข็งสีดำสนิทที่แผ่ไอเย็นเยียบจนจับขั้วหัวใจออกมา เกล็ดน้ำแข็งลุกลามกัดกินไปถึงซีกหน้าด้านขวา ดวงตาข้างขวาของมันแข็งค้าง ไม่สามารถกะพริบได้ เืในกายหยุดไหลเวียน มันทำได้เพียงส่งเสียงครางฮือๆ ในลำคอราวกับสัตว์ป่าที่กำลังจะขาดใจ
"นี่มันเกิดเื่บ้าอันใดขึ้น! ผู้าุโเก้าเล่า? ผู้คุ้มกันคนอื่นๆ เล่า? เหตุใดเ้าจึงกลับมาในสภาพอุจาดตาเช่นนี้!"
หลินควง นายน้อยแห่งตระกูลหลินตวาดลั่น ใบหน้าหล่อเหลาทว่าแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งและโเี้ บัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว มันก้าวเข้าไปเตะสีข้างของหลินเป้าอย่างแรงจนร่างของบ่าวผู้ภักดีกลิ้งไปชนเสาไม้เกาะสลัก
"นะ... นายน้อย... ระ... รีบหนีไป... ปีศาจ... มันคือปีศาจ..." หลินเป้าเค้นเสียงออกมาจากลำคอที่เริ่มถูกน้ำแข็งเกาะกุม ฟันของมันกระทบกันดังกึกๆ
"ปีศาจอันใด! พูดให้มันรู้เื่! หุบเหวอวสานิญญามีสัตว์อสูรระดับสูงปรากฏตัวงั้นรึ? แล้วศพของไอ้ขอทานซูหลงอวิ๋นเล่า เ้านำสมบัติของมันกลับมาให้ข้าหรือไม่!" หลินควงกระชากคอเสื้อของหลินเป้าขึ้นมาเขย่าอย่างบ้าคลั่ง ความละโมบในสมบัติทำให้มันมองข้ามความตายของลูกน้อง
"ซู... ซูหลงอวิ๋น... มันไม่ตาย... ขอบเขต... ขั้นที่เจ็ด... ผู้าุโเก้า... ตายแล้ว... ผู้คุ้มกัน... ตายหมด..."
เพล้ง!
ราวกับมีอสนีบาตฟาดลงกลางกบาล หลินควงเบิกตากว้าง ปล่อยมือจากคอเสื้อของหลินเป้า ร่างของมันเซถอยหลังไปสองก้าว ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเื
"เ้าว่ากระไรนะ? ไอ้ขอทานสวะนั่นยังไม่ตาย? ซ้ำยังอยู่ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่เจ็ด? สังหารผู้าุโเก้า? เป็ไปไม่ได้! เป็ไปไม่ได้เด็ดขาด! เมื่อไม่กี่วันก่อนมันยังเป็แค่หมาขี้เรื้อนที่ไม่มีแม้แต่ลมปราณสักสาย เ้ากล้าโกหกข้าเพื่อปัดความผิดที่ทิ้งสหายงั้นรึ!" หลินควงคำรามอย่างเสียสติ
"มัน... ส่งข้ามา... เพื่อเตือน... นายน้อย... มันบอกว่า... จะมาทวง... หนี้เื..."
ทันทีที่กล่าวประโยคสุดท้ายจบ ร่างกายของหลินเป้าก็กระตุกเกร็งอย่างรุนแรง 'เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก' ที่แฝงอยู่ในร่างของมันได้หมดเวลาครึ่งชั่วยามตามที่ซูหลงอวิ๋นกำหนดไว้ พริบตาเดียว เกล็ดน้ำแข็งสีดำก็ลุกลามปกคลุมร่างของหลินเป้าจนมิดชิดั้แ่หัวจรดเท้า
แกรก... แกรก... เพล้ง!!!
ร่างของหลินเป้าที่กลายเป็รูปสลักน้ำแข็ง แตกกระจายออกเป็เศษน้ำแข็งสีดำนับหมื่นชิ้นร่วงหล่นลงเกลื่อนพื้นห้องโถง ไร้ซึ่งหยดเื ไร้ซึ่งชิ้นเนื้อ มีเพียงไอเย็นเยียบที่ทำให้ทั้งห้องโถงอุณหภูมิลดฮวบลงประดุจฤดูเหมันต์!
สาวใช้หลายคนกรีดร้องจนสลบไปบ่าวรับใช้ชายต่างปัสสาวะราดกางเกงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
หลินควงยืนตัวสั่นเทิ้ม จ้องมองเศษน้ำแข็งบนพื้นด้วยดวงตาที่เบิกโพลง ความหวาดกลัวอย่างลึกซึ้งก่อตัวขึ้นในจิตใจ ทว่าเพียงชั่วครู่ ความหวาดกลัวนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความโลภอันมืดบอดที่ลุกโชนขึ้นมาในดวงตา!
"ทะลวงจากปุถุชนสู่ขั้นที่เจ็ดได้ภายในไม่กี่วัน... ซ้ำยังมีพลังประหลาดที่สามารถแช่แข็งคนเป็ๆ ให้แตกสลายได้... สมบัติ! มันต้องเป็สมบัติระดับ์อย่างแน่นอน! ไอ้ขอทานนั่นมันโชคดีตกลงไปพบเจอมรดกของยอดฝีมือา!"
หลินควงกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ความอิจฉาริษยาและตัณหาความอยากได้บดบังวิจารณญาณจนหมดสิ้น
"สมบัติชิ้นนั้นสมควรเป็ของข้า! หากข้าได้มันมา การจะก้าวขึ้นเป็อันดับหนึ่งในงานประลองร้อยสำนัก และทะลวงสู่ขอบเขตสร้างรากฐาน หรือแม้แต่แก่นแท้ทองคำ ก็มิใช่เพียงความฝัน! ตระกูลหลินจะต้องยิ่งใหญ่คับฟ้า!"
นายน้อยแห่งตระกูลหลินตวาดสั่งบ่าวรับใช้ที่ยังพอมีสติอยู่ "ไป! รีบไปแจ้งท่านพ่อ! ปิดประตูเมืองหลินสุ่ยให้หมด! ส่งยอดฝีมือทั้งหมดของตระกูลหลินออกค้นหาตัวซูหลงอวิ๋น! หากพบเจอมัน จงจับเป็! ข้าจะทรมานมันให้คายความลับของสมบัติวิเศษออกมาให้จงได้!"
คลื่นใต้น้ำแห่งความวุ่นวายได้เริ่มก่อตัวขึ้นภายในตระกูลหลิน ทว่าพวกมันหารู้ไม่ว่า มัจจุราชที่พวกมันกำลังตามหา ได้เดินผ่านประตูเมืองเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผยแล้ว
...
ณ ถนนสายหลักของเมืองหลินสุ่ย
ซูหลงอวิ๋นเดินลัดเลาะไปตามถนนที่ปูด้วยหินแกรนิตสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงที่ประดับประดาอย่างหรูหรา เสียงะโร้องขายสินค้าวิเศษ สมุนไพร และอาวุธดังระงม เขามิได้สนใจร้านค้าระดับล่างเ่าั้ เป้าหมายของเขาในวันนี้มีเพียงสถานที่เดียว...'หอหมื่นสมบัติ'
หอหมื่นสมบัติคือเครือข่ายหอการค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักร ทรัพยากรมหาศาล ยิ่งใหญ่เสียจนแม้แต่เ้าเมืองหลินสุ่ย หรือผู้นำตระกูลใหญ่ทั้งสี่ของเมืองยังต้องให้ความเกรงใจ เพราะเื้ัของหอหมื่นสมบัตินั้น มีขุมกำลังระดับทวีปหนุนหลังอยู่
ซูหลงอวิ๋นหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าอาคารห้าชั้นที่สร้างขึ้นจากไม้หอมิญญาสีแดงชาด หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีทองสุกปลั่ง ป้ายชื่อร้านสลักด้วยตัวอักษรสีทองคำแผ่กลิ่นอายความมั่งคั่งและทรงพลัง เพียงแค่ยืนอยู่หน้าประตู เขาก็สามารถััได้ถึงปราณิญญาที่เข้มข้นกว่าภายนอกถึงสองเท่า
เมื่อเขาก้าวเท้าเข้าไปภายในหอหมื่นสมบัติ บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ภายในตกแต่งด้วยไข่มุกราตรีส่องสว่าง พื้นปูด้วยพรมขนสัตว์อสูรระดับต่ำ ตู้กระจกใสจัดแสดงสมุนไพรและศาสตราิญญาเรียงรายเป็ระเบียบ
"หยุดก่อนเ้าหนู! ที่นี่มิใช่โรงทาน หากจะมาขอทาน จงไสหัวออกไปให้พ้นประตู!"
เสียงตวาดแหลมปรี๊ดดังขึ้น พนักงานต้อนรับชายสวมชุดแพรไหมสีน้ำเงินเดินปรี่เข้ามาขวางหน้าซูหลงอวิ๋น สายตาของมันกวาดมองเสื้อผ้าขาดวิ่นของเด็กหนุ่มด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ราวกับมองกองอุจจาระ
"ข้ามิได้มาขอทาน ข้ามาทำการค้า" ซูหลงอวิ๋นตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ั์ตาสงบนิ่งไม่ไหวติง
"ทำการค้า? ฮ่าฮ่าฮ่า!" พนักงานต้อนรับหัวเราะลั่นอย่างดูแคลน เสียงหัวเราะเรียกร้องความสนใจจากลูกค้ารอบข้างให้หันมามอง "เ้ามีเศษเงินหรือหินปราณสักก้อนติดตัวมาหรือไม่? ที่นี่คือหอหมื่นสมบัติ สินค้าชิ้นที่ถูกที่สุดยังมีราคาถึงสิบหินปราณระดับต่ำ ขอทานเยี่ยงเ้า แค่ก้าวเข้ามาก็ทำให้พื้นหรมของหอเราสกปรกแล้ว รีบไสหัวไป ก่อนที่ข้าจะเรียกยามมาหักขาเ้า!"
ผู้คนรอบข้างต่างซุบซิบนินทา บางคนก็ส่ายหน้าด้วยความเวทนา บางคนก็มองซูหลงอวิ๋นด้วยสายตาดูถูก
ซูหลงอวิ๋นมิได้โกรธเคือง ในโลกของผู้ฝึกยุทธ์ การตัดสินคนจากภายนอกคือเื่ปกติ เขาเพียงแค่ส่ายหน้าเบาๆ มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มเ็า
เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ก่อนจะโยนวัตถุทรงกลมสีดำสนิทขนาดเท่าผลท้อ กลิ้งไปบนโต๊ะหยกรับรองเบื้องหน้าพนักงานต้อนรับผู้นั้น
กริ๊ก...
วัตถุสีดำสนิทนั้นหยุดกลิ้ง มันเปล่งประกายแสงสีดำลี้ลับ พร้อมกับปลดปล่อยกลิ่นอายความมืดอันดุร้ายและทรงพลังออกมา กดทับลมหายใจของผู้คนในรัศมีสิบจั้งจนแทบจะหยุดเต้น!
"นะ... นี่มัน..."
เสียงหัวเราะเย้ยหยันของพนักงานต้อนรับขาดห้วงไปในทันที ดวงตาของมันเบิกกว้างจนแทบจะหลุดออกจากเบ้า ร่างกายสั่นสะท้าน มือที่ยื่นออกไปหมายจะหยิบวัตถุนั้นสั่นเทิ้มราวกับถูกผีเข้า
"แก่นอสูร... ธาตุมืด... กะ... กลิ่นอายระดับนี้... สัตว์อสูรระดับรวบรวมปราณขั้นที่เจ็ด! แก่นอสูรของหมาป่ามารเงาทมิฬ!"
ชายชราผู้หนึ่งที่กำลังเลือกซื้อสมุนไพรอยู่ใกล้ๆ อุทานออกมาเสียงหลง ทำให้ทั้งชั้นหนึ่งของหอหมื่นสมบัติตกอยู่ในความเงียบงันประดุจป่าช้า!
สัตว์อสูรระดับเจ็ด! ในเมืองหลินสุ่ยแห่งนี้ ผู้ที่สามารถล่าสัตว์อสูรระดับนี้ได้ มีเพียงผู้าุโระดับสูงของตระกูลใหญ่ หรือเ้าสำนักเท่านั้น และแก่นอสูรธาตุมืดนั้นหายากยิ่งกว่าธาตุทั่วไป มูลค่าของมันไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันหินปราณระดับต่ำ! ชายผู้ซึ่งแต่งกายเยี่ยงขอทานผู้นี้ กลับโยนสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ออกมาหน้าตาเฉยราวกับทิ้งเศษก้อนหิน!
เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผากของพนักงานต้อนรับ มันรีบคุกเข่าลงกับพื้นทันที โขกศีรษะจนเืซึม "ทะ... ท่านผู้ยิ่งใหญ่! ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่! ข้าน้อยสมควรตาย! โปรดอภัยให้ความโง่เขลาของข้าน้อยด้วยเถิดขอรับ!"
ซูหลงอวิ๋นมองข้ามหัวพนักงานต้อนรับไปอย่างไม่ใส่ใจ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบดังกังวาน "ข้า้าพบผู้ประเมินระดับสูงของหอหมื่นสมบัติ แก่นอสูรเม็ดนี้ เป็เพียง 'ของเล่น' ชิ้นเล็กๆ ที่ข้านำมาติดตัวเท่านั้น ข้ายังมีของล้ำค่ากว่านี้อีกมาก หากหอหมื่นสมบัติของพวกเ้าต้อนรับแขกเช่นนี้ ข้าก็คงต้องนำไปขายให้หอการค้าอื่น"
"ช้าก่อนคุณชาย! โปรดระงับโทสะ!"
ทันใดนั้น เสียงหวานใสทว่าทรงอำนาจก็ดังมาจากบันไดชั้นสอง กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกเหมยโชยมากระทบจมูก เผยให้เห็นสตรีรูปร่างอรชรอายุราวสิบเก้าปี สวมชุดกี่เพ้าสีแดงเพลิงที่ขับเน้นส่วนโค้งเว้าอันสมบูรณ์แบบ ใบหน้างดงามหยดย้อย ทว่าดวงตาหงส์คู่นั้นกลับฉายแววเฉลียวฉลาดและหลักแหลม
นางคือ 'หยาเฟย' ผู้จัดการใหญ่แห่งหอหมื่นสมบัติสาขาเมืองหลินสุ่ย แม้จะอายุน้อย ทว่าระดับพลังของนางกลับอยู่ในขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่เก้า! ซ้ำยังมีเื้ัที่ลึกลับยิ่งนัก
หยาเฟยเดินกรีดกรายลงมาจากบันได สายตาของนางปรายมองพนักงานต้อนรับที่คุกเข่าสั่นเทิ้มด้วยแววตาเ็า "นำตัวมันไปรับโบยห้าสิบไม้ แล้วไล่ออกไปจากหอหมื่นสมบัติ ห้ามรับกลับเข้ามาทำงานอีก"
"ขอรับนายหญิง!" ยามประจำหอรีบเข้ามาลากตัวพนักงานที่สิ้นสติไปทันที
หยาเฟยหันมาส่งรอยยิ้มหวานหยดย้อยให้แก่ซูหลงอวิ๋น นางประสานมือคารวะอย่างงดงามและให้เกียรติ "ข้าน้อยหยาเฟย ผู้จัดการแห่งหอหมื่นสมบัติสาขานี้ ต้องขออภัยคุณชายแทนลูกน้องที่ไร้มารยาทด้วยเ้าค่ะ คุณชายโปรดให้เกียรติขึ้นไปสนทนาธุระบนห้องรับรองพิเศษชั้นสามเถิดเ้าค่ะ ทางเรายินดีประเมินราคาสินค้าของท่านอย่างเป็ธรรมที่สุด"
แม้นางจะแปลกใจกับรูปลักษณ์ที่ซอมซ่อของเด็กหนุ่ม แต่ด้วยสัญชาตญาณของแม่ค้า นางััได้ถึงกลิ่นอายอันตรายบางอย่างที่แฝงอยู่ในความสงบนิ่งของซูหลงอวิ๋น คนผู้นี้มิใช่ขอทานธรรมดาอย่างแน่นอน
ซูหลงอวิ๋นพยักหน้าเล็กน้อย เก็บแก่นอสูรหมาป่ามารเงาทมิฬกลับเข้าอกเสื้อ แล้วเดินตามหยาเฟยขึ้นไปยังชั้นสามของหอหมื่นสมบัติ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงและอิจฉาของผู้คนนับร้อยด้านล่าง
...
ห้องรับรองพิเศษชั้นสามตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง กลิ่นกำยานิญญาชั้นดีถูกจุดขึ้นเพื่อผ่อนคลายจิตใจ ซูหลงอวิ๋นนั่งลงบนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างไม่สะทกสะท้าน หยาเฟยรินชาปราณิญญาให้เขาด้วยตนเอง ก่อนจะนั่งลงฝั่งตรงข้าม
"คุณชาย ท่านบอกว่ามีสินค้านอกจากแก่นอสูรระดับเจ็ดเม็ดนั้น ข้าน้อยหยาเฟย ขอเสียมารยาทขอดูสินค้าของท่านได้หรือไม่เ้าคะ?" หยาเฟยเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม แววตาแฝงความใคร่รู้
ซูหลงอวิ๋นมิได้กล่าววาจา เขาวางถุงิญญาที่ได้มาจากผู้าุโเก้าลงบนโต๊ะ ก่อนจะสะบัดมือเบาๆ
พริบตาเดียว แก่นอสูรระดับสี่และระดับห้านับสิบเม็ด หญ้าิญญาอสรพิษม่วง ผลโลหิตอสูร และสมุนไพรหายากอีกหลายชนิด ก็หล่นลงมากองรวมกันบนโต๊ะหยก ส่งแสงส่องประกายหลากสีสันละลานตา
หยาเฟยเบิกตากว้างเล็กน้อย ทรัพยากรเหล่านี้แม้จะไม่ได้ล้ำค่าเท่าแก่นอสูรระดับเจ็ด ทว่าปริมาณของมันกลับบ่งบอกว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ต้องไปกวาดล้างรังของสัตว์อสูรมาเป็แน่
"ของเหล่านี้ถือว่าใช้ได้เลยเ้าค่ะ ทางเรายินดีรับซื้อทั้งหมดในราคา..."
"ช้าก่อน" ซูหลงอวิ๋นยกมือขึ้นขัดจังหวะ เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของหยาเฟย "ของพวกนี้เป็เพียงน้ำจิ้มเท่านั้น สิ่งที่ข้า้าจะขายให้หอหมื่นสมบัติอย่างแท้จริง คือสิ่งนี้ต่างหาก"
เด็กหนุ่มล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ นำขวดหยกสีขาวบริสุทธิ์ออกมาหนึ่งขวด เขาวางมันลงบนโต๊ะอย่างแ่เบา ดึงจุกไม้คอร์กออก!
วิ้ง
ทันทีที่ขวดหยกเปิดออก กลิ่นหอมหวนอันล้ำลึกก็พวยพุ่งออกมาตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้องรับรอง กลิ่นหอมนี้ล้ำลึกเสียจนทำให้ปราณยุทธ์ในร่างของหยาเฟยที่นิ่งสงบมานาน เกิดการสั่นะเืราวกับจะทะลวงคอขวด!
หยาเฟยผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตะลึง นางยื่นมืออันสั่นเทิ้มหยิบขวดหยกขึ้นมาเทเม็ดโอสถภายในลงบนฝ่ามืออย่างระมัดระวัง
เม็ดโอสถขนาดเท่าเม็ดบัว เปล่งประกายสีม่วงอมแดงเรืองรอง ทว่าสิ่งที่ทำให้นางแทบจะหยุดหายใจ คือเส้นสายสีทองลี้ลับสามเส้นที่พาดผ่านพื้นผิวของโอสถราวกับหมู่เมฆบนท้องฟ้า!
"ละ... ลายเมฆาโอสถ! ์! นี่คือ 'โอสถปราณอสรพิษ' ระดับสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งสิ่งเจือปนแม้แต่เสี้ยวเดียว!"
เสียงของหยาเฟยสั่นเครือ นางไม่อาจรักษามาดผู้จัดการผู้เยือกเย็นได้อีกต่อไป ในโลกปุถุชนแห่งนี้ นักปรุงยาคือตัวตนที่สูงส่งยิ่งนัก แม้แต่นักปรุงยาระดับมนุษย์ขั้นสูงสุดของเมืองหลินสุ่ย ก็ยังไม่อาจหลอมโอสถที่มีลายเมฆาได้สำเร็จแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต!
การปรากฏตัวของโอสถระดับสมบูรณ์แบบเม็ดนี้ หากนำไปประมูล จะต้องสร้างความบ้าคลั่งให้แก่ขุมกำลังทุกฝ่ายในเมืองหลินสุ่ยอย่างแน่นอน! เพราะมันสามารถรับประกันการทะลวงระดับของผู้ฝึกยุทธ์รวบรวมปราณขั้นกลางได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยไม่มีผลข้างเคียงหรือพิษตกค้างในเส้นชีพจร!
หยาเฟยสูดลมหายใจลึก พยายามสงบสติอารมณ์ นางเงยหน้ามองเด็กหนุ่มในชุดขอทานด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง บัดนี้ ในสายตาของนาง ซูหลงอวิ๋นมิใช่คนธรรมดา แต่เป็ตัวแทนของพลังอำนาจที่มองไม่เห็น!
"คุณชาย... ท่านได้โอสถเม็ดนี้มาจากที่ใด? หรือว่า... เื้ัของท่าน มี 'ท่านปรมาจารย์' นักปรุงยาระดับ์คอยสั่งสอนอยู่?" หยาเฟยหยั่งเชิงด้วยความระมัดระวัง นางไม่เชื่อเด็ดขาดว่าเด็กหนุ่มอายุสิบห้าปีจะสามารถหลอมโอสถระดับนี้ได้ด้วยตนเอง
ซูหลงอวิ๋นลอบยิ้มในใจ นี่คือสิ่งที่เขา้าให้คนอื่นเข้าใจ การสร้างภาพลักษณ์ว่ามี 'ปรมาจารย์ลึกลับ' คอยหนุนหลัง จะช่วยลดความยุ่งยากและป้องกันคนตาขาวที่คิดจะปล้นชิงเขาในยามที่เขายังไม่แข็งแกร่งพอ
"เื่ของท่านอาจารย์ ข้ามิสะดวกที่จะเอ่ยถึง ท่านเป็ผู้สันโดษ ไม่ชอบความวุ่นวาย" ซูหลงอวิ๋นตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แสร้งทำเป็ศิษย์ผู้จงรักภักดี "ท่านเพียงแต่มอบโอสถเม็ดนี้ให้ข้านำมาแลกเปลี่ยนเป็ทรัพยากรสำหรับการบ่มเพาะของข้าเท่านั้น ผู้จัดการหยา ท่านคิดว่าโอสถเม็ดนี้ มีค่าพอจะนำเข้าสู่งานประมูลใหญ่ของหอหมื่นสมบัติหรือไม่?"
"แน่นอนเ้าค่ะ! งานประมูลใหญ่ของเมืองหลินสุ่ยจะจัดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า ซึ่งเป็่เดียวกับที่ 'งานประลองร้อยสำนัก' เริ่มต้นขึ้นพอดี ผู้นำตระกูลใหญ่และยอดฝีมือจากทั่วสารทิศจะมารวมตัวกัน โอสถเม็ดนี้จะต้องทำราคาได้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นหินปราณระดับต่ำอย่างแน่นอน!" หยาเฟยกล่าวด้วยดวงตาเป็ประกาย
นางรีบหยิบป้ายหยกสีม่วงเข้มสลักลวดลายอักษร'หมื่น' ยื่นให้แก่ซูหลงอวิ๋น"นี่คือ 'ป้ายหยกพิเศาระดับม่วง' ของหอหมื่นสมบัติเ้าค่ะ คุณชายโปรดรับไว้ ด้วยป้ายนี้ ท่านสามารถเบิกถอนหินปราณล่วงหน้าได้สามพันก้อน และจะได้รับการลดราคาสิบส่วนสำหรับการซื้อสินค้าทุกชนิดในหอหมื่นสมบัติของเรา"
ซูหลงอวิ๋นรับป้ายหยกมาเก็บไว้ นี่คือบัตรผ่านเข้าสู่สังคมชั้นสูงของชาทยุทธ์
"ขอบใจผู้จัดการหยา นอกจากฝากประมูลโอสถและขายแก่นอสูรแล้ว ข้า้าซื้อสมุนไพริญญาธาตุหยางจำนวนหนึ่ง และ... ข้า้า 'เตาหลอมโอสถ' ระดับมนุษย์ขั้นสูงสักใบหนึ่งด้วย"
แม้ซูหลงอวิ๋นจะใช้สองมือเปล่าหลอมโอสถด้วยคัมภีร์เทวะได้ แต่การมีเตาหลอมโอสถเอาไว้บังหน้า ย่อมทำให้การกระทำของเขาดูแเียิ่งขึ้น และไม่ดึงดูดความสนใจมากจนเกินไป
"ย่อมได้เ้าค่ะ! ข้าจะให้คนจัดเตรียมสมุนไพรและเตาหลอมที่ดีที่สุดให้ท่านเดี๋ยวนี้เลย" หยาเฟยยิ้มกริ่ม นางมั่นใจว่าการผูกมิตรกับเด็กหนุ่มที่มีปรมาจารย์อยู่เื้ัผู้นี้ จะเป็ผลงานชิ้นโบแดงของนางในสาขาหลินสุ่ย
การเจรจาการค้าเป็ไปอย่างราบรื่น ซูหลงอวิ๋นขายซากและแก่นอสูรทั้งหมด ได้รับหินปราณระดับต่ำมาอีกกว่าสองพันก้อน รวมกับเงินล่วงหน้าจากการประมูลโอสถ เขาซื้อเตาหลอมศิลาแดงระดับมนุษย์ขั้นสูง และสมุนไพริญญาระดับสองอีกหลายชนิดสำหรับเตรียมหลอมโอสถฟื้นฟูและโอสถเสริมปราณในอนาคต
เมื่อเสร็จสิ้นธุระ ซูหลงอวิ๋นก็ลุกขึ้นประสานมืออำลา หยาเฟยเดินมาส่งเขาด้วยตนเองถึงหน้าประตูหอหมื่นสมบัติ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของพนักงานและลูกค้าที่เห็นผู้จัดการใหญ่ผู้เย่อหยิ่ง เดินตามส่งเด็กหนุ่มในชุดขอทานราวกับส่งเทพเ้า!
ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากหอหมื่นสมบัติ ซูหลงอวิ๋นก็เดินกลืนหายไปในฝูงชนอย่างรวดเร็ว เขาลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอย ก่อนจะแวะซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ที่เป็ผ้าไหมสีดำขลับสวมทับเพื่อเปลี่ยนรูปลักษณ์
ระหว่างที่เดินผ่านโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง เสียงพูดคุยของเหล่าชาวยุทธ์ก็ดังแว่วเข้าหูของเขา
"พวกเ้าได้ข่าวหรือไม่? ตระกูลหลินกำลังระดมกำลังพลออกตามล่าหาตัวเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง นามว่าซูหลงอวิ๋น! ได้ยินว่านายน้อยหลินควงตั้งค่าหัวมันไว้สูงถึงหนึ่งพันหินปราณเชียวนะ! หากใครจับเป็มันมาได้ จะได้รับเชิญเข้าเป็แขกวีไอพีของตระกูลหลินด้วย!"
"ข้าได้ยินมาว่าไอ้เด็กนั่นขโมยสมบัติล้ำค่าของตระกูลหลินแล้วหนีไป นายน้อยหลินควงโกรธจัด เพราะท่าน้าใช้สมบัตินั้นเป็ไพ่ตายในการประลองร้อยสำนักที่จะถึงนี้ เพื่อแย่งชิงโควตาศิษย์สายในของสำนักกระบี่์!"
"ฮ่าฮ่า งานนี้เมืองหลินสุ่ยคงได้นองเืแน่ๆ ข้าอยากจะรู้จับใจนัก ว่าไอ้เด็กซูหลงอวิ๋นผู้นั้นมันมีสามเศียรหกกรหรืออย่างไร ถึงกล้ากระตุกหนวดพยัคฆ์อย่างตระกูลหลิน!"
ซูหลงอวิ๋นที่ยืนฟังอยู่ใต้ชายคาโรงเตี๊ยม มุมปากของเขายกขึ้นเป็รอยยิ้มเ็า ั์ตาสีดำทอประกายสังหารวาบผ่าน
"ตามล่าข้างั้นรึ? หลินควง... เ้าช่างไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังเล่นอยู่กับสิ่งใด"
เด็กหนุ่มดึงหมวกฟางที่เพิ่งซื้อมาลงปิดบังใบหน้า มือขวากระชับด้ามกระบี่กลืนเงาที่แผ่นหลังแน่น
"งานประมูลหอหมื่นสมบัติ และงานประลองร้อยสำนักในอีกสามวันข้างหน้า... ข้าจะใช้เวทีที่เ้ายกย่องที่สุดแห่งนั้น เป็ลานปะาของตระกูลหลิน! เตรียมตัวลิ้มรสชาติแห่งความสิ้นหวังเอาไว้ให้ดีเถิด นายน้อยควง!"
ร่างในชุดดำของซูหลงอวิ๋นค่อยๆ เลือนหายไปในเงามืดของตรอกแคบๆ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายแห่งพายุโลหิตที่กำลังจะพัดกระหน่ำเมืองหลินสุ่ยในไม่ช้า!