อสูรรับใช้ใช่หรือเปล่านะ
หนิงอ้ายเดินตามลู่ซีออกมาจากทางออกลับที่อยู่ใกล้เรือนเล็กของตน ซึ่งแน่นอนว่าพื้นที่ของตระกูลจางนั้นใหญ่โตกว้างขวางมากดังนั้นจึงเน้นเพียงแค่ป้องกันคนนอกไม่ให้เข้ามาได้โดยง่ายแต่คนในกลับสามารถเข้าออกได้อย่างอิสระ เพียงหนึ่งเค่อ(1เค่อเท่ากับ15นาที)ทั้งเขาและลู่ซีก็เดินออกมาจากเขตจวนได้สำเร็จและกำลังตรงไปยังตลาด ใน
ตอนนี้ผู้คนต่างออกมาจับจ่ายซื้อของอย่างคึกคัก โดยรอบนั้นมีทั้งเหลาอาหารโรงเตี๊ยมที่ลู่ซีชี้ว่าเป็กิจการของตระกูลจาง อีกทั้งมีร้านค้าโอสถเล็กๆสำหรับชาวบ้านทั่วไปที่ไม่มีกำลังจ่ายมากนัก ร้านเสื้อผ้าเครื่องประดับที่ตอนนี้มีผู้คนอย่างเนืองแน่นเพราะใกล้จะเข้าสู่การประลองยุทธ์แล้วจึงมีผู้คนมากมายจากหลายหลายที่เดินทางเข้ามาก่อนจะมุ่งตรงไปยังเเคว้นเต่าดำที่อยู่ข้างเคียงกัน ของกินข้างทางในตลาดนั้นให้อารมณ์เช่นเดียวกันกับตลาดนัดในโลกเดิมของเขาเป็อย่างมาก เเละเมื่อเดินมายังใจกลางตลาดก็เห็นอาคารจีนทรงแปดเหลี่ยมสีดำตั้งตระหง่านโดดเด่นที่มีความสูงถึงห้าชั้น ซึ่งสถานที่นี้ก็คือหอประมูลพยัคฆ์รัตติกาลนั่นเอง
“หอประมูลพยัคฆ์รัตติกาลช่างใหญ่โตกว้างขวางยิ่งนัก...เ้ารู้หรือไม่เป็กิจการของตระกูลใดกัน?? ”หนิงอ้ายถามออกมา
“ว่ากันว่าหอประมูลพยัคฆ์รัตติกาลมีที่มาไม่ชัดเจนแม้แต่กระทั่งกษัตริย์ของแคว้นยังต้องไว้หน้าอยู่หลายส่วน...ในหอประมูลจะมีการจำหน่ายสินค้าโดยเเบ่งเป็ประเภทต่างๆสี่ชั้นและชั้นสุดท้ายบนสุดจะเป็ชั้นประมูลสินค้าหายากซึ่งจะเปิดเพียงหนึ่งวันต่อเดือนขอรับ”ลู่ซียิ้มเล็กน้อยก่อนที่ตนจะเดินนำหนิงอ้ายเข้าไป
หอประมูลพยัคฆ์รัตติกาลเป็อาคารจีนทรงแปดเหลี่ยมที่มีถึงห้าชั้นตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางตลาดของแคว้นหงส์แดง ภายนอกอาคารเป็สีดำสนิทสามารถมองเห็นได้แม้จากที่ไกลถือได้ว่าเป็หอประมูลสินค้าที่มีชื่อเสียงจนมีผู้คนกล่าวขานกันว่า ‘หากใต้หล้านี้้าสิ่งใดหอประมูลพยัคฆ์รัตติกาลสามารถทำให้สมหวังดั่งใจ’ เห็นได้ว่านอกจากหอประมูลพยัคฆ์รัตติกาลจะมีการจำหน่ายสินค้า พวกอาวุธพิเศษและการประมูลของหายากแล้วย่อมมีการขายข้อมูลลับๆเป็แน่...
...ทำไมเขาจะไม่รู้กันในนิยายที่เคยอ่านมาแต่ละเื่จากโลกเดิมเกี่ยวกับนิยายจีนโบราณนั้นสถานที่แบบนี้ย่อมเป็ที่ดึงดูดคนที่ถุงเงินหนาและคนเื้ัเ้าของหอประมูลนี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ในแต่ละชั้นของหอประมูลพยัคฆ์รัตติกาลนั้นจะมีการแบ่งหมวดหมู่ที่ค่อนข้างเป็ระเบียบ
โดยชั้นที่หนึ่งจะเป็การจำหน่ายตำราศึกษารวมไปถึงอุปกรณ์เครื่องเขียนหลายหลายรูปแบบมีตำราที่เป็ประโยชน์ทั้งตำราพื้นฐานและตำราหายาก เช่นตำราพลังิญญา เคล็ดวิชาของพลังธาตุในแต่ละสายรวมไปถึงตำราการศึกและการต่อสู้ต่างๆ
ชั้นที่สองจะเป็การจำหน่ายสินค้าประเภทพวกยันต์เวทย์โจมตียันต์ค่ายกลรวมไปถึงของวิเศษต่างๆซึ่งมีั้แ่ของวิเศษระดับต่ำจนไปถึงของวิเศษระดับสูง มีทั้งราคาสูงและราคาที่สามารถจับต้องได้
ชั้นที่สามจะเป็การจำหน่ายพวกเสื้อเกราะป้องกันเสื้อเกราะโจมตีเสื้อเกราะเสริมพลังธาตุหรือพวกอาวุธวิเศษรวมไปถึงพวกอาวุธทั่วไปเช่นกระบี่,ดาบ ธนูหรือหากว่า้าให้จัดทำอาวุธก็สามารถติดต่อตกลงกับนายช่างประจำชั้นให้ดำเนินการได้เช่นกัน
ชั้นที่สี่จะเป็การจำหน่ายพวกโอสถต่างๆั้แ่ระดับต่ำไปถึงระดับสูงสมุนไพรหายากต่างๆอีกทั้งสิ่งของที่จำเป็สำหรับการปรุงโอสถก็มีในชั้นนี้ด้วยเช่นกัน
ชั้นสุดท้ายชั้นที่ห้านี้จะเป็ชั้นสำหรับการประมูลสินค้าหายากในหนึ่งเดือนจะเปิดเพียงหนึ่งครั้งซึ่งจะตรงกับทุกๆวันที่สิบหกของทุกเดือนน่าเสียดายที่เขามาหอประมูลพยัคฆ์รัตติกาลหลังจากวันที่มีการประมูลจบไปเพียงสองวันเท่านั้นที่ลู่ซีบอกว่าสินค้าประมูลในชั้นห้านี้นอกจากจะเป็การประมูลของวิเศษ,สมุนไพรหายากแล้วก็ยังมีการประมูลสัตว์อสูรระดับสูงๆอีกด้วย
หนิงอ้ายใช้เวลาอยู่ในหอประมูลพยัคฆ์รัตติกาลร่วมสองชั่วยาม เขาได้ของที่้าเกือบทั้งหมดแล้วไม่ว่าจะเป็ตำราฝึกฝนธาตุน้ำระดับสูง,เคล็ดวิชาที่จำเป็ต่างๆก่อนกลับหนิงอ้ายไม่ลืมแวะไปยังชั้นสามอีกครั้งเพื่อให้นายช่างทำอาวุธลับให้ ในตอนแรกนายช่างเ่าั้ต่างไม่เข้าใจว่าอาวุธลับที่เขา้าจะออกมาเป็แบบใด ยังดีที่หนิงอ้ายไม่ลืมหยิบแบบร่างอาวุธลับดังกล่าวมาด้วยพร้อมกับอธิบายอีกเพียงเล็กน้อย การตกลงจ้างทำอาวุธจึงจบลงด้วยดีและมีการนัดมารับสินค้าในอีกเจ็ดวันข้างหน้า
“ลู่ซีเ้ามีสัตว์อสูรรับใช้หรือไม่แล้วเป็สัตว์อสูรประเภทใดกัน??”หนิงอ้ายถามออกมาเมื่อนึกขึ้นได้ว่ามารดา้าให้เขาไปซื้ออสูรรับใช้ซักตัว
“เป็วิฬาร์อัสนีสีชาดขอรับ...อสูรรับใช้ของข้า”ลู่ซีตอบกลับและทำการเรียกอสูรรับใช้ของตนออกมา
พรึบ!
ทันใดนั้นพื้นที่ว่างเปล่าด้านหน้าของลู่ซีก็ปรากฏวงเวทย์สีน้ำตาลเข้มก่อนที่ภายในวงเวทย์นั้นจะปรากฏสัตว์อสูรที่มีรูปร่างภายนอกคล้ายกับเเมวสีแดงที่มีขนาดตัวสูงถึงเกือบสามเมตร ซึ่งเพียงในพรึบตาร่างของเ้าเเมวตัวนี้ก็เข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของลู่ซีเสียแล้วหากมองดีๆจะพบว่าเ้าเเมวตัวนี้มีดวงตาถึงสองด้วยกัน
‘ตัวใหญ่กว่าช้างป่าที่เคยเห็นมาเลย...แต่พอลดขนาดลงแล้วทำไมน่ารักน่ากอดแบบนี้นะ...’หนิงอ้ายคิดในใจอย่างตื่นเต้นที่ได้เห็นสัตว์อสูรเป็ครั้งแรกอีกทั้งเ้าเเมวตัวน้อยในยามนี้ก็จ้องมองเขาด้วยหน้าตาติดอ้อนชวนให้น่าเอ็นดู หนิงอ้ายคิดว่ากลับไปยังเรือนจะขอกอดอสูรรับใช้ของลู่ซีจะได้ไหมนะ
“สัตว์อสูรรับใช้หากว่าทำการผูกพันธะกับเ้าของแล้วจะสามารถสื่อสารทางจิตกับเ้าของได้ขอรับและหากว่าระดับเพิ่มขึ้นเป็ระดับมายาก็จะสามารถพูดและแปลงร่างเป็มนุษย์ได้เช่นกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของสัตว์อสูรด้วยขอรับ”
“แล้วต้องระดับใดหรือถึงจะสามารถพูดและแปลงร่างเป็มนุษย์ได้??”หนิงอ้ายถามต่อด้วยความอยากรู้
“ต้องเป็สัตว์อสูรเซียนที่มีระดับกลางขึ้นไปขอรับจึงจะสามารถพูดและแปลงร่างเป็มนุษย์ได้ แต่การพูดคุยทางจิตนั้นสามารถทำได้ั้แ่มีการผูกพันธะครั้งแรก อีกทั้งความก้าวหน้าของระดับอสูรรับใช้นั้นจะขึ้นอยู่กับพลังิญญาของเ้าของพันธะเช่นกัน”
“อสูรจะแบ่งออกเป็สามประเภทคืออสูรทั่วไป,อสูรมายาและอสูรเซียนขอรับ...สำหรับอสูรทั่วไปนั้นจะสามารถพบเห็นได้ตามป่าชั้นนอก ซึ่งสัตว์อสูรประเภทนี้ต่างมีสัญชาตญาณความเป็สัตว์อยู่เต็มเปี่ยมไม่สามารถไปเพิ่มไปถึงระดับเซียนได้สามารถเลื่อนระดับได้สูงสุดถึงขั้นสัตว์มายาเพียงเท่านั้น...ซึ่งสัตว์อสูรทั่วไปนี้มักจะถูกจับมาใช้แรงงานรวมไปถึงเป็อาหารสำหรับการเพิ่มพลังิญญาในผู้ฝึกตนขอรับ...”ลู่ซีอธิบายไปขณะที่นำทางหนิงอ้ายไปทางส่วนใต้ดินหอประมูลพยัคฆ์รัตติกาลที่มีการจำหน่ายสัตว์อสูรอยู่นั่นเอง
“ต่อมาคืออสูรมายาจะมีความแตกต่างออกไป ซึ่งเป็สัตว์อสูรที่มีจิตสำนึกมีความคิดเช่นเดียวกันกับมนุษย์สามารถเลื่อนระดับไปเป็อสูรเซียนจึงสามารถพูดและแปลงร่างเป็มนุษย์ได้เช่นกันเมื่อถึงระดับเซียนเเล้ว ส่วนมากจะพบเห็นได้บ้างตามเขตป่าชั้นกลางสำหรับป่าชั้นนอกมีให้พบเห็นอยู่บ้างเล็กน้อยในบางครั้ง...”
“สุดท้ายคืออสูรเซียน...ซึ่งเชื่อกันว่าสัตว์อสูรระดับสูงสุดอาศัยอยู่ในป่าชั้นในที่มีความอันตรายอย่างยิ่ง เป็สัตว์อสูรที่มีความแข็งแร่งที่สุดในสามประเภทนี้สามารถพูดและแปลงร่างเป็มนุษย์ได้แม้ระดับพลังจะน้อย ซึ่งในอดีตเมื่อสามพันปีก่อนมีเพียงเซียนโอสถหมื่นพิษที่สามารถสัตรอสูรเซียนได้ตามที่มีการเล่าสืบต่อกันมาขอรับ...”ลู่ซีพูดตอบกลับไป
“แล้วต้องมีพลังิญญาระดับใดกันจึงจะสามารถทำการผูกพันธะกับสัตรอสูรได้??”หนิงอ้ายสอบถามอีกครั้ง
“สำหรับการผูกพันธะกับสัตรอสูรได้นั้นจะสามารถทำได้เพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น จนกว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งซึ่งคือผู้ผูกพันธะหรือสัตว์อสูรนั้นตายลงไป อีกทั้งขึ้นอยู่กับว่าสัตว์อสูรเ่าั้จะยินยอมผูกพันธะหรือไม่??ยิ่งหากเป็สัตว์อสูรมายาระดับสูงหรือสัตว์อสูรเซียนเเม้จะเป็เพียงระดับต่ำที่มีความรู้สึกนึกคิดแล้ว ย่อมไม่ใช่เื่ง่ายในการผูกพันธะหากไม่ได้รับการยอมรับจากสัตว์อสูรเ่าั้ขอรับ...”ลู่ซีเอ่ยตอบข้อสงสัยดังกล่าว
“คงต้องอาศัยโชคชะตาด้วยซินะ...รีบไปกันเถอะลู่ซี”หนิงอ้ายในตอนนี้ลุ้นอย่างมากว่าตนจะมีสัตว์อสูรในเป็ประเภทใด
‘จะเป็สัตรอสูรประเภทไหนดีนะ...อยากได้แบบเ้าเเมวน้อยสีเเดงเหมือนของลู่ซีจังจะได้จับกอดทั้งวันเลย...’หนิงอ้ายคิดอย่างมีความสุขอยู่ในใจ
หนิงอ้ายคิดว่าด้านนอกของหอประมูลพยัคฆ์รัตติกาลมีพื้นที่กว้างขวางแล้วชั้นใต้ดินก็ไม่มีพื้นที่ไม่ต่างกันั้แ่ก้าวเท้าเข้ามาในบริเวณดังกล่าว ก็พบว่าทั้งชั้นใต้ดินนั้นนั้นจะมีที่คุมขังสัตว์อสูรมากมายซึ่งกรงขังต่างๆเ่าั้จะถูกกำกับด้วยวงเวทย์อย่างแ่าทั้งเวทย์ป้องกันและเวทย์ที่ใช้ข่มพลังของสัตว์อสูร ซึ่งจะมีการแบ่งเป็กรงเหล็กขนาดน้อยใหญ่แตกต่างกันไปมีการจำแนกสัตว์อสูรเป็ประเภทของแต่ละธาตุสังกัดต้องบอกก่อนว่าด้วยความที่ผู้ฝึกตนสามารถทำการผูกพันธะกับสัตว์อสูรซึ่งอาจจะเพียงแค่หนึ่งครั้งในชีวิต ดังนั้นการเลือกสัตว์อสูรรับใช้ดังกล่าวผู้ฝึกตนจะเลือกโดยการอิงตามพลังธาตุที่ตนเองถนัดเพื่อจะเป็ประโยชน์ในการต่อสู้ของตนเอง
“ท่านผู้ดูแล...ไม่ทราบว่ามีสัตว์อสูรเซียนบ้างไหมขอรับ??”หนิงอ้ายถามออกมาในที่สุดเมื่อคำนวณแล้วว่าเพื่อไม่เป็การเสียเวลาในการหาสัตว์อสูรรับใช้ควรสอบถามไปเลยดีกว่า
“ไม่มีหรอกขอรับคุณชาย...อสูรเซียนนั้นไม่ใช่เื่ง่ายที่จะคร่ากุมได้สักเท่าใดนักและยังไม่รวมถึงความเสี่ยงของการเข้าไปเสาะหาจากป่าชั้นในด้วย...”ผู้ดูแลตอบออกมาพร้อมคิดในใจว่าคุณชายน้อยผู้นี้ดวงตามีชีวิตชีวาซุกซน ถึงเเม้จะสวมผ้าคลุมปกปิดไว้ดูจากกริยาท่าทางก็คล้ายดั่งคุณชายจากตระกูลใหญ่ แต่ไม่มีการใช้อำนาจข่มขู่ผู้คนที่มีฐานะด้อยกว่าอีกทั้งยังให้เกียรติผู้อาวุธโสกว่าตนอีกด้วย
“ข้าเข้าใจแล้ว...ขอบคุณผู้ดูแลขอรับ”หนิงอ้ายตอบกลับและพยักหน้าด้วยความเข้าใจ
ลู่ซีเดินนำหนิงอ้ายไปยังกรงขังอสูรในสังกัดธาตุน้ำ เนื่องจากว่าสัตรอสูรสังกัดธาตุพิษนั้นหายากและไม่ใช่เื่ง่ายในการจับเข้ามา อีกทั้งท่านเยว่ซินมารดาของคุณชายนั้นไม่้าให้ความสามารถเกี่ยวกับพลังปราณธาตุพิษของคุณชายได้รับรู้โดยทั่วไปดังนั้นการเลือกอสูรรับใช้ในสังกัดปราณธาตุน้ำจึงเป็คำตอบที่ดีที่สุด
“ข้าไม่รู้สึกถูกใจกับพวกอสูรเ่าั้เลยสงสัยว่าข้าต้องกลับเรือนมือเปล่าอย่างแน่นอน...” หนิงอ้ายเอ่ยออกมาด้วยความเหนื่อยล้า
“คุณชายอย่าพึ่งถอดใจสิขอรับ...ความจริงแล้วยังมีสัตว์อสูรอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ปรากฏทราบถึงพลังธาตุว่าอยู่ในสังกัดใดรอเพียงวันเวลาที่จะขายไปทั้งสำหรับการนำไปใช้แรงงานหรือถูกขายไปยังเหลาอาหารต่างๆที่้าเนื้อสัตว์อสูรขอรับ”ลู่ซีรู้สึกสงสารคุณชายที่ตอนนี้ยังไม่เจออสูรรับใช้ที่ถูกใจเสียทีพร้อมกับเดินนำไปยังบริเวณกรงขังดังกล่าว
“นั้นก็เป็สัตว์อสูรเช่นกันหรือลู่ซี??”หนิงอ้ายเอ่ยถามอยางสงสัยเนื่องจากว่าตรงด้านหน้าเขามีกรงขังในนั้นมีอะไรบางอย่างยืนต้นอยู่ไม่คล้ายกับสัตว์อสูรเลยเเม้เเต่นิด
ผู้ดูแลชั้นคนเดิมเห็นว่าสองนายบ่าวได้ปรึกษากันยังไม่ได้รับข้อตกลงเสียดีจึงเอ่ยแนะนำไปว่า“ในกรงขังนั้นผู้เชี่ยวชาญของทางหอประมูลเราไม่สามารถที่จะระบุได้ว่าเป็สัตว์อสูรหรือไม่หรือว่าอยู่ในสังกัดใด...แต่พอเอาอาวุธฟันเข้าไปแล้วชิ้นส่วนที่หายไปก็จะปรากฏชิ้นส่วนนั้นเหมือนเดิมและมีสิ่งที่คล้ายกับโลหิตไหลออกมาขอรับ”ผู้ดูแลได้แนะนำให้คลายสงสัย
ด้านหน้าของหนิงอ้ายนั้นเมื่อมองเข้าไปถึงในกรงขังก็พบเห็นต้นไม้ยืนต้นไร้ใบที่ด้านล่างมีกับดักบุปผาที่มีลักษณะภายนอกคล้ายกับต้นหม้อข้าวหม้อเเกงลิงซึ่งไม่มีสัตว์อสูรโดยรอบและมีลำต้นสูงใหญ่กว่าตัวเขาไปอีก่ตัว เมื่อมองไปยังจุดตรงกลางคล้ายกับว่าเห็นดวงตาของมันที่มองมาที่ตนด้วยความสิ้นหวังโดดเดี่ยวคล้ายกับยอมรับในโชคชะตาของตนเองเมื่อคิดอย่างนี้หนิงอ้ายพลันรู้สึกเ็ปอยู่ในใจอย่างบอกไม่ถูก
“ท่านผู้ดูแลข้า้าสัตว์อสูรตัวนี้ขอรับ...”หนิงอ้ายขอเชื่อในความรู้สึกของตนเองจึงบอกผู้ดูแลไปด้วยความมั่นใจ
“คุณชายขอรับ!!!”เสียงของลู่ซีและผู้ดูแลดังขึ้นพร้อมกันในทันที
“ข้าตัดสินใจดีแล้ว...ต่อให้มันไม่ใช่สัตว์อสูรหรือเป็เพียงต้นไม้ธรรมดาไม่มีพลังใดใดข้าก็จะดูแลมันเอง...”หนิงอ้ายยกยิ้มเล็กน้อยใต้ผ้าคลุม เมื่อกี้เขาเห็นนะว่าเ้าตัวในกรงขังแอบมีการขยับไปนิดหนึ่งถึงจะเพียงเล็กน้อย แต่ด้วยความช่างสังเกตของเขามันก็ไม่ใช่เื่ยากที่จะเห็นอีกทั้งเขาเชื่อว่ามันต้องไม่ธรรมดาเหมือนกับที่มองเห็นภายนอกอย่างแน่นอน
“หากคุณชาย้าเช่นนั้นทางเราขอมอบให้โดยไม่คิดเงินขอรับ...”ผู้ดูแลได้ยินคำตอบอันมุ่งมั่นก็ยิ่งถูกใจเด็กหนุ่มมากยิ่งขึ้นและ้าที่จะยกเ้าสิ่งนี้ให้ไปเลยไม่คิดเงินเพราะอย่างไรนายท่านของเขาก็ไม่ได้สนใจกับเ้าตัวนี้อยู่แล้ว
“เป็เช่นนั้นได้อย่างไรเล่าของซื้อของขายได้โปรดท่านคิดเงินตามปกติเถอะขอรับ...”หนิงอ้ายเอ่ยออกมาด้วยความเกรงใจ
ในขณะที่ทุกคนกำลังสนทนาเจรจาเกี่ยวกับราคาขายอยู่นั้นสัตว์อสูรดังกล่าวเมื่อได้ยินว่ามีคนเห็นค่าทันใดนั้นตรงจุดที่คล้ายกับดวงตาก็มีหยดน้ำสีแดงไหลออกมา คล้ายกับว่าร่ำไห้ดีใจที่มีคน้ามันเสียทีหลังจากที่สองนายบ่าวรับใช้พร้อมกับสัตว์อสูรได้ออกไปจากหอประมูลพยัคฆ์คำรามแล้ว ใบหน้ายิ้มสุภาพของผู้ดูแลคนดังกล่าวจึงกลับมานิ่งสงบไม่ปรากฏคลื่นอารมณ์อีกครั้ง พร้อมกับเอ่ยออกมาเบาๆ แต่แน่นอนว่าย่อมมีคนรับสารอย่างแน่นอน
“ติดต่อไปแจ้งนายท่านว่าสัตว์อสูรตัวที่ได้รับเข้ามาล่าสุดถูกคุณชายท่านหนึ่งซื้อออกไปแล้ว...”
..............................
ทางฝั่งของหนิงอ้ายเมื่อกลับมาถึงเรือนเล็กของตนแล้วก็พบว่าท่านแม่กำลังยืนรอเขาอยู่ใบหน้าแสดงความเป็ห่วงอย่างปิดไม่มิด ด้วยเหตุเพราะว่าเขาและลู่ซีนั้นกลับมาช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ประมาณเกือบหนึ่งชั่วยามมารดาจึงเป็ห่วงอยู่ไม่น้อย จากนั้นหนิงอ้ายได้เล่าให้มารดาของตนได้ฟังว่าวันนี้เขาไปเจอกับอะไรและซื้อสิ่งไหนมาบ้าง ซึ่งเมื่อพูดถึงสัตว์อสูรที่ตนซื้อมานั้นในตอนแรกมารดาก็ไม่มีท่าทีเห็นด้วยและ้าให้เขาไปซื้อสัตว์อสูรตัวใหม่มาผูกพันธะแทนเสียด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าหนิงอ้ายไม่ยินยอมเขาจึงกล่าวออดอ้อนท่านแม่ไปว่าเขารู้สึกถูกใจเ้าตัวนี้จริงๆและนี่อาจจะเป็โชคชะตาของเขาก็ได้ เเละเมื่อได้ฟังอย่างนั้นแล้วเยว่ซินจึงไม่กล่าวถึงเื่นี้อีกและพาเขาไปทานอาหารที่ทำไว้รอนานแล้ว สำหรับตัวหนิงอ้ายนั้นเขาเชื่อว่าการตัดสินใจครั้งนี้ถูกต้องเเล้วเพราะเขารู้สึกได้ว่าสัตว์อสูรที่ตนซื้อมาย่อมไม่ธรรมดาตามที่เห็นจากภายนอก หรือต่อให้ไม่สามารถทำการผูกพันธะได้เขาเองก็เต็มใจที่จะดูแลอีกฝ่ายต่อไปต่อไปในเมื่อเขาสามารถเลือกทางของตนเองมุ่งมานะจนกลายเป็ผู้ฝึกตนได้เ้าสัตว์อสูรตัวนี้ก็ต้องเพิ่มระดับได้เช่นกัน...