รสขม
ขมเกินกว่าที่ชาถ้วยหนึ่งควรจะเป็
ปลายนิ้วเกร็งอยู่รอบขอบถ้วย แต่ไม่มีแรงพอจะปล่อยมันลง ราวกับมือทั้งข้างไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไป
แล้วความเจ็บก็แล่นขึ้นกลางอก ไม่ใช่เจ็บแบบสะดุ้ง แต่เป็ความเจ็บแปลบที่แผ่ซ่านออกช้า ๆ แสบร้อนเหมือนถูกทิ่มด้วยเข็มโลหะนับพัน
มีบางอย่างพันรอบข้อมือ แน่นขึ้นทีละนิด ทีละนิด
เสียงะโแทรกเข้ามาจากที่ไหนสักแห่ง
"อย่าแตะต้องเขา! ถอยออกไปก่อน!"
เสียงทุ้มคุ้นเคย แต่พร่าเลือนจนแยกไม่ออกว่าเป็ใคร เหมือนฟังผ่านม่านน้ำที่กำลังไหลผ่านหู
เสียงกระพือปีกของนกที่กำลังแตกตื่น
เสียงคำรามต่ำ ก้องขึ้นจากที่ใดสักแห่ง
เสียงฝีเท้าคนวิ่งเข้ามาเป็ระยะ ถี่ขึ้นเรื่อย ๆ
มีคนเรียกชื่อของเขา
"กู้หมัว"
ไม่ใช่เสียงของคนที่กำลังะโ แต่เป็เสียงที่อยู่ใกล้มาก ใกล้เสียจนเหมือนริมฝีปากนั้นอยู่ข้างหู
น้ำเสียงนั้นสั่นจนแทบไม่เป็คำเหมือนคนที่กำลังร้องไห้
เสียงนั้นเริ่มเลือนราง ราวกับมีผ้าหนาคลุมทับหูทั้งสองข้างทีละชั้น ภาพเบื้องหน้าพร่ามัวลง ขอบมืดคืบคลานเข้ามาจากทุกทิศอย่างช้า ๆ
แล้วทุกอย่างก็ดับวูบลงในพริบตา
กู้หมัวผวาตื่น
ลมหายใจหอบถี่ หน้าอกกระเพื่อมระรัว เหงื่อชุ่มหลังเสื้อชั้นในแม้อากาศจะเย็นเยียบ หัวใจเต้นแรงจนได้ยินเสียงของมันเองที่ลำคอ มือขวากำผ้าห่มแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เขานอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จ้องมองเพดานไม้เหนือศีรษะโดยไม่เห็นอะไรจริงจัง เขาผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ
กลิ่นใบชาอ่อน ลอยกรุ่นอยู่ในอากาศ
กู้หมัวลืมตาขึ้นเต็มที่ ฝ่ามือที่วางอยู่ข้างลำตัวยังอุ่นอยู่ ไม่ใช่ความเจ็บ ไม่ใช่ความเย็นเยียบเหมือนเมื่อครู่ มีเพียงความสงบของเช้าวันใหม่ที่แสงยังไม่จ้าเกินไป
ที่ข้อมือขวามีเครื่องประดับบางอย่างพันอยู่ วัสดุเรียบเนียนราวหยกชั้นดี ทว่าเย็นเยียบและมีความยืดหยุ่นแปลกประหลาดที่หยกไม่ควรมี มันขยับเบา ๆ ตามจังหวะลมหายใจของเขา เหมือนกำลังหลับอยู่เช่นกัน
เขาไม่รู้ว่าเหตุใดถึงรู้สึกคุ้นเคยกับมันนัก เขาทำเช่นนี้ทุกเช้าเป็นิสัยอยู่แล้ว มือขยับไปแตะมันเบาตามความเคยชินก่อนปล่อยให้มันอยู่ตรงนั้นต่อไป
แสงเช้าลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้ระแนงเป็เส้นบาง ทาบลงบนพื้นห้อง ห้องพักเล็ก ๆ อยู่ชั้นบนสุดของโรงน้ำชาถิงเฟิง มีเตียงไม้เรียบง่าย ฉากไม้กั้นมุมหนึ่ง หีบไม้ใบเก่าวางชิดผนัง และโต๊ะเขียนหนังสือตัวเล็กที่มีแท่นฝนหมึกวางประจำอยู่เสมอ ม่านผ้าบางสีจางกั้นแสงไว้ไม่ให้จ้าเกินไป
กู้หมัวลุกขึ้นนั่ง ลมหายใจยังไม่เป็ปกติดีนัก เขานั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลุกไปยังอ่างน้ำที่ตั้งอยู่มุมห้อง
น้ำในอ่างนิ่งราวกระจก เงาสะท้อนเผยรูปร่างเพรียวบางสง่างาม ผมยาวดำสนิทที่หลุดจากทรงครึ่งเกล้าั้แ่เมื่อคืนจนลงมาปรกบ่าข้างหนึ่ง ปิ่นหยกยังคาอยู่บนศีรษะอีกข้าง ดูเหมือนเขาจะเผลอหลับไปโดยไม่ทันถอดมันออก
เขาก้มลงวักน้ำขึ้นล้างหน้า ความเย็นของน้ำทำให้ความรู้สึกแปลก ๆ ที่ค้างอยู่ในอกจางลงไปบ้าง
ฝันอะไรสักอย่าง
เขาจำรายละเอียดทั้งหมดไม่ได้ มีแต่ความรู้สึกเหมือนเพิ่งวิ่งหนีอะไรมา ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ขยับไปไหนเลยทั้งคืน
เสียงจากชั้นล่างเริ่มดังขึ้นทีละน้อย เสียงไม้กระทบไม้จากการยกโต๊ะเก้าอี้มาจัดวาง เสียงประตูบานใหญ่ถูกเปิดออกรับลมเช้า มีกลิ่นอาหารย่างเตาถ่าน ลอยขึ้นมาจากครัวปนกับไอน้ำจากกาต้มที่กำลังเดือด เสียงเจื้อยแจ้วของคนคุยกันแว่วมาเป็่ ๆ โรงน้ำชากำลังตื่นขึ้นมาพร้อมกับเขา
กู้หมัวยืนนิ่งอยู่หน้าอ่างน้ำอีกครู่หนึ่ง มองเงาตัวเองที่ยังไม่นิ่งสนิทดี
เขาเป็ศิลปินผู้รับงานวาดภาพเลี้ยงชีพ ชีวิตเรียบง่ายจนแทบไม่มีอะไรให้จดจำ อาศัยอยู่ในโรงน้ำชาแห่งนี้มานานพอจะเรียกว่าเป็บ้าน ไม่มีอะไรในชีวิตประจำวันของเขาที่ควรมีความฝันแบบนั้นแทรกเข้ามา
เขาปัดความคิดนั้นออกไป เดินไปหยิบเสื้อคลุมชั้นนอกที่พาดไว้บนราวไม้ข้างเตียง
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง เบาแต่รีบร้อน ตามด้วยเสียงเด็กรับใช้ของร้านที่คุ้นหน้ากันดี
"ท่านเยี่ยหมัว ตื่นแล้วหรือยัง มีแขกมาหาที่ชั้นล่างขอรับ"
กู้หมัวขานรับพอให้รู้ว่าได้ยิน
"มีคนจากฝั่งลูกค้ารายใหญ่มาติดต่อเื่ว่าจ้างวาดภาพเหมือนขอรับ บอกชื่อว่าเป็..." เด็กรับใช้ดูเหมือนจะพยายามจำให้ถูก "ท่านเซี่ยเหิง"
ระหว่างที่กู้หมัวยังไม่ทันตอบอะไร แว่วเสียงผู้ชายอีกคนลอยขึ้นมาจากชั้นล่าง น้ำเสียงสุภาพ มีจังหวะเป็ระบบระเบียบ ฟังไม่ถนัดว่าพูดอะไร มีเพียงประโยคท้ายที่ลอยขึ้นมาชัดกว่าส่วนอื่น
"...รบกวนแจ้งด้วยว่าข้ารอไม่นานนัก"
กู้หมัวหยุดมือที่กำลังผูกเชือกเสื้อคลุม
ชื่อนั้นไม่มีความหมายอะไรกับเขาเลย ไม่มีใบหน้าให้นึกถึง ไม่มีเสียงให้จดจำ
แต่หัวใจกลับเต้นแรงขึ้นหนึ่งจังหวะ
กู้หมัวขมวดคิ้ว เขาไม่เข้าใจว่าทำไมชื่อของคนแปลกหน้าถึงทำให้รู้สึกเหมือนกำลังจะนึกบางอย่างออก ทั้งที่ยิ่งพยายามนึก สิ่งที่ปรากฏกลับมีเพียงความว่างเปล่า
ปลายนิ้วที่เพิ่งผูกเชือกเสื้อเสร็จกลับสั่นไหวขึ้นมา โดยไม่มีเหตุผล
เขามองลงไปที่ข้อมือขวา เครื่องประดับสีขาวยังพันอยู่นิ่งสงบเหมือนเดิม
ไม่มีอะไรผิดปกติ
ศิลปินหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเดินไปเปิดประตู