แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ั้แ่ที่ไป๋หลงจำความได้เขาจะมองทุกอย่างเป็ภาพติดตา
ขอเพียงได้เห็นครั้งเดียวเขาจะจำได้ตลอดโดยไม่มีวันลืมเลือน ยิ่งไปกว่านั้นด้วยความนึกคิด
ไป๋หลงสามารถคำนวณสิ่งต่างๆล่วงหน้าได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้นด้วยวิชาที่เพิ่งเปิดดูไป
ไป๋หลงจึงมองเห็นข้อบกพร่องที่อยู่ในนั้นได้หลายอย่าง
“การคำนวณของข้าดีขึ้นอีกแล้วเช่นนั้นรึ ยิ่งข้าเติบโตข้ายิ่งมองสิ่งต่างๆได้ง่ายขึ้น...
แต่ถึงจะรู้ว่ามีข้อบกพร่องอยู่ ทว่ายังไม่สามารถแก้ไขให้มันถูกต้องหรือทำให้ดีกว่าเก่าได้”
ไป๋หลงเงียบลงเพราะหันไปเห็นขอบตำราเล่มหนาเตอะวางอยู่ตรงมุมห้อง
ไม่สิ...มันเหมือนกับกล่องใส่ของเสียมากกว่าเพราะมันใหญ่กว่าตำราปกติหลายเท่าตัวนัก
ส่วนความหนาของมันก็เหมือนกับเอาตำราธรรมดา20-30เล่มมาวางซ้อนกัน
จนไป๋หลงปัดฝุ่นบนปกตำราออกจึงเห็นอักษรที่ไม่รู้จักมากมายบนนั้น
โดยอักษรทั้งหมดจะมีขนาดและสีที่ต่างกัน ทั้งยังกระจัดกระจายไร้ทิศทางมั่วซั่วไปหมด
“โฮ่...น่าสนใจจริงๆ” แววตาของไป๋หลงเป็ประกายเพราะการไขความลับของตำรา
มันคือความท้าทายทั้งยังช่วยเพิ่มความสนุกให้กับชีวิตของเขาอีกด้วย
“แม้แต่เนื้อหาภายในก็เป็เช่นเดียวกับหน้าปกเช่นนั้นรึ อ่า...ใครกันที่เขียนตำราเล่มนี้ขึ้น
ช่างมีเวลาว่างมากเสียจริงๆ...” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ไป๋หลงกลับยกยิ้มขึ้นพลางเริ่มหลับตา
เขากำลังใช้ความน่าจะเป็เพื่อจัดเรียงตัวอักษรบนปกตำราใหม่
‘ไม่ใช่...นี่ก็ไม่...อ่า...ไม่ ไม่ ไม่ ....’
เดิมทีไป๋หลงคิดว่ามันไม่ยากแต่จนครึ่งวันผ่านไปก็ยังไม่ได้อะไรเพิ่มเติม “ยากเกินไปแล้ว
หากจัดเรียงเนื้อหาใหม่ข้าน่าจะทำได้บ้างสิ หรือจะต้องรู้ก่อนว่าอักษรเหล่านี้คือภาษาใด”
ไป๋หลงส่ายหัวแล้วเริ่มพลิกตำราทีละหน้าไปเรื่อยๆจนกระทั่งหน้าสุดท้ายถูกไป๋หลงจดจำ
ซึ่งในตอนนั้นก็มีเสียงดังขึ้น
“เด็กดีเ้าทำอะไรอยู่เช่นนั้นรึ” เพราะไป๋หลงใช้สมาธิจนถึงขีดสุดจนตัดตัวเองออกจากโลก
ทำให้ขนาดที่ผู้เฒ่าหูเดินมาหยุดอยู่ด้านหลังของเขาตั้งนานแล้วก็ยังไม่รู้ตัว
จนผู้เฒ่าหูพูดขึ้น ไป๋หลงถึงได้ออกจากสมาธิแล้วหันไปมองผู้อีกฝ่ายและในเวลานั้น
ไป๋หลงจึงถือโอกาสชี้ไปที่ตำราั์โดยไม่มองขณะถามผู้เฒ่าหู “ท่านผู้เฒ่าท่านรู้หรือไม่
ว่าตำราั์เล่มนี้อยู่ในหอคอยมานานเท่าใดแล้ว”
“ตำราั์? ไหนข้าขอดูตำราที่เ้าว่าหน่อยสิ”
เมื่อไป๋หลงเห็นท่าทางสับสนของผู้เฒ่าหู เขาจึงหันกลับไป เพื่อจะชี้ตำราที่ว่าให้ผู้เฒ่าหูดู
แต่พื้นตรงที่เคยมีตำราเล่มั์วางอยู่...บัดนี้กลับว่างเปล่าไปแล้ว จนไป๋หลงเองก็ใ
“ก็นี่...อะไรกัน!!! เมื่อครู่ข้ายังพลิกตำราเล่มนั้นอยู่เลย มันจะหายไปได้อย่างไร...”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เด็กดีเอ๋ยเ้าคงกดดันตัวเองมากไป จนเ้าเห็นภาพหลอนเป็แน่ ส่วนตอนนี้
จวนจะมืดค่ำ ดังนั้นเ้าควรกลับบ้านได้แล้ว”
ไป๋หลงได้ยินแบบนั้นก็รู้ได้เลยว่าเวลาในวันนี้มันหมดลงแล้ว ‘ข้าพลิกตำราั์ทั้งหมด
โดยไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดแล้วงั้นหรือ???...’
“อ่า...เช่นนั้น ท่านผู้เฒ่าข้าคงต้องขอตัวลาก่อนขอรับ”
หลังไป๋หลงออกไปจากหอคอยเก่าแก่...ผู้เฒ่าหูจึงลูบเคราของเขาแล้วพูด “ไป๋หลงงั้นรึ
อืม...บางทีเด็กคนนี้อาจจะไขความลับของหอคอยโบราณแห่งนี้ได้ก็เป็ได้...”
วูบ! ร่างของผู้เฒ่าหูหายไปหลังจากเขาพูดจบ
ส่วนไป๋หลงหลังจากออกมาจากหอคอย เขาเดินออกไปได้ไม่ไกลเท่าไหร่ก็หยุดแล้วพูดขึ้น
“ออกมาซะข้ารู้ว่าพวกเ้าตามข้ามา” เมื่อพูดจบตามซอกซอยในเมืองจึงมีคนเดินออกมา
ทั้งหมดมี2คนทำให้ไป๋หลงขมวดคิ้วเพราะเขารู้จัก1ใน2คนนี้ดี
“ตระกูลซูพวกเ้ามีธุระอะไรกับข้า”
“แปลกมากทั้งๆที่มันยังไม่ได้บ่มเพาะแต่มันรู้ได้อย่างไรว่าพวกเราแอบตามมันมา หรือว่า
จิติญญาคู่กายของมันจะตื่นขึ้นมาเอง...”
“ไม่มีทาง! ข้าััถึงลมปราณของมันไม่ได้ดังนั้นมันยังไม่ได้เริ่มต้นบ่มเพาะจริงๆ”
“เหอะ เหอะ ไป๋หลงที่มีร่างกายที่อ่อนแอ...”
ไป๋หลงขมวดคิ้วเมื่อตระกูลซูทั้ง2คนต่างพูดคุยกันเองโดยไม่สนใจเขาแม้แต่นิดเดียว
ดังนั้นไป๋หลงจึงหันหลังแล้วเริ่มเดิน แต่... “หยุด! ใครใช้ให้เ้าออกไป”
หวืด! หนึ่งในนั้นพุ่งตัวเข้าใส่ไป๋หลง หมั่บ! มันคว้าไหล่ของไป๋หลงเอาไว้แล้วออกแรงบีบ
ซึ่งไป๋หลงพยายามดึงตัวเองออกมาแต่ไม่เป็ผล
“อย่าพยายามขัดขืนเพราะข้าเป็ผู้บ่มเพาะดังนั้นขยะอ่อนแอเช่นเ้าไม่นับเป็ตัวอะไร”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ท่านพี่ซูหยางท่านรีบร้อนลงมือเกินไปหรือไม่ ยังไงมันก็หนีเราไม่พ้นหรอก”
“ซูเฟิงเ้าก็รู้อยู่ว่านานครั้งข้าจะออกจากสำนักกลับมาที่ตระกูล ฮี่ ฮี่”
ฟุ่บ! ตึง! ซูหยางปล่อยไหล่ไป๋หลงแล้วฟาดฝ่ามือใส่หน้าอกแทนทำให้ไป๋หลงล้มลงบนพื้น
แต่กระนั้นไป๋หลงกลับไม่ได้กรีดร้องหรือแสดงสีหน้าเ็ปตามที่ซูหยางหวังเอาไว้
“ซูหยาง? ข้าจำได้เมื่อ5ปีก่อนเ้าปลุกจิติญญาคู่กายออกมาเป็ดาบ...”
“โอ้...นี่ข้าดังขนาดนี้เชียวรึ ไป๋หลงข้าจะไม่ทำให้เ้าลำบาก ดังนั้นกลับไปบอกพ่อของเ้า
ให้ขายที่ตรงกลางเมืองให้แก่ตระกูลซูของข้าซะ ไม่เช่นนั้นตระกูลไป๋ของเ้าจะถูกทำลาย”
“ท่านพี่ก็พูดเกินไปตระกงตระกูลอะไรกันเพราะถ้าหากไม่มีไอ้โหดข้ารับใช้คนนั้นอยู่ด้วย
พวกมันที่มีผู้บ่มเพาะเพียงคนเดียวจะเรียกว่าตระกูลได้อย่างไร
หึ! ทั้งตระกูลนอกจากพ่อกับข้ารับใช้ของมันที่เหลือล้วนเป็เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมทั้งสิ้น”
ด้วยถ้อยคำเหยียดหยามแววตาของไป๋หลงเริ่มดุร้าย เหตุการณ์แบบนี้เกิดกับเขาหลายครั้ง
เพราะนอกจากตระกูลซูแล้ว ก็ยังมีตระกูลอื่นๆอีกซึ่งทั้งหมดสืบเนื่องมาจากที่ดินกลางเมือง
แต่เป้าหมายจริงๆของตระกูลเ่าั้คือสิ่งที่ตั้งอยู่บนที่ดินผืนนั้น
“ซูหยาง ซูเฟิง ข้าจะจดจำเื่ในวันนี้เอาไว้”