บนลานประลองกลางแจ้งอันกว้างขวางของสถาบันยุทธ์หลงเหมิน ยามนี้เต็มไปด้วยความเงียบสงัดชั่วขณะ ก่อนที่เสียงฮือฮาจะะเิขึ้นรอบด้าน
การประลองรอบชิงชนะเลิศเพิ่งเริ่มสัญญาณขึ้นเพียงอึดใจเดียว ทว่าตัวละครบนเวทีกลับทำในสิ่งไม่มีผู้ใดคาดคิด
หลินเสวี่ยเหยา ในฐานะหัวหน้าทีมห้อง S ยืนตระหง่านอยู่กลางลานประลอง กระบี่น้ำแข็งในมือยังไม่ได้ชักออกจากฝัก นางหันไปมองหน้าลูกทีมทั้งสองคน ได้แก่ เจียงเฉิน และซูหรัน ก่อนจะสั่งการเสียงเย็น “ทุกคน... หยุดมือ”
จากนั้นร่างระหงจึงหันใบหน้างดงามหมดจด ทว่ามีร่องรอยความหม่นหมองไปทางผู้าุโกรรมการควบคุมลานประลอง “เรียนท่านกรรมการ... ทีมห้อง S ของข้าขอยอม...”
“ทีมห้อง F ขอยอมแพ้ขอรับ!”
ยังไม่ทันที่หลินเสวี่ยเหยาจะกล่าวคำว่า ‘ยอมแพ้’ ได้จนจบประโยค เสียงะโกะล่อนอันคุ้นหูของหลีเฮงก็ดังสอดแทรกตัดหน้าขึ้นมาเสียงดังลั่นลานประลอง ชายหนุ่มและเพื่อนร่วมทีมห้อง F อีกสองคนอย่างลี่อวี่และซูเมิ่ง ต่างประสานมือโค้งคำนับกรรมการอย่างรวดเร็วพร้อมเพรียงกันราวกับนัดหมายกันมาล่วงหน้า
“พวกข้าห้อง F ขอยอมแพ้ถอนตัวจากการประลองรอบสุดท้ายนี้อย่างเป็ทางการขอรับ!” หลีเฮงะโย้ำพร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม
กรรมการผู้าุโถึงกับอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความมึนงงอย่างถึงที่สุด ยืนอึ้งอยู่กลางสนามประลองพลางหันมองทั้งสองทีมสลับกันไปมาด้วยความสับสน... นี่มันสถานการณ์บ้าบออันใดกันแน่? ฝั่งหนึ่งเป็ห้อง S ระดับท็อปกำลังจะยอมแพ้ แต่อีกฝั่งที่เป็ห้อง F ม้ามืดกลับชิงแย่งยอมแพ้ตัดหน้าเสียก่อน!
...
เหตุการณ์อันน่าตกตะลึงบนลานประลองนี้ ความจริงแล้วถูกวางแผนและตกลงกันไว้ั้แ่่เช้าตรู่ก่อนการแข่งขันเริ่มขึ้น
ณ ห้องพักส่วนตัวของทีมห้อง F
“อะไรนะ!? เ้าจะให้พวกเรายอมแพ้ดื้อ ๆ อย่างนั้นรึหลีเฮง!?” ลี่อวี่เบิกตากว้าง ตวาดลั่นด้วยความโกรธจัด ใบหน้างดงามขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน “พวกเราพยายามฝึกซ้อมและต่อสู้จนทะลวงผ่านเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศได้ขนาดนี้แล้วนะ! เหตุใดอยู่ ๆ เ้าถึงสั่งให้พวกเราโยนชัยชนะทิ้งไปเฉย ๆ เช่นนี้ล่ะ!”
ซูเมิ่งเองก็ขมวดคิ้วแน่น แววตาเต็มไปด้วยความสับสนและตัดพ้อ “ใช่แล้วหลีเฮง... ข้าเองก็อยากจะรู้เหตุผลเหมือนกัน หากเ้าไม่มีคำอธิบายที่ดีพอ ข้าก็ไม่ยอมทำตามคำสั่งอันไร้สาระนี้เด็ดขาด”
หลีเฮงกุมขมับ ถอนหายใจยาว ชายหนุ่มรู้ดีว่าการจะเกลี้ยกล่อมสองสาวร่วมทีมห้อง F ที่กำลังมีไฟแห่งชัยชนะคุ้มคลั่งอยู่นั้นไม่ใช่เื่ง่ายเลย และคำอธิบายเื่ความเดือดร้อนของหลินเสวี่ยเหยาอาจจะยังไม่เพียงพอที่จะหักล้างความทะเยอทะยานของพวกนางได้ทันควัน
“ในเมื่อพวกเ้าดื้อดึงไม่ยอมฟังคำขอร้องของข้าดี ๆ...” หลีเฮงแสยะยิ้มเ้าเล่ห์ แววตาสีชมพูกะล่อนสว่างวาบ “เช่นนั้นข้าคงต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการเกลี้ยกล่อมเสียแล้ว!”
*วิ้ง!*
ก่อนที่สองสาวจะทันตั้งตัว หลีเฮงก็ขยับกายวาบดุจเงาปีศาจ พุ่งเข้าหาลี่อวี่และซูเมิ่งพร้อมกัน ชายหนุ่มเปิดใช้งานทักษะ ‘อุ้งมือมาร ขั้น 2’ และ ‘ชิวหาพาเพลิน ขั้น 2’ ประสานเข้าด้วยกันทันที!
“กรี๊ด! เ้าจะทำอะไร...”
คำทัดทานของลี่อวี่ถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อฝ่ามืออันอบอุ่นที่แฝงไปด้วยกระแสพลังงานพิศวาสของหลีเฮงทาบลงบน่สะโพกและบีบคลึงเบา ๆ เข้าหาจุดชีพจรสยิวที่ไวต่อัั ััวิเศษจากอุ้งมือมารขยับเคลื่อนไหวรวดเร็วและแม่นยำประดุจสายฟ้า ปลุกเร้าความเสียวสะท้านให้แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กายของนางในพริบตา
ในเวลาเดียวกัน หลีเฮงก็โน้มตัวเข้าหาซูเมิ่งที่กำลังยืนตะลึง ชายหนุ่มใช้เรียวลิ้นร้อนชื้นของ ‘ชิวหาพาเพลิน’ ลากไล้โลมเลียไปตามซอกคอขาวระหงและติ่งหูของนางอย่างรวดเร็วและช่ำชอง ทวีคูณความสยิวและเร่งเร้าคลื่นอารมณ์รักให้พุ่งพล่านสูงขึ้นถึงสามเท่า
“อ๊ะ... ฮ้า...” ซูเมิ่งครางเครือเสียงหวาน แข้งขาอ่อนแรงจนแทบจะทรุดฮวบลงกับพื้น ใบหน้าเนียนแดงซ่านด้วยความซ่านสยิวจากปลายลิ้นและมือไม้ของชายหนุ่มที่เริ่มรุกรานคลุกวงในอย่างหนาแน่น
หลีเฮงสลับสับเปลี่ยนท่วงท่าอย่างคล่องแคล่ว มือหนึ่งลูบไล้บีบเฟ้นทรวงอกอวบอิ่มของลี่อวี่ อีกมือหนึ่งกวาดต้อนสะกิดจุดยุทธศาสตร์กึ่งกลางกายของซูเมิ่งอย่างเป็จังหวะจะโคน พร้อมกับส่งเรียวลิ้นร้อนเข้าชิมรสหวานในโพรงปากของสองสาวสลับไปมา
“อ๊า... หลีเฮง... หยุด... หยุดก่อน...” ลี่อวี่ส่งเสียงครางกระเส่า ร่างกายของนางร้อนรุ่มดุจถูกเปลวไฟแผดเผา ทว่ามันไม่ใช่ไฟอัคคีปราณกำเนิด แต่เป็ไฟแห่งความกระสันอยากที่แสนหวานล้ำ ร่างกายเบียดเสียดแนบชิดเข้าหาแผงอกของเขาอย่างลืมตัว
“อื้อ... เสียว... ข้าไม่ไหวแล้ว...” ซูเมิ่งบิดส่ายสะโพกไปมาด้วยความซ่านกระสัน หยาดน้ำหวานปริ่มเยิ้มไหลซึมผ่านเนื้อผ้าบางเบาชุ่มโชก
ภายใต้การจู่โจมด้วยััพิสดารระดับเทพแมงดา ทั้งสองสาวพ่ายแพ้ราบคาบ ร่างระหงของพวกนางสั่นเทิ้มระริก อ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรงต้านทานเกาะเกี่ยวร่างของชายหนุ่มไว้ประหนึ่งเถาวัลย์ ก่อนจะกรีดร้องเสียงหลงหวานล้ำเสร็จสมสุขาวดีหลั่งน้ำทิพย์ใสบริสุทธิ์ปริ่มเยิ้มออกมาพร้อม ๆ กัน นอนหอบหายใจสะท้านอยู่บนตักของเขา
เมื่อสองสาวสิ้นฤทธิ์และเข้าสู่ภาวะพึงพอใจอย่างเต็มที่ หลีเฮงจึงโอบประคองร่างบางทั้งสองไว้แล้วค่อย ๆ อธิบายเหตุผลจริง ๆ ให้ฟัง
“ที่ข้าต้องขอให้ยอมแพ้ เพราะข้า้าช่วยเสวี่ยเหยา... พ่อของนางส่งจดหมายด่วนบังคับเรียกตัวนางกลับเมืองหลวงเพื่อไปหมั้นหมาย หากนางแพ้การประลองในวันนี้ นางจะสามารถใช้เป็ข้ออ้างว่าได้รับาเ็สาหัสจากการต่อสู้จนชีพจรปั่นป่วน เพื่อยืดเวลาอยู่ที่นี่ต่อได้... ข้าขอร้องล่ะ ช่วยข้าสืบสายใยรักและปกป้องนางด้วยเถอะนะ”
ลี่อวี่และซูเมิ่งนอนหอบเหนื่อย ใบหน้ายังคงแดงระเรื่อ แววตาฉ่ำปริ่มไปด้วยน้ำใส พวกนางสบตากันครู่หนึ่งก่อนจะค้อนขวับใส่หลีเฮงด้วยความหมั่นไส้ปนเขินอาย
“ที่แท้ก็เพื่อแม่นางหลินเสวี่ยเหยาของเ้า...” ลี่อวี่พึมพำน้ำเสียงงอน ๆ พลางใช้นิ้วเรียวจิ้มอกเขา “ข้าจะยอมช่วยเ้าครั้งนี้ก็ได้... แต่มีข้อตกลงนะ!”
“ข้อตกลงอะไรรึ?” หลีเฮงเลิกคิ้ว
ซูเมิ่งช้อนสายตามองเขาอย่างยั่วยวนพ่นลมหายใจอุ่น “หลังจากช่วยเื่แม่นางหลินเสร็จสิ้นแล้ว เ้าต้องกลับมานวดปรนนิบัติบำบัดรักพวกข้าสองคนอย่างเต็มที่ ห้ามขาดห้ามตกแม้แต่หยดเดียว... เข้าใจหรือไม่?”
หลีเฮงถอนหายใจยาวพลางแสยะยิ้มรับคำอย่างยินดี “ได้เลย! ข้าสัญญาว่าจะบริการพวกเ้าจนสลบคาเตียงไปเลยล่ะ!”
...
กลับมาสู่ปัจจุบันบนลานประลอง
หลังจากกรรมการผู้าุโปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียดชั่วครู่ใหญ่ ในที่สุดหัวหน้ากรรมการก็ประกาศคำตัดสินออกมาเสียงกังวาน “เนื่องจากทีมห้อง F ขอยอมแพ้ถอนตัวสำเร็จก่อนที่คำประกาศถอนตัวของทีมห้อง S จะเสร็จสิ้น... ข้าจึงตัดสินให้ ทีมห้อง S เป็ฝ่ายชนะเลิศในการแข่งขันครั้งนี้!”
*“เฮ้อออออออออออออออออออออออออออออ!”*
เสียงโห่ฮาและเสียงก่นด่าก้องกังวานะเิขึ้นทั่วทั้งสนามประลองในทันที เหล่าผู้ชมและศิษย์นับหมื่นต่างพากันขว้างปาสิ่งของและตบโต๊ะด้วยความโกรธเกรี้ยว พวกเขาเฝ้ารอคอยชมศึกตัดสินอันดุเดือดระหว่างห้อง S และห้อง F มาทั้งคืน แต่กลับกลายเป็การชิงกันยอมแพ้สุดอนาถเช่นนี้
ทว่าทั้งหลีเฮงและหลินเสวี่ยเหยา รวมถึงลูกทีมทุกคน ต่างไม่ได้ให้ความสนใจต่อเสียงก่นด่านั้นเลย พวกเขาหันหลังเดินลงจากลานประลองไปอย่างเงียบ ๆ
ที่ห้องโถงพักนักกีฬาด้านหลังลานประลอง
หลินเสวี่ยเหยายืนหันหลังให้หลีเฮง ร่างระหงสั่นเทาเล็กน้อย เบ้าตาทั้งสองคลอไปด้วยหยาดน้ำตากลืนสะอื้น นางหันขวับกลับมามองเขาด้วยความโกรธเคืองและน้อยใจสุดขีด
“หลีเฮง! เ้าทำบ้าอะไรของเ้า!?” นางเอ่ยเสียงสั่นเครือ “เ้าทำลายแผนการของข้า! ข้าตั้งใจจะยอมแพ้เพื่อใช้ความพ่ายแพ้และอาการาเ็ปลอม ๆ เป็ข้ออ้างกับท่านพ่อว่าข้ายังป่วยหนักและคุมพลังเหมันต์ไม่ได้ ข้าจะได้ยืดเวลาไม่ต้องกลับเมืองหลวง... แต่เ้ากลับชิงยอมแพ้ตัดหน้าเช่นนี้ แล้วข้าจะเอาข้ออ้างใดไปตอบโต้ท่านพ่อได้อีก!”
หลีเฮงไม่ได้ตอบโต้คำดุด่าของนาง ชายหนุ่มเพียงก้าวเท้าเข้าไปหาแล้วดึงร่างบางของจักรพรรดินีเหมันต์เข้ามากอดไว้แน่น โอบล้อมร่างของนางไว้ด้วยความอุ่นของอ้อมอกกว้าง
“เพราะข้าไม่อยากให้เ้าต้องหลบหนีหรือแสร้งป่วยไข้ไปตลอดชีวิตน่ะสิ เสวี่ยเหยา...” หลีเฮงเอ่ยกระซิบข้างหูของนางด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง “ครั้งนี้... ข้าจะกลับตระกูลหลินที่เมืองหลวงไปพร้อมกับเ้าด้วย”
หลินเสวี่ยเหยาชะงักงันในอ้อมกอด ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความเหลือเชื่อ “เ้า... เ้าจะไปเมืองหลวงกับข้ารึ? แต่ที่นั่นอันตรายมากนะ! ท่านพ่อของข้าเกลียดเ้า และตระกูลฉู่ก็คงไม่ปล่อยเ้าไว้แน่...”
“ต่อให้อันตรายแค่ไหน ข้าก็จะยินยอมรับผลทั้งหมดเอง” หลีเฮงผละร่างออกเล็กน้อย สบตาของนางด้วยแววตามุ่งมั่นไม่มีความกลัวเกรง “ข้าจะเผชิญหน้ากับประมุขตระกูลหลิน และแสดงให้เขาเห็นว่าไม่มีใครจะดูแลและรักเ้าได้ดีไปกว่าข้าอีกแล้ว... ข้าสัญญา”
คำสัญญาอันอาจหาญและเปี่ยมด้วยความจริงใจของชายขยะ Rank F คนนี้ ทะลวงกำแพงหัวใจของหลินเสวี่ยเหยาจนแหลกสลาย หยาดน้ำตาแห่งความซาบซึ้งรินไหลอาบแก้ม นางซบใบหน้าลงกับอกของเขา พยักหน้ารับคำอย่างอ่อนโยน
“อารมณ์ซาบซึ้งใจช่างดูหวานเลี่ยนเสียจริงนะ หมอนวดของข้า...”
เสียงใสยียวนดังขึ้นจากเงามืดด้านข้าง เยี่ยหลัวอินก้าวเดินออกมาด้วยรอยยิ้มพราวเสน่ห์ “ในเมื่อพวกเ้าสองคนจะเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อเผชิญหน้ากับพยัคฆ์ร้าย... เช่นนั้นข้าขอนั่งรถม้าร่วมเดินทางไปด้วยคนสิ ข้าอยากจะไปดูเื่สนุก ๆ และดูสีหน้าของพ่อตาเ้าตอนที่เห็นขยะ Rank F ไปประกาศตัวสืบทอดใยรักเสียจริง!”
หลีเฮงยิ้มกริ่ม “ยินดีต้อนรับอยู่แล้วแม่นางมารน้อย... ทว่า การเดินทางครั้งนี้ข้าเสนอให้พวกเราเดินทางด้วย ‘รถม้า’ ธรรมดาธรรมดาดีกว่า”
“รถม้ารึ?” หลินเสวี่ยเหยาขมวดคิ้ว “หากเดินทางด้วยรถม้าธรรมดา จากที่นี่ถึงเมืองหลวงจะต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 วัน... แต่ถ้าหากใช้ ‘ค่ายกลเคลื่อนย้ายระยะไกล’ ของสถาบัน แม้จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงมหาศาลมาก แต่ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้วนะ?”
“นั่นแหละคือประเด็น!” หลีเฮงแสยะยิ้มมุมปาก “ค่าค่ายกลส่งตัวมันแพงเกินไป และที่สำคัญ... ข้า้าเวลา 5 วันนั้นในการยืดเวลาการเดินทาง เพื่อที่สมองอันชาญฉลาดของข้าจะได้มีเวลาวางแผนรับมือและเตรียมการแก้เผ็ดตระกูลหลินและตระกูลฉู่ให้พร้อมสรรพอย่างไรเล่า!”
หลินเสวี่ยเหยาคิดตามครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว นางหยิบแผ่นกระดาษอักขระส่งสารสลักลงลวดลายอินทรีย์วายุ ส่งพลังปราณกระตุ้นเรียกใช้อินทรีย์ส่งสารบินฝ่าท้องฟ้ามุ่งหน้าสู่เมืองหลวงเพื่อแจ้งรายงานการเดินทางกลับล่าช้าของนางทันที
...
ณ คฤหาสน์ตระกูลหลิน เมืองหลวงจงหยวน
*เพล้ง!*
ถ้วยชาหยกหรูหราถูกปาอัดกำแพงแตกละเอียดด้วยโทสะอันรุนแรงของประมุขหลินเทียนหรง ใบหน้าของเขาแดงก่ำดุดันดุจสิงโตคลั่งหลังจากได้รับจดหมายส่งสารจากบุตรสาว
“นางเด็กดื้อรั้นคนนี้ขัดคำสั่งข้า!” หลินเทียนหรงคำรามลั่น “ข้าสั่งให้นางเดินทางกลับมาในทันทีหลังจบการประลอง! แต่นี่นางกลับส่งสารมาบอกว่าจะเดินทางด้วยรถม้าธรรมดาเพื่อประวิงเวลาตั้งห้าวัน... และที่บัดซบที่สุดคือนางกล้าพาไอ้ขยะ Rank F หมอนวดสวะหลีเฮงนั่นกลับมาที่คฤตระกูลหลินด้วย! นี่นางคิดจะทำให้ข้าอับอายขายขี้หน้าคนทั้งเมืองหลวงรึอย่างไรกัน!?”
ท่ามกลางเสียงะเิโทสะ ร่างของชายชราผู้หนึ่งในชุดคลุมสีเทาหม่น แววตาฉลาดเฉลียวดุจสุนัขจิ้งจอก ค่อย ๆ ก้าวเท้าเข้ามาประสานมือเสนอหน้าอย่างใจเย็น
เขาคือ ‘ปรึกษาตระกูลหลิน’ นามว่าอู๋ิ
“ท่านประมุขโปรดใจเย็น ๆ ก่อนขอรับ...” อู๋ิยิ้มบางเบา “การที่พวกมันเลือกเดินทางกลับมาเองเช่นนี้ ความจริงแล้วถือเป็โอกาสอันดียิ่งขอรับ”
“โอกาสอันดีงั้นรึ? เ้าหมายความว่าอย่างไร?” หลินเทียนหรงขมวดคิ้วถามเสียงกระชาก
“ในเมื่อคุณหนูใหญ่หลินเสวี่ยเหยากำลังลุ่มหลงในตัวไอ้ขยะหลีเฮงคนนั้น หากเราใช้กำลังแยกพวกมันจากกันโดยตรง คุณหนูใหญ่อาจจะเกิดแรงต่อต้านหนักหน่วงขึ้น... แต่หากเราปล่อยให้มันเข้ามาในคฤหาสน์ตระกูลหลิน ให้มันเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายของชนชั้น อำนาจ บารมี และฝีมือที่แท้จริง... เราจะได้เห็นว่าขยะ Rank F ผู้นั้นมีน้ำยาอย่างไรบ้าง และใช้สถานการณ์กดดันคั้นให้มันแสดงความไร้ความสามารถออกมาอย่างเต็มที่ เมื่อคุณหนูใหญ่ได้เห็นความแตกต่างและช่องว่างระดับพลังอันห่างไกลระหว่างหลีเฮงกับคุณชายฉู่เฟิงอย่างชัดเจน นางย่อมตัดใจและยอมรับการหมั้นหมายอย่างเต็มใจไร้ข้อกังขาขอรับ” อู๋ิอธิบายแผนการอย่างเ้าเล่ห์
หลินเทียนหรงได้ยินดังนั้นก็นิ่งคิดตาม ก่อนจะพ่นลมหายใจออกยาว แววตากลับมาเยือกเย็นคมปลาบ “ดี! เช่นนั้นข้าจะปล่อยให้พวกมันเดินทางมาถึงที่นี่... ข้าอยากรู้นักว่าไอ้ขยะ Rank F นั่นจะมีปัญญาทำอย่างไรเมื่อต้องเหยียบย่ำเข้ามาในรังพยัคฆ์เหมันต์ของข้า!”
...
ในเวลาเดียวกัน ที่ประตูสถาบันยุทธ์หลงเหมิน
รถม้าไม้คันใหญ่ตกแต่งอย่างหรูหราเรียบง่ายเทียมด้วยม้าวิเศษสองตัวพร้อมออกเดินทาง หลีเฮง หลินเสวี่ยเหยา และเยี่ยหลัวอิน ทั้งสามก้าวขึ้นไปนั่งภายในรถม้าที่กว้างขวาง
เสียงล้อรถม้าเริ่มหมุนบดไปบนพื้นดินเคลื่อนตัวออกจากสถาบันยุทธ์หลงเหมินช้า ๆ มุ่งหน้าสู่เส้นทางยาวไกลปลายทางคือนครหลวงจงหยวน ดินแดนแห่งมหาอำนาจที่เต็มไปด้วยอันตรายและศึกปะทะครั้งใหญ่ที่กำลังรอคอยพวกเขาทั้งสามอยู่เบื้องหน้า!
- จบบทที่ 30 -