ชู่ว์... พระชายา ท่านซ่อนสิ่งใดไว้บนคาน! [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 102 ท่านจะเป็นวีรบุรุษของข้านับแต่นี้เป็นต้นไป

            ทั้งสองคนนั่งลงในห้องอบอวลด้วยกลิ่นชาหอมท่ามกลางความจริงใจยังมีบรรยากาศคลุมเครือสายหนึ่งแฝงอยู่

            เสียดายเพียงนิดที่ใบหน้าของมู่เสวียนเย่เย็นชาเกินไปทำลายบรรยากาศคลุมเครือนี้จนหมดสิ้น

            จนถึงขณะนี้มู่เฉิงอินก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใดตอบกลับไยคุณชายใหญ่จึงมานั่งอยู่เบื้องหน้านางได้ หญิงสาวยังคงหลงอยู่ในภวังค์ของตนเอง

            ทว่าหากมู่เสวียนเย่ไม่เอ่ยปากนางเองก็ไม่รู้จะกล่าวอันใดเช่นกัน

            แม้เมื่อวานนางจะพูดจาเด็ดเดี่ยวว่าจะไล่ตามความสุขของตนแต่วันนี้ยามต้องเผชิญหน้ากับมู่เสวียนเย่ ทั้งร่างนางก็นิ่งงันราวถูกหยุดเวลาเอาไว้

            “แม่นางมู่”

            จากนั้นไม่นานมู่เสวียนเย่ก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้น

            “คุณชายมู่เชิญกล่าวเจ้าค่ะ”

            ทั้งสองคนระมัดระวังยิ่งยามเปิดปากก็ไม่กระทำสุ่มสี่สุ่มห้า

            “น้ำใจของแม่นางมู่ข้าเสวียนเย่ขอรับไว้ด้วยความเต็มใจ จดหมายฉบับก่อนหน้านี้อาจทำให้เจ้าต้องขุ่นเคืองข้าหวังว่าแม่นางจะให้อภัย”

            มู่เสวียนเย่กล่าว

            เมื่อสิ้นเสียง ใจของมู่เฉิงอินพลันเต้นผิดจังหวะ จดหมายฉบับใดน่ะหรือ? ย่อมต้องหมายถึงฉบับที่ขอตัดความสัมพันธ์เป็นแน่ เพียงนึกถึงนางก็รู้สึกเจ็บในหัวใจ

            คุณชายใหญ่ตระกูลมู่กล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?

            เป็นเพราะหลังจากส่งจดหมายขอยุติความสัมพันธ์แล้วยังกลัวว่านางจะไปตามตื้อ ดังนั้นวันนี้จึงมาเน้นย้ำต่อหน้านางอีกที?

            สิ่งใดที่เรียกว่าน้ำใจนางเขาขอรับไว้กัน

            เขากำลังจะปฏิเสธความรักของนางอีกหรือ?

            มือของมู่เฉิงอินที่อยู่บนโต๊ะกำเข้าหากันแน่นในใจบังเกิดความทุกข์ใจเกินรับไหวแล่นขึ้นมาเป็นระลอก

            “คุณชายมู่คิดว่าเฉิงอินไม่เหมาะสมกับท่านใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

            จู่ๆมู่เฉิงอินก็เงยหน้าขึ้นและเอ่ยถามเสียงดัง

            นางรู้สึกดั่งไม่ได้รับความเป็นธรรมเมื่อครู่ที่นางเปิดประตูและพบมู่เสวียนเย่ หัวใจทั้งดวงของนางเต้นรัวราวกับจะกระโดดออกมาจากอกความรักที่อยู่ในก้นบึ้งของหัวใจพลันพลุ่งพล่านขึ้นมาทันทีเช่นกัน นางที่มาโรงน้ำชาเพื่อดื่มชา กลับได้พานพบเขา นี่ไม่เรียกว่าเป็นพรหมลิขิตหรอกหรือ?

            ในขณะที่นางกำลังคิดว่าจะเอ่ยสิ่งใดคุณชายมู่กลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นก่อน เขาเข้ามาในห้องนี้ด้วยท่าทางราวกับอยากกล่าวบางเรื่องกับนางเป็นการส่วนตัว

            นางใจเต้นด้วยความกังวลทว่าก็เป็นสุขแม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการพูดสิ่งใดก็ตาม

            แต่ไม่คิดว่าเรื่องที่เขาต้องการเอ่ยถึงคือเรื่องจดหมายขอตัดความสัมพันธ์ฉบับนั้น

            ขอรับไว้ด้วยความเต็มใจอันใดอาจทำให้ขุ่นเคืองอันใด

            คำไม่คุ้นเคยดังกล่าวทำให้หัวใจของมู่เฉิงอินร่วงหล่นไปอยู่ใต้หุบเขาทุกข์ใจเหลือแสน

            ดังนั้นนางจึงมิอาจทนไม่ถามออกไปสักคำได้

            หลังถูกมู่เฉิงอินสาดคำถามใส่มู่เสวียนเย่พลันตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เขาเงยหน้าขึ้น สบประสานกับดวงตางดงามที่ไม่อาจละสายตาได้ของสตรีตรงหน้าซึ่งยามนี้จับจ้องมาที่เขาอย่างแน่วแน่

            หัวใจของมู่เสวียนเย่ถูกดวงตาคู่นั้นจ้องมองจนใจเต้นแรงเขาพูดอย่างไม่รู้ตัวว่า “แม่นางมู่ เปี่ยมมารยาทรู้ความ งดงามเพริศพริ้งเป็นสตรีที่ดีเลิศผู้หนึ่ง มีสิ่งใดที่มิอาจคู่ควรเล่า? หากจะกล่าวว่าไม่คู่ควรกลับเป็นข้าเสวียนเย่ที่ไม่ควรคู่กับแม่นาง”

            คำกล่าวนี้คือความในใจของมู่เสวียนเย่เขามิใช่บุรุษประเภทลื่นไหลหลอกลวง เมื่อได้ยินมู่เฉิงอินพูดจาเช่นนี้ในใจของเขายิ่งรู้สึกละอายต่อสตรีที่อยู่ตรงหน้ามากกว่าเดิม

            คุณหนูตระกูลมู่มู่เฉิงอิน ทั้งรู้ความและอ่อนหวาน เป็นที่รู้จักในแวดวงสตรีสูงศักดิ์ของต้าโจว นางเกิดในตระกูลนักปราชญ์ย่อมมีกลิ่นอายแห่งผู้มีการศึกษา แม่นางน้อยผู้นี้มีจิตใจกว้างขวาง ทั้งมีทัศนคติหลายอย่างเหมือนกับเขาโดยบังเอิญ

            หากครอบครัวของเขาไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันเขาก็ปรารถนาจะสานความสัมพันธ์กับแม่นางจากตระกูลมู่ผู้นี้ต่อ

            หลังได้รับกุญแจทองอันเล็กจากนางหัวใจของเขาก็ยิ่งตื่นเต้นยากเกินควบคุม อีกทั้งยังรู้สึกว่าตนที่เป็นชายชาตรีเข้มแข็งกลับต้องให้อิสตรีเป็นฝ่ายเข้าหาก่อนช่างเกินไปแล้วจริงๆ ดังนั้นวันนี้เขาจึงพกหัวใจที่เปี่ยมด้วยความเสียใจมาพบนาง

            ดังนั้น สิ่งที่เขากล่าวมาทั้งหมดย่อมออกมาจากใจจริง

            ทว่าคำพูดเหล่านี้เมื่อรวมทั้งคำสรรเสริญและความเสียใจเข้าไปเมื่อผ่านเข้าหูของมู่เฉิงอิน กลับเหมือนเป็นการปฏิเสธความรักของนาง

            ทำให้ใจนางยากจะรับไหว

            วานนี้นางเพิ่งจะกล่าวคำสาบานด้วยใจจริงเพิ่งตัดสินใจว่าจะไล่ตามจีบเขา ทว่าความตั้งใจนี้กลับถูกทำลายตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มเสียด้วยซ้ำนางทั้งโมโหและเศร้าโศกเป็นอย่างยิ่ง

            “เช่นนั้นคุณชายมู่ในใจของท่านมีคนที่อยากแต่งงานด้วยแล้วหรือเจ้าคะ?”

            มู่เฉิงอินถามขึ้นมาอีกครั้ง

            วันนี้นางจะทุ่มสุดตัวหากไม่ถามให้ชัดเจน จะอย่างไรก็ไม่ยอมเป็นอันขาด

            ในเมื่อได้พบหน้าที่โรงน้ำชาทั้งสองต่างมาเพียงลำพังไม่มีผู้ใดติดตามนี่ย่อมเป็นโชคชะตาและโอกาสที่สวรรค์ประทานให้ ไม่ว่าจะเป็นความคิดของคุณชายมู่หรือความในใจของนางวันนี้นางต้องถามให้ชัดเจน

            หากในใจของคุณชายมีแม่นางที่พึงใจอยู่แล้วนางย่อมไม่เข้าไปแทรกกลางเป็นมือที่สาม หรือหากเขาปรารถนาจะปกป้องแว่นแคว้น จิตใจมิได้หมกมุ่นอยู่กับเรื่องส่วนตัวนางย่อมเต็มใจที่จะรอ

            “ย่อมไม่มี”

            มู่เสวียนเย่ส่ายหัวอย่างจริงใจ

            เขาเพิ่งอายุครบยี่สิบปีก่อนหน้านี้ไม่เคยมีความคิดที่จะสร้างครอบครัวมาก่อน น้องหญิงของเขาหายตัวไปท่านพ่อเศร้าโศกทุกข์ใจเป็นอย่างยิ่ง เขาจะไปเอาความคิดเช่นนั้นมาจากที่ใด?

            เมื่อได้ยินมู่เสวียนเย่ตอบว่าไม่หัวใจของมู่เฉิงอินพลันสั่นไหวน้อยๆ ดวงตาของนางเปล่งประกายริมฝีปากสีแดงสดเม้มแน่น “ในเมื่อคุณชายมู่ไร้คนในใจอีกทั้งยังเห็นว่าเฉิงอินสูงส่งคู่ควร ทว่าเฉิงอินกลับมิใช่สตรีที่ท่านต้องการแต่งงานด้วย...”

            นางกล่าว

            น้ำเสียงเจือปนเสียงสะอื้นทั้งมีน้ำใสๆ เอ่อล้นปกคลุมดวงตาอย่างมิอาจควบคุม

            แท้จริงแล้วนางเป็นสตรีที่เข้มแข็งยิ่งแม้จะดูบอบบางอ่อนโยน ทว่าเมื่อตัดสินใจเรื่องใดแล้ว นางย่อมมีความกล้าเช่นไม่ชนกำแพงทางใต้ไม่หันกลับ [1]

            แต่ยามนี้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับบุรุษผู้ทำให้ใจนางสั่นไหวนางกลับมิอาจควบคุมน้ำตาของตนเองได้

            ผู้อื่นย่อมไม่เข้าใจ

            ว่านางชอบคุณชายใหญ่ตระกูลมู่มากมายเพียงใด

            ทันทีที่มู่เสวียนเย่เงยหน้าขึ้นก็สบตาเข้ากับดวงตาที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำตาของมู่เฉิงอินใจเขาตื่นตระหนก เร่งรีบลุกขึ้น “แม่นางมู่ เจ้า...”

            “คุณชายมู่ ท่านมิต้องเอ่ยคำใดโปรดฟังข้าก่อนเถิดเจ้าค่ะ”

            มู่เฉิงอินขัดจังหวะตอนเขากำลังจะเอ่ยปาก

            นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อยนัยน์ตาแดงระเรื่อ สตรีร่างเล็กมีท่าทีดื้อรั้น คล้ายไม่ปรารถนาให้หยดน้ำตาไหลริน

            ขนตาของนางยาวเป็นอย่างยิ่งราวกับผีเสื้อสีอ่อนสองตัว เมื่อนางกะพริบตา ขนตาของนางก็สั่นไหวน้อยๆเกิดเป็นเงาสายหนึ่ง

            “คุณชายมู่ท่านคงจำคราแรกที่เราพบกันไม่ได้กระมัง เมื่อหกปีที่แล้วข้าติดตามท่านแม่ไปวัดฟู่เหยียนเพื่อจุดธูปขอพร แต่ระหว่างทางกลับพบโจรเข้าคนในครอบครัวของข้าได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต รถม้าที่ท่านแม่กับข้านั่งสูญเสียการควบคุมม้าวิ่งเตลิดอย่างบ้าคลั่ง ในตอนนั้นข้าคิดว่าตนเองต้องตายแน่แล้วข้ากลัวเป็นอย่างยิ่ง ได้แต่จับมือท่านแม่ไว้แน่น ข้าคิดจะเปิดม่านแล้วกระโดดออกไปนอกรถม้าพร้อมกับท่านแม่ทว่าความเร็วของม้าที่กำลังตกใจจนวิ่งอย่างบ้าคลั่งนั้นเร็วเกินไป ข้ากับท่านแม่ล้วนไม่มีความกล้าที่มากพอ

            ยามนั้นม้าที่วิ่งอย่างรวดเร็วกำลังมุ่งตรงไปยังหน้าผาสูงชัน หากมันพุ่งทะยานลงไป คงได้สิ้นสุดเหตุการณ์ไปทั้งเช่นนั้น

            ข้าคิดว่าข้าและท่านแม่ย่อมตายแน่แล้ว

            แต่พริบตานั้นท่านกลับโผล่มาจากฟากฟ้าปราบม้าที่กำลังพยศ และช่วยเหลือพวกเราเอาไว้ได้

            ข้ายังจำคำที่ท่านกล่าวว่า‘มิต้องกลัว พวกท่านปลอดภัยแล้ว’ ได้เป็นอย่างดีเจ้าค่ะ”

            มู่เฉิงอินสูดลมหายใจลึกนางเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งอดีต ทว่าในใจยังหลงเหลือความกลัวอยู่

            มู่เสวียนเย่ฟังเงียบๆเขายังมีความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องที่สตรีตรงหน้าเล่าให้ฟังอยู่บ้าง ทว่าเป็นความทรงจำที่มิได้ชัดเจนนักน่าจะเป็นเมื่อสองสามปีก่อน มีกลุ่มโจรอยู่ในเมืองหลวงและเขาเป็นผู้นำของหน่วยราชองครักษ์ประจำวังหลวงที่ได้รับคำสั่งให้ไล่ตามจับโจรกลุ่มนี้กลับมาให้ได้แต่เขาไม่นึกว่าโจรที่ไร้หนทางหนีกลุ่มนี้จะบ้าคลั่งและบุกปล้นรถม้าของคนที่สัญจรผ่านมา

            ในครั้งนั้นเขาช่วยไว้ได้หลายชีวิต หลายครอบครัวจริงๆ

            และเป็นเพราะคนที่เขาช่วยเหลือล้วนเป็นฮูหยินหรือคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจตามมา หลังจากช่วยชีวิตพวกนางได้แล้วเขาจึงไม่ออกหน้า แต่เขาไม่นึกว่าแม่นางที่ตนช่วยเหลือจะกลายมาเป็นสตรีที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้?

            “นั่นเป็นความรับผิดชอบของข้า”

            มู่เสวียนเย่เปิดปากกล่าว

            ทว่าเขากลับเห็นอีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นดวงตาของนางทั้งจริงจังและใส่ใจยิ่ง “ตั้งแต่นั้นมาท่านก็คือวีรบุรุษในใจข้าหากไม่ใช่ท่าน ข้าย่อมไม่แต่งให้ผู้ใด!”

             

            เชิงอรรถ

            [1] ไม่ชนกำแพงทางใต้ไม่หันกลับ 不撞南墙不回头 (Bù zhuàng nán qiáng bùhuítóu) เป็นสำนวน อธิบายถึงคนที่ยืนหยัดในความคิดของตนเองทำจนถึงที่สุด

     

    คล้ายกับเรื่องชู่ว์... พระชายา ท่านซ่อนสิ่งใดไว้บนคาน! [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน