“ เฮ้ ทำไมพวกเธอไม่ไปรอฉันข้างสนาม ? มาทำอะไรกันในห้องเรียน ”
เด็กหนุ่มเดินเข้ามาในสภาพเหงื่อโชกไปทั้งตัวเนื่องจากเขาไปซ้อมบาสมา ในคราแรกเขาตั้งใจว่าจะนั่งรอเพื่อนสาวทั้งสองคนอยู่ที่สนามแต่พอคิดไปคิดมาควรจะเป็นเขาเดินไปหามากกว่า
เพราะคนอย่างยัยไพลินคงจะขี้เกียจเดินและคิมหันต์ก็คงจะนั่งบื้อไม่รู้เรื่องรู้ราวต่อไป
“ ก็แฟนคลับของนายน่ารำคาญจะตายไปนี่ ถึงนายจะคุมพวกเธออยู่ก็เถอะ ” ไพลินบอกเหตุผลแทบจะทันทีที่เขาถาม ซูซาคุพยักหน้ารับรู้
“ ว่าไงยัยตัวดี ฉันยังไม่หายโมโหเรื่องแจกันนะ ” เขาเหลือบตาไปมองคิมหันต์ที่พยายามทำตัวเนียนไม่พูดไม่จา
เหอะ เรื่องทำตัวจืดจางเนี่ยถนัดเชียวนะ
“ อึ๋ย เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นไม่ดีนะคะ ซูซาคุง ” เจ้าของดวงตาสีม่วงสะดุ้งทันที
เธออุตส่าห์อยู่เงียบๆแล้วแท้ๆเชียว แต่เพื่อนชายของเธอก็ยังคงตอกย้ำเธอราวกับจะทำให้รู้สึกผิดอยู่ตลอด
“ หยุดพูดสุภาพใส่ฉันแล้วก็เลิกเติม 'คุง' ซะทีเถอะ ไม่ชอบเฟ้ย ”
“ ไหนๆนายก็มาแล้ว งั้นฉันขอตัวล่ะ ” ไพลินลุกขึ้นยืน
“ ห้ะ เธอจะไปไหนของเธอ ? ”
“ เอ๋ ไพลินไม่ได้จะไปปราบผีกับพวกเราหรอกหรอ ? ”
“ ก็อยากจะไปด้วยอยู่หรอก แต่ว่าวันนี้ลูกชิ้นเจ้าอร่อยมาขายน่ะสิ ขืนไปช้าก็อดกินกันพอดี ซูซาคุฉันแชร์ตำแหน่งสถานที่จะต้องไปให้แล้วนะ งั้นก็บ๊ายบาย ” เมื่อเธอเอ่ยจบก็รีบวิ่งออกไปจากห้องเรียนอย่างรวดเร็ว
“ เฮ้ย ! เดี๋ยวสิโว้ย จะมาเห็นของกินดีกว่างานไม่ได้นะเฟ้ย ยัยตะกละเอ้ย ” แม้แต่เด็กหนุ่มนักบาสประจำโรงเรียนก็ไม่สามารถคว้าตัวคนเห็นแก่กินไว้ได้ทัน เขาจึงได้แต่ปลงแล้วปล่อยเธอไป
“ อย่าทิ้งฉันไว้กับซูซาคุสิ ..” เด็กสาวบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆแต่สงสัยเธอจะลืมตัวไปว่าภายในห้องเรียนตอนนี้เหลือแค่เธอกับซูซาคุเพียงสองคนจึงทำให้ภายในห้องนี้เงียบ แม้ว่าจะเป็นเสียงบ่นพึมพำเบาๆก็ไม่สามารถหนีพ้นจากหูของพ่อหนุ่มนักเลงคนนี้ไปได้
“ ทำไม ? อยู่กับฉันมันมีปัญหาอะไรไม่ทราบ ยัยบื้อ ? ”
“ ปะ .. เปล่า ไม่มีปัญหาอะไรสักหน่อย ”
“ ให้มันจริงล่ะกัน อย่าให้ฉันมารู้ทีหลังนะ ว่าเธอมีอะไรแล้วไม่ยอมบอกน่ะ ”
“ เอ่อ .. ความจริงฉันแค่กลัวว่านายจะอึดอัดน่ะ ” สุดท้ายเธอก็ต้องยอมสารภาพความจริงไป
สาเหตุที่เธอไม่อยากไปกับเด็กหนุ่มเพียงแค่สองคนเพราะกลัวว่าเขาจะอึดอัดแถมเธอยังทำอะไรไม่เป็นอีกด้วย ถ้าไปถ่วงแข้งถ่วงขาซูซาคุอาจจะทำให้เขาอารมณ์เสียก็เป็นได้
แปะ
“ เอ๊ะ ? ” คิมหันต์อุทานออกมาเมื่อได้สัมผัสได้ถึงน้ำหนักฝ่ามือของคนตรงหน้าที่วางลงมายังบนศีรษะของเธอ เจ้าตัวเงยหน้ามองเด็กหนุ่มอย่างสงสัยว่าเขากำลังทำอะไร
“ เลิกคิดมากได้แล้ว ยัยบื้อ เรื่องแจกันน่ะฉันไม่โกรธเธอแล้ว เพราะว่าต่อให้โกรธเธอไปแจกันฉันก็ไม่กลับมาซะหน่อย จริงไหมล่ะ ” เขาพูดพร้อมกับโยกหัวเด็กสาวไปมาเบาๆ
เกือบจะซึ้งอยู่แล้วเชียวถ้าไม่ติดว่าเขาเรียกเธอด้วยสรรพนามอื่นอีกแล้ว แต่ว่าพอเรื่องกลายเป็นแบบนี้ก็ทำให้เธอโล่งใจไปพอสมควรเหมือนกับยกภูเขาออกจะอก
“ รีบไปกันเถอะ ช้ากว่านี้เดี๋ยวมันจะหนีไปซะก่อน ” เขาพูดก่อนจะเอามือกลับมาหยิบกระเป๋าเป้ของตนขึ้นมาสะพาย
“ อื้ม ! ” เธอขานรับแล้วหันไปหยิบกระเป๋านักเรียนของตนบ้าง
“ ที่สำคัญฉันไม่เคยคิดว่าเธอเป็นตัวถ่วงเลยสักครั้งเดียว จำไว้ด้วยล่ะ ยัยคิมหันต์ผู้ซื่อบื้อ ”
เมื่อพูดเขาพูดจบก็เดินออกจากห้องเรียนไปโดยมีคิมหันต์วิ่งตามออกไปพร้อมกับรอยยิ้ม ตอนนี้เธอรู้สึกว่ามิตรภาพของเธอกับซูซาคุเหมือนจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเลยทีเดียว
เด็กหนุ่มผู้ปากแข็งสุดท้ายเขาก็แพ้ให้กับเด็กสาวซื่อบื้อเพราะเหมือนเขาจะตระหนักได้ว่าบางเรื่องขืนทำตัวอ้อมโลกไปคนอย่างคิมหันต์ก็มีแต่จะพาลคิดมาก สู้พูดไปตรงๆเลยได้ผลกว่าเยอะถึงซูซาคุจะมีความรู้สึกเก้อเขินมั่งก็ตามที
ณ ตึกร้าง เวลา 17.30 น.
“ ที่นี่แหละ ฉันสัมผัสได้ถึงวิญญาณร้ายที่ยังคงวนเวียนอยู่ที่นี่ ”
“ โห ซูซาคุเหมือนคุณริวในรายการคนอวดผีเลย ” เด็กสาวพูดอย่างตื่นเต้น
“ มันใช่เวลามาตลกรึไงฟร่ะ ”
ขณะนี้พวกเขาทั้งคู่ได้เดินทางมาถึงตึกร้างที่อยู่เกือบท้ายซอย ระหว่างทางที่ผ่านมาพวกเขาได้ลองถามข้อมูลกับชาวบ้านเกี่ยวกับตึกร้างแห่งนี้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
คนที่อาศัยอยู่แถวนี้ได้เล่าว่า ตึกร้างแห่งนี้มักจะมีเสียงโหยหวนดังออกมายามดึกเสมอแถมยังเคยมีวัยรุ่นมาลองของล่าท้าผีก็วิ่งหนีป่าราบกันไปหมดและยังมีข่าวลือว่ามีคนตายอีกด้วย
“ มันต้องซ่อนตัวอยู่แถวนี้แน่นอน แยกกันหาดีกว่าจะได้เร็วขึ้น ”
“ มะ ไม่เด็ดขาด ! ห้ามทิ้งฉันนะ ”
คนกลัวผีอย่างเด็กสาวพอได้ยินว่าจะให้แยกกันหาเขารีบปฎิเสธทันทีโดยไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น ให้ตายยังไงเธอก็จะไม่มีวันไปเดินในตึกร้างคนเดียวเด็ดขาด ตามหนังผีที่เธอดูมาคนที่แยกออกไปคนเดียวมักจะโดนเก็บก่อนเพื่อนทันที
“ กลัวไม่เข้าเรื่องจริงๆเลย เออๆ ไปด้วยกันก็ได้ เอ้า ส่องไฟฉายให้ฉันด้วย ”
เขาพูดพลางหยิบดาบไม้ของตนออกจากกระเป๋าที่ใส่ดาบแล้วค่อยๆเริ่มออกตัวเดินอย่างระวัง
เนื่องจากเวลานี้เริ่มจะโพล้เพล้ทำให้แสงสว่างเริ่มหายไปอย่างช้าๆ เด็กหนุ่มจึงมอบหน้าที่ฉายไฟให้กับคิมหันต์ซึ่งเจ้าตัวก็รีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาฉายไฟให้ทันที
เพราะตึกร้างแห่งนี้ก็ไม่ได้สภาพดีนักมีเศษกระเบื้องเศษอิฐเต็มไปหมด ถ้าไม่ระวังอาจจะสะดุดล้มจนเกิดอุบัติเหตุได้
แถมตอนนี้ซูซาคุไม่สามารถต่อสู้ได้อย่างเต็มที่นักเนื่องจากคิมหันต์ยังไม่สามารถมองเห็นวิญญาณได้ชัดขนาดรู้ว่ามันอยู่ตรงไหนทำให้เธอไม่สามารถหลบหนีมันด้วยตัวเองได้อย่างแน่นอน เรียกได้ว่า เขาเสียเปรียบเป็นอย่างมาก
ตึก ตึก ตึก
เสียงฝีเท้าปริศนาดังขึ้นมาจากด้านหลังของพวกเขา
“ ว้าย ! สะ เสียงอะไรน่ะ ”
คิมหันต์ที่ตกใจรีบส่องไฟไปยังตรงที่เธอได้ยินเสียงทันทีเช่นเดียวกับซูซาคุที่ตั้งท่าเตรียมจะสู้แต่พอแสงไฟถูกฉายไปกลับพบแค่เพียงความว่างเปล่าเท่านั้น
เพล้ง
ต่อจากเสียงฝีเท้าก็เป็นเสียงกระเบื้องจากชั้นบนหล่นมาแตกต่อเนื่องทันทีราวกับว่ามันกำลังกลั่นแกล้งให้เด็กสาวหวาดกลัวขึ้นไปอีก
“ กรี๊ด ” ตอนนี้เด็กสาวผมสีน้ำตาลเริ่มจะคุมสติตัวเองไม่อยู่เสียแล้ว
“ ใจเย็นไว้ อย่าพึ่งสติแตกสิ ยัยบื้อ ” ซูซาคุหันไปบอกกับเพื่อนสาวที่กำลังขวัญเสียกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่
เด็กหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือของตนขึ้นมาเพื่อเปิดดูตำแหน่งของวิญญาณ แต่สัญญาณจุดสีแดงที่บ่งบอกถึงวิญญาณร้ายนั้นมันอ่อนเหลือเกิน
พวกวิญญาณที่ขั้นต่ำอย่างเทอร์เรอร์บางตัว สัญญาณมักจะค่อนข้างอ่อนแบบนี้ มันทำให้คนขี้หงุดหงิดแบบเขารำคาญตลอดเพราะมันจะจับตัวได้ยาก
“ ซูซาคุ ! ตะ ตรงนั้นมีเงาดำยืนอยู่ตรงนอกตึกด้วย ! ” เธอตะโกนบอกเด็กหนุ่มทันทีพร้อมกับชี้นิ้วไปยังเงาดำปริศนาที่ยืนอยู่นอกตัวตึก
“ แกเสร็จฉันแน่ ! เจอนี่หน่อยเป็นไง ! ” เนื่องจากเงาดำปริศนาที่ยืนอยู่นอกตัวตึกนั้นอยู่ไม่ไกลจากตำแหน่งที่พวกเขายืนมากนักเด็กหนุ่มจึงหยิบถุงสีดำขนาดเล็กขึ้นมาก่อนจะล้วงสิ่งที่อยู่ในถุงนั้นปาใส่เงาดำตัวนั้นอย่างแรงจนมันส่งเสียงร้องออกมา
“ โอ้ย ”
“ เดี๋ยวก่อนนะ ทำไมเสียงผีมันคุ้นๆจังเลย ” เด็กสาวที่มัวแต่กลัวในตอนแรกนั้นพอได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บ เธอกลับรู้สึกว่ามันคุ้นอย่างน่าประหลาดใจ
“ เออ นั่นสิ ” ซูซาคุเห็นด้วยกับเด็กสาว
“ มันจะไม่คุ้นได้ยังไงล่ะ ยัยบื้อ เจ้าคนซาดิสม์ ” เงาดำปริศนานั้นพูดพร้อมกับเปิดไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือส่องหน้าตัวเองให้อีกสองคนรับรู้ว่าคือใคร
“ ไพลิน !” ทั้งคู่พูดขึ้นพร้อมกันพอได้เห็นว่าเงาปริศนานั้นคือใคร
“ ก็ใช่น่ะสิ แล้วซูซาคุนายเป็นบ้าอะไรมิทราบ ถึงเอาข้าวสารเสกปาใส่คนอื่นเขาเนี่ย ดีนะลูกชิ้นฉันผูกถุงเอาไว้อยู่ ” ไพลินบ่นพลางปิดไฟฉายก่อนจะเอามือมาปัดเศษข้าวสารที่ติดตามตัว
“ ใครจะไปรู้ล่ะฟร่ะว่าเป็นเธอ ละมาทำอะไรแถวนี้ กลับใจจะมาช่วยพวกฉันหรือยังไง ?”
“ อ๋อ เปล่าหรอก ก็ร้านลูกชิ้นเจ้าเด็ดมันอยู่ข้างซอยตรงนี้เอง ฉันเห็นว่าตรงนี้เป็นทางลัดเลยก็เลยเดินมาแต่กลับได้ยินเสียงร้องโวยวายของคิมหันต์ก็เลยแวะมาดูน่ะสิ ”
คำพูดของเธอที่ไม่รู้สึกสะทกสะท้านกับอะไรนั้นทำให้คิมหันต์จากที่กำลังกลัวสิ่งลี้ลับที่ตนมองไม่เห็นกลายเป็นความเอือมกับนิสัยตรงนี้ของไพลินไปเลย
นับถือหล่อนจริงๆนะ ที่พูดออกมาโดยไม่รู้สึกอะไรเลย
“ สงสัยโดนไปวันนั้นคงยังไม่จำใช่ไหม ? ” คนไฮไลท์ผมสีแดงพูดทวนความจำของไพลินพร้อมกับชูกำปั้นขู่เธอ
“ เอะอะก็ใช้แต่กำลัง ระวังเถอะจะไม่มีผู้หญิงกล้าเข้าใกล้ ”
“ ฉันก็ไม่สนใจเรื่องพรรค์นั้นอยู่แล้ว เธอนั่นแหละถ้ายังห่วงแต่กินแบบนี้จะไม่มีหนุ่มแล”
“ อย่าทะเลาะกันสิทั้งสองคน ฉันว่าเรารีบไปจัดการกับวิญญาณร้ายนั่นดีกว่านะ จะได้กลับบ้านกันสักที ”
คิมหันต์พอเริ่มเห็นท่าว่าทั้งจะกัดกันอีกเธอจึงรีบแทรกขึ้นมาทันที คู่นี้ถ้าได้ทะเลาะกันแล้วยาวตลอดไม่รู้จะอะไรกันนักหนา
‘ อา .. หิวจังเลย ’
เสียงแหบพร่าปริศนาดังขึ้นจากด้านหลังของคิมหันต์ เด็กสาวตกใจอย่างสุดขีดเพราะ จู่ๆร่างกายของเธอก็ไม่สามารถขยับได้ขึ้นมาดื้อๆ
เธอเลยมองไปยังหางตาเพื่อจะได้รู้ว่าด้านหลังของเธอมันมีอะไรอยู่กันแน่ และเด็กสาวก็ได้คำตอบถึงเจ้าตัวจะมองเห็นไม่ชัดนักแต่ก็บอกจะรู้ได้ว่าเจ้าของเสียงนั้นกำลังจ้องหน้าของเธออยู่อย่างแน่นอน
‘ หิวจัง ’
เสียงนั้นยังคงพูดซ้ำเหมือนเดิมจากตอนแรกที่คิมหันต์เห็นแค่เป็นเงาเลือนลางแต่ตอนนี้เธอสามารถมองเห็นใบหน้าขาวซีดของหญิงสาววัยกลางคนได้แล้ว มันช่างน่าสยดสยองเหลือเกิน
คิมหันต์พยายามจะส่งเสียงเรียกเพื่อนทั้งสองของเธอ แต่เสียงของเธอกลับไม่ยอมเปล่งออกมาจากลำคอเลยสักนิดเดียว
อย่าบอกนะว่า นี่คือที่เขาเรียกกว่า 'ผีอำ' น่ะ
ตามที่เจ้าตัวรู้มา อาการผีอำจะพบมากในช่วงเวลากึ่งหลับกึ่งตื่น รับรู้ถึงทุกอย่างแต่ไม่สามารถขยับร่างกายหรือเปล่งเสียงออกไปได้
‘ หิว !! ’
ไม่นะ !! ช่วยด้วยใครก็ได้ !
ฉัวะ
เสียงบางสิ่งอย่างถูกฟันได้ดังขึ้นทำให้เด็กสาวหลุดออกจากพันธนาการได้ เจ้าของดวงตาสีม่วงทรุดลงไปนั่งกับพื้นทันทีด้วยอาการเข่าอ่อนเธอหันไปมองกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันที
ซูซาคุได้กระโดดฟันเจ้าวิญญาณร้ายนั่นอย่างไม่ลังเลเลยสักนิดเดียว
“ ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน .. ”
“ ก็ตั้งแต่ที่เธอรู้สึกได้นั่นแหละ คิดว่าพวกเราพึ่งปราบผีแค่ตัวเดียวรึยังไงกัน ? ” ซูซาคุพูดพร้อมกับเก็บดาบไม้ของเขาเข้ากระเป๋า
ความจริงพวกเขาสองคนนั้นรู้ตัวตั้งแต่แรกแล้วว่าวิญญาณร้ายตนนี้กำลังหมายตาคิมหันต์ โชคดีที่ไพลินถึงจะเป็นคนขี้เกียจแต่คราวนี้เธอกลับรอบคอบโดยกางเขตอาคมไว้ตั้งแต่ที่เจอพวกเขาจึงทำให้เธอสามารถรับรู้ความผิดปกติได้ทันที
ประจวบเหมาะกับวิญญาณนั่นมัวแต่สนใจคิมหันต์เลยไม่ได้สังเกตถึงพวกเขาเลยสักนิด ทำให้มันมีช่องว่างในการจัดการให้จบภายในครั้งเดียว คงต้องยกความดีความชอบให้ล่ะนะ
“ ฮือ ฉะ .. ฉันกลัวแทบตาย ” พอเห็นว่าทุกอย่างคลี่คลายแล้วเจ้าของดวงตาสีม่วงถึงกับปล่อยโฮออกมาทันทีเพราะเมื่อกี้เธอคิดไว้แล้วว่ายังไงตัวเองก็ไม่รอดแน่นอน
“ ไม่ต้องร้องน่า มันจบแล้ว ป่ะ กลับบ้านกันเถอะ ” ไพลินปลอบใจเพื่อนของเธอที่กำลังนั่งร้องไห้อยู่พลางส่งมือให้เธอ
“ อะ อืม ” คิมหันต์ปาดน้ำตาอย่างลวกๆก่อนจะยื่นมือของเธอมาจับมือไพลินแล้วลุกขึ้นยืนตามแรงดึงของคนที่ช่วยเธอ
“ เอ้า กลับบ้านกันเถอะ วันนี้มีลูกชิ้นของไพลินให้เธอกินด้วยนะ ยัยบื้อ ”
“ ไม่เอานะ อย่ามาแย่งลูกชิ้นของฉัน ”
“ ตะกละจริงๆเลยโว้ย ”
“ ฮ่าๆ ”
เรื่องราวในวันนี้ก็จบลงด้วยเสียงหัวเราะของเด็กสาว ถึงจะมีเรื่องเกิดขึ้นมากมายแต่เธอก็คงต้องเจอเรื่องแนวนี้อีกมากในอนาคตแน่นอน วันนี้คิมหันต์ได้บทเรียนจนรู้สึกเพลียสุดๆไปเลยแหละ