ชายาของข้าเป็นนางมารอันดับหนึ่ง

    บทที่ 31 ประวัติของราชวงศ์เหยียน [2]

            บทที่ 31

            ประวัติของราชวงศ์เหยียน [2]

            หลังจากที่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเหยียนฉางเยว่ ขึ้นครองราชย์เหนือบัลลังก์มังกรในพระราชวังจิ้งเทียนสำเร็จลุล่วงจากหายนะการแย่งชิงราชสมบัติอันยาวนานผู้คนทั่วทั้งแผ่นดินต่างเชื่อว่าท้ายที่สุด แผ่นดินเหยียนจะกลับคืนสู่ความสงบขุนนางและราษฎรทุกหมู่เหล่าต่างคาดหวังว่าฮ่องเต้องค์ใหม่จะเร่งสถาปนาระเบียบใหม่ตั้งมั่นราชสำนัก และรวบอำนาจการปกครองไว้แต่เพียงผู้เดียว

            แต่แล้วในวันแรกที่เหยียนฉางเยว่ขึ้นครองราชย์ ทรงกระทำการที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดมาก่อน

            ณ ท้องพระโรงอันเงียบสงัดเสียงประกาศอันหนักแน่นของฮ่องเต้หนุ่มดังขึ้นต่อหน้าขุนนางทั้งราชสำนักพระสุรเสียงนั้นเย็นเยียบแต่แฝงด้วยอำนาจที่ไม่อาจโต้แย้ง

            “บัลลังก์นี้ พวกเราสองพี่น้องช่วยกันช่วงชิงมาหากวันนี้เรานั่งครองราชย์เพียงผู้เดียว ย่อมไม่สมควรด้วยเหตุนี้...เราจึงขอแบ่งบัลลังก์นี้กับน้องชายของเราให้เท่าเทียมกัน”

            คำประกาศของพระองค์ทำให้ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบขุนนางทั้งหลายที่พากันหมอบกราบ ต่างเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าตกตะลึงจนไม่อาจปกปิดได้กระทั่งมหาเสนาบดีผู้เปี่ยมประสบการณ์ยังไม่อาจคาดเดาได้ว่าคำกล่าวนี้จะมีนัยเช่นไร

            ทว่าเหยียนฉางเยว่กลับไม่ปล่อยให้ความสงสัยดำรงอยู่เนิ่นนานเขาทรงมีพระราชโองการแต่งตั้งเหยียนฉางหลง น้องชายร่วมสายโลหิตผู้เป็นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ และเสาหลักแห่งราชวงศ์เหยียน ให้ดำรงตำแหน่ง “เหยียนหลงอ๋อง”

            ชื่อ “หลง” ที่หมายถึงมังกร ปรากฏอยู่ในสมญานามนี้เป็นสิ่งที่แสดงถึงเกียรติยศสูงสุดแห่งราชวงศ์ไม่มีอ๋องคนใดในประวัติศาสตร์ของราชวงศ์เหยียนเคยได้รับนามเช่นนี้มาก่อนและผู้ที่ได้รับเกียรติอันสูงส่งนี้ ก็คือบิดาของเหยียนไป๋เฉินเอง

            ไม่เพียงเท่านั้นพระราชโองการยังระบุให้เหยียนหลงอ๋องดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งนครหลวงเหยียนจิงมีสิทธิ์ควบคุมกำลังทหารรักษาการณ์ทั่วทั้งเมืองหลวงที่มีจำนวนมากถึงสามแสนนายโดยไม่จำเป็นต้องผ่านคำสั่งจากราชสำนักอำนาจทางทหารในนครหลวงทั้งหมดจึงตกอยู่ในมือของเหยียนหลงอ๋องโดยสมบูรณ์

            การกระทำครั้งนี้ทำให้บรรยากาศภายในท้องพระโรงเต็มไปด้วยความตึงเครียดและคลื่นอารมณ์ที่ปั่นป่วนขุนนางทั้งหลายไม่อาจปิดบังความวิตกกังวลในแววตา พวกเขาเริ่มกระซิบกระซาบลอบถามกันเองว่า ฮ่องเต้องค์ใหม่ผู้เพิ่งขึ้นครองราชย์เหตุใดยอมวางอำนาจทางทหารในมือของผู้อื่นโดยไม่หวาดระแวงว่าผู้นั้นจะคิดกบฏ?

            แต่เมื่อมองแววตาของเหยียนฉางเยว่ไม่มีสิ่งใดบ่งบอกถึงความลังเลหรือกริ่งเกรง ในสายพระเนตรนั้นมีเพียงความเชื่อมั่นอันเด็ดเดี่ยวและในแววตาของเหยียนหลงอ๋อง ก็มีเพียงความสงบนิ่งและภักดีราวกับว่าคำสัตย์สาบานในวัยเยาว์ยังตราตรึงแนบแน่นอยู่ในหัวใจของทั้งสอง

            ผู้คนทั่วทั้งใต้หล้า แม้จะตกตะลึงแต่ก็มิอาจไม่ยอมรับว่าการตัดสินใจของฮ่องเต้องค์ใหม่ครั้งนี้ คือการแสดงออกถึงความเชื่อใจที่แน่วแน่ต่อเหยียนหลงอ๋องราวกับว่าพวกเขาสองพี่น้องมิได้แยกขาดจากกันหากแต่เป็นร่างเดียวกันที่ร่วมแบ่งปันความสำเร็จและชะตากรรม

            เหยียนหลงอ๋องเองก็ไม่ทำให้ผิดหวังเขาใช้ชีวิตอยู่ภายในนครหลวง ปักหลักในค่ายทหารที่มั่นที่สุดของเมืองไม่ก้าวก่ายกิจการภายในราชสำนัก ไม่ข้องแวะการเมืองการปกครองแม้แต่น้อยหน้าที่ของเขามีเพียงการคุ้มกันนครหลวง ดูแลความมั่นคงปกป้องบัลลังก์ที่เขาและพี่ชายร่วมกันแย่งชิงมาเท่านั้น

            อำนาจภายในนครหลวงเหยียนจิงจึงแบ่งแยกอย่างชัดเจนฮ่องเต้ปกครองราชสำนัก ขุนศึกผู้เป็นอ๋องปกครองกองทัพทั้งสองดำรงตนในหน้าที่ของตนเองโดยไม่ล่วงล้ำขอบเขต

            และคำที่เหยียนฉางเยว่เคยกล่าวในวันแรกที่ขึ้นครองราชย์ก็กลายเป็นความจริงโดยสมบูรณ์

            “บัลลังก์นี้ เราสองพี่น้องช่วงชิงมาด้วยกันวันนี้เราก็จักแบ่งมันคนละครึ่ง”

            นอกเหนือจากตำแหน่ง "เหยียนหลงอ๋อง"ที่ได้รับพระราชทานจากฮ่องเต้ผู้เป็นพี่ชายแล้วเหยียนฉางหลงยังได้รับพระราชโองการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญอีกสองตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้านั่นคือ เจิ้นกั๋วหวาง (อ๋องพิทักษ์แผ่นดิน) และ ปิงหม่าต้าหยวนซ่วย(ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพหลวง)

            ตำแหน่ง เจิ้นกั๋วหวาง นั้นถือเป็นตำแหน่งอ๋องที่มีอำนาจเปรียบดั่งเสาหลักของราชวงศ์เป็นผู้พิทักษ์แผ่นดินผู้มีสิทธิ์ในการว่ากล่าวตักเตือนแม้กระทั่งองค์จักรพรรดิหากเห็นว่าเบื้องบนปกครองผิดทำนองคลองธรรม เป็นขุนศึกที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดให้ปกป้องราชวงศ์และรักษาความสงบเรียบร้อยของแผ่นดิน

            ขณะที่ ปิงหม่าต้าหยวนซ่วย คือยศและตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพหลวงมีสิทธิ์ออกคำสั่งโดยตรงต่อแม่ทัพ นายกองทั้งหลายรวมถึงควบคุมกองทัพรักษานครหลวงที่มีกำลังพลมหาศาลถึงสามแสนนายอีกทั้งยังมีอำนาจในการเกณฑ์ทัพจากเขตปกครองทั้งเก้าภายใต้ราชวงศ์เหยียนโดยตรงหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินหรือภัยคุกคามจากต่างแคว้น

            ตำแหน่งทั้งสองนี้เมื่อถูกรวมไว้ในคน ๆ เดียวแทบไม่ต่างจากการมอบอำนาจสูงสุดในการปกครองบ้านเมืองและควบคุมกองทัพให้แก่เหยียนหลงอ๋องโดยสิ้นเชิง

            ดังนั้นแม้ว่าเหยียนฉางเยว่จะสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิครองบัลลังก์มังกรทรงมีอำนาจเหนือฟ้าและปฐพี แต่บุคคลที่มีอำนาจยิ่งใหญ่ที่สุดรองลงมาในนครหลวงและในทั้งราชวงศ์เหยียน ก็คือ เหยียนหลงอ๋อง นั่นเอง

            ผู้คนในราชสำนัก ต่างกล่าวขานว่าในใต้หล้านี้ มีเพียงสองผู้ที่ถืออำนาจอันแท้จริงหนึ่งคือฮ่องเต้ผู้เป็นฟ้าเหนือหัว อีกหนึ่งคือเหยียนหลงอ๋องผู้ถือดาบบัญชาฟ้าในครรลองใต้หล้า

            แม้จะมีผู้กังขาและหวั่นเกรงว่าการรวมศูนย์อำนาจทางทหารไว้ในมือเหยียนหลงอ๋องอาจนำมาซึ่งภัยเงียบในอนาคตหากแต่เวลาผ่านไปหลายปี เหยียนหลงอ๋องยังคงยืนหยัดในหน้าที่ของตนอย่างมั่นคงเฝ้าดูแลกองกำลังทหารในนครหลวงอย่างเข้มงวดโดยไม่เคยล่วงเกินอำนาจของฮ่องเต้ไม่เคยข้องเกี่ยวกับกิจการราชสำนักแม้แต่น้อย

            ความภักดีอันแน่วแน่ที่เขามีต่อพี่ชายของตนยังคงไม่เคยสั่นคลอน และนี่เองที่ทำให้ราชวงศ์เหยียนภายใต้การปกครองของฮ่องเต้เหยียนฉางเยว่และเหยียนหลงอ๋องกลายเป็นยุคที่ราชสำนักและกองทัพแยกขาดอย่างชัดเจนแต่กลับสมดุลอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์เหยียนเฉา