ตำหนักเฉียนเฉิง พระราชวังแคว้นต้าเฉิน
เฉินคุนเฉิงกำลังนั่งขมวดคิ้วด้วยความวิตกอยู่บนบัลลังก์ั พลางเพ่งพินิจพระราชลัญจกร[1]ในมือ มองซ้ายทีขวาที
ที่ส่วนหน้าของท้องพระโรง มีชิงเฟิงและิเยว่ยืนกันอยู่คนละฟากฝั่ง
เฉินคุนเฉิงกล่าวว่า “ชิงเฟิง ิเยว่ พวกเ้าและฉู่เซียวเป็เสมือนพี่น้องกับกว่าเหรินมาั้แ่เด็ก พวกเราผ่านความเป็ความตายด้วยกันมานานหลายปี ตอนนี้ความปรารถนาของกว่าเหรินเป็จริงแล้ว และอำนาจบริหารบ้านเมืองล้วนอยู่ในฝ่ามือ กว่าเหรินสมควรปูนบำเหน็จให้พวกเ้าเป็อัครเสนาบดี ทว่าฉู่เซียวทิ่มแทงใจของกว่าเหรินอย่างเืเย็น เื่นี้เราค่อยหารือกันทีหลัง...”
ทั้งิเยว่และชิงเฟิงต่างก็หน้าเปลี่ยนสี ทั้งสองทรุดตัวลงหมอบคำนับพร้อม ๆ กัน
ิเยว่เปล่งเสียงดังฟังชัด “ฝ่าา พระองค์มิจำเป็ต้องกังวล พวกเราสองพี่น้องสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อฝ่าาไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ลาภยศเงินทองล้วนมิได้สนใจ ขอเพียงได้ปกป้องฝ่าาอย่างเต็มกำลัง ช่วยทำประโยชน์แก่เชื้อพระวงศ์ของราชวงศ์เฉิน ก็พอใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินคุนเฉิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลุกขึ้นจากบัลลังก์ แล้วเดินลงไปที่ส่วนหน้าของท้องพระโรง เพื่อประคองิเยว่และชิงเฟิงให้ลุกขึ้น “ดูพวกเ้าสองคนสิ กลายเป็คนขี้กลัวและหวาดระแวงอะไรเยี่ยงนี้ คอยแต่จะคุกเข่าทุกครั้งไป ต่อไปเวลาที่มีเพียงเราเพียงสามคน ก็ไม่จำเป็ต้องมีพิธีรีตองมากนัก”
ิเยว่และชิงเฟิงต่างลุกขึ้น แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะเปล่งเสียง “ขอบพระทัย ฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ…”
“ดูสิ ดู ไฉนพวกเ้าถึงทำแบบนี้อีกแล้ว?” เฉินคุนเฉิงตบไหล่ทั้งสองด้วยท่าทางเป็กันเอง “พวกเราสามคนเป็พี่น้องที่จริงใจต่อกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมเป็ร่วมตายมาด้วยกัน พิธีการเหล่านี้ล้วนมีไว้ให้คนนอกดูเท่านั้น”
ิเยว่และชิงเฟิงต่างซาบซึ้งใจจนน้ำตาคลอ แต่ละคนต่างแสดงท่าทีจงรักภักดี
เฉินคุนเฉิงรู้สึกพอใจเต็มเปี่ยม ก่อนกลับไปนั่งบนบัลลังก์ัอีกครั้ง พลางถอนหายใจ “โชคดีที่กว่าเหรินมีพวกเ้าสองคน หาไม่แล้ว เหนือท้องพระโรงแห่งนี้ ก็คงไม่อาจพบคนที่ไว้ใจได้เลยสักคนเดียว...เฮ้อ ทุกวันนี้ ไม่รู้เป็อันใด ใจกว่าเหรินรู้สึกไม่มั่นคง มิสู้ไปนอนในค่ายทหารยังสบายใจเสียกว่า”
ิเยว่กราบทูล “ฝ่าา ทรงมิจำเป็ต้องกังวลพระทัยมากเกินไป กระหม่อมได้เพิ่มการเฝ้าระวังแล้ว กองกำลังที่ประจำการคอยคุ้มกันประตูเมือง ล้วนเป็ทหารยอดฝีมือและแม่ทัพที่แข็งแกร่งทั้งสิ้น ฝ่าาบรรทมอย่างผาสุกไร้กังวลเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินคุนเฉิงยิ้มอย่างขมขื่น “กว่าเหรินเองก็อยากนอนหลับอย่างผาสุกไร้กังวลเช่นกัน ทว่าพระราชลัญจกรนี้ กว่าเหรินกังวลทุกครั้งที่มันไม่ได้อยู่ในมือ อาจจะทำสูญหายก็เป็ได้...พวกเ้าว่า สุดท้ายแล้ว ฉู่เซียวสมรู้ร่วมคิดกับศัตรู และทรยศต่อบ้านเมืองหรือไม่?”
ชิงเฟิงกล่าว “ฉู่เซียวร้องไห้ด้วยความคับข้องใจ เขายังเคยขอให้พวกกระหม่อมขอร้องพระองค์แทนเขา จากมุมมองของขุนนางผู้ต่ำต้อยอย่างกระหม่อม ตระกูลฉู๋จงรักภักดีและเป็คนดีมาหลายยุคหลายสมัย ทั้งไม่มีใจคิดกระด้างกระเดื่องกับอดีตฮ่องเต้และฝ่าาเลย บางทีเขาอาจถูกผู้อื่นหลอกใช้โดยบังเอิญ จึงประมาทเลินเล่อไปชั่วขณะ...”
“ประมาทเลินเล่อไปชั่วขณะ? แล้วเหตุใด ท่ามกลางผู้คนในคุก เขาถึงเป็คนเดียวที่ถูกจี้จุดหลับ จนสามารถแสร้งตายเพื่อรักษาชีวิตของตัวเองไว้ได้? และระหว่างการปะาชีวิต ก็บังเอิญมีจอมยุทธ์คนหนึ่งมาช่วยชีวิตเขาเล่า? “
เฉินคุนเฉิงแค่นยิ้มหยัน
ชั่วขณะนั้น ชิงเฟิงและิเยว่คิดหาคำตอบไม่ออก
เฉินคุนเฉิงกล่าว “ต้นไทรในลานปะาสูงเกือบสิบหมี่[2] คนคนนั้นไปมาได้อย่างอิสระ ราวกับเข้าไปในดินแดนที่ไร้ผู้คน กว่าเหรินคิดว่าวรยุทธ์ของคนผู้นี้ไม่ด้อยกว่าพวกเ้าและกว่าเหริน ฉู่เซียวเองก็รู้จักพระราชวังดีราวกับหลังมือของตนเอง หากวันหนึ่งเขาพาจอมยุทธ์ผู้นี้แอบเข้าวังหลวงมา กว่าเหรินมิต้องตกอยู่ในอันตรายหรอกหรือ?”
ิเยว่รีบกล่าว “พวกเราสองพี่น้องจะอยู่เคียงข้างฝ่าาตลอดเวลา และพวกกระหม่อมจะปกป้องพระองค์อย่างสุดความสามารถ ฝ่าาทรงวางพระทัยได้พ่ะย่ะค่ะ”
เฉินคุนเฉิงขมวดคิ้วจนเป็ปม “อืม ระมัดระวังไว้ก่อนจะดีกว่า เตรียมตัวให้พร้อมย่อมไม่มีภัยพิบัติ...มีข่าวเกี่ยวกับซูอวี้เจ๋อและกองทัพราชวงศ์โจวบ้างหรือไม่?”
ชิงเฟิงและิเยว่ต่างเหลือบมองหน้ากัน
ิเยว่ก้าวไปข้างหน้า แล้วเอ่ยด้วยความหวาดหวั่น “ทูลฝ่าา สายลับมารายงานในตอนเย็นว่า ซูอวี้เจ๋อได้ถอนทัพกลับไปราชสำนักแล้ว ซ้ำยังขึ้นครองราชย์เป็ฮ่องเต้ระหว่างทาง หลังกลับไปถึงราชสำนัก เขาก็ใช้วิธีแข็งกร้าวโเี้ เพื่อกวาดล้างพรรคพวกที่เหลืออยู่ของโจวอวิ๋นเฉินจนสิ้นพ่ะย่ะค่ะ
เฉินคุนเฉิงตกตะลึง “เ้าว่าอะไรนะ? ซูอวี้เจ๋อถอนทัพกลับไปที่ราชสำนักแล้ว?”
ิเยว่เอ่ยเสียงสั่น “ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินคุนเฉิงตบโต๊ะและผุดลุกขึ้น “นี่คือสิ่งที่พวกเ้าเรียกว่า การเพิ่มความระแวดระวังใช่หรือไม่? แคว้นต้าเฉินอันกว้างใหญ่ไพศาลของกว่าเหริน การที่พวกเขาบุกตรงเข้ามา และย้อมเมืองหลวงด้วยเืในชั่วข้ามคืนนั้นก็เข้าใจได้ ในเวลานั้น เสด็จพ่อทรงหละหลวมและไว้ใจผู้อื่นง่าย ๆ กองทัพที่แข็งแกร่งของเราก็ประจำการอยู่นอกด่าน การป้องกันเมืองหลวงจึงอ่อนแอ โจวอวิ๋นเฉิน ซูอวี้เจ๋อ สวีกุ้ยเฟย ฉู่เซียวและคนอื่น ๆ จึงร่วมมือกันทั้งภายในและภายนอก เสด็จพ่อจึงยากที่จะป้องกัน ดังนั้นเมื่อประสบเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น จึงพอจะให้อภัยได้ ทว่าตอนนี้พวกเ้าและคนอื่น ๆ มีทหารกล้าหลายหมื่นนาย จดจ่ออยู่ในสถานที่เล็ก ๆ ก็ยังปล่อยเสือเข้าป่า ปล่อยให้ซูอวี้เจ๋อและกองทัพนับล้านที่แข็งแกร่งของเขาได้รับชัยชนะไปง่าย ๆ โดยไม่ต้องลงทุนลงแรง...”
เฉินคุนเฉิงโกรธมากจนกล้ามเนื้อบนหน้าผากเต้นตุบ ๆ “นี่คือความอัปยศอย่างยิ่ง!”
ิเยว่รีบกล่าว “ฝ่าาทรงระงับโทสะก่อนพ่ะย่ะค่ะ เื่นี้แปลกนัก กระหม่อมทำการตรวจสอบมาหลายวันแล้ว และพบว่า ก่อนหน้ากองทัพของราชสำนักโจวจะเข้าประชิดชายแดน ตลอดเส้นทางพวกเขาไม่เร่งรีบจะโจมตีเมืองรายทางหรือปล้นสะดมแผ่นดิน ทว่าพวกเขาคล้ายทหารเทพลงมาจากฟากฟ้า จู่ ๆ ก็โผล่มาในเมืองหลวงตอนกลางดึกอย่างเงียบงัน ที่น่าแปลกก็คือ ในวันที่ฝ่าาเสด็จยกทัพกลับราชสำนัก ซูอวี้เจ๋อได้แปรพักตร์ และนำกองทหารเพียงห้าหมื่นนายไปรักษาการณ์ใต้กำแพงเมือง นี่เป็เงื่อนงำแรก
ั้แ่ต้นจนจบ ทางฝั่งเราก็ยังไม่รู้ว่า กองกำลังทหารที่เหลือนับล้านไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ในเวลานั้น ซูอวี้เจ๋อกำอำนาจทางการทหารไว้ในมือ และมีแสนยานุภาพพอจะสังหารโจวอวิ๋นเฉิน และภายหลังก็สามารถส่งกองกำลังเข้าต่อสู้กับพระองค์ ทว่าเขากลับรักษาสัญญา และจับมือกับฝ่าา จนพลาดโอกาสไปโดยเปล่าประโยชน์ ตรงกันข้าม เขากลับไม่ยอมหารือแผนการใหญ่กับฝ่าา และจงใจใช้ข้ออ้างว่ามาส่งพระศพองค์หญิงเก้าในพิธีฝังพระศพ แล้วใช้กลยุทธ์จักจั่นลอกคราบเพื่อวางแผนหลบหนี นี่เป็เงื่อนงำที่สอง จู่ ๆ กระแสน้ำวนขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นในทะเลสาบ กวาดเอาร่างองค์หญิงเก้าและซูอวี้เจ๋อไป พระศพขององค์หญิงเก้าก็ไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ใด ทว่าซูอวี้เจ๋อกลับอยู่รอดปลอดภัย เขานำทัพกลับราชสำนักอย่างผู้กำชัย โดยไม่มีใครรู้ นี่เป็เงื่อนงำที่สาม… กระหม่อมจึงสงสัยว่า ใต้เทือกเขาของแคว้นต้าเฉินของเรา จะมีทางลับซ่อนอยู่พ่ะย่ะค่ะ!”
เฉินคุนเฉิงได้ยินดังนั้นก็ใ “อะไรนะ? ทางลับที่ซ่อนตัวอยู่รึ? นี่ไม่ได้จะบอกว่าดินแดนแคว้นต้าเฉินอันยิ่งใหญ่ของกว่าเหรินตกอยู่ในมือของซูอวี้เจ๋อไปแล้วหรอกหรือ? เขาคิดจะมาก็มา เขาคิดจะไปก็ไป สามารถทำอะไรก็ได้ตามที่เขา้าอย่างนั้นหรือ?”
ชิงเฟิงและิเยว่ก้มศีรษะยอมรับ
เฉินคุนเฉิงกลัดกลุ้มอย่างที่สุด พลางจ้องมองพระราชลัญจกรในมือ แล้วเอ่ยอย่างโกรธแค้น “ถ้าเช่นนั้น ต่อให้กว่าเหรินมีอำนาจจักรพรรดิของพระราชราชลัญจกรหยกนี้ แล้วมันจะไปมีประโยชน์อันใดเล่า? ภายในก็สั่งการไม่ได้ ภายนอกก็ป้องกันศัตรูไม่ได้ แคว้นต้าเฉินอันยิ่งใหญ่ของกว่าเหรินกลายเป็ดั่งสวนหลังบ้านของซูอวี้เจ๋อไปแล้ว! กว่าเหรินจะนั่งอยู่บนตำแหน่งที่ล่อแหลมนี้อย่างสบายใจได้อย่างไร?”
ชิงเฟิงและิเยว่กลั้นหายใจ ไม่กล้าพูดอะไรมาก
เฉินคุนเฉิงมองสภาพที่น่าสมเพชของคนสนิททั้งสองคน ก็ยิ่งโกรธมากขึ้น “เหลวไหลที่สุด! ในอดีต พวกเรานำทัพออกไปนอกด่าน รบเหนือยันใต้ และสังหารศัตรูเืนองทั้งวันทั้งคืน รอดจากปากเหยี่ยวปากกามาได้ มีความดีความชอบทางทหารอย่างโดดเด่น ช่างรุ่งโรจน์อะไรเยี่ยงนี้ มองว่าแคว้นต้าเฉินเปี่ยมความสงบสุข จึงไม่ต้องเป็ห่วงเป็กังวล ไหนเลยจะคาดคิด สิ่งที่เรากำลังปกป้องคือสวนหลังบ้านของแคว้นต้าโจว? ไอ้หยา ความโกรธนี้ช่างบีบคั้นกว่าเหรินนัก!”
ขณะที่พูดไป เฉินคุนเฉิงก็จุกอก คอขม และกระอักเืออกมาจนเกือบจะหมดสติ
“ฝ่าา ฝ่าา ทรงพระทัยเย็นก่อนพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าา ทรงดูแลพระวรกายั ทรงดูแลพระวรกายัด้วยพ่ะย่ะค่ะ!” ชิงเฟิงและิเยว่ต่างตกตะลึง แล้วกล่าวปลอบโยนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“อะไรคือเงื่อนงำหนึ่งสองสาม? เื่ราวชัดเจนอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? ซูอวี้เจ๋ออยากสังหารพระบิดาของเขาเพื่อแย่งชิงบัลลังก์มานานแล้ว แต่มันไม่สะดวกที่จะทำในต้าโจว เพราะกลัวจะถูกตั้งข้อหาฏ เมื่อเขาหมกมุ่นยากจะปล่อยวาง และทำใจไม่ได้ เขาจึงวางแผนดำเนินการอย่างระมัดระวังทีละขั้นตอน เห็นได้ชัดว่าเขาเชื่อฟังโจวอวิ๋นเฉิน ในการขยายดินแดนและค้นหาแผนที่หงส์เพลิง ส่วนในทางลับ เขาส่งกองทัพขนาดใหญ่ไปขุดแคว้นต้าเฉินของกว่าเหริน ขุดอุโมงค์ และเตรียมซ่องสุมกองกำลังอย่างลับ ๆ...”
ยิ่งเฉินคุนเฉิงพูดมากเท่าไร เขาก็ยิ่งโกรธมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งเขาโกรธมากเท่าไร เขาก็ยิ่งอยากพูดมากขึ้นเท่านั้น ชายหนุ่มค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ แล้วพูดขึ้นอีกครั้ง “เขาบอกว่าเขา้าร่วมมือกับกว่าเหรินเพื่อชัยชนะของทั้งสองฝ่าย และั้แ่นั้น ก็มีการติดต่อกันฉันมิตร ต่างฝ่ายต่างแลกเปลี่ยนในสิ่งที่ตนไม่มี แต่ความจริงแล้ว เขาได้หลอกลวงกว่าเหรินมานานแล้ว และรอให้กว่าเหรินช่วยเขาแบกรับความผิดฐานฆ่าพระบิดาของเขา แย่งชิงบัลลังก์”
เมื่อเฉินคุนเฉิงพูดถึงตรงนี้ หน้าอกก็รู้สึกอึดอัดคับแน่น ชายหนุ่มจึงคว้าถ้วยชาบนโต๊ะมาดื่มไปสองอึกใหญ่ หายใจอยู่ครู่ใหญ่ ถึงรู้สึกหายใจสะดวกขึ้น
**
[1] พระราชลัญจกร (璽印) เป็ตราประทับของพระเ้าแผ่นดินที่ทรงใช้ประทับกำกับเอกสารสำคัญต่าง ๆ เป็เครื่องหมายแสดงพระราชอำนาจ สำหรับฮ่องเต้เท่านั้น
[2] 1 หมี่เท่ากับ 1 เมตร
.
.
.