ร่างบางที่นอนนิ่งเงียบอยู่บนเตียงค่อยๆขยับกาย ก่อนจะบิดไปมาเพื่อไล่ความเมื่อยขบออกไป หญิงสาวลุกขึ้นนั่งพลางหาวออกมาติดๆกันหลายครั้ง ดวงตาคู่หวานเหลือบมองนาฬิกาตั้งโต๊ะข้างหัวเตียงก็พบว่าเป็นเวลาหกโมงกว่าแล้วนี่เธอนอนหลับยาวเลยเหรอเนี่ย เธอจำได้ว่าหลังจากทานอาหารเย็นเสร็จก็เข้านอนเลย เพราะเพลียจากการเดินทางและเดินเที่ยวทั้งวันไหนจะต้องปวดหัวกับเรื่องเข้าบ้านไม่ได้อีก เมื่อวานจึงเรียกได้ว่าเป็นวันที่เหนื่อยสุดๆสำหรับเธอเลยก็ว่าได้
ตุลยาทิ้งตัวลงนอนอีกครั้งด้วยความขี้เกียจแต่เพียงไม่กี่นาทีก็ต้องลุกจากเตียงเมื่อนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ตั้งใจจะไปเที่ยวโคลอสเซียมซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่โด่งดังมาช้านานให้ได้ตั้งแต่ตัดสินใจว่าจะมาเรียนวาดรูปที่อิตาลีเธอก็หมายมั่นไว้แล้วว่าจะต้องไปเที่ยวที่นี่ให้ได้รวมถึงสถานที่อันโด่งดังอื่นๆด้วย ซึ่งภายในระยะเวลาหกเดือนที่ว่างเว้นจากการเรียนแล้ว เธอก็จะเดินทางท่องเที่ยวให้คุ้มไปเลย
นึกถึงเรื่องเรียนแล้วหญิงสาวก็อดนึกถึงคู่หมั้นหนุ่มตัวดีขึ้นมาไม่ได้ป่านนี้เขาคงตามหาเธอให้วุ่นไปแล้วล่ะมั้ง สมน้ำหน้า! คนไม่มีความรับผิดชอบแบบนั้นก็ต้องเจอดีแบบนี้แหละตุลยาคิดด้วยความสะใจขณะลุกเดินไปยังห้องน้ำ หญิงสาวนึกถึงบิดามารดาขึ้นมาได้ก็ตัดสินใจว่าก่อนออกเดินทางไปโคลอสเซียมเธอจะโทรไปหาพวกท่านเพื่อบอกให้ทราบว่าเธอพักอยู่ที่ไหน พวกท่านจะได้ไม่เป็นห่วงหากว่าคาร์โลโทรไปบอกท่านทั้งสองว่าเธอหายไปแต่เธอก็มั่นใจว่าเขาไม่น่าจะกล้าโทรไปบอกหรอกว่าทำเธอหาย เพราะถ้าบอกพ่อกับแม่ของเขาก็จะต้องทราบเรื่องด้วยฉะนั้นเขาก็จะต้องโดนเล่นงานหนักอย่างแน่นอน
‘เอ...ให้โดนเล่นงานจากบรรดาพวกผู้ใหญ่อีกต่อหนึ่งก็ดีเหมือนกันนะ’
ตุลยาคิดก่อนจะหยุดเดินกะทันหันอยู่กลางห้องเมื่อหางตาแลเห็นร่างคนยืนอยู่ที่ระเบียงนอกห้อง พอหันไปมองเต็มๆ ตาก็ได้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นร่างคนจริงๆและด้วยความตกใจปนหวาดกลัวเธอจึงเผลอกรีดร้องออกมาสุดเสียง
“กรี๊ด!! แกเป็นใคร!เข้ามาได้ยังไง ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย!” หญิงสาวร้องขอความช่วยเหลือลั่นห้องพลางวิ่งถลาไปที่บานประตูห้องทว่าก่อนที่จะได้เปิดประตูออกไปร่างบางก็ถูกยกลอยขึ้นจากพื้น และริมฝีปากอิ่มถูกมือใหญ่ปิดเอาไว้แน่นเสียก่อนตุลยาดิ้นรนสุดชีวิต ทั้งมือและเท้าต่างหยิก เตะและถีบคนด้านหลังสุดกำลังพร้อมกับพยายามเปล่งเสียงร้องออกมาแต่ก็ฟังดูอู้อี้เต็มทน
“หยุดดิ้นเถอะน้องเหมียวนี่พี่คาร์โลเอง” เสียงทุ้มห้าวที่ดังอยู่ใกล้ใบหูเป็นภาษาไทยด้วยน้ำเสียงแปร่งๆนั้นทำให้ร่างบางหยุดดิ้น ก่อนจะเหลียวหน้ากลับไปมองคนพูดก็พบว่าเป็นคู่หมั้นของเธอจริงๆด้วย หญิงสาวจึงกระชากมือหนาที่ปิดปากเธอออกทันทีด้วยความโมโห
“บ้าจริง! คุณเล่นอะไรบ้าๆแบบนี้ฮะ ฉันตกใจจนหัวใจแทบวายเลยรู้ไหม คนบ้า!” เธอต่อว่าพลางดิ้นรนไปด้วย“ปล่อยนะ ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้เลย”
คาร์โลยอมปล่อยโดยดีทั้งที่ใจจริงไม่อยากทำเลยเพราะเขายังอยากกอดร่างนุ่มนิ่มหอมกรุ่นเอาไว้นานกว่านี้อีกนิด เมื่อได้รับอิสระตุลยาก็รีบถอยหลังหนีไปเสียหลายก้าวเพื่อตั้งหลักเธอมองหน้าคนบุกรุกด้วยสายตาเกรี้ยวกราดแกมแปลกใจว่าเขารู้ได้อย่างไรว่าเธอพักอยู่ที่นี่และที่สำคัญเขาเข้ามาได้ยังไงและตั้งแต่เมื่อไรกัน
“คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นี่แล้วเข้ามาในห้องนี้ได้ยังไงและตั้งแต่เมื่อไรกัน”
“อะไรกันเจอหน้าคู่หมั้นตัวเองครั้งแรกก็ทักทายกันแบบนี้เองเหรอเอ...แต่จะว่าเจอหน้ากันครั้งแรกก็คงไม่ถูกนัก เพราะเราได้พบกันแล้วครั้งหนึ่งจำได้ไหม”ชายหนุ่มเลิกคิ้วถามยิ้มๆ ดวงตาคมเป็นประกายพราวระยับขึ้นมา เมื่อกวาดสายตามองไปทั่วร่างบางในชุดนอนสวยเมื่อคืนว่าสวยแล้วพอมาเห็นตอนเช้าๆ แบบนี้ดูสวยยิ่งกว่าแถมยังเซ็กซี่ขึ้นอีกด้วยสิ
คาร์โลคิดอย่างชอบใจ ส่วนตุลยาพอเห็นสายตาของคู่หมั้นหนุ่มเข้าก็แก้มร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีพร้อมกับรีบยกมือขึ้นกอดอกและถลึงตาใส่อย่างต้องการปรามแต่คนมองก็หาสนใจไม่ เธอเลยพยายามข่มความอายเอาไว้แล้วถามซ้ำอีกครั้ง
“ตกลงคุณจะตอบฉันไหมว่าคุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นี่แล้วเข้ามาได้ยังไงตั้งแต่เมื่อไรกัน”
“เจ้าของโรงแรมนี้เป็นเพื่อนกับอัลแบร์โต้พวกเราขอให้เขาช่วยเช็กรายชื่อแขกที่เข้ามาพักให้และก็โชคดีที่พบ”
“อ๋อ...แบบนี้นี่เองแล้วเจ้าของโรงแรมเขาก็บอกเลขห้องฉันและให้คีย์การ์ดคุณมาสินะ แย่ที่สุดเลยเอาคีย์การ์ดของแขกให้คนอื่นได้ยังไงกัน” เธอต่อว่าด้วยความขัดเคืองใจ
“อย่าไปว่าโรแบร์โต้เลยที่เขายอมให้เพราะพี่เป็นคู่หมั้นเธอต่างหาก” คาร์โลแก้ต่างให้เพื่อนน้องชายเพราะไม่อยากให้ถูกมองไม่ดี
“ถึงยังไงก็ไม่สมควรให้อยู่ดี”
“ที่ว่าไม่สมควรเพราะเธอกำลังหนีพี่อยู่ใช่ไหมล่ะไม่งั้นตอนที่เราเจอกันเธอคงไม่ทำเป็นแกล้งจำพี่ไม่ได้แล้ววิ่งหนีไปหรอกใช่ไหม”คาร์โลถามเสียงเข้ม แววตาเต็มไปด้วยการคาดโทษ ตุลยาหลบตาด้วยความกลัวเล็กน้อยก่อนจะเชิดหน้าขึ้นเมื่อบอกกับตัวเองว่าทำไมจะต้องกลัวเขาด้วยล่ะเขาเป็นแค่คู่หมั้นไม่ใช่เจ้าชีวิตของเธอซะหน่อยดังนั้นน้ำเสียงที่ตอบออกไปของเธอจึงเต็มไปด้วยความถือดีและไม่กลัวเกรงแถมออกแนวหาเรื่องซะด้วยซ้ำไป
“ใช่ มีอะไรไหม”
“มีสิ เธอรู้ไหมว่าเธอทำให้ทุกคนที่บ้านเป็นห่วงมากแค่ไหนทุกคนช่วยกันออกตามหาจนแทบเป็นบ้า แต่พอพบเธอกลับทำเป็นไม่รู้จักพี่แถมยังหนีไปอีกและไม่คิดจะติดต่อกลับไปที่บ้านเลย เธอทำแบบนี้ทำไมตุลยา” คาร์โลเรียกชื่อเต็มของคู่หมั้นสาวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่พูดกันมา
ท่าทางคุกคามและแววตาคาดคั้นแกมดุดันของเขาทำเอาตุลยาตัวสั่นด้วยความกลัวขึ้นมาดื้อๆทั้งที่พยายามบอกตัวเองในใจแล้วว่าไม่ต้องกลัวแต่มันก็อดไม่ได้ หญิงสาวก้าวถอยหลังหนีไปเรื่อยๆเมื่อชายหนุ่มเดินเข้าหาไม่หยุด แล้วเธอก็ต้องกรีดร้องเสียงหลงออกมาเมื่อถอยหลังไปชนเข้ากับโซฟาเต็มๆจึงเป็นผลให้หงายหลังลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่บนนั้น ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอตกใจมากไปกว่านี้ก็คือคนร่างสูงที่เดินตามมานั้นกำลังโน้มตัวลงบนโซฟาด้วยลักษณะที่เท้าแขนทั้งสองข้างคร่อมตัวเธอเอาไว้
ตุลยาหน้าแดงก่ำ ตัวเริ่มสั่นหัวใจเต้นแรงและลมหายใจเริ่มติดขัด เนื่องจากตั้งแต่เกิดมาไม่เคยใกล้ชิดผู้ชายคนไหนมากเท่านี้มาก่อนเลยคาร์โลมองปฏิกิริยาของคู่หมั้นสาวด้วยรอยยิ้มเอ็นดูระคนขบขัน เพราะเขาไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนเป็นแบบเธอมาก่อนผู้หญิงทุกคนที่เขาเข้าใกล้ล้วนยิ้มหวานรับ และชม้ายชายตาเชิญชวนให้เขาลิ้มลองทั้งนั้นไม่มีใครมานอนสั่นเป็นลูกนกตกน้ำ มิหนำซ้ำยังมองเขาราวกับเป็นฆาตกรโรคจิตแบบนี้สักคนเดียว
เห็นอากัปกิริยาของคู่หมั้นแล้วคาร์โลก็อดเปรียบเทียบกับผู้หญิงทุกคนที่ผ่านมาไม่ได้ทุกคนที่เขามีความสัมพันธ์ด้วยล้วนแล้วแต่เจนจัดในเรื่องเซ็กซ์ทั้งนั้นไม่ต้องมานั่งเหนียมอายหรือต้องให้บอกให้สอนกันสักนิด ไม่เหมือนหญิงสาวร่างบอบบางใต้ร่างของเขาคนนี้ซึ่งคาร์โลสัมผัสได้ถึงความสะอาดและบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของเธอโดยไม่ต้องพิสูจน์อะไรเลยเนื่องจากการกระทำของเธอมันฟ้องให้เห็นชัดว่าเธอไร้ประสบการณ์เรื่องเพศโดยสิ้นเชิงก็ไม่รู้ว่าทำไมชายหนุ่มถึงได้รู้สึกภูมิใจยิ่งนักที่จะได้เป็นเจ้าของเรือนร่างแสนบริสุทธิ์ผุดผ่องนี้โดยที่เขาเต็มใจอย่างยิ่งที่จะสอนให้เธอได้เรียนรู้ในความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างหนุ่มสาวในอนาคตอันใกล้นี้
คาร์โลหัวเราะอยู่ในลำคออย่างมีความสุขกับความคิดของตัวเองที่นึกอยากจะแต่งงานเสียให้เร็วไวขึ้นมาทั้งที่บ่ายเบี่ยงมาตลอดหลายปีเฮ้อ...ถ้าเขารู้ว่าว่าที่เจ้าสาวของเขาสวยน่ารักน่าปรารถนาถึงเพียงนี้ เขาคงตกลงแต่งงานไปนานแล้ว
“ขำอะไรคนบ้า!ลุกออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ”
เสียงแหวใสๆของคนใต้ร่างปลุกให้ชายหนุ่มตื่นจากภวังค์ความคิด เขามองเธอด้วยสายตาวาววับก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงรื่นรมย์ยิ่งนัก
“ไม่ลุกจนกว่าจะได้คำตอบที่ต้องการซะก่อน”
“คำตอบอะไร” ตุลยาถามเสียงกระชาก ความรู้สึกปั่นป่วนยังไม่จางหายไป แถมยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อได้เห็นรอยยิ้มทรงเสน่ห์ของคู่หมั้นหนุ่มซึ่งเธอเผลอยอมรับกับตัวเองไปว่าเธอชอบรอยยิ้มของเขาเหลือเกินความหวั่นไหวที่เข้ามาจู่โจมหัวใจทำให้หญิงสาวต้องหันหน้าหนีเพราะกลัวใจตัวเองขึ้นมา
“ทำไมไม่ติดต่อไปที่บ้านแล้วบอกว่าอยู่ที่ไหน”
ตุลยานิ่งเงียบเพราะไม่อยากบอกและอยากเอาชนะคนตัวโตด้วยเธออยากรู้นักว่าถ้าเธอไม่พูดเขาจะทำยังไงต่อไป แล้วหญิงสาวก็ได้รู้เมื่อคาร์โลเอ่ยประโยคต่อมา
“ไม่อยากตอบงั้นเหรอไม่เป็นไร ไม่อยากตอบก็ไม่ต้องตอบ เพราะตอนนี้พี่ก็ไม่อยากฟังแล้วเหมือนกัน เพราะพี่นึกอยากจะจูบอรุณสวัสดิ์คู่หมั้นซะหน่อย”
ตุลยาตาโตด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบเม้มปากแน่นพร้อมทั้งยกมือทั้งสองข้างขึ้นดันใบหน้าคมสันของคู่หมั้นหนุ่มเอาไว้เมื่อเขาโน้มหน้าลงหาทันทีที่พูดจบ
“ว้าย! อย่านะคนบ้าอย่ามาฉวยโอกาสกับฉันนะ”
“ฉวยโอกาสที่ไหนพี่จะจูบคู่หมั้นตัวเองนะ” ชายหนุ่มบอกเสียงกลั้วหัวเราะพลางแกล้งกดหน้าลงหาอย่างนึกสนุกไม่รู้ทำไมเขาถึงได้ชอบแกล้งตุลยานัก ทั้งที่ไม่เคยคิดแกล้งผู้หญิงมาก่อนเลย
“ไม่นะ! โอเคๆฉันยอมบอกแล้ว ยอมแล้ว” หญิงสาวยอมแพ้ในที่สุด เนื่องจากกลัวคาร์โลจะทำจริงอย่างที่พูดเสียงหัวเราะร่าที่บ่งบอกถึงชัยชนะของอีกฝ่ายนั้นช่างน่าหมั่นไส้ยิ่งนัก ตุลยาจึงค้อนให้เสียขวับหนึ่งก่อนเอ่ยเสียงห้วนออกมาว่า“เพราะฉันอยากแก้แค้นคุณที่ปล่อยให้ฉันรอที่สนามบินยังไงล่ะคุณไม่รักษาสัญญา ฉันถึงต้องรอเก้อเป็นชั่วโมงๆแถมยังถูกยามหน้าบ้านของคุณไล่ไม่ให้เข้าบ้านจนฉันต้องมาหาโรงแรมพักเองอีกภาษาอิตาลีฉันก็พูดไม่ค่อยเก่ง ดีนะที่ฉันเจอลุงแท็กซี่ใจดีที่พูดภาษาอังกฤษได้ ฉันถึงได้มีชีวิตรอดปลอดภัยมาถึงตอนนี้นี่ถ้าฉันเจอคนไม่ดีเข้าป่านนี้ฉันคงตายไปแล้ว”
“พี่ขอโทษ” คาร์โลเอ่ยจากใจอย่างยอมรับผิดเต็มประตู “พี่ผิดคนเดียวจริงๆเพราะพี่ชะล่าใจเกินไปว่าจะเลิกประชุมไปรับเธอทัน ก็เลยไม่ได้สั่งให้เปาโลไปรอรับเธอที่สนามบินก่อนจนพี่รู้ว่าไม่ทันแน่พี่ถึงได้ส่งเปาโลไปแทนแต่ก็สายไปเสียแล้ว”
“ถ้าคุณไม่เต็มใจไปรับฉันก็ไม่น่ารับปากคุณลุง”หญิงสาวต่อว่าด้วยความน้อยใจ ซึ่งเธอก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงรู้สึกเช่นนี้ได้ชายหนุ่มนิ่งเงียบไปเพราะไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขาไม่เต็มใจ ดวงตาคมกริบฉายแววขอโทษก่อนคำพูดจะตามออกมาซึ่งคำๆ นี้เขาไม่ค่อยได้พูดกับใครมากนัก แต่กับตุลยาแล้วดูเหมือนเขาจะต้องพูดมันทุกนาทีเลยก็ว่าได้
“พี่ขอโทษนะคนดีพี่สัญญาว่าต่อไปพี่จะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว ยกโทษให้พี่นะจ๊ะ”
คำขอโทษอย่างจริงใจบวกกับน้ำเสียงที่อ่อนหวานของคู่หมั้นหนุ่มทำให้ใจแข็งๆ ที่เต็มไปด้วยทิฐิของตุลยาเริ่มอ่อนลงจนต้องเอ่ยออกมาในที่สุด
“ก็ได้ค่ะ ฉันยกโทษให้ก็ได้”
“ขอบคุณนะ” เขากล่าวด้วยความดีใจพลางโน้มใบหน้าลงหาหวังจะจุ๊บขอบคุณ แต่ถูกเธอยกมือขึ้นปิดปากเขาเอาไว้และโวยวายใส่เสียงหลง
“ว้าย! ทำอะไรน่ะคนบ้า หยุดเลยนะ”
“ก็จูบขอบคุณยังไงล่ะ”
“ไม่ต้องเลย แค่พูดขอบคุณเท่านั้นก็พอแล้วก็ลุกขึ้นได้แล้ว” หญิงสาวสั่งเสียงเขียว จากนั้นก็รีบลุกขึ้นนั่งเมื่ออีกฝ่ายยอมถอยห่างก่อนจะค้อนให้ขวับหนึ่งเมื่อเห็นเขาหัวเราะเบาๆ
“ไปอาบน้ำซะ พี่จะพาลงไปทานข้าวแล้วจะได้กลับบ้านกันเสียที”คาร์โลสั่งด้วยความเคยตัว ซึ่งความจริงแล้วตุลยาไม่อยากทำตามเลยสักนิดเพราะไม่ชอบให้ใครมาสั่งให้ทำโน่นทำนี่แต่เนื่องจากกลัวว่าชายหนุ่มจะฉวยโอกาสอย่างเมื่อครู่นี้อีก หญิงสาวจึงยอมทำตามอย่างไม่เต็มใจนัก
คาร์โลพาตุลยากลับมาถึงคฤหาสน์อัสโตโน่ในเวลาช่วงสายของวันพอลงจากรถและเดินเข้าไปในบ้าน หญิงสาวก็เห็นผู้คนมากมายมายืนรอต้อนรับเธออยู่ตุลยามองหญิงวัยกลางคนในชุดยูนิฟอร์มซึ่งมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นแม่บ้านของที่นี่เดินมาจับมือเธอไว้และกล่าวขอโทษออกมาแทนคนรับใช้ทุกคนที่เสียมารยาทไม่ยอมให้เธอเข้าบ้านในวันนั้น
“ฉันไม่ถือโทษโกรธพวกคุณหรอกค่ะฉันเข้าใจว่าพวกคุณทำตามหน้าที่” ตุลยาพูดออกไปเป็นภาษาอังกฤษเพราะไม่สามารถพูดภาษาอิตาลีประโยคยาวๆ ได้ ซึ่งก็โชคดีที่แม่บ้านรวมถึงคนรับใช้ที่นี่พูดภาษาอังกฤษได้ดีเรื่องการสื่อสารจึงไม่เป็นปัญหา
“ป้าขอบคุณคุณหนูเหลือเกินที่เข้าใจค่ะ”ป้าโมนิก้ากล่าวอย่างซาบซึ้งใจ และนึกถูกชะตากับว่าที่เจ้านายคนใหม่เหลือเกินมองปราดเดียวเธอก็รู้ว่าตุลยาเป็นคนดี เธอจึงดีใจยิ่งนักที่คุณท่านเลือกว่าที่ลูกสะใภ้ได้ไม่ผิด“จริงสิ คุณหนูกับคุณคาร์โลทานอาหารเช้ากันมาแล้วหรือยังคะถ้ายังป้าจะไปสั่งให้คนเตรียมให้ค่ะ”
“พวกเราทานมาแล้วครับป้าเดี๋ยวผมรบกวนป้าช่วยพาน้องเหมียวขึ้นไปที่ห้องพักของเธอทีนะครับ” คาร์โลบอกเมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้น ความตั้งใจที่จะพาหญิงสาวขึ้นไปดูห้องนอนด้วยตัวเองจึงต้องล้มเลิกไป
“ได้ค่ะ มาค่ะคุณหนูป้าจะพาไปที่ห้องพักของคุณค่ะ” โมนิก้ารับคำสั่งหน้าชื่น ก่อนจะหันไปคว้ามือของตุลยาดึงให้เดินตามขึ้นชั้นบนไปด้วยกันซึ่งหญิงสาวก็ไม่ขัดข้องอะไรยอมเดินตามไปแต่โดยดี เมื่อเข้ามาในห้องนอนของตัวเองแล้วตุลยาก็อุทานออกมาเบาๆ อย่างถูกใจ เพราะภายในห้องถูกตกแต่งอย่างสวยงามตามแบบที่เธอชอบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นโทนสีของห้องที่เป็นสีเขียวอ่อน รวมถึงเครื่องตกแต่งทุกชิ้นที่ออกโทนสีเดียวกันอีกด้วย
“ชอบไหมคะคุณหนู”
“ชอบมากเลยค่ะ สีเขียวเป็นสีโปรดของฉันเลยนะคะ”เธอตอบพร้อมกับหันมายิ้มกว้างให้แม่บ้าน ก่อนจะเดินสำรวจห้องนอนต่อไปเรื่อยๆ
“คุณผู้หญิงสั่งจัดทุกอย่างด้วยตัวเองเลยนะคะท่านทราบว่าคุณหนูชอบสีเขียวอ่อนท่านก็สั่งให้ช่างทาสีใหม่รวมถึงหาซื้อข้าวของพวกนี้ใหม่ด้วยค่ะ”
ตุลยายิ้มปลื้มกับความใจดีของสาวิกาท่านใจดีและรักเธอมากเพราะท่านไม่มีลูก ท่านอยากมีลูกสาวมาตลอดแต่โชคร้ายที่ท่านเป็นหมันจึงไม่สามารถมีบุตรได้สาวิกาจึงได้ทุ่มเทความรักให้กับลูกเลี้ยงทั้งสามคนของท่านรวมถึงเธอด้วยอีกคนหนึ่ง
หญิงสาวเดินสำรวจห้องนอนจนพอใจแล้วจึงลงมาข้างล่างพร้อมกับแม่บ้านสูงวัยเมื่อลงมาถึงชั้นล่างเด็กรับใช้ก็เข้ามารายงานว่าคาร์โลออกไปทำงานแล้ว และสั่งไว้ว่าตอนเย็นจะกลับมาทานอาหารที่บ้านด้วยตุลยาพยักหน้ารับรู้และไม่เข้าใจว่าทำไมต้องรู้สึกเซ็งขึ้นมากะทันหันด้วยเพราะเขาไม่อยู่อย่างนั้นเหรอ ไม่ใช่หรอกน่าหญิงสาวปฏิเสธทันทีก่อนจะให้เหตุผลกับตัวเองว่าที่เธอรู้สึกเช่นนี้เป็นเพราะไม่มีอะไรทำต่างหากล่ะ
“ป้าโมนิก้าคะฉันอยากเดินดูให้ทั่วบ้านป้าช่วยพาไปหน่อยได้ไหมคะ” เพราะไม่อยากอยู่ว่างๆตุลยาเลยเลือกที่จะสำรวจที่อยู่อาศัยของตัวเองเป็นอันดับแรก
“ได้สิคะ” โมนิก้ารับคำ จากนั้นก็พาตุลยาเดินชมภายในบ้านและรอบๆ บ้านด้วยความเต็มใจ
พอตกค่ำตุลยาก็ได้เจอหน้าลูกชายของเคลาดิโอครบทั้งสามคนมาร์โก้กับอัลแบร์โต้แสดงออกชัดว่ายินดีต้อนรับเธออย่างยิ่ง บวกกับท่าทางรวมถึงคำพูดคำจาที่เป็นกันเองทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นเธอจึงคุยเล่นกับมาร์โก้และอัลแบร์โต้ได้อย่างสนุกสนานโดยไม่รู้เลยว่ากำลังสร้างความไม่พอใจให้แก่คาร์โลมากขนาดไหน เพราะกับเขาแล้วเธอกลับพูดจาห่างเหินใส่จนน่าโมโหแถมยังไม่ยอมเรียกเขาว่าพี่เหมือนเรียกน้องชายทั้งสองอีกด้วย ทว่าความโกรธของเขาไม่ได้อยู่กับตุลยาเพียงคนเท่านั้นแต่ยังพาลไปถึงน้องชายทั้งสองอีกด้วย
“ไม่เจอกันตั้งแปดปีน้องเหมียวสวยขึ้นมากจนพี่คิดว่าเจอนางฟ้าซะอีกนะเนี่ย” อัลแบร์โต้หยอดคำหวานใส่เล่นๆตามประสาหนุ่มเจ้าชู้ ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่เมื่อเห็นสายตาไม่พอใจของคาร์โลเขารู้ว่าพี่ชายกำลังหงุดหงิดแต่ก็ยังไม่เลิกพูดจาหยอกเย้าเล่น เนื่องจากอยากดูปฏิกิริยาของพี่ชายให้แน่ใจว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นไม่ผิด
“แหม...ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะพี่อัลก็พูดชมเหมียวเกินไป” ตุลยายิ้มรับด้วยความขัดเขิน ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจกับสายตาของอัลแบร์โต้เลยสักนิดเพราะเธอมีความรู้สึกว่าเขาหยอกเย้าเธอเล่นมากกว่าจะคิดจริงจัง
พี่น้องทั้งสามคนรู้ว่าเธอพูดภาษาอิตาลีไม่ค่อยได้พวกเขาจึงเลือกใช้ภาษาไทยในการสนทนาแทนการใช้ภาษาอังกฤษเพราะทุกคนพูดไทยได้เนื่องจากสาวิกาสอนให้ตั้งแต่พวกเขายังเด็กมาร์โก้กับอัลแบร์โต้พูดไทยได้ดีและชัดเจนกว่าคาร์โล เนื่องจากทั้งคู่มีธุรกิจอยู่ที่เมืองไทยด้วยจึงใส่ใจภาษามากกว่าพี่ชาย
“ที่นายอัลพูดไม่เกินจริงหรอกน้องเหมียวตัวจริงสวยมากผิดกับรูปถ่ายที่พ่อพี่ให้ดูลิบลับเลย” มาร์โก้พยักหน้าอย่างเห็นด้วย พลางปรายตามองพี่ชายด้วยอารมณ์ที่สนุกสนาน
“รูปอะไรเหรอคะ” เธอถามด้วยความอยากรู้
“รูปถ่ายของน้องเหมียวไงพ่อพี่เอาให้พี่คาร์โลไว้ดูจะได้จำหน้าน้องเหมียวตอนไปรับได้ถูกยังไงล่ะ พี่คาร์โลครับพี่ยังพกรูปติดตัวไว้อยู่หรือเปล่าครับ”อัลแบร์โต้หันไปถามพี่ชาย คาร์โลพยักหน้าให้แล้วดึงรูปในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตส่งให้ พอตุลยารับรูปมาดูแล้วก็ต้องหัวเราะออกมาด้วยความขบขัน
“อ๋อ รูปนี้เองรูปนี้เหมียวถ่ายตอนที่แสดงละครเวทีให้กับทางมหาวิทยาลัยน่ะค่ะ เหมียวรับบทเป็นผีนักศึกษาที่ผูกคอตายก็เลยต้องแต่งหน้าซีดๆ แบบนี้”
“อย่างนี้นี่เองแล้วทำไมพ่อให้รูปนี้กับพี่คาร์โลมาล่ะ” อัลแบร์โต้สงสัย ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดังเมื่อเดาได้“ฮ่าๆ ผมรู้แล้ว พ่อต้องอยากแกล้งพี่คาร์โลแน่ๆ เลยคงอยากรู้ว่าถ้าพี่คาร์โลเห็นหน้าน้องเหมียวแบบนี้แล้วจะรู้สึกยังไง จริงสิแล้วพี่รู้สึกยังไงเหรอตอนที่เห็นรูปนี้เป็นครั้งแรกน่ะ” น้องชายคนเล็กถามซึ่งหากอยู่กันแค่สามคนพี่น้องคาร์โลคงตอบตามจริงไปแล้ว แต่นี่มีสายตาขวางๆของตุลยามองอยู่ด้วย เขาจึงไม่อาจพูดความจริงได้เพราะกลัวเธอโกรธก็เลยตอบเพียงสั้นๆว่า
“เฉยๆ”
“เฉยๆ จริงเหรอ” อัลแบร์โต้ถามกลับยิ้มๆ ก่อนจะเลิกแหย่เรื่องนี้เมื่อเห็นสายตาขุ่นมัวของพี่ชายคนโตแต่จะให้เลิกแกล้งทั้งที่มีโอกาสนั้นไม่มีทาง ชายหนุ่มจึงเปลี่ยนไปแกล้งเรื่องอื่นแทน“เฮ้อ...น่าอิจฉาพี่คาร์โลจังที่มีคู่หมั้นสวยๆ แบบนี้ นี่ถ้าไม่ติดว่าน้องเหมียวเป็นคู่หมั้นของพี่คาร์โลนะพี่แย่งจีบน้องเหมียวเป็นแฟนไปแล้วล่ะ”
“น่าเห็นใจนะที่นายไม่มีโอกาสที่จะมีวันนั้น” คาร์โลบอกเสียงเรียบติดจะห้วนเล็กน้อย มาร์โก้กับอัลแบร์โต้ได้ยินก็ต่างหัวเราะร่วนออกมาอย่างไม่เกรงใจเพราะแน่ใจแล้วว่าพี่ชายกำลังหึง
“ก็ไม่แน่นะครับหมั้นแล้วก็เลิกหมั้นได้ จริงไหมครับน้องเหมียว” มาร์โก้พูดหยอกเย้าเล่นบ้าง
“จริงที่สุดเลยค่ะ” ตุลยายิ้มรับสดใส ก่อนคิ้วเรียวสวยจะขมวดมุ่นเมื่อเห็นสายตาดุๆของคู่หมั้นหนุ่มที่ตวัดมองเธอราวกับไม่พอใจ ทำไมเขาต้องมองเธอแบบนั้นด้วยนะ ความจริงเขาน่าจะชอบใจมากกว่าสิที่เธอพูดแบบนี้เพราะเขาเองก็ไม่ได้อยากหมั้นหมายกับเธออยู่แล้วนี่นา หญิงสาวคิดอย่างไม่เข้าใจนัก
ทุกคนพูดคุยเล่นกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงเรื่องโรงเรียนของตุลยา
“แล้วน้องเหมียวไปเรียนวันไหนเหรอ” มาร์โก้ถาม
“วันจันทร์หน้าค่ะ”
“งั้นก็เหลืออีกหกวันน่ะสิหกวันนี้น้องเหมียวคงอยากไปเที่ยวใช่ไหม อยากไปเที่ยวที่ไหนบ้างล่ะบอกพี่มาเลยพี่จะพาไป” อัลแบร์โต้เสนอตัวอาสาพาเที่ยวตุลยากำลังจะเอ่ยปากขอบคุณทว่าถูกคาร์โลชิงพูดตัดหน้าไปซะก่อน
“ไม่ต้องหรอกเรื่องนี้พี่จะจัดการเอง นายไปทำงานของนายเถอะอัล น้องเหมียวเป็นคู่หมั้นของพี่พี่จะดูแลเธอเอง” คาร์โลย้ำชัดคำว่าคู่หมั้นเสียงหนักแน่นเพื่อเตือนน้องชายอยู่ในทีแม้จะแน่ใจว่าอัลแบร์โต้ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับตุลยาก็ตาม แต่อารมณ์ในยามนี้ของเขามันไม่ปกติซึ่งเขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงได้รู้สึกไม่ค่อยพอใจนักที่เห็นเธอสนิทสนมกับน้องชายทั้งสองของเขาเร็วแบบนี้
อัลแบร์โต้ได้ยินแล้วแต่กลับไม่รู้สึกโกรธสักนิดแถมยังหันไปยิ้มกับมาร์โก้อีกต่างหาก ผิดกับตุลยาที่ทำหน้าบึ้งและมองคู่หมั้นด้วยสายตาขุ่นเคืองที่เขามาเจ้ากี้เจ้าการเรื่องของเธอหญิงสาวจึงพูดด้วยน้ำเสียงห้วนนิดๆ อย่างประชดประชัน
“ฉันก็ไม่อยากรบกวนคุณเหมือนกันค่ะงานคุณยิ่งเยอะอยู่จนไม่มีเวลาเดินทางไปไหนมาไหนแม้กระทั่งไปเยี่ยมคู่หมั้นตั้งแปดปีเชิญคุณทำงานของคุณไปเถอะค่ะ ฉันไปเที่ยวเองได้”
คาร์โลหน้าตึงยิ่งขึ้นเมื่อได้ฟังคำประชดของคู่หมั้นสาวในขณะที่มาร์โก้กับอัลแบร์โต้เอาแต่อมยิ้มจนเกือบหลุดหัวเราะออกมาเพราะเกือบกลั้นเอาไว้ไม่อยู่ตอนแรกพวกเขาแปลกใจที่เห็นตุลยากล้าโต้เถียงคาร์โลเช่นนี้ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นชอบใจและมองเห็นเป็นเรื่องสนุกแทนเนื่องจากพี่ชายคนโตของเขาติดนิสัยชอบออกคำสั่ง ดังนั้นเมื่อเจอคู่หมั้นอย่างตุลยามาคอยค้านเสียบ้างก็น่าสนุกไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว
“ไม่ต้องเกรงใจหรอก เพราะมันเป็นหน้าที่ของคู่หมั้นอยู่แล้วอยากไปเที่ยววันไหนก็บอกมาได้เลย ถ้าพี่ไม่ว่างจะให้เปาโลพาไปเที่ยวแทน”
“ถ้าคุณไม่ว่างก็ไม่ต้องไปรบกวนคนอื่นหรอกค่ะ” เธอว่าให้อย่างหมั่นไส้
“อย่าดื้อสิ” คาร์โลดุ “ถ้าเธอไม่อยากรบกวนใครละก็คงต้องอยู่แต่ในบ้านเท่านั้น”
“เอ๊ะทำไมต้องบังคับกันด้วย”
“ก็เพราะเป็นห่วงยังไงล่ะเธอเพิ่งมาที่อิตาลีเป็นครั้งแรกนะ จะไปไหนมาไหนคนเดียวได้ยังไงกันล่ะแถมภาษาอิตาลีของเธอก็พูดได้นิดหน่อยเท่านั้น ถ้าหลงทางหรือโดนพวกมิจฉาชีพมันหลอกพาไปไหนจะทำยังไงกันหัดคิดห่วงตัวเองบ้างสิ”
ตุลยานิ่งอึ้งไปเพราะอดยอมรับไม่ได้ว่าเขาพูดถูกต้องหญิงสาวจึงนิ่งเงียบอย่างยอมจำนนต่อความหวังดีของเขายกนี้ชายหนุ่มจึงชนะอย่างใสสะอาด
“ก็ได้” เธอตอบออกมาในที่สุดอย่างจำใจ
“ดีมาก ส่วนเรื่องไปเรียนก็เหมือนกันพี่จะให้เปาโลคอยไปรับไปส่งทุกวันที่มีเรียน”
“เอ๊ะ!”
“ได้เวลาทานอาหารแล้วไปกันเถอะ” คาร์โลชิงพูดก่อนที่ตุลยาจะเอ่ยคัดค้านอะไรไปมากกว่านี้เพราะไม่อยากทะเลาะกับเธออีกแล้ว ดังนั้นพอพูดจบชายหนุ่มก็ลุกขึ้นเดินจากไปทันที มาร์โก้กับอัลแบร์โต้หัวเราะออกมาเบาๆด้วยความขบขันแล้วลุกขึ้นเดินตามพี่ชายไปโดยมีตุลยาลุกเดินตามไปเป็นคนสุดท้ายด้วยสีหน้าบูดบึ้งอย่างเห็นได้ชัด