ถ้าเพื่อน้องชายแล้วละก็...ต่อให้เป็นเทพเจ้า พี่สาวก็ตบได้ !!

    บทที่ 1 วันแห่งชะตากรรม (2)

                หลังเก็บจานส่งให้พี่นาถล้างแล้วผมก็เดินไปอาบน้ำในห้องน้ำเพื่อเตรียมตัวไปโรงเรียนวันเปิดเทอมแรกแบบนี้จะให้สายก็คงไม่ได้ ผมจึงอาบน้ำอย่างเร่งรีบอากาศของวันนี้สบาย ๆ ไม่ร้อนมากน้ำจึงมีอุณหภูมิที่พอเหมาะพอเจาะดีกับการอาบน้ำอย่างยิ่ง พอน้ำจากขันกระทบลงบนร่างกายความเหนื่อยอ่อนก็ถูกพัดพาให้หายไป ผมยืนราดน้ำลงบนร่างกายอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกว่าตัวเองมีอะไรผิดปกติบนกระจก

                    “??!!”

                ผมจับบริเวณหน้าผากเหมือนมีอะไรสักอย่างมันนูนขึ้นมา

                    หัวโนเหรอไม่ใช่สิ ถึงโน มันก็ไม่น่าจะแข็งเหมือนกระดูกแบบนี้หรอก หรือว่ากระดูกจะเติบโตแล้ว แต่เฉพาะหน้าผากเนี่ยนะ

                    แปลก

                    ผมเก็บความสงสัยนี้เอาไว้แล้วคิดแบบด้านดีๆ เอาไว้ว่า คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง คงแค่กระดูกมันนูนขึ้นมา อืม มันต้องแบบนั้นแหละ

                    มันต้องไม่มีอะไร

                    ไม่มีอะไรแน่ ๆ

                “เมฆ เสร็จหรือยังจ๊ะ”

                “ครับ ใกล้แล้วครับพี่”

                ผมขานรับพี่นาถแล้วรีบอาบน้ำแล้วออกมาจากห้องคว้าเอาเสื้อนักเรียนขึ้นมาสวมแล้วเดินตามพี่นาถที่ยืนรออยู่หน้าบ้านออกไปพร้อมกัน

                    จากบ้านของพวกเรามาถึงโรงเรียนใช้เวลาประมาณ30 นาทีด้วยการโดยสารรถประจำทางสีน้ำเงินที่วิ่งทุกๆ หนึ่งชั่วโมงมา เนื่องจากเป็นช่วงเวลาเร่งด่วนทำให้ผู้โดยสารค่อนข้างแน่นและคราคร่ำไปด้วยนักเรียนที่โดยสารกันมาเต็มคันผมกับพี่นาถจึงต้องยืนด้วยกันมาตลอดทาง

                    ตอนนี้เราสองคนยืนอยู่ตรงท้ายรถกับบรรดานักเรียนคนอื่นๆ ที่อัดแน่นเป็นปลากระป๋องกันอยู่ตอนนี้ เนื่องจากผมเอื้อมมือไม่ถึงราวโหนรถเมล์ผมจึงต้องใช้แขนจับพี่นาถเอาไว้ไม่ให้ล้ม โดยมีสายตาของคนทั้งรถเมล์ที่มองมาทางเราเป็นตาเดียวด้วยความสนใจทำเอาผมรู้สึกอายขึ้นมาจนไม่กล้าสบตากับใครเลย

                    เพราะทนไม่ไหวผมเลยบอกพี่นาถทันที

                    “เอ่อ...พี่ครับ”

                “อะไรจ๊ะ เมฆ”

                “คือว่าให้ผมจับราวรถเมล์จะดีกว่าไหมครับ แบบนี้มันแปลก ๆ”

                “แปลก ?”

                พี่นาถถาม

                “คือให้ผมมาจับแขนพี่ไว้แบบนี้มันจะดูแปลกๆ ไหมครับ”

                “แล้วเมฆจับราวถึงเหรอจ้ะ?”

                เจอคำถามนี้ผมละจนใจทันที

                    “ไม่ถึงครับ”

                “เห็นไหม เมฆจับแขนพี่ไว้น่ะถูกแล้วเกิดรถเบรก แล้วเมฆทรงตัวไม่ดีล้มหัวฟาดไปจะแย่เอานะ”

                “แต่ว่า คนอื่นเขาจะมองไม่ดีนะครับ”

                “เราเป็นพี่น้องกันนะไม่เป็นไรหรอก”

                    “คะ ครับ”

                ผมไม่รู้จะพูดอะไรต่อเลยเงียบไปกระทั่งพี่นาถก็เอ่ยขึ้นมาว่า

                    “พี่ลองหัดขี่มอเตอร์ไซด์ดูบ้างดีไหมนะ”

                    ที่จริงบ้านเราก็มีมอเตอร์ไซด์สีแดงของคุณพ่อจอดเอาไว้อยู่เหมือนกันแต่มันไม่ได้ใช้มาสักพักแล้ว เนื่องจากทั้งผมกับพี่นาถขี่มอเตอร์ไซด์ไม่เป็นถ้าขี่ได้แล้วการไปโรงเรียนอาจจะสบายขึ้นก็ได้

                    ผมนึกถึงภาพพี่นาถขี่มอเตอร์ไซด์แล้วมีผมซ้อนท้ายขึ้นมามันก็ดูเหมาะกับพี่เขาดีนะ

                    “ก็ดีนะครับ”

                “จริงด้วยเนอะ  สงสัยต้องไปสอบใบขับขี่แล้วละนะ เมฆจะได้นั่งซ้อนพี่ไปเรียนด้วยกันประหยัดค่ารถเมล์ด้วยเนอะ”

                “ครับ คงงั้น”

                “เห็นม้างั้นพี่จะพยายามนะ”

                พี่นาถอารมณ์ดีขึ้นมาทันทีแม้จะไม่ได้ยิ้มกว้างออกมา แต่ผมก็รู้สึกว่า พี่เขากำลังดีใจ

                    เป็นท่าทางที่ทำผมเผลอยิ้มตามขึ้นมาเลยนะ

            หลังลงจากรถบัสที่จอดตรงป้ายหน้าโรงเรียนแล้วผมกับพี่นาถก็เดินเข้ามาโรงเรียนพร้อมกัน แสงแดดอ่อน ๆ ของยามเช้าที่สาดส่องลงมารอบข้างมีนักเรียนมากมายเดินเข้ามาในโรงเรียนนี้ บางคนกำลังคุยกับเพื่อนกันอย่างออกรสบางคนอ้าปากหาวเหมือนนอนไม่อิ่ม บางคนสวมชุดนักกีฬาวิ่งสวนไปเมื่อสักครู่เป็นบรรยากาศเฉพาะตัวของโรงเรียน

            “ยินดีต้อนรับสู่โรงเรียนใหม่จ้ะ”

            พี่นาถเอ่ยขึ้นพร้อมยิ้มให้ผมที่กำลังมองทอดยาวออกไปด้วยความรู้สึกว่าชีวิตวัยเรียนสามปีของตัวเองเริ่มต้นขึ้นที่นี่ ณ บัดนี้เป็นต้นไป ตอนนั้นเองก็มีร่างของหญิงสาวคนหนึ่งยืนเท้าเอวจังก้าอยู่ตรงหน้าของพวกเราสองคนพอดี

                    “นี่ สองคนนั้นน่ะจะมัวจู๋จี๋กันอีกนานแค่ไหนกันยะปล่อยรอตั้งนานแล้วนะ”

                เสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์บูดบึงดังขึ้นทำลายบรรยายกาศอันงดงามของผมกับพี่นาถไปจนหมดสิ้นไม่เปลี่ยนจากปิดเทอมตอนม.ต้นเลยนะ เธอคนนี้

                เจ้าของเสียงโวยวายมีชื่อว่ามะปราง เป็น เพื่อนสมัยเด็กของผม

                    เธอมีเส้นผมสีทองยาวเลยมัดเป็นทวินเทลเธอสายตาสั้นจึงสวมแว่นตากลมโตเอาไว้แทบตลอดเวลา หางตาชี้ขึ้นจนดูดุดันและเฮี้ยวพอตัวขณะที่รูปร่างเธอสูงกว่าผมเล็กน้อย

                ใบหน้าของเธอน่ารักสมกับเด็กม.ปลายและดูท่าทางจะเป็นสาวงามไม่ต่างกับพี่นาถได้เลยด้วยซ้ำ

                    ยกเว้นแค่ว่าตรงช่วงอกของเธอนั้นค่อนข้างจะน่าสงสาร เนื่องจากแบนราบไม่มีส่วนเว้าส่วนโค้งใด ๆทั้งสิ้น

                    ถึงจะพยายามกินนมแค่ไหนก็ไม่ใหญ่ขึ้นอยู่ดี

                    จนกลายเป็นปมประจำตัวไปเรียบร้อยชนิดว่ามีคำกล่าวที่สืบต่อกันว่าเรียกแบนออกมาโดนกระทืบแน่

                    มะปรางเป็นเพื่อนสมัยเด็กของผมตั้งแต่จำความได้ก็มีเธอมาคอยเล่นด้วยที่จริงต้องบอกว่า ผมเป็นคนที่โดนรังแกบ่อยเวลาพี่นาถไม่อยู่ เธอจะมาช่วยผมเสมอด้วยความเฮี้ยวแบบนี้ เธอจะมีคำพูดติดปากว่า

                    “ถ้าไม่มีฉันอยู่เมฆก็ทำอะไรไม่ได้เลยสินะ”

                หลังจากนั้นพวกเราก็เรียนด้วยกันมาตลอดกระทั่งป.สามมะปรางต้องย้ายไปอยู่อีกฟากหนึ่งของเมืองจึงไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไหร่นัก แต่พอเจ้าตัวรู้ว่าผมจะมาเรียนที่โรงเรียนนี้ เจ้าตัวก็ดีใจมาก ๆ บอกให้ผมรีบโผล่มาไว ๆ นี่ล่ะ

                    เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผมอยู่โรงเรียนเดียวกันกับมะปราง

                    “สวัสดีจ้ะ มะปรางขอโทษนะ พอดีพี่ทำบุญเช้าเลยมาสาย”

                “ไม่เป็นไรค่ะพี่นาถหนูแค่จะบ่นอีตาไม่ได้เรื่องคนนี้เท่านั้นเอง”

                มะปรางยิ้มตอบพี่นาถแล้วหันมองเขม่นตาใส่ผมซะงั้น

                    “นายก็ด้วยแหละวันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรกของม.สี่นะยะ จะรีบกระตือรือร้นสักหน่อยแล้วมาแต่เช้าไม่ได้หรือไงอุตส่าห์นัดอย่างดีว่าจะมารอแต่เช้าจะได้เดินสำรวจห้องเรียนด้วยกันไม่ใช่หรือ นี่ปล่อยให้รอเกือบชั่วโมงเลยนะ”

                “ขอโทษนะ มะปรางพอดีว่า...”

                “นายน่ะ เงียบไปเลยแล้วขอโทษที่ทำให้ยืนแหง่กอยู่ตรงนี้ก็พอ”

                ไม่ฟังซะงั้น

                    “ขอโทษนะครับคุณมะปราง”

                “นี่คือกฎสำคัญของการขึ้นม.ปลายเลยนะ ต้องรู้จักว่านอนสอนง่าย และเคารพคนอื่นด้วย จำเอาไว้”

                มะปรางใช้แขนกอดตัวเองแน่นหวังจะขับเน้นหน้าอกขึ้นมาให้ดูยิ่งใหญ่แต่อนิจจาที่ทำยังไงมันก็ไม่ใหญ่ขึ้นอยู่ดี

                “เดี๋ยวเถอะทำหน้าตาแบบนั้น หมายความว่ายังไงยะ !!”

                “ไม่ได้อะไรเลยนะ”

                “เมฆ นายกำลังคิดว่าฉันน่าสงสารอยู่ใช่ไหม”

                “ไม่ใช่สักหน่อย”

                “นายต้องคิดมันแน่ ๆมาให้เตะซะดี ๆ ฉันไม่ต้องการความสงสารจากนายหรอกย่ะ”

                “อย่านะเฟ้ย...”

                มะปรางเดินปรี่มาจะเตะผมด้วยความฉุนเฉียวที่แต่ไม่ทันถึงตัวพี่นาถที่ยืนมองอยู่ก็มาขวางเพื่อนสมัยเด็กผู้ฉุนเฉียวคนนี้เอาไว้เสียก่อน

                    “มะปราง พี่ขอละอย่าทำอะไรเมฆเลยนะ เขาไม่ได้คิดอะไรไม่ดีทั้งนั้นแหละ”

                    “พี่นาถชอบให้ท้ายหมอนี่บ่อยๆ ไม่ดีนะคะ จะเสียคนหมด การมองสุภาพสตรีแล้วทำท่าสงสารเพราะ หน้าอกแบนเนี่ยมันสมควรโดนฟ้าผ่าให้ตายค่ะ”

                “ไม่ได้คิดอะไรเลยนะมะปรางน่ะมาพาลฉันเองไม่ใช่หรือไง”

                “หนวกหู หนวกหูหนวกหู ไปตายซะร้อยครั้งเลยไป”

                มะปรางเอามือทุบผมหลายทีด้วยความโกรธก่อนที่พี่นาถจะเดินมาจับพวกเราแยกออกจากกันเสียก่อน

                    “จ้า ๆทุบกันพอใจแล้วนะทั้งสองคน ใกล้จะเข้าแถวแล้วแยกกันก่อนเถอะจ้ะ เอาไว้ไปคิดบัญชีกับเมฆที่บ้านก็ได้นะมะปราง”

                “เดี๋ยวสิครับ พี่คิดบัญชีอะไรกัน ผมไม่ได้”

                “ถ้าพี่นาถพูดแบบนี้ก็ตกลงค่ะหนูจะได้เก็บบัญชีแค้นทั้งหมดไปทีเดียวเลย เตรียมตัวเตรียมไว้แล้วกันนะ เจ้าบ้า เชอะ”

                มะปรางสะบัดหน้าแล้วเดินจากไปทิ้งให้ผมอยู่กับพี่นาถกันสองคน

                    “ไปทำให้เขาโกรธแล้วนะเมฆ”

                “พี่นาถก็ไปใส่ไฟให้ผมแย่กว่าเดิมอีกนะครับเสาร์อาทิตย์นี้ ผมโดนยัยมะปรางบุกมาที่บ้านแล้วเล่นงานผมแน่ ๆ”

                ไม่รู้จะโดนอะไรด้วยยัยนี่เป็นผู้ชายในร่างผู้หญิงชัด ๆ

                “ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่จ๊ะเขาบอกว่า คนเรายิ่งทะเลาะกันก็ยิ่งสนิทกันใช่ไหม”

                “ผมกับยัยมะปรางยิ่งทะเลาะยิ่งตีกันมากกว่าสิครับไม่ได้สนิทขึ้นเลย”

                “เหรอ พี่ว่าเวลาเมฆคุยกับมะปรางดูสนุกออก”

                “ไม่เห็นจะสนุกเลยคร้าบ”

                ผมส่ายหัวให้กับความคิดของพี่นาถแล้วนึกในใจว่าพี่สาวของผมคนนี้ช่างมองโลกในแง่ดีเหลือเกิน

                    “แต่ก็ดีนะมีมะปรางเรียนที่เดียวกัน พี่จะได้วางใจ”

                “พี่ก็เรียนทีเดียวกันนะครับ”

                “แต่ พี่อยู่คนละชั้นอาจจะมาทำช่วยเมฆได้ยากนิดนึงมีมะปรางอยู่ด้วยถือว่าดีแล้วล่ะ แบ่งเบาภาระ พี่ไปได้เยอะเลย”

                พี่บอกผมแบบนั้นด้วยสีหน้าเหมือนเหงายังไงพิกล

                    “ไม่เป็นไรหรอกครับพี่”

                “หืม ?”

                “เพราะผมน่ะได้อยู่โรงเรียนเดียวกับพี่นะครับ”

                “...”

                “ผมจะพยายามเต็มที่ไม่ให้พี่ลำบากแน่นอนครับ”

                ผมบอกพี่สาวของผมด้วยความรู้สึกที่อยากบอกพี่สาวที่ขี้เป็นห่วงคนนี้ให้รับรู้ว่าผมขึ้นม.4 แล้ว และอยากจะทำตัวเป็นผู้ใหญ่ให้มากกว่านี้

                    เพื่อพี่จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงผมมากเกินไปอีก

                    “อื้อ แล้วพี่จะรอดูนะ”

                พี่เอามือลูบหัวผมไปมาอย่างเอ็นดูแล้วเดินตรงไปยังห้องเรียนของพวกเราที่น่าจะอยู่ไม่ไกล