Chapter 12
ความรู้สึกแปลกระหว่างเรา
สุดท้ายแล้วดรัณภพก็ขับรถมาส่งนวตาและแม่ที่บ้านเช่าเล็กๆ แห่งหนึ่งซึ่งเป็บ้านเช่าที่เข้ามาลึกพอสมควร
“บ้านเข้ามาลึกจังเลยนะครับ” แล้วแบบนี้จะประกอบสัมมาอาชีพอะไรได้นะ ดรัณภพได้แต่ครุ่นคิดในใจแต่ไม่ถามออกไปให้เป็การเสียมารยาท
“จ้ะ พอดีเป็บ้านเช่า ยิ่งไกลมันก็ยิ่งถูกน่ะ คุณไม่น่าต้องเดือดร้อนมาส่งตั้งไกลเลยนะคะเดี๋ยวเราแม่ลูกกลับกันเองก็ได้”
ผู้เป็แม่รู้สึกเกรงใจ เ้านายของลูกชายมาส่งถึงที่แบบนี้ เธอไม่อยากให้เห็นสภาพความเป็อยู่ของตนเองสักเท่าไร อาชีพที่ทำก็คือค้าขายของที่ตลาดนัด
“ไม่ได้หรอกครับ มาเยี่ยมถึงที่แล้วผมก็ต้องพามาส่งให้ถึงที่สิ”
รถถูกจอดเข้าที่ด้านหน้าบ้าน ค่อนข้างห่างไกลจากบ้านหลังอื่นอยู่พอสมควร
“เข้ามาดื่มน้ำก่อนนะคะ เดี๋ยวแม่ทำอาหารให้ทานนะ อ่า ไม่สิ ตา..ขับรถเครื่องไปซื้อเคเอฟซีในเมืองมาให้คุณเขาดีกว่าลูก”
เป็กังวลกลัวว่าจะต้อนรับได้ไม่ดีพอ อย่างน้อยอาหารหรูสำหรับแม่ของนวตาก็คือร้านไก่ทอดเ้าดัง แต่เ้ากรรมทำพิษเขตที่เธออยู่มันเกินบริเวณที่บริการเดลิเวอรี่จะมาส่งได้
“ไม่ต้องหรอกครับ ผมยังไม่หิว ตารีบพาคุณแม่เข้าไปพักผ่อนดีกว่านะ”
กลัวจะทำให้สองแม่ลูกต้องวุ่นวายมากกว่าเดิมดรัณภพจึงแจ้งไปว่าเขานั้นไม่้าอะไรเป็พิเศษ
“ไม่เป็ไร เดี๋ยวผมออกไปซื้อมาให้คุณดีกว่า กินเสร็จคุณจะได้กลับไปที่บริษัท”
นวตาไม่ได้อยากให้เ้านายอยู่ที่นี่นานนัก…อาย
สภาพบ้านที่ซอมซ่อ แถมยังเป็บ้านเช่าอีก สภาพแบบนี้หนุ่มน้อยนวตาคงไม่อยากโชว์ให้ใครเห็นหรอก โดยเฉพาะเ้านายหนุ่มสุดหล่อเ้าของไนท์คลับ
“ไม่ล่ะ คืนนี้จะค้างที่นี่”
“ฮะ อะไรนะครับ / อะไรนะคะ!?”
ทั้งแม่ลูกอุทานใพร้อมกับหันมามองหน้ากัน
นวตาไม่อยากให้เขาค้างที่นี่ ส่วนแม่ก็กลัวเขาจะรับไม่ได้กับสภาพบ้านและความเป็อยู่ ยิ่งจะข้างแรมด้วยแล้วล่ะก็ยิ่งเขินอาย
สองแม่ลูกมองตากันปริบๆ
ส่วนดรัณภพนั้นแค่นยิ้มร้าย เขารู้ว่ามันออกจะเสียมารยาทไปสักหน่อย แต่ทำไงได้
อยากใกล้ชิดกับลูกน้องคนนี้ มีทางไหนจะใกล้ชิดได้มากกว่าการตีสนิทกับแม่ของเ้าตัวอีกล่ะ?
เข้าทางลูกไม่สำเร็จ ก็เข้าทางแม่ซะเลยสิ
“เอ่อ คะ คุณจะนอนที่นี่ได้แน่เหรอคะ สภาพสถานที่ค่อนข้างคับแคบ”
“ผมนอนได้ทุกที่ครับคุณแม่ ถ้าหากไม่รบกวน…”
“โอ๊ย ไม่ค่ะไม่ ไม่รบกวนเลย แม่แค่เกรงว่าคุณจะนอนไม่ได้มากกว่า ไปๆ ไอ้ตา ไปจัดการที่หลับที่นอนให้คุณเขา”
แม่ของหนุ่มน้อยรีบดันหลังลูกชายให้เข้าห้องของตัวเอง ห้องที่นวตานอนมาั้แ่เด็ก
บ้านเช่าหลังนี้เป็บ้านชั้นเดียว ห้องน้ำหนึ่ง ห้องนอนสอง มีส่วนตรงกลางเล็กๆ ไว้วางโต๊ะกอไก่นั่งพื้นสำหรับทานข้าวและมีโซนครัวเล็กๆ อยู่ด้านหลัง
“ดะ เดี๋ยวสิแม่ นี่มันห้องผมนะ จะให้เขาเข้ามาได้ยังไง”
นวตาเบ้หน้าพยายามขืนตัวแต่แม่ก็ผลักหลังให้เดินเข้าไปในห้อง
“เอ๊า แกก็เอาผ้าออกมาปูนอนกลางบ้านสิตา ให้คุณเขานอนในห้อง”
แม่นวตาว่าอย่างนั้น ส่วนร่างเล็กก็ได้แต่เบ้ปากกับตัวเอง แต่ไม่ได้แสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง ขืนทำแบบนั้นแม่คงว่าเอาได้อีก
“นอนด้วยกันก็ได้ครับแม่”
“อ่า เอ๋? จะดีเหรอคะ?” แม่ของนวตากลัวว่าจะเป็การไม่สมควรเพราะเขาเป็ถึงเ้านาย ที่สำคัญตำแหน่งยังใหญ่โตมาก
“ไม่ดีครับ ไม่ดีแน่ๆ ผมว่าคุณภพกลับไปตอนนี้เลยดีกว่า”
“ตา! เงียบเลย ทำไมพูดแบบนั้นลูก” และแน่นอนว่านี่เป็อีกครั้งที่นวตาโดนดุ แม่ไม่อาจทนเห็นลูกชายพูดแบบนั้นกับเ้านายได้ เขาอุตส่าห์ไม่ได้รังเกียจอะไรทำไมจึงรีบผลักไส
“โถ่ แม่…” นวตาร้องครวญครางพยายามจะพูดต่อ แต่ดรัณภพทำหน้าเศร้าแล้วชิงพูดขึ้นมาก่อน
“แต่หากผมทำให้คุณแม่ของตาไม่สบายใจ เดี๋ยวผมกลับตอนนี้ เดี๋ยวนี้ เลยก็ได้นะครับ”
ตาละห้อยพร้อมเสียงเศร้า ช่างดูไม่เข้ากับใบหน้าหล่อร้ายที่สวมชุดสูทดูภูมิฐานอยู่เอาซะเลย
“ไม่ค่ะ ไม่เลย แม่ยินดีทุกอย่างค่ะ ตา! ไปจัดที่หลับที่นอนให้เรียบร้อย เดี๋ยวคืนนี้ให้คุณเขานอนกับลูกนั่นแหละ”
“แม่!!” ร้องโอดครวญโดยหวังว่ามารดาจะเปลี่ยนใจ
“ไป!” แต่หญิงวัยกลางคนยังลั่นคำเดิม ทำเอาคนตัวเล็กเดินคอตกเข้าบ้านไป
“ก็ได้ครับ คืนนี้เดี๋ยวคุณนอนกับผม ขอผมเข้าไปทำความสะอาดก่อน”
สุดท้ายแล้วก็ไม่อาจปฏิเสธได้จึงตกปากรับคำไปอย่างนั้น
เข้าไปจัดแจงปูที่หลับที่นอนเรียบร้อยก็ออกมาเจอว่าแม่ตัวเองนั่งหัวเราะคิกคักอยู่กับประธานบริษัทอย่างดรัณภพ
นวตาไม่อยากจะเชื่อกับภาพตรงหน้าที่เห็น
“เหอะๆ” หัวเราะแห้งๆ กับตัวเองพร้อมยกมือขึ้นเกาหัวดังแกรกๆ
ภาพตรงหน้าที่เห็นคือแม่ตัวเองนั่งขัดสมาธิอยู่ที่พื้นและก็มีดรัณภพนั่งอยู่ด้วยเช่นกัน
เ้านายของเขาที่เป็ถึงประธานบริษัทและเ้าของไนท์คลับตอนนี้เขาสวมสูทราคาแพงแต่นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นบ้านปูนขัดมันเก่าๆ ดูไม่เข้ากันเอาซะเลย
“คุณภพ!” เรียกชื่อเขาเสียงดังแกมดุนิดๆ ไม่เห็นสมควรเลยว่าเ้านายที่มีหน้าที่การงานเฉกเช่นดรัณภพจะทำตัวย่างนี้
คนระดับเขา ไม่ควรมาคลุกคลีกับคนระดับเรา คนตัวเล็กคิดในใจ
“อะไรกันยัยตามาทำเสียงแข็งใส่”
อะไรวะ มาได้วัันเดียวแม่ก็เข้าพวกเข้าข้างดรัณภพซะแล้ว นวตาที่เป็ลูกแท้ๆ ได้แต่ยืนงงอ้าปากเหวอ เป็อีกครั้งที่ต้องยกมือขึ้นเกาหัว แกรกๆ
“เปล่าสักหน่อยแม่ แค่เรียกชื่อ”
“เรียกคุณเขาด้วยน้ำเสียงแบบนั้นเนี่ยนะ!”
มารดาจิกตาดุราวกับคนไม่เคยป่วยมาก่อน นวตาได้แต่อ้าปากเหวออยากจะร้องไห้ โดนดุอีกแล้ว! ั้แ่ดรัณภพมาก็ทำให้โดนดุไม่หยุด!
“ไม่เป็ไรเลยครับคุณแม่ มีอะไรรึเปล่านวตา?”
ดรัณภพหันไปมองทางนวตาที่เดินออกมาจากห้องนอนเล็กๆ แห่งนั้น
“แค่จะบอกคุณภพว่าทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว หิวข้าวยังครับ?”
มั่นใจมากว่าที่บ้านของตัวเองไม่มีอาหารดีๆ ที่จะเลี้ยงคนระดับประธานบริษัทได้ คาดว่าจะต้องชวนเขาขับรถเข้าเมืองไปหาร้านอาหารอร่อยๆ ทาน
“คุณแม่หิวยังครับ?”
“ก็นิดหน่อยจ้ะ แต่ว่า เอ่อ คือ…”
เสียงมารดาตะกุกตะกักไป เงินก็มีไม่มาก อาหารดีๆ ก็ไม่มีพอจะรับแขก
“เดี๋ยวผมกับตาไปซื้ออาหารมาทานที่นี่นะครับ คุณแม่รอสักครู่”
ดรัณภพยิ้มให้แล้วลุกขึ้นจากพื้นปูนขัดที่นั่งคุยกับแม่ของนวตาอยู่ในตอนแรก
“อ่า เอ๋?”
“รอนี่นะแม่ เดี๋ยวผมกับคุณภพไปซื้อข้าวมา”
“อ่า โอเคจ้ะ”
นวตาเดินตามหลังดรัณภพออกไปพร้อมลอบถอนหายใจกับตัวเอง
“ขึ้นรถสิ”
เขาเอ่ยพูดคุยกับนตาที่ยืนอยู่ด้านหลัง แม้จะไม่ได้หันไปมองหน้าแต่ก็พอจะรู้ว่าร่างบางไม่ค่อยจะพอใจกับสิ่งที่เขาทำ
“คุณ้าอะไรมาทำแบบนี้กับผมกับแม่”
เมื่อได้จังหวะอยู่กันสองต่อสองก็ยิงคำถามทันที ก็มันสงสัย
“ไม่ได้้าอะไรสักหน่อย”
“ไม่จริง มีจุดประสงค์อะไรก็บอกมาดีกว่า”
นวตาไม่เชื่อสิ่งที่เขาพูด
“ก็แค่อยากช่วยเหลือครอบครัวพนักงานในบริษัทตัวเองแล้วมันจะผิดอะไร?”
ดรัณภพสวนมาแบบนั้นแล้วหันหลังมามองคนตัวเล็กที่เบ้หน้างอแงอย่างรู้สึกเอ็นดู
จะบอกว่าชอบมันก็ตรงไป ที่สำคัญเขาเองก็ไม่เคยมีใจให้กับหนุ่มน้อยใหญ่ที่ไหนด้วย แต่ดั๊นมาสนอกสนใจลูกน้องหนุ่มหน้าตาน่ารักในบริษัทตัวเองซะอย่างนั้น
“เหอะๆ เอาเถอะ ผมจะไม่ซักไซร้อะไรคุณอีกเพราะมันไม่สมควร”
นวตาเลิกสนใจแล้วเดินเชิดหน้าไปขึ้นรถที่เบาะข้างคนขับ ถกเถียงกันนานไปกว่านี้ก็ไร้ซึ่งประโยชน์ ที่สำคัญป่านนี้แม่ของนวตาคงจะหิวแล้ว
ดรัณภพมองตามหลังร่างเล็กนั่นไปแล้วยิ้มอย่างพอใจก่อนจะรีบวิ่งตามขึ้นรถมา
ดรัณภพขับรถพานวตาเข้ามาในเมืองเพื่อที่จะเลือกซื้ออาหารกลับไปหาแม่ที่รออยู่ ซึ่งร้านอาหารที่เขาเลือกเป็ร้านอาหารที่ค่อนข้างแพง ดรัณภพขับผ่านแล้วเห็นว่าร้านนี้คนเยอะน่าจะเป็ร้านขึ้นชื่อของจังหวัดจึงเลี้ยวเข้ามาทันที
“คะ คุณภพ...ร้านนี้มันน่าจะแพงน่าดูเลยนะ”
นวตาที่กำเงินมาสองร้อยบาทถ้วนถึงกับหน้าถอดสี คิดว่าจะซื้อแค่ข้าวกล่องกลับไปสักสามกล่องต้มจืดสักหนึ่งถุง และถึงเป็ร้านอาหารก็อาจจะเป็เมนูที่ไม่แพงมากสักเมนูหนึ่ง แต่นี่มันร้านขึ้นชื่อของจังหวัดที่แขกไปใครมาก็จะต้องแวะมาทานกันเพราะมีสถานที่ถ่ายรูปและยังมีคาเฟ่อีกด้วย
“แล้วไง?”
ดรัณภพที่นั่งอยู่เบาะคนขับหันไปมองลูกน้องหนุ่มและเลิกคิ้ว
“ผมแค่คิดว่า...อาจจะมีร้านที่ดีกว่าร้านนี้”
“แต่ฉันอยากทานร้านนี้”
เขาจ้องมองหน้าของนวตาอย่างยียวน
“งั้นเหรอ...โอเคครับ ร้านนี้ก็ร้านนี้”
นวตาหน้าถอดสีลอบถอนหายใจกับตัวเอง แบบนี้คงได้ใช้เงินเก็บเป็แน่หากจะเลี้ยงอาหารคุณภพในมื้อนี้ แต่เขาก็อุตส่าห์มีน้ำใจมาเยี่ยมเยียนพนักงานถึงที่แถมสอบถามอาการของแม่อีก จะทำให้เ้านายหนุ่มลำบากไม่ได้เด็ดขาด
ว่าแล้วก็เดินลงมากันสองคน ดรัณภพทำการสั่งอาหารที่อยากทานมาประมาณสามอย่าง
“แม่ชอบกินอะไรตา?”
“เอาที่คุณภพสั่งนั่นแหละครับ สามอย่างก็น่าจะพอแล้วสำหรับเราสามคน”
“ถามว่าแม่ชอบกินอะไร?”
ดรัณภพที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เปิดเมนูพร้อมนิ่วหน้ากดเสียงดุเมื่อเห็นว่าลูกน้องหนุ่มตอบไม่ตรงคำถาม
“ปลานึ่งมะนาว”
คนตัวเล็กกว่ากัดฟันพูดออกไป...นวตากำลังดูเมนูในมือที่ถือเอาไว้ ปลากระพงนึ่งมะนาวตัวละห้าร้อยห้าสิบบาท ไอ้ตาเอ๊ย ถ้ากินปลาตัวนี้เข้าไปคงช็อตไปอีกหลายวัน
“งั้นเอาปลากะพงนึ่งมะนาวตัวหนึ่งครับ”
เขาสั่งไปอย่างไม่คิดอะไรพร้อมกับไขว่ห้างนั่งชิลล์ๆ ส่วนวตานั่งเหงื่อแตกพลั่กอยู่คนเดียว
“ทั้งหมดสี่เมนูนะคะ...”
พนักงานเขียนบิลทวนออเดอร์ก่อนที่จะเดินจากไป
ระหว่างนั่งรออาหารไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาจากคนทั้งคู่ ต่างคนต่างนั่งเงียบ ดรัณภพนั่งครุ่นคิดแล้วคลี่ยิ้มบางๆ เมื่อเห็นท่าทางของลูกน้องหนุ่ม ส่วนนวตาก็เอาแต่นั่งเครียดเหงื่อตก ในหัวคิดเื่ค่าใช้จ่ายไปต่างๆ นานา
ไหนจะค่าใช้จ่ายที่ต้องดูแลแม่ป่วยอีก แล้วนี่มาเลี้ยงข้าวมื้อนี้ให้กับดรัณภพอีก กลับไปกรุงเทพสงสัยจะช็อตจริง คงจะต้องทานมาม่าไปอีกทั้งเดือนเลย
“เป็อะไรไป นั่งเงียบอยู่ได้”
เมื่อคิดว่าแกล้งมานานมากพอแล้วดรัณภพจึงเอ่ยปากคุยกับคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามเสียงเรียบ เห็นอาการลูกน้องหนุ่มก็รู้แล้วว่ากำลังคิดอะไรอยู่
“เปล่าครับ”
“หึ” เขาแสยะยิ้มแล้วแค่นขำในลำคอก่อนจะหันไปมองวิวทิวทัศน์รอบๆ ร้านแห่งนี้ เป็ร้านที่คนมาเที่ยวเยอะจริงๆ ทั้งยังชอบมาถ่ายรูปกันอีก เขาเองก็ไม่เคยมาจังหวัดกาญจนบุรีเลยสักครั้ง หากไม่ได้มาหานวตาก็คงจะยังไม่มีมีโอกาสได้มา
รอได้ไม่นานอาหารก็มาส่งทั้งใส่ถุงใส่กล่องมีทั้งหมดสี่เมนู
“ทั้งหมด 1,900 บาทครับ”
พนักงานเสิร์ฟมาส่งอาหาร นวตาได้ยินราคาก็ถึงกับสะอึกกลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง ราคานี้เขาสามารถทานอาหารหลากหลายได้ทั้งเดือนโดยการทำอาหารกินเอง แต่จะทำไงได้ในเมื่อ้าจะเลี้ยงข้าวเ้านายหนุ่ม
“โอนได้ไหมครับ”
นวตาทำเสียงสั่นนิดๆ พร้อมกับหยิบโทรศัพท์มือถือเก่าๆ ของตัวเอง
“ได้ครับลูกค้า...สแกนได้เลยครับ”
พนักงานยื่นใบ QR Code มาให้นวตาที่จับโทรศัพท์ด้วยมืออันสั่นเทา
“ไม่ต้อง...นี่ครับ”
ดรัณภพยื่นแบงค์เทาสองใบให้กับพนักงานก่อนจะรับอาหารในถุงมาถือไว้ในมือ
“ไป กลับกัน ป่านนี้แม่นายคงรอแล้ว”
ดรัณภพลุกยืนเต็มความสูงแล้วเดินนำนวตาไป คนตัวเล็กกว่าได้แต่เหลือบตามองตามแผ่นหลังกำยำแล้วรีบวิ่งตามเขาไป
“ด เดี๋ยวสิคุณภพ...มื้อนี้ผมบอกแล้วไงว่าจะเลี้ยง”
“ไม่เป็ไรหรอก ฉันมาเยี่ยมไข้ถึงที่ก็ต้องมีอะไรติดไม้ติดมือมาบ้าง มาเยี่ยมคนไข้แต่ไม่มีของติดมือมาเลยมันน่าเกลียด”
เขาอ้างไปอย่างนั้นเพราะไม่ได้อยากให้ลูกน้องหนุ่มที่เขาถูกตาต้องใจต้องมาจ่ายค่าอาหารมื้อละเกือบสองพันหรอก รู้ดีว่ามันคงจะกระทบกับเงินรายเดือนของนวตา
“แต่ว่า...” พยายามจะขัดแต่ดรัณภพก็ไม่ตอบอะไรเดินไปที่รถแล้วนำถุงอาหารไปวางไว้ด้านหลังก่อนที่จะมาประจำที่เบาะคนขับ
“ไปกันได้แล้วน่า เลิกยืนพูดคนเดียวสักทีมันดูตลก”
ได้ยินเขาพูดอย่างนั้นก็ฮึดฮัดอยู่ในใจคนเดียวแต่ก็รีบเดินมาเปิดประตูนั่งเข้าที่เบาะข้างคนขับ
เอาเถอะ อะไรจะเป็ก็ให้มันเป็ไปเพราะหากกลับไปกรุงเทพกันแล้วนวตาคงจะต้องคุยกับดรัณภพเื่ค่าใช้จ่ายอยู่ดี ค่าใช้จ่ายในการรักษาแม่ลำพังงานเดียวมันอาจจะไม่พอ...คงต้องของานเสริมเพิ่ม