ส่วนนายท่านเฝิงเพียงลูบเคราขาวเงียบอยู่ครู่หนึ่งไม่เอ่ยอะไร จากนั้นก็แสดงท่าทางบอกให้ทุกคนเงียบลง แล้วจึงเอ่ยถามเสี่ยวหมี่ว่า “เรื่องนี้เสี่ยวหมี่ย่อมคิดมาดีแล้ว ไม่สู้ฟังนางพูดออกมาให้ละเอียด”
เสี่ยวหมี่มองบิดาของตนที่ไม่รู้ว่าสติล่องลอยไปถึงที่ไหนอีกแล้ว จึงทำได้แค่เอ่ยต่อไปว่า “ข้าอยากจะพูดเรื่องนี้กับทุกท่านมานานแล้ว ยามนี้หมู่บ้านเราทุกคนต่างมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี เส้นทางในอนาคตของเด็กๆ ก็ต้องดีขึ้นยิ่งกว่านี้แน่นอน ไม่ว่าจะสอบรับราชการเป็นขุนนาง หรือว่าเปิดร้านค้าเป็นของตนเอง หรือว่า...เด็กผู้หญิงที่จะแต่งออกไป เกรงว่าคงต้องเลือกครอบครัวใหญ่เพื่อแต่งเข้าไป ดังนั้นเราก็ควรเตรียมตัวไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ใช่หรือไม่? เด็กผู้ชายต้องอ่านตำราของปรมาจารย์ชั้นครู เด็กผู้หญิงก็ต้องร่ำเรียนเขียนอ่าน เขียนอักษรเรียนวิชาคำนวณต่างๆ วันหน้าแต่งออกไป บ้านสามีจะได้ให้ความสำคัญกับพวกนาง”
“เรื่องนี้...”
ทุกคนลังเลเล็กน้อย สำหรับเด็กผู้หญิงแล้วมีแต่ตระกูลใหญ่เท่านั้นที่จะส่งให้ลูกเรียนหนังสือสูงๆ ครอบครัวยากจนสอนให้ลูกสาวเก่งงานบ้านงานเรือน งานเย็บปักถักร้อย คิดคำนวณเลขได้เล็กน้อยก็นับว่าเก่งมากแล้ว
แต่เสี่ยวหมี่กลับไม่คิดแค่นั้น ไม่เพียงจะให้เรียนอ่านเขียนและคิดเลขพื้นฐาน แต่จะให้เรียนหนังสือจริงจังอย่างบุรุษ ถือเป็นแนวคิดใหม่ที่ยากจะเป็นที่ยอมรับ
เสี่ยวหมี่เห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยโน้มน้าวว่า “ยามนี้แต่ละครอบครัวกินดีอยู่ดี งานเย็บปักถักร้อยไม่กี่อีแปะ ถึงไม่ทำก็ยังอยู่กันได้อย่างสุขสบาย อีกอย่าง หากว่าข้าแบ่งกำไรหนึ่งส่วนออกมาสนับสนุนเด็กๆ ให้เรียนหนังสือ วันหน้ากระดาษ พู่กัน น้ำหมึก ตำรา ของจำเป็นพวกนี้แต่ละบ้านไม่ต้องควักเงินจากกระเป๋าตัวเอง วันหนึ่งมีของว่างให้สองมื้อ และจะมีสอบย่อยทุกๆ สามเดือน หากสอบได้ดีจะได้ผ้าเป็นรางวัล ทุกปลายปีจะมีสอบใหญ่ ของรางวัลจะใหญ่กว่าเดิม เด็กที่เรียนได้ดีที่สุดจะได้รางวัลเป็นเงินสิบตำลึง ไม่แน่หากลูกสาวบ้านใดมากความสามารถ ถึงเวลาแต่งออกไปไม่ต้องให้บิดามารดาออกเงินก็สามารถเตรียมสินเดิมได้เองแล้ว”
“หา ให้เงินมากขนาดนั้นเชียวหรือ?”
“นี่ออกจะ...”
คนในหมู่บ้านคิดไม่ถึงว่าเสี่ยวหมี่จะจริงจังขนาดนี้ ลองคิดตามที่นางพูด แค่ให้เด็กๆ ไปเรียนหนังสือ คล้ายว่าจะไม่ต้องเสียเงินทั้งค่าเล่าเรียน ค่าเสื้อผ้า ค่าอาหาร แล้วยังสามารถหาเงินเข้าบ้านได้อีก นี่เป็นเรื่องดีๆ ที่ไม่น่าจะมีอยู่ในโลกได้
แต่สกุลลู่ทุ่มเทถึงเพียงนี้ไปเพื่ออะไรกัน
นายท่านเฝิงเข้าใจความกังวลของทุกคนเป็นอย่างดี “เมื่อก่อนทุกคนต่างต้องทำอาชีพเสี่ยงอันตรายเพื่อดำรงชีวิต คนหนุ่มขึ้นเขาล่าสัตว์ จัดการหนังสัตว์นำไปขายในเมืองได้แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว เด็กผู้หญิงแค่หาตระกูลสามีให้แต่งออกไปได้ก็พอแล้ว แต่ยามนี้ไม่เหมือนแต่ก่อน เสี่ยวหมี่ทำการค้ามากมายแต่คนที่ไว้ใจได้กลับมีไม่มาก พวกเราต่อให้มีใจอยากช่วย แต่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้คำนวณไม่เป็น ก็เป็นได้แค่ภาระ ยามนี้ที่เสี่ยวหมี่ยอมออกเงินสนับสนุนการศึกษาของเด็กๆ ทั้งชายหญิง ทุกคนก็เลิกลังเลได้แล้ว วันหน้าต่อให้จะไม่สามารถสอบเข้ารับราชการเป็นขุนนางได้ แต่ไปเป็นพ่อบ้านช่วยดูแลร้านค้าให้เสี่ยวหมี่ก็ไม่เลวเช่นกัน โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงให้อยู่คอยช่วยงานเสี่ยวหมี่สักสองปี ได้เรียนรู้มีวิชาติดตัว ชีวิตนี้ก็ไม่ลำบากแล้ว”
ที่เขาพูดมาก็เป็นเรื่องจริง ทุกคนต่างได้เห็นฝีมือการบริหารกิจการและงานในบ้านของเสี่ยวหมี่มากับตา จากสกุลลู่ที่ยากจนแทบจะไม่มีข้าวกินกลายมาเป็นตระกูลที่ร่ำรวยโด่งดัง ใครเห็นเป็นต้องอิจฉา หากบ้านใดมีบุตรสาวเช่นนี้ บิดามารดาก็คงสบายแค่นั่งนับเงินอยู่ที่บ้านก็พอ
“ได้ ในเมื่อเสี่ยวหมี่ว่ามาเช่นนั้น หากทุกคนยังไม่ยอมตกลงอีกก็คงไม่สมควรแล้ว หากเป็นหมู่บ้านอื่น เรื่องดีๆ เช่นนี้คงได้แค่ฝันเท่านั้น”
“เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน หากอยู่แต่ที่บ้านก็คงซุกซนไม่เป็นอันทำการทำงานอะไร”
“นั่นสิ ส่งไปให้อาจารย์ลู่ปวดหัวเพียงคนเดียวก็พอแล้ว”
เสี่ยวหมี่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มเอ่ยว่า “เรื่องนี้คงต้องรอข้าเตรียมการสักหน่อย เด็กผู้ชายก็ให้เรียนตำรากับบิดาข้าต่อไป ส่วนเด็กผู้หญิงจะต้องเชิญอาจารย์หญิงที่มีประสบการณ์มาสั่งสอน เพราะเรื่องเย็บปักและมารยาทผู้ดีเหล่านี้ข้าเองก็ไม่ค่อยถนัด ยังสู้ซานยาของท่านป้ากัวไม่ได้ด้วยซ้ำ”
ซานยาของสกุลกัวเป็นเด็กหญิงที่โง่งมที่สุดในหมู่บ้าน นางเรียนเย็บปักมาสามปี แต่ก็ยังปักนกยวนยางออกมาเป็นห่านอ้วน มักจะถูกป้าๆ ในหมู่บ้านหยอกล้ออยู่ประจำ
ทุกคนได้ฟังก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ พวกเขาสนทนาสัพเพเหระกันอีกครู่หนึ่ง เรื่องนี้ก็นับว่าตกลงกันได้แล้ว
ทุกบ้านต่างแยกย้ายกันไปเก็บสัมภาระให้ลูกชายลูกสะใภ้ที่จะเดินทางไกล เฉินเยว่เซียนอดคิดถึงบิดามารดาไม่ได้ จะอย่างไรจากไปคราวนี้อย่างน้อยก็คงปีกว่า จึงบอกกับเสี่ยวหมี่ว่านางจะเข้าเมือง
เสี่ยวหมี่จึงให้พี่ใหญ่ของตนเข้าเมืองไปเป็นเพื่อนนางเสียด้วยเลย ให้พวกเขาสามีภรรยาพักในเมืองสักคืนค่อยกลับมา ขณะเดียวกันก็ฝากขอให้ฮูหยินเฉินช่วยหาอาจารย์หญิงมีอายุมาสอนมารยาทให้เด็กๆ จะให้ดีก็เลือกคนที่สามารถพักที่หมู่บ้านได้ ทั้งยังต้องเป็นคนพึ่งพาได้และอุปนิสัยใจคอดี
เฉินเยว่เซียนรับคำอย่างยินดี ยามปกติสตรีที่แต่งออกมาแล้วจะกลับไปค้างแรมที่บ้านเดิมไม่ได้ง่ายๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการพาสามีกลับไปกับตนเองด้วย
นางจึงตอบตกลงอย่างเบิกบาน พร้อมถือกล่องของว่างที่เสี่ยวหมี่เตรียมไว้ให้เข้าเมืองไปพร้อมสามี
เช้าวันรุ่งขึ้นตอนกลับมา บนรถม้ามีสตรีนางหนึ่งเพิ่มเข้ามาด้วย นางอายุราวสี่สิบกว่าปี หางตามีริ้วรอยจางๆ สวมผ้าฝ้ายฝีเย็บละเอียดลออสวยงาม เส้นผมของนางมีสีขาวแซมอยู่บ้าง แต่ถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อยไม่หลุดรุ่ย ยามเมื่อยืนอยู่ตรงหน้าเสี่ยวหมี่ นางหลุบตาลงต่ำน้อยๆ ท่าทางดูเคารพแต่แผ่นหลังยังผึ่งผายไม่ยอมให้ใครมาดูถูก ท่าทางเช่นนี้รวมกับใบหน้าที่แลดูธรรมดา ทำให้ดูน่าพิศขึ้นไปอีก ทำให้คนรู้สึกอยากเข้าใกล้โดยไม่รู้ตัว
เฉินเยว่เซียนส่งสายตาให้เสี่ยวหมี่ เสี่ยวหมี่จึงเรียกชิงอวี้ชิงฮัวให้มาพาสตรีท่านนี้ไปยังห้องข้างของเรือนหลัง หาที่ให้นางพักก่อน
สตรีนางนั้นยอบกายคารวะขอบคุณ ถือสัมภาระเดินเข้าไปโดยที่สายตาไม่ได้สอดส่องไปทั่วแต่อย่างใด
เสี่ยวหมี่รู้สึกพึงพอใจ แต่ก็ยังต้องสืบความเป็นมาของนางเสียหน่อย
“พี่สะใภ้ เหตุใดถึงหาคนได้ง่ายปานนี้เจ้าคะ?”
เฉินเยว่เซียนดื่มชาไปหนึ่งคำ แล้วจึงรีบอธิบายให้น้องสามีฟัง นางเองก็รู้ว่ามีเรื่องมากมายบนเขาหมีที่ไม่อาจเปิดเผยให้คนนอกรู้ได้ นางพาคนเข้ามาถึงที่นี่จะไม่รอบคอบได้อย่างไร
“เสี่ยวหมี่ ท่านน้าคนนี้แซ่หาน เป็นแม่นางที่บ้านอยู่ติดกับมารดาข้ามาตั้งแต่เล็ก ภายหลังทั้งบ้านย้ายไปอยู่เมืองหลวง ได้ยินว่าแต่งให้กับพ่อบ้านของตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่ง ตอนหลังก็ติดตามคุณหนูบ้านนั้นแต่งออกไปยังตระกูลใหญ่อีกตระกูลหนึ่ง แต่แม่นางคนนั้นชะตาชีวิตไม่สู้ดี ตายไปตอนคลอดบุตร พวกนางสามีภรรยาถูกคนตระกูลนั้นรังเกียจ ฝ่ายชายถูกเสาะหาความผิดเข้าจนได้...สรุปก็คือตอนนี้ไม่อยู่แล้ว นางอุตส่าห์ได้กลับมาอยู่กับครอบครัวเดิม แต่พี่ชายและพี่สะใภ้ต่างไม่เต็มใจรับนางไว้ สุดท้ายจึงต้องดั้นด้นกลับมาที่เป่ยอัน มารดาข้าพบนางเข้าระหว่างเดินตลาดจึงเชิญนางมาพักที่บ้านสักสองสามวัน ประจวบเหมาะกับข้ากลับบ้านไปหาคนพอดี...”
เสี่ยวหมี่ได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจ นางค่อนข้างพอใจอยู่มาก เดิมทีฮูหยินเฉินก็เป็นคนรอบคอบ หากไม่ใช่เพราะท่านน้าหานคนนี้พึ่งพาได้ก็คงไม่ส่งตัวมาให้บุตรสาวตัวเอง เพราะหากท่านน้าหานคนนี้ทำเรื่องอะไรไม่ดีขึ้นที่หุบเขาหมี ก็จะเดือดร้อนไปถึงสกุลเฉินด้วย และเฉินเยว่เซียนก็คงไม่มีหน้าอยู่ที่นี่ อีกอย่างท่านน้าหานคนนี้เคยถูกส่งไปดูแลคุณหนูตระกูลใหญ่ที่แต่งออกไปกับตระกูลใหญ่อีกที แสดงว่าความรู้ของนางพอจะสอนเด็กสาวบ้านนอกอย่างเหลือเฟือ อย่างน้อยก็ต้องเป็นคนฉลาด รู้กติกามารยาท แน่นอนว่าตำแหน่งอาจารย์หญิงนี้ นางเหมาะสมอย่างแน่นอน
สตรีทั้งสองสนทนาสัพเหระกันครู่หนึ่ง ท่านน้าหานที่จัดข้าวของเรียบร้อยแล้วก็เดินตามชิงฮัวชิงอวี้ออกมา
นางเองคงได้ยินเรื่องของสกุลลู่มาจากฮูหยินเฉินแล้ว อีกทั้งเมื่อครู่ยังได้เห็นสภาพเรือนโดยคร่าวก็ให้รู้สึกเบาใจลง ท่าทีที่ปฏิบัติกับเสี่ยวหมี่ก็ยิ่งนอบน้อมขึ้น
เสี่ยวหมี่ขบคิดเล็กน้อย เชิญนางนั่งลงบนที่นั่งแขกแล้วเอ่ยว่า “ฮูหยินหาน ในเมื่อพี่สะใภ้ข้าเรียกท่านว่าท่านน้า เช่นนั้นวันหน้าข้าจะเรียกท่านว่าท่านน้าหาน ท่านคงทราบแล้วว่าที่ข้าเชิญท่านมาเป็นอาจารย์ที่นี่ ก็เพื่อให้มาเป็นอาจารย์สอนวิชาอ่านเขียน คิดคำนวณ งานเย็บปักถักร้อย มารยาทการพบปะผู้คน หากว่าท่านน้าหานคิดว่าทำได้ วันหน้าก็ต้องลำบากท่านแล้ว”
ท่านน้าหานยืนขึ้นยอบกายคารวะอีกครั้ง แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “คุณหนูวางใจ ก่อนหน้านี้ข้าเคยรับใช้คุณหนู คอยช่วยงานเขียนอักษรวาดภาพ ตอนหลังที่ติดตามคุณหนูแต่งออกไป ก็ได้รับหน้าที่เป็นผู้ดูแลเรือนชั้นใน สิ่งที่คุณหนูเอ่ยมา ข้าสามารถทำได้เจ้าค่ะ”
เสี่ยวหมี่ได้ยินนางตอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่อวดอ้างเช่นนี้ก็พออกพอใจ
“เช่นนั้นก็ดี วันหน้าต้องรบกวนท่านน้าแล้ว พวกเราสกุลลู่ไม่บังคับให้ท่านต้องลงนามในสัญญาขายตัว แต่หากจะเดินทางออกไปต้องแจ้งให้ทราบก่อน ทุกอย่างที่ท่านได้เห็นในหมู่บ้านนี้ห้ามแพร่งพรายให้คนนอกรู้ ส่วนค่าแรง หนึ่งเดือนสองตำลึง ค่ากินค่าอยู่เรารับผิดชอบ แต่ละฤดูกาลมีชุดใหม่ให้สองชุด หากว่าคนอื่นในหมู่บ้านให้รางวัลท่านต่างหาก นั่นก็เป็นส่วนของท่านเพียงคนเดียว สกุลลู่จะไม่เข้าไปวุ่นวาย ท่านเห็นเป็นอย่างไร?”
ท่านน้าหานเหมือนจะตกตะลึงอยู่บ้าง อย่างไรเสียก่อนหน้านี้ที่อยู่ในตระกูลใหญ่นั้น ค่าแรงของนางยังแค่หนึ่งตำลึงเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าเร่ร่อนกลับมาอยู่บ้านเก่า เดิมคิดเพียงแต่จะหาที่ซุกหัวนอนอุ่นๆ เท่านั้น กลับได้ค่าแรงเพิ่มเป็นเท่าตัว
แต่นางไม่ใช่คนพูดมาก อีกทั้งนางเองก็คิดจะหาที่ลงหลักปักฐานอยู่แล้ว นางจึงคุกเข่าโขกศีรษะ กล่าวว่า “คุณหนูดูแลอย่างดีเช่นนี้ ข้าไม่มีสิ่งใดจะตอบแทน วันหน้าหากมีเรื่องอะไร ท่านโปรดสั่งการมาได้ไม่ต้องเกรงใจ ข้าจะทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ”
“ท่านน้าหานลุกขึ้นเถอะเจ้าค่ะ วันหน้าข้าคงมีเรื่องให้ท่านช่วยชี้แนะอีกมาก”
เสี่ยวหมี่เข้าไปประคองนางขึ้นมา ยิ้มน้อยๆ พลางสั่งชิงอวี้ว่า “ไปบอกท่านป้าเจียงหน่อยว่าเที่ยงนี้ให้จัดโต๊ะเพิ่ม ข้าจะเลี้ยงรับรองท่านน้าหานที่เรือนหลัง”
“เจ้าค่ะ คุณหนู”
ชิงอวี้ตอบรับด้วยรอยยิ้มแล้วรีบวิ่งไปทันที ท่านน้าหานเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งเอ่ยว่า “หากว่าคุณหนูเชื่อใจ เด็กสาวสองคนนี้ก็ยกให้ข้าอบรมสั่งสอนเถอะ อายุเท่านี้สมควรที่จะหัดเรียนมารยาทแล้ว วันหน้าโตไปจะยิ่งดัดยาก”
เดิมทีเสี่ยวหมี่ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็อดคิดไปถึงหงเหมยและปี้เหอข้างกายพี่สะใภ้ไม่ได้ สองคนนั้นทั้งมีความสามารถและรู้ความ จึงพยักหน้า “เช่นนั้นต้องลำบากท่านน้าแล้วเจ้าค่ะ”
ชิงฮัวที่ยืนรอรับใช้อยู่หน้าประตูลอบสังเกตท่านน้าหานไปทีหนึ่ง แล้วก็อดย่นคอไม่ได้
สตรีไม่ว่าสถานะไหนอายุเท่าไร ล้วนมีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือใจที่สงสัยใคร่รู้
ก่อนหน้านี้กุ้ยจือเอ๋อร์ที่บ้านใกล้กันเห็นเฉินเยว่เซียนพาท่านน้าหานมาที่บ้าน ก็เล่าให้สะใภ้ที่อยู่บ้านข้างๆ ฟัง ที่บ้านสะใภ้คนนั้นมีบุตรสาวสองคน ล้วนต้องส่งไปเล่าเรียนกับสกุลลู่ แน่นอนว่าย่อมสนใจใคร่รู้ในตัวอาจารย์หญิงที่จะมาสอน จึงเอาไปเล่าให้บ้านอื่นๆ ที่มีบุตรสาวฟังอีกต่อหนึ่ง ทุกคนจึงพากันมาล้อมวงสนทนากันที่บ้านสกุลหลิว
ท่านป้าหลิวรู้ว่าพวกนางมาด้วยเรื่องอะไรก็ยิ้มแล้วเอ็ดว่า “หากพวกเจ้าอยากเห็นว่าอาจารย์หญิงคนใหม่เป็นอย่างไรก็ไปดูที่สกุลลู่เองเถอะ เสี่ยวหมี่คงไม่ว่าอะไร บ้านข้าไม่มีลูกสาวเสียหน่อย เหตุใดต้องเอาเรื่องนี้มาให้ข้าปวดหัวด้วย”
“ที่บ้านท่านป้าไม่มีลูกสาวอยู่ก็จริง แต่ท่านเห็นเสี่ยวหมี่เป็นเหมือนบุตรสาวแท้ๆ แล้วเสี่ยวหมี่ก็ให้ความสำคัญกับท่านมาก”
“นั่นสิ เรื่องนี้ให้ท่านออกหน้า ไม่เช่นนั้นข้ายังจะไปหาใครได้อีก”
พวกผู้หญิงส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวไม่หยุดหย่อน แต่คำพูดของพวกนางก็ทำให้ท่านป้าหลิวยิ้มร่า จึงคิดว่าจะอาศัยข้ออ้างอะไรแวะเวียนไปที่สกุลลู่ดี