หลังจากที่เดินผ่านหลังก้อนหินขนาดใหญ่ เด็กหนุ่มก็พบ ‘ไข่’ หนึ่งใบวางอยู่ตรงใจกลางบนชั้นก้อนหินสูง
เฟยอวิ๋นดวงตาวูบไหวยืนนิ่งค้างมองแก่นผลึกมากมายยังเบื้องหน้า ที่ตอนนี้พวกมันกำลังเปล่งประกายเป็แสงสีรุ้งอ่อนจางออกมาแต่เมื่อดูไปแล้วเหมือนกับว่า แก่นผลึกเ่าั้มันไม่มีพลังอำนาจใดหลงเหลืออยู่ภายใน
แต่ทว่ามันหาได้เป็ดั่งที่เขาเข้าใจคิดไม่เพราะว่าในตอนนี้...มันยังไม่ถูกกระตุ้นด้วยพลังปราณิญญาก็เท่านั้นเอง
“หึหึ...หากส่องประกายสีรุ้งสวยงามออกมาเช่นนี้มันเป็แก่นผลึกชนิดอื่นไม่ได้อีกแล้ว นอกจากจะเป็ ‘แก่นผลึกนพเก้าเบิก์’ แบบนี้ข้าก็ไม่เกรงใจที่จะรับมันไว้แล้ว”
เด็กหนุ่มยิ้มกว้างแทบจะอยากะโโลดเต้น พลางสูดหายใจเข้าลึกครั้งหนึ่งกระทั่งเผยสีหน้าเบิกบานจนมิอาจปิดบังได้
ก่อนที่เขาจะสำรวจช่องว่างภายในกำไลแขนมิติอย่างคร่าวๆแต่ก็ต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“เฮ่อะ!...พื้นที่เก็บของมันไม่พอ!ถึงจะมีแหวนมิติอีกวงแล้วก็เถอะ! ...แล้วข้าจะทำยังไงดีล่ะทีนี่?”
เฟยอวิ๋นหลับตาลูบคางไปมา พลางยืนนิ่งขบคิดอยู่ชั่วครู่เพื่อให้จิตใจได้สงบนิ่งไตร่ตรอง ก่อนจะโบกสะบัดมือไปด้านหลังคราหนึ่งทันใดนั้นประตูหินบานั์ทั้งสองบานที่อยู่ด้านหลัง ก็เลื่อนปิดตายลงในทันที
“ข้า!...จะบ่มเพาะพลังปราณิญญาอยู่ที่นี่ อย่างน้อยๆก็ถือโอกาสหาที่เงียบสงบ เพื่อทำสมาธิฌานไปพลางๆ ก่อนก็แล้วกัน!บางทีอาจจะพอมีหนทางที่จะนำแก่นผลึก และยกเค้าสมบัติเหล่านี้กลับไปให้หมด ฮะฮ่า”
หลังจากนั้น เฟยอวิ๋นเดินมาอยู่ตรงใจกลางของโถงถ้ำก่อนที่เขาจะทิ้งตัวนั่งลง แล้วหลับตาทำสมาธิฌานโดยมีเหยี่ยววายุอัสนีนอนหมอบอยู่อีกมุมหนึ่งใกล้กับทางเข้าของโถงถ้ำ
ด้วยพลังปราณิญญาฟ้าดินที่หนาแน่นมากมาย
เมื่อยอดเขาแห่งนี้ ที่มันมีความอัศจรรย์อย่างแสนพิลึกลั่นกระทั่งสามารถดูดซับพลังปราณิญญาฟ้าดินเ่าั้มาเก็บกักเอาไว้ภายในได้และผ่านคืนวันกาลเวลามาไม่รู้ว่านานมากเท่าไหร่ แต่ก็นับได้ว่ามันเป็สถานที่สำหรับบ่มเพาะพลังที่ดีที่สุด และยอดเยี่ยมที่สุดในเวลาเดียวกัน
นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีอีกแห่งหนึ่ง แผ่ไอปราณิญญากระจายอ่อนจางออกมาอย่างไม่หยุดหย่อนนั้นก็คือ พลังของไอปราณิญญาจากซากขนาดใหญ่ของวิหคสายรุ้งทั้งสองซากและยังถูกกักขังเอาไว้มาอย่างยาวนานไม่รู้กี่ร้อยปี ต่างกระจายอบอวลแผ่ฟุ้งไปทั่วทั้งโถงถ้ำขนาดใหญ่
โดยที่ความหนาแน่นและความเข้มข้นของไอพลังปราณิญญานั้นไม่ต้องพูดถึง มันมากเสียจนเฟยอวิ๋นถึงกับตกตะลึงเบิกบานใจเป็อย่างมาก ถึงหากแม้ว่าตัวของเขาจะลงมือสังหารสัตว์อสูริญญาธาตุ จำนวนหลายร้อยตัวนำมสมัดรวมกัน มันก็ยังแทบเทียบไม่ได้กับพลังปราณิญญาที่อัดแน่นในสถานที่แห่งนี้
เฟยอวิ๋นสูดหายใจเข้าลึก มุมปากของเขายกโค้งขึ้นเล็กน้อยก่อนจะทำตัวให้ผ่อนคลายหายใจออกมาอย่างช้าๆ พร้อมกับทำสมาธิให้ตนเองตั้งมั่นและสงบจิตใจให้เยือกเย็นสุขุมมากกว่าที่เคยเป็
ก่อนเขาจะหลับตาลงขบคิดถึงเื่สำคัญยิ่ง ที่ตนเองได้พยายามหาเหตุผลกระทั่งตรึกตรองมาแล้วหลายครั้งหลายครา และคิดทบทวนเอาไว้ในสมองก่อนหน้านั้นว่าเขาอยากจะทดลองบ่มเพาะพลังปราณิญญาแบบใหม่ซึ่งมันจะเป็การกระทำในสิ่งที่คนอื่นคาดคิดไม่ถึงต่อไปจากนี้
ว่าถ้าหากการบ่มเพาะพลังปราณิญญาของตนกระทำในแบบที่ตัวเองสามารถคิดค้นขึ้นมาใหม่ได้ ในวิถีทางแห่งการบ่มเพาะพลังนั้นบางทีแล้ว มันอาจเป็ไปไม่ได้อย่างยิ่ง หรือไม่ก็อาจจะจะล่มเหลวลงไม่เป็ท่ากระทั่งต้องสิ้นเปลืองเวลาอันยาวนานทิ้งเสียด้วยซ้ำในการรวบรวมพลังปราณิญญาของตนเพื่อจะยกระดับขั้นขึ้นแล้วตัดผ่านพลังิญญาข้ามขึ้นไปสู่อีกขั้น โดยที่เขาไม่จำเป็ต้องพึ่งพาทรัพยากรจากที่มันได้ถูกกำหนดเอาไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว
ซึ่งเื่นี้ หากว่าเขาสามารถทำมันสำเร็จได้จริงๆเขาก็จะกลายเป็ผู้ที่ฉีกกฎเกณฑ์สมัยก่อนนั้นทิ้ง จากที่เหล่าผู้บ่มเพาะพลังปราณิญญาทั้งหลายต่างได้ฝึกฝน และถ่ายทอดความรู้ ส่งต่อกันมาอย่างยาวนานั้แ่ครั้งา
ในขณะที่เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปเกือบสามชั่วยามเด็กหนุ่มยังคงนั่งสงบนิ่งหลังตรงไม่เปลี่ยนแปลงลมหายใจของเขาแ่เบาแต่ทว่ากับมั่นคง ราบเรียบแต่ก็แฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่น
เมื่อทุกอย่างสงบนิ่งและภายในโถงถ้ำก็เงียบเชียบราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เหมือนกับว่าในตอนนี้เขานั่งอยู่ในโลกอีกใบอันว่างเปล่า
เฟยอวิ๋นปลดปล่อยจิติญญาััของเขา ล่องลอยลงไปยังแกนเสาทันทีซึ่งมันเป็แกนเสาปราณธาตุหนึ่งเดียว เพื่อใช้ในการจุดะเิของพลังปราณิญญาทั้งหมดก่อนที่จะถูกส่งถ่ายต่อไปยังแก่นปราณจิติญญาธาตุของตนแล้วแก่นปราณจิติญญาธาตุก้อนนั้น ก็จะส่งต่อพลังปราณิญญาออกไปยังทุกส่วนของร่างกายในเวลาต่อมา
โดยที่มีทะเลปราณิญญาอันกว้างใหญ่กระเพื่อมไหวอยู่รายรอบราวกับว่าทะเลปราณิญญาแห่งนี้ คือสถานที่สำหรับเก็บกักพลังเชื้อเพลิงดีๆ นั้นเองซึ่งมันเป็รากฐานที่สำคัญที่สุด ของผู้บ่มเพาะพลังปราณิญญาโดยแท้จริงโดยหน้าที่หลักของมันนั้น มันจะคอยรวบรวมพลังปราณิญญาเอาไว้ที่ไม่จำกัดว่าพลังเ่าั้ จะได้มาจากแหล่งทรัพยากรจากที่แห่งใดก็ตาม มันก็มีหน้าที่เพื่อเก็บกักเอาไว้ให้ในนี้ทั้งหมด
และเหนือขึ้นไปบนแกนเสาเล็กน้อยที่ลอยเคว้งอยู่ตรงกลางระหว่างแกนเสาทั้งสี่ต้น
เขามองเห็นแก่นปราณจิติญญาธาตุของตนเอง กำลังส่องประกายสีเขียวระยิบยับออกมามันดูบริสุทธิ์ราวกับหยกเนื้อดีที่แสนงดงามยิ่ง ในขณะที่มันยังคงลอยสงบนิ่งไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวใดๆ ในตอนนี้
ทว่าเมื่อเขามองเหนือขึ้นไปอีกหน่อย
เด็กหนุ่มหรี่ตาเล็กลงในทันที หางคิ้วพลันยกขึ้นเพราะเขามองเห็นเส้นสีทองแปลกประหลาดอยู่หนึ่งเส้น ซึ่งดูๆไปแล้วมันก็คล้ายกับงูที่ตัวเล็กอย่างมาก โดยที่ส่วนหัวของมัน ดูคับคล้ายราวกับหัวของัล่องลอยหมุนวนไปมาไม่หยุดนิ่ง อยู่เหนือแก่นจิติญญาธาตุของตน
และสิ่งนั้นมันก็ทำให้คิ้วเข้มเฉียงราวกระบี่ของเฟยอวิ๋น กระตุกยกขึ้นมากกว่าเดิมอย่างสงสัย?ว่านี้มันคือ...ตัวอะไร?
“ถ้าหากว่ากันตามหลักการ ของวิถีผู้บ่มเพาะพลังปราณิญญาแล้วล่ะก็ ที่ถูกเขียนบันทึกเอาไว้ในคัมภีร์หยกแห่งผู้ฝึกฝนเส้นแสงสีทองที่มีหัวเหมือนัเช่นนี้ดูเหมือนมันจะไม่มีไม่ใช่หรือ?...แล้วทำไม?ภายในจุดกำเนิดพลังของข้าถึงมีมันได้กัน? หรือว่ามันเป็พยาธิใส้เดือน!แต่ข้าก็กินแต่ของสุกนี่นา ผักก็ลวกน้ำก่อนกินทุกครั้ง”
ถึงแม้เด็กหนุ่มสีหน้าของเขาจะดูสงสัยมันอยู่ไม่น้อยและก็ได้แต่มองดูมันอย่างเงียบๆ พร้อมกับความรู้สึกแปลกประหลาดจนยากที่จะอธิบายและยากที่จะถามได้ว่า เ้าสิ่งนี้มันมาจากที่ไหน? แล้วมันมาอยู่ในนี้ได้ยังไงกัน?
เด็กหนุ่มเก็บความสงสัยเ่าั้ไว้ในห่วงลึก หลังจากนั้นเขาก็ยกมือทั้งสองข้างของตนวาดไปมา แล้วประสานนิ้วมือทั้งสิบ ทำสัญลักษณ์มุทราขึ้นก่อนที่ห้วงจิตของตนจะดำดิ่งเข้าสู่สมาธิฌาน
.....
แสงสว่างได้ลาลับหายไปความเงียบงันก็ได้เริ่มแผ่ปกครอบคลุมไปทั่วทั้งยอดเขา
หมู่เมฆหนาทึบ ก็เริ่มคล้อยลอยต่ำแผ่กระจายเป็แพปกปิดบนยอดเขาขนาดใหญ่ทั้งลูกที่สูงตระหง่าน ฉับพลันยอดเขานั้นก็หายลับไปในความเย็นเยือกของราตรีอันมืดมิด
หลังจากนั้นผ่านไปราวหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ
จิติญญาััของเฟยอวิ๋นก็มองเห็นเส้นสีทองที่เล็กราวกับเส้นไหมนับร้อยเส้น ได้พวยพุ่งออกมาจากร่างกายของเขาทุกส่วนไล่ไปั้แ่ศีรษะจนกระทั่งถึงปลายเท้า พวกมันราวกับว่าเป็ ‘เปลวเพลิงสีแดงทองที่มีชีวิต’และเส้นแสงสีแดงทองเ่าั้ ก็อาบไล้ส่องประกายเจิดจรัสลุกท่วมไปทั่วทั้งร่างกายของเขา
ดูเหมือนกับว่าในตอนนี้เด็กหนุ่มได้กลายร่างเป็เทพผู้สูงส่งที่อยู่บนสรวง์
และแสงสว่างสีแดงทองที่พุ่งออกมานั้นยังคล้ายกับว่า พวกมันเป็เกาะป้องกันอันทรงอำนาจพลังที่แข็งแกร่งซึ่งแม้แต่ผู้บ่มเพาะพลังปราณิญญาในระดับนี้ ก็ไม่อาจที่จะมีมันได้
ซึ่งเส้นสีแดงทองจำนวนมากเหล่านี้
มันก็คือเส้นสีทองที่โผล่ออกมาจากปลอกแขนของเฟยอวิ๋นและได้ทะลวงเข้าไปตรงหว่างคิ้วของเขาก่อนที่มันจะดำดิ่งเข้าไปอยู่ในร่างกายก่อนหน้านั้นใน่ที่เขานอนหลับแน่นิ่งไร้สติอยู่บนเตียง
“นี้คือ!?” เฟยอวิ๋นเบิกตากลมโตเขาแทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองในตอนนี้
เพราะเส้นสีแดงทองจำนวนมากพวกมันดูพลิ้วไหวราวกับว่ามีชีวิตจริงๆ และตอนนี้ก็เริงระบำราวเหมือนกับว่ากำลังเล่นน้ำอยู่ในทะเลสาบถึงแม้พวกมันดูจะซุกซนราวกับเด็กน้อยที่แสนน่ารัก แต่ทว่าก็แฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งความน่าหวาดกลัวเป็อย่างมากมันส่งเสียงราวกับว่าเป็หมู่มวลผึ้งที่แตกออกจากรังและหมุนวนคล้ายกับเส้นไหมหุ้มดักแด้ส่องสว่างเจิดจ้าอยู่รอบกายของเขาอย่างมีจังหวะงดงาม
เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก
ฉับพลันพวกมันก็พุ่งตัวยาวยืดกรูกันทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าเป็ห่าฝนธนูไหมทองที่ถูกปลดปล่อย พร้อมกับแตกแยกโบยบินพุ่งกระจายไปทั่วสารทิศโดยที่ส่วนหางทั้งหมด ดูเหมือนจะยังฝั่งอยู่ในร่างกายของเฟยอวิ๋นพวกมันดูระริกระรี้บันเทิงเริงใจ ในขณะเดียวกันก็กำลังอ้าปาก ดูดซับกลืนกินไอปราณิญญาฟ้าดินอย่างตะกละตะกลามโดยไม่คิดเกรงใจเลยแม้แต่นิดเดียว
เพียงแค่ใช้เวลาไม่นานมากนัก
เส้นสีแดงทองที่พุ่งออกไป ก็ทำให้ไอปราณิญญาฟ้าดินจำนวนมากมายที่อยู่ในโถงถ้ำถูกเขมือบและดูดซับเกลี้ยงเสียจนหมดสิ้น กระทั่งไม่เหลือทิ้งไว้แม้แต่กระผีกเดียว
“เฮ้ยๆๆ!...นี่พวกเ้าถึงกับขนาดโลมเลียแทะกระดูกวิหคสายรุ้งเลยเชียวรึ และยังทำตัวราวกับพยาธิผู้หิวโหยมันจะตะกละมากเกินไปแล้ว! กลับมากันเดี๋ยวนี้!”
หลังจากนั้นเส้นสีทองทั้งหมด ดั่งคล้ายเข้าใจในสิ่งที่เฟยอวิ๋นพูดออกไปก็พลันเคลื่อนตัวถอยหลังกลับมาอย่างรวดเร็วแล้ววูบหายเข้าไปในร่างกายของเฟยอวิ๋นอย่างเงียบงัน
เฟยอวิ๋นจิตใจตกอยู่ในห้วงภวังค์ตกตะลึงตาค้างงวยงง พยายามพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่อยู่เนิ่นนาน
“มันมีชีวิตที่แปลกประหลาดนักกระทั่งยังดูน่าทึ่งเป็อันมาก และยังน่าหวาดกลัวอย่างสุดๆ อีกด้วยแต่ข้าก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่าพวกมันจะมีความสามารถอย่างอื่นแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่หรือไม่?...และจะหาวิธีควบคุมมันยังไง?เกิดพรวดพลาดออกไปให้คนอื่นเห็นเข้า ข้ามิซวยแย่รึ”
ก่อนที่เขาจะนั่งลงอีกครั้งเพื่อทำสมาธิต่อไปและแล้ว จิติญญาััของเฟยอวิ๋น ก็ล่องลอยเข้าไปยังสถานที่ซึ่งเป็แหล่งกำเนิดพลังปราณิญญาของเขาอีกครั้ง
เหนือขึ้นไปบน ‘แก่นปราณจิติญญาธาตุ’ที่ยังคงส่องประกายสีเขียววิบวับอยู่นั้น เฟยอวิ๋นเห็นเส้นสีแดงทองจำนวนมากเมื่อครู่กำลังลอยวนเวียนดูระริกระรี้ดีใจ คล้ายกับกำลังเต้นร้องรำอยู่รอบกองไฟ เฟยอวิ๋นนับแล้วมีทั้งหมดถึงร้อยตัวเลยทีเดียวที่กำลังหมุนวนเริงระบำเป็วงกลม
ในเวลาต่อมาเพียงไม่นานพวกมันก็เริ่มรวบควบหล่อหลอมเข้าหากันอย่างช้าๆ จนกระทั่งเหลือเส้นสีแดงทองอยู่เพียงเส้นเดียว!และลำตัวของมันก็ดูอืดพองออกมาเล็กน้อย ราวกับว่าพวกมันกินมากเสียจนอิ่มแปล้ กระทั่งตอนนี้ยังดูเหมือนกำลังจะอ้าปากกว้างแล้วเรอออกมาอย่างเงียบๆ
แต่ทว่าสิ่งที่เส้นทีทองกำลังกระทำในตอนนี้มันกำลังปลดปล่อยไอปราณิญญาฟ้าดิน ให้พวยพุ่งออกมาจากปากทีละน้อยต่างหาก
.
.
.
.
………………………………