“ฮะ ฮูหยิน ฮูหยินน้อยไม่หายใจแล้วเ้าค่ะ!!”
ทันทีที่ได้ยิน บุรุษหนุ่มรีบวิ่งรี่ตามหาภรรยาผู้อาภัพ ไม่คิดไม่ฝันว่ากลับมาจากสนามรบเสี่ยงเป็เสี่ยงตายแล้วจะได้ฟังสิ่งไม่อยากได้ยิน แทนที่กลับมาจะได้พักกายให้หายเหนื่อย กลับได้แยกหัวใจออกจากกันเป็เสี่ยงๆ อยากจะขอพรภาวนาเื่นี้ให้เป็เื่โป้ปด หากเป็เช่นนั้นคงดีไม่น้อย
ชายหนุ่มวิ่งว่อนตามหาทั่วแต่กลับมิพบ สมองเริ่มว้าวุ่นจิตใจมิอยู่กับที่ กระวนกระวายหาคนรัก ทว่าหาเท่าใดก็มิพบภรรยาของตน แม้ว่าจะเสียมารยาทเปิดประตูห้องทุกบานแล้ว
หรือว่านางบ่าวรับใช้ปั่นหัวเล่นกันแน่?
เขาเขย่าตัวบ่าวรับใช้คนสนิทของมารดาคาดคั้นเอาคำตอบ ฝ่ามือหยาบกร้านร้อนรนเต็มไปด้วยโทสะ บีบรัดไหล่บ่าวจนปวดถึงกระดูก ั์เนตรดำนิลเพ่งเข้าดวงตาอีกคนจนต้องหลบสายตา เขาไม่เคยมีท่าทีอย่างนี้มาก่อนซึ่งผิดกับนิสัยก่อนหน้าซึ่งดูอ่อนโยนแม้เป็ทหารผู้คุมกองทัพ ทว่าวันนี้กลับเหมือนวันที่บิดาเขาเสียชีวิต ดวงหน้าที่หล่อเหลากลับกลายเป็อำมหิตเืเย็นราวกับว่ากำลังสังหารศัตรูอยู่ในกองเพลิง
ั์เนตรเคลือบน้ำตาคนผู้น้อยลอบมองออกทางด้านหลังเรือน พอเดาได้ว่าภรรยาต้องอยู่แถวนั้น ลมหายใจสูดเข้าเต็มปอดพลันผลักตัวคนเบื้องหน้าล้มลง ชายหนุ่มเืร้อนหุนหันตามหาคนรักภายในห้องเจียนจะคลั่งก็มิพบ ทว่าเมื่อมองลอดออกหน้าต่างไปยังหลังเรือนก็เห็นบางสิ่งแปลกตา
ช่างน่าประหลาดใบไม้มารวมอยู่จุดเดียวกันเท่านั้น?
ความคิดเริ่มพลุ่งพล่านกักเก็บอาการไว้ไม่อยู่ ขณะเดียวกันจึงรีบรุดออกไปตามหาหลังเรือน ฝ่ามือหนาหอบเอาเศษใบไม้ทับถมแค่จุดนั้นจุดเดียวออก พบท่อนไม้ท่อนหนึ่งโผล่ออกมา คาดว่าน่าจะเป็ห้องลับอะไรบางอย่าง ความหวังผุดขึ้นมาว่าที่นี่อาจจะทำให้เจอภรรยาผู้เป็ที่รักของตน
และแล้ว สิ่งที่คาดเดาก็เป็ความจริง อี้เฉินมองลอดลงไปภายใต้ห้องเล็กๆ ซึ่งมีความลึกอยู่พอสมควร แม้ความมืดมิดปิดบัง พอเห็นรางๆ ก็รู้ว่าจะต้องใช่ภรรยาตนแน่ ด้วยความเป็ห่วงจึงหาวิธีทำลายบานประตูไม้ซึ่งล็อกอย่างแ่าจนสำเร็จ
ทว่าเมื่อเข้ามาห้องลับแห่งนี้ก็พบกับหญิงงามนางหนึ่งซึ่งมีท่าทีน่าสงสัย ยืนนิ่งทื่อ สังเกตได้ว่าั์ตาดอกท้อกำลังเบิกโพลงออกสีแดงก่ำ แปดเปื้อนหยาดน้ำตา ริมฝีปากอวบสั่นระริกยากจะควบคุม คล้ายอาการหวาดผวา และมิอาจละสายตาจากภรรยาตน ซึ่งนอนแน่นิ่งกับพื้นอันเต็มไปด้วยความเหน็บหนาว
ไม่บอกก็รับรู้ได้จากดวงหน้าสตรีงามล่มเมืองอย่างคนเล่าลือว่างามจนสามารถคว้าดวงใจชายทั้งแคว้นเอาไว้ได้
ยกเว้นแต่บุรุษหนุ่มรูปงามผู้นี้ อนึ่งเปรียบนางเป็ภัยพายุฝนฤดูแล้งประชิดกาย ทั้งที่ฝนควรอยู่ในฤดูฝน จักได้มิเป็พายุกระหน่ำแรง
ด้วยว่าโฉมสะคราญงามล่มเมือง มากด้วยรูปร่างหน้าตา ยศถาบรรดาศักดิ์ ไปมาหาสู่กับบุรุษหนุ่มงามแค่รูป ต้นตระกูลมิมีรากฐานหยั่งรากลึกดั่งนาง แม้นว่าตอนนี้พึงกระทำผลงานสู่ราชสำนักก็มิอาจสู้ชายเ่าั้ ซึ่งเป็ต้นตระกูลเก่าแก่สืบทอดกันมาอย่างช้านาน แถมเขาเองยังมีภริยาอย่างถูกต้องทำนองคลองธรรม เป็ที่รู้โดยทั่วกัน
ดวงตางามดุจดอกท้อคงมิตามืดบอดมายั่วยวนให้ตัวนางต้องแปดเปื้อน เว้นแต่ว่านางคิดแผนการนี้เพื่อสิ่งใด ยากคาดเดา
ส่วนทางด้านมารดารีบรี่เข้ามาเหมือนกับรู้ทางเป็อย่างดี ฟังจากบ่าวยังมิอยากจะเชื่อหูจำต้องมาดูให้เห็นกับตา เกรงว่ายังมิคิดรอบคอบ เคยชินอย่างไรจึงทำอย่างนั้น
เนื่องด้วยประหวั่นใจจนอยู่ไม่สุข เสียงซอยเท้าดังมาจากเงามืด ก็มิพ้นจะเป็มารดาตน ผู้ที่รู้ทางเข้าออกเป็อย่างดี นางเดินทางมาจากด้านใน ตรงข้ามกับบุตรชายซึ่งต้องอ้อมไปท้ายเรือน
บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนครุ่นคิดครู่หนึ่ง คิดอย่างไรก็คิดไม่ตกเสียที เหตุใดผู้เป็มารดาถึงโผล่ออกมาด้านนั้น เงื่อนงำแอบแฝงมากด้วยความโกลาหล สตรีผู้อยู่เบื้องหน้าทั้งสอง เหตุใดจึงมาห้องลับแห่งนี้ ห้องที่มิรู้ว่ามีอยู่ และทางเข้านานัปการ
ชายหนุ่มตรึกตรองสักพักก่อนจะสลัดความคิดออกไป ผู้เป็สามีลดตัวนั่ง ประคองร่างไร้ซึ่งิญญาของภรรยาไว้ในอ้อมอก ดวงหน้าแก้วตาแนบชุดเกราะสีเงิน ยังคงแปดเปื้อนเศษฝุ่นผงพร้อมทั้งาแบวมช้ำจากการถูกทุบตี ซ้ำยังมีคราบน้ำลายเป็เมือกเหนียวเลอะล้อมรอบริมฝีปาก
“เหตุใดภรรยาข้าถึงมาอยู่ที่นี่?” อี้เฉินเปรยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่เจาะจงคำถามไปถึงผู้ใด
“จะ..เ้าคาดคั้นข้าอยู่อย่างนั้นรึ?” หญิงมีอายุเลิกคิ้วถามอย่างติดขัด ก่อนจะกระเดือกน้ำลายลงคออย่างหวั่นๆ “ข้าเห็นว่านางมาท้ายเรือน มิรู้ล่วงหน้าว่านางจะตายเช่นนี้”
หลังมารดาตนพูดจบ ชายหนุ่มผละหน้าจากผู้ในอ้อมอก จับจ้องไปยังผู้หลั่งน้ำตา
“ขะ ข้า ได้ยินเสียงจึงตามมาดู ก็เห็นว่านางกำลังตะเกียกตะกายร้องขอความช่วยเหลือ..”เฟินเยว่เอ่ยเสียงสั่นๆ ออกมาจากลำคอพร้อมกับน้ำตาไหลพรากไม่หยุด “แต่ข้า…ข้ามาช่วยไม่ทัน..นางก็สิ้นลมแล้ว”
คำตอบสตรีทั้งสองมิรู้ว่าเป็ความจริงมากน้อยแค่ไหนเพียงใด รู้แค่ว่าเมื่อสอบถาม พวกนางก็แสดงอาการน่าสงสัยอย่างเห็นได้ชัด
ดวงตาเรียวยาวหลุบมองต่ำ ก่อนจะถอนลมหายใจเอื่อยรดผิวหน้าคนในอก
“มิใช่ความผิดของผู้ใดทั้งนั้น อย่าได้กังวลไป ถึงอย่างไรผู้คนที่เกิดมาย่อมเกิดแก่เจ็บตายเป็เื่ธรรมดา…”
ว่าจบฝ่ามือหนาก็ปล่อยร่างว่างเปล่าบนพื้น ปล่อยผู้หลับตาเคลิ้มในภวังค์เอนกายพักผ่อน บนพื้นขัดหยาบ ซึ่งเต็มไปด้วยความหนาวเย็นของอากาศโดยรอบ ร่วมทางเดินเทวาลัยพร้อม เรือนร่างเล็ก จากััอ่อนนุ่มอบอุ่น กล้ามเนื้อเริ่มจับตัวกันเป็ก้อนแข็งเย็น ฝ่าเท้าผู้อยู่รอบข้างย่ำเดินผ่านร่างไร้ิญญาออกไปไร้ซึ่งสายตาอาลัย อันใบหน้าก็มิหันกลับมาเหลียวแล
พิธีศพถูกจัดขึ้นในไม่ช้า การทำตามขนบธรรมเนียมจึงเป็หน้าที่ของผู้อยู่ในครอบครัว
สามีผู้มรณากลับหลบหลีกออกมาด้านนอก วาจามิอรรถาธิบาย ย่างกายเอ้อระเหยมาถึงโถงทางเดินกลางเรือน ฝ่าเท้าเนิบนาบหยุดชะงักงันพลันเบี่ยงตัวมายังด้านสระบัวบาน
ดอกบัวงามเต็มผืนผิวน้ำพลิ้วไหวด้วยสายลมอ่อนแรง พร้อมกระทบผู้เป็เ้าของใบหน้าหล่อเหลาคมคายทำเอาคนโดนกระทำถึงกับหลับตาพริ้มยิ้มเย็น กิริยาท่าทางผู้ซึ่งเสียภริยามิทันข้ามวัน ไฉนยังคงมีจิตใจเชยชมทิวทัศน์ ท่ามกลางดอกบัวบานทั้งที่สวมชุดไว้อาลัย
ผู้เป็แม่เดินงุ่มง่ามเข้ามาหาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยผิดกับคิ้วซึ่งถูกยกตีขึ้นด้านหนึ่ง ใบหน้ากดลงต่ำ ตั้งคำถามคล้ายหยั่งเชิงบุตรชาย
“อาเฉินเ้าไม่เป็ไรจริงๆ หรือ??”
“ข้าไม่เป็ไร ท่านแม่ไม่ต้องห่วง” น้ำเสียงราบเรียบแต่กลับทำคนฟังเย็นะเืเช่นเดียวกับดวงตาโฉบเฉี่ยวมองทอดยาวออกไปยังทัศนียภาพเบื้องหน้าไม่ลดละ
“แต่…” ผู้เป็แม่ลากเสียงยาวค้าน ขณะเดียวกันบุตรชายก็สวนขึ้นทันที ไม่คาดฝันผู้ที่รักครอบครัวอย่างสุดซึ้งจะพูดคำนี้ออกมาจากปากได้
“ดีเสียอีก ที่ตัวกาลกิณีจะได้ออกไปจากเรือน” น้ำเสียงอันหนักแน่นเอ่ยพร้อมเหลียวหน้ามา สีหน้าแววตาอันราบเรียบราวกับผู้ไร้ความรู้สึก ไม่รู้ทุกข์รู้ร้อน ผู้ฟังเห็นเช่นนั้นก็แทบหลบสายตาไม่ทัน “ข้าก็คิดอยู่นานว่าจะไล่นางออกไปเช่นไร ในเมื่อนางตายแล้วก็คงหมดสิ้นเวรกรรม!”
…….