ตอนที่ 32
เริ่มต้นการค้าขาย (32)
ผู้เป็อาจารย์ที่นั่งอยู่ด้านหน้าได้นำแหวนเหล็กสีดำออกมาเด็กน้อยได้ใช้ดวงตากลมโตของตนเองจ้องมองแหวนเหล็กที่ท่านอาจารย์นำออกมาอย่างตาไม่กระพริบ
ใบหน้ากลมๆเต็มไปด้วยความฉงน
อาจารย์ที่นั่งอยู่ด้านหน้าได้ยื่นแหวนเหล็กสีดำภายในมือของตนเองเข้ามาใกล้ๆจูเฟยมาขึ้นอีกระดับ
ตัวของจูเฟยได้จ้องมองมันใกล้ๆ ดวงตาของนางหรี่เล็กลงเพื่อจับจ้องแหวนเหล็กสีดำที่ท่านอาจารย์ยื่นเข้ามาใกล้ตนเอง เมื่อดวงตากลมโตจ้องมองแหวนเหล็กวงอย่างใกล้ๆมันทำให้ตัวของจูเฟยมองเห็นพลังิญญาที่แผ่ซ่านออกมาจากแหวนเหล็กวงนั้น
“ พลังิญญาข้ามองเห็นพลังิญญาด้วยเ้าค่ะ ” จูเฟยอุทานออกมาอย่างตื่นตระหนก โดยปกติแล้วนางเคยพบเห็นเพียงแค่พลังิญญาที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของมนุษย์เท่านั้นแต่นางยังไม่เคยเห็นพลังิญญาที่แผ่ซ่านออกมาจากวัตถุ
เมื่อได้มองเห็นวัตถุที่มีพลังิญญาแผ่ซ่านออกมาเช่นนี้นางก็เลยแสดงท่าทางตื่นตระหนกเป็พิเศษ
“ ก็ใช่น่ะสิพลังิญญา ”
“ เอ๊ะ!! เหตุใดวัตถุจึงมีพลังิญญาแผ่ซ่านออกมาได้เหรอเ้าคะ?? ” นางตั้งข้อสงสัยแล้วเอ่ยถามผู้เป็อาจารย์กลับไปทันที
“ จะให้ข้าพูดง่ายๆ ของสิ่งนี้มันเรียกว่าวัตถุิญญา ”
“ วัตถุิญญา??? ” จูเฟยทำหน้าตาสงสัยกลับมา
“ วัตถุิญญามันคืออันใดกันเ้าค่ะท่านอาจารย์ ” เื่เก่านั้นยังไม่จางหายนี่มีเื่ปริศนาใหม่มาให้ตัวของนางค้นหาความจริงอีกแล้ว
“ วัตถุิญญาถ้าจะให้อาจารย์อธิบายเราก็ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าวัตถุิญญามันมีหลากหลายประเภท ”
“ ของ สมุนไพร สัตว์ เครื่องประดับ อาวุธ และทุกๆอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์แต่ถ้ามันมีพลังิญญาแฝงเร้นอยู่เราก็จะเรียกมันว่าวัตถุิญญา ”
“ แล้วเหตุใดวัตถุิญญามันถึงมีพลังิญญาแฝงเร้นอยู่ได้เหรอเ้าค่ะ ”
“ เื่เช่นนั้นเ้าก็ต้องมาทำความเข้าใจในอีกรูปแบบหนึ่งด้วยว่ามันมีหลากหลายเหตุผล สำหรับสัตว์ที่มีพลังิญญาแฝงเร้นอยู่ภายในร่างกายเราจะเรียกมันว่าสัตว์อสูร โดยสัตว์อสูรนั้นมันก็เป็เหมือนกับมนุษย์แน่นอนว่าอาจจะมีสัตว์อสูรบ้างตัวที่มีสติปัญญาก้าวล้ำกว่าสัตว์ตัวอื่นทำให้มันสามารถฝึกฝนพลังิญญาได้ ”
“ สัตว์เนี่ยนะเ้าคะที่ฝึกฝนพลังิญญาได้!! ” มันทำให้ตัวของจูเฟยประหลาดใจเป็อย่างมาก นางไม่คิดว่านางจะได้ยินเื่เช่นนี้ สัตว์มันจะสามารถร่ำเรียนพลังิญญาและฝึกฝนพลังิญญาได้เนี่ยนะ
“ ใช่มันสามารถฝึกฝนพลังิญญาได้แม้ว่าตัวของมันจะมีรูปแบบในการฝึกฝนแตกต่างกับเราก็ตาม เื่นั้นช่างมันไปก่อนเถอะ เ้ามาสนใจกับสิ่งนี้ดีกว่าอาจารย์จะอธิบายให้เ้าฟัง ”
หยางซานได้ตัดสินใจโยนเื่สัตว์อสูรออกไปแล้วได้ให้ศิษย์ตัวน้อยของตัวเองนั้นกลับมาสนใจกับสิ่งที่อยู่ในมือในตอนนี้
จูเฟยจ้องมองแหวนเหล็กสีดำในมือของท่านอาจารย์ของนางอย่างไม่กระพริบตา ในขณะนั้นเองหูทั้งสองข้างก็เฝ้ารอคำอธิบายที่กำลังจะหลุดออกมาจากปากของท่านอาจารย์
“ เมื่อครู่ที่อาจารย์บอกกับเ้าว่าวัตถุิญญามันจะมีหลากหลายชนิดจะเอาเองก็คงจะรู้แล้วและสิ่งที่อาจารย์ถืออยู่มันก็คือวัตถุิญญาประเภทเครื่องประดับ ”
“ อาจารย์ต้องอธิบายให้เ้าฟังก่อนว่าวัตถุิญญาประเภทเครื่องประดับมันก่อกำเนิดขึ้นมาได้จากสิ่งใดบ้าง อย่างแรกคือใช้ของจำพวกแร่ธาตุที่มีพลังิญญามาขึ้นรูปแล้วสร้างกายเป็แหวนหรือเครื่องประดับต่างๆ ”
“ แต่ว่าอีกอย่างหนึ่งมันก็คือการที่ผู้ใช้พลังิญญานั้นได้ใส่อักขระของตนเองลงไปภายในแหวน ”
“ ใส่อักขระ!! หมายความว่าอักขระที่พวกเราสร้างขึ้นมาลงไปภายในวัตถุหรือเ้าคะ!! ของเช่นนั้นมันทำได้ด้วยงั้นหรือ ” จูเฟยร้องถามอย่างฉงนในทันที
ตัวของนางนันรู้เพียงแต่ว่าค่ายกลมันสามารถใช้ได้โดยการถักทอออกมาแล้วเริ่มใช้งาน ไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวของมันสามารถนำมาใช้ในการที่สลักลงบนเครื่องประดับเพื่อให้ผลเช่นเดียวกันได้ด้วย
“ มันทำได้ แต่ว่ามันก็ต้องเรียนวิชาอย่างนึงก่อน ”
“ วิชาอย่างนั้นหรือเ้าคะ??? ” จูเฟยทำหน้าตาประหลาดใจขึ้นมาอีกครั้ง
หยางซานที่นั่งอยู่ด้านหน้าก็ได้พยักหน้าตอบรับศิษย์ตัวน้อยของตนเองแล้วก็เริ่มอธิบาย “ วิชาที่ข้าพูดถึงมันคือการสลักค่ายกล ”
“ การสลักค่ายกลมันจะเป็ศาสตร์ชั้นสูงที่ให้ให้ผู้ฝึกฝนพลังิญญาวิถีค่ายกลระดับสูงร่ำเรียนกัน โดยความสามารถของมันก็คือการสลักความสามารถของค่ายกลลงไปในวัตถุ ”
“ ของชิ้นนี้อาจารย์สร้างมันขึ้นมาโดยการใช้การสลักค่ายกลลงไป ”
“ อย่าบอกนะเ้าคะว่าของชิ้นนี้คือ?? ” จูเฟยเริ่มประติดประต่อเื่ราวได้จากคำเล่าของผู้เป็อาจารย์จนนางนั้นพอจะคาดเดาได้ว่าค่ายกลที่ถูกสลักเอาไว้บนแหวนเหล็กสีดำวันนี้มันคือค่ายกลชนิดใด
ถ้าตัวของนางคาดเดาไม่ผิดมันคือค่ายกลห้วงมิติที่ท่านอาจารย์เพิ่งใช้ให้นางเห็นเมื่อสักครู่ เช่นนั้นมันก็ย่อมแปลว่าแหวนวงนี้สามารถทำให้นางนั้นใช้ค่ายกลห้วงมิติได้สินะ
ดวงตาทั้งสองข้างของจูเฟยเปล่งประกายขึ้นมาทันที แน่นอนว่าตัวของนางนั้นมองเห็นว่าผู้เป็อาจารย์ได้ยื่นแหวนวงนั้นมาให้นางมันก็แสดงว่าผู้เป็อาจารย์นัดจะมอบมันให้กับนาง
จูเฟยรับแหวนเหล็กสีดำวงนั้นเอาไว้อย่างไม่รีรอ แหวนเหล็กสีดำนอนนิ่งอยู่บนมือทั้งสองข้างที่อบอุ่นมันราวกับของอันบอบบาง ดวงตาทั้งสองข้างจ้องมองแหวนเหล็กสีดำอย่างไม่กระพริบตา
“ ถ้าเช่นนี้มันก็แสดงว่าข้าจะใช้ค่ายกลห้วงมิติได้แล้วโดยที่ไม่ต้องร่ำเรียนค่ายกลห้วงมิติแล้วใช่หรือไม่เ้าคะ~ ” จูเฟยร้องถามขึ้นมาในขณะที่ดวงตาทั้งสองข้างของนางจับจ้องแหวนที่อยู่ในมืออย่างตาไม่กระพริบ ตอนนี้ความสนใจของนางมุมตรงไปที่แหวนในมือโดยแทบจะไม่ได้สนใจอาจารย์ตรงหน้าแล้ว
“ เื่นั้นไม่ได้หรอก ”
“ เอ๋!! ” จูเฟยที่กำลังให้ความสนใจกับแหวนภายในมือของนางได้เงยหน้าขึ้นมามองผู้เป็อาจารย์ที่อยู่ด้านหน้าด้วยความฉงน
“ เหตุใดละเ้าคะถ้ามีแหวนของท่านอาจารย์แล้วก็ไม่เห็นจำเป็จะต้องร่ำเรียนค่ายกลห้วงมิติที่มันยุ่งยากซับซ้อนเลย ”
“ ท่านอาจารย์ก็เป็คนบอกข้าเองไม่ใช่หรือเ้าคะว่าค่ายกลห้วงมิติมันยุ่งยากและซับซ้อน ” จูเฟยถามด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย
“ จะให้อาจารย์อธิบายง่ายๆก็คือวัตถุิญญาที่มีคุณสมบัติของค่ายกลอย่างไรเสียพวกมันเองก็ไม่มีทางที่จะเทียบเท่ากับการที่สร้างค่ายกลออกมาโดยตนเองหรอกนะ ”
“ อย่างแหวนห้วงมิติที่อยู่ภายในมือของเ้า เมื่อเทียบการสร้างค่ายกลห้วงมิติขึ้นมาจริงๆมันมีประสิทธิภาพน้อยกว่ามากยิ่งนัก ”
“ แหวนห้วงมิติอันนั้นสิ่งที่เป็ปัญหาใหญ่นั่นก็คือเ้าสามารถทำมันหล่นหายได้และถ้าเ้าทำมันหล่นหายของที่อยู่ด้านในนั่นเองก็จะสูญหายไปตามแหวนที่เ้าทำหล่นไปด้วย ”
“ อีกอย่างภายในแหวนห้วงมิติมันจะมีพื้นที่และขนาดที่จำกัดจึงสามารถเก็บของได้โดยมีขีดจำกัดของมัน เพราะฉะนั้นสุดท้ายแล้วถ้าจะให้อาจารย์แนะนำเ้าก็ต้องร่ำเรียนมันอยู่ดีเพราะว่ามันจะเป็ประโยชน์กับตัวเ้าเอง ”
“ ค่ายกลห้วงมิติที่สร้างขึ้นมาจากพลังของพวกเราเองโดยที่ไม่ได้ประทับลงไปที่วัตถุใดมันจะมีพื้นที่และขนาดตามที่พวกเรานั้นคิด และมันก็ไม่มีทางสูญหายเพราะว่าพวกเราอยากจะทำมันออกมาเมื่อไหร่ก็เพียงแค่เปิดมันออกมา ” หยางซานอธิบายถึงรายละเอียดถึงความแตกต่างของแหวนห้วงมิติและค่ายกลห้วงมิติ
เมื่อตัวของจูเฟยได้คิดเช่นนั้นตัวของนางเองก็เห็นว่ามันคงจะเป็ยาวที่อาจารย์ของนางพูดจริงๆ แหวนชนิดนี้ถ้านางทำมันหล่นหายก็แปลว่าของที่อยู่ด้านในมันก็จะหายไปด้วยแต่ถ้านางมีค่ายกลห้วงมิติติดตัวอยู่ตลอดมันไม่มีทางหล่นหายและไม่มีทางที่จะโดนผู้ใดแย่งชิงไปได้
“ เข้าใจแล้วเ้าค่ะ~ ”
“ ว่าแต่ท่านอาจารย์เ้าคะศิษย์มีเื่บางเื่อยากจะถาม?? ”
“ เ้าเนี่ยขี้สงสัยจริงนะแต่ก็เอาเถอะถามเข้ามาสิข้าจะตอบให้ ”
“ เ้าแหวนในมือของข้ามันมีราคาเท่าใดหรือเ้าคะ ” จูเฟยเอ่ยถามเพราะว่าตัวของนางนั้นเห็นว่าดูแล้วมันไม่น่าจะใช่ของธรรมดาในการสมัครค่ายกลเข้าไปที่วัตถุผู้เป็อาจารย์ของนางบอกว่ามันเป็วิชาของผู้ใช้พลังิญญาสายค่ายกลชั้นสูงแปลว่าของที่นางได้รับมามันย่อมเป็ของดีและมีราคาสูงอย่างแน่นอน
“ นั่นสินะถ้าจะให้อาจารย์พูดก็สักประมาณหนึ่งแสนตำลึงล่ะมั้ง ”
“ หนึ่งแสนตำลึง!!!! ” ดวงตาของจูเฟยเบิกกว้างขึ้นในทันทีของที่อยู่ภายในมือของนางในตอนนี้มันมีมูลค่าถึงหนึ่งแสนตำลึงเลยงั้นเหรอ
“ นี่ท่านอาจารย์โกหกข้าหรือเปล่าเ้าคะ~ ” จูเฟยทำหน้าทำตาไม่อยากจะเชื่อคำพูดของผู้เป็อาจารย์ของนาง
ของในมือของนางมันจะมีมูลค่าสูงถึงหนึ่งแสนตำลึงเลยงั้นหรือ ถ้าเป็เช่นนั้นนางเอาแหวนวงนี้ไปขายแล้วตั้งตัวไม่ดีกว่างั้นรึ
“ ข้าไม่ได้โกหกนะ แหวนวงนั้นข้าสลักมันขึ้นมาเองและพื้นที่ด้านในมันก็มีขนาดใหญ่มาก ถ้าเอาไปขายภายในโรงประมูลมันอาจจะได้มูลค่ามากกว่าหนึ่งแสนตำลึงก็ได้ ” หยางซานตอบกลับศิษย์ตัวน้อยของตนเองไป
“ มีพื้นที่กว้างขวางด้านในนี้มันมีพื้นที่ประมาณเท่าใดหรือเ้าคะ?? ”
“ ก็ประมาณบ้านหลังเล็กๆหลังนึงเลยกระมั้ง ”
ได้ยินเช่นนั้นจูเฟยถึงกับอ้าปากค้างถ้ามันมีพื้นที่ด้านในถึงบ้าน 1 หลังก็ไม่แปลกที่ท่านอาจารย์ของนางจะบอกว่ามันมีราคาสูงถึงหนึ่งแสนตึงนึง
“ เอาล่ะๆเ้าใส่มันไปได้แล้วอาจารย์ให้เ้ายืมก่อน ”
“ เ้าค่ะ~ ” จูเฟยนางขานรับผู้เป็อาจารย์ของนางพร้อมกับนำแหวนในมือของตนเองใส่ไปภายในนิ้ว
แหวนเหล็กสีดำมันมีขนาดที่ใหญ่มากกว่านิ้วเล็กๆของนางมากนักทำให้มันหลวมเสียจนพร้อมจะหลุดหายได้ตลอดเวลา
“ อันใดกันแบบนี้สงสัยต้องนำมันมาคล้องคอแล้วล่ะมั้ง ” จูเฟยมองแหวนด้านหน้าของตนเองพร้อมกับเอียงคอไปมา
“ ไม่ต้อง!! ไม่ต้อง!! เื่นี้อาจารย์จัดการเอง ” หยางซานออกหน้าทันทีเขาพับปิดดวงตาทั้งสองข้างของตนเองลงไปแล้วเข้าไปขีดเขียนค่ายกลในห้วงแห่งพลังภายในสมาธิของตน
จบตอน