ลูกชาวนาแบรนด์ถือกำเนิด
ลูกจันทร์ฝัน
เธอฝันเป็เื่เป็ราวครั้งแรกที่มาอยู่ที่นี้
ในฝันนั้นเหมือนจริงมาก มีตัวลูกจันทร์ พ่อแสน แม่หวาน คนที่เธอรู้จักในชาตินี้อีกหลายคน
ภาพที่เห็นบรรยายให้ถึงชีวิตของเด็กหญิงลูกจันทร์ในแต่ละ่วัย เธอเป็เด็กเงียบๆอาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่บ้านหลังน้อยติดปลายนา ชีวิตในโรงเรียนของเธอไม่ค่อยดีนัก ด้วยความเป็เด็กไม่ค่อยพูดทำให้ถูกเด็กคนอื่นกลั่นแกล้งอยู่เสมอ วันหนึ่งเธอถูกกล่าวหาว่าเป็คนขโมยเงินของเด็กปอหกคนหนึ่งไป พ่อแม่ของฝ่ายนั้นเป็คนใหญ่คนโตในหมู่บ้านที่ใครๆก็เกรงอกเกรงใจ แม่ของเด็กหญิงคนนั้นยื่นคำขาดให้ครูลงโทษทำทัณฑ์บนเพื่อเป็เยี่ยงอย่างไม่ให้เด็กคนอื่นทำตาม แม้เด็กสาวจะพยายามอธิบายว่าไม่ได้เป็คนขโมยไป แต่ก็ไม่มีใครยอมเชื่อ ครูทุกคนหาว่าเธอโกหก เพื่อนในห้องต่างปลีกตัวออกห่าง ตอนนี้ไม่สำคัญว่าเธอจะเป็คนที่ขโมยเงินไปหรือไม่ แต่สำคัญว่าจะทำให้ทางฝ่ายผู้ปกครองเด็กผู้หญิงคนนั้นหายโกรธอย่างไร
ลูกจันทร์ถูกตัดสินให้ผิดเพียงเพราะคำพูดของเด็กบ้านมีฐานะคนหนึ่ง เธอถูกคนอื่นเหยียดหยามและดูถูกว่ายากจนจนต้องขโมยเงินคนอื่น
เด็กสาวกลายเป็คนเงียบขรึม แอบนอนร้องไห้คนเดียวเป็ประจำ พ่อแม่เห็นลูกสาวเป็แบบนั้นก็สงสาร พวกเขาพยายามอย่างดีที่สุดแล้ว แต่เพราะครอบครัวไม่ได้มีเงินจึงถูกมองอย่างไร้ค่า
วันหนึ่งเธอมารู้ความจริงว่าที่แท้เงินของเด็กปอหกคนนั้นไม่ได้ถูกขโมยไป แต่เป็ตัวของเด็กผู้หญิงเองที่ทำหาย เพราะกลัวว่าแม่จะต่อว่าที่ตนทำเงินหายจึงสร้างเื่ขึ้นมาและโยนความผิดให้คนอื่นแทน แต่จะโยนความผิดให้ใครล่ะ ก็ต้องเป็เด็กที่ฐานะยากจนไม่มีเงินจนต้องมาขโมยน่ะสิ ด้วยเหตุนี้ครูหรือเพื่อนคนอื่นๆจึงเชื่อหมดใจว่าลูกจันทร์เป็คนทำ
ในฝันนั้นเธอสามารถรับรู้ได้ถึงอารมณ์ขั้วลบที่ดิ่งลงของเด็กสาว มันเป็ความคับแค้นเจือความน้อยใจและสิ้นหวัง
จนกระทั่งวันที่เด็กหญิงลูกจันทร์เรียนจบชั้นประถมศึกษาหก วันนั้นแม่ของเธอร้องไห้เดินเข้ามาบอกกับเธอว่าที่บ้านไม่มีเงินส่งให้เธอเรียนต่อแล้ว เพราะที่นาไม่กี่แปลงที่ได้จากการแบ่งมรดกนั้น ตาของเธอบังคับให้แม่เอาไปขายเพื่อช่วยลุงของเธอใช้หนี้ไปหมดแล้ว แม้แต่ที่ดินบ้านที่อยู่ทุกวันนี้ก็ถูกเอาไปขายด้วย ลูกจันทร์พลันนิ่งอึ้ง หากไม่มีนาทำ พ่อก็ไม่มีข้าวไปขายส่งเงินให้เธอเรียนต่อ ความฝันของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งพังทลายชั่วพริบตา เธอโกรธตัวเองที่เกิดมาเป็แบบนี้ เหนือสิ่งอื่นใดคือทำไมแม่ของเธอถึงเอานาไปขายช่วยลุงใช้หนี้ บ้านฝั่งทางตายายของเธอไม่เคยมีใครทำดีกับพวกเธอสักคน ทำไมเวลาเดือดร้อนถึงมาให้แม่ของเธอช่วย
แม่ของเธอเห็นคนทางโน่นดีกว่าเธอที่เป็ลูกสาวแท้ๆงั้นหรือ
ลูกจันทร์ที่ไม่ได้เรียนต่อชั้นมัธยมเหมือนเพื่อนเก็บความคับแค้นนี้ไว้ในใจ ส่วนพ่อแสนกับแม่หวานที่ขายที่นาไปแล้วก็ออกรับจ้างหางานทำเพื่อรับเงินมาใช้ในแต่ละวัน
พ่อของเธอได้งานก่อสร้างตึกสูงในเมือง แต่ไม่นานหลังจากนั้นข่าวร้ายก็มาเยือนครอบครัวของเธอ พ่อพลาดตกลงมาจากห้างสูงขณะกำลังทำงานจนขาหักเดินไม่ได้ แม้นายจ้างจะให้เงินชดเชยแต่ก็เทียบไม่ได้กับสิ่งที่ครอบครัวเธอสูญเสียไป กลายเป็ว่าตอนนี้แม่หวานเป็เสาหลักหาเงินเข้าบ้านคนเดียว ส่วนลูกจันทร์แม้จะทำงานได้ แต่ยังเด็กเกินไป นายจ้างทั่วไปจึงไม่ค่อยอยากรับเพราะคิดว่าจ้างเด็กไม่คุ้มเท่ากับผู้ใหญ่ เธอจึงได้แต่ทำงานแบกหามในไร่ในนาได้เงินเล็กน้อยๆไปก่อน
เด็กสาวตัดสินใจเข้าไปเลี่ยงโชคในเมืองกรุง เธอได้งานทำที่โรงงานเย็บผ้าแห่งหนึ่งแถวชานเมือง แม้จะได้ค่าแรงน้อยแต่เด็กสาวก็อดทนต่อสู้ แรกๆเธอทำงานเก็บเงินส่งกลับไปให้พ่อกับแม่ที่บ้านทุกเดือน แต่ต่อมาเธอได้รู้จักกับผู้ชายคนหนึ่งที่เป็พนักงานอยู่ในโรงงานเดียวกัน เขาเป็คนหน้าตาดี พูดจาไพเราะน่าฟัง เธอเห็นเขาทำดีกับตนเองอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนก็หลงใหลเขาในทันที
ลูกจันทร์ตัดสินใจอยู่กินกับผู้ชายคนนั้น เงินทุกบาทที่ทำงานได้มาก็ซื้อของปรนเปรอตามคำที่ผู้ชายนั้นบอกจนหมด แม้แต่เงินสักบาทก็ไม่ส่งให้ทางบ้านแล้ว
อยู่กินกันไม่ถึงสองเดือนผู้ชายก็ออกลายมีหญิงสาวคนอื่นไปทั่วตามประสาคนไม่จริงจังกับใคร สองคนสามวันดีสี่วันทะเลาะ วันไหนมีปากมีเสียงกันฝ่ายลูกจันทร์จะนอนร้องไห้ขาดงานจนหัวหน้าเอือมระอา
ไม่นานเธอพบว่าตัวเองตั้งท้อง แต่ปรากฏว่าผู้ชายคนนั้นไม่รับ เขาบอกว่าเด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของเขา สองคนจึงทะเลาะกันจนลงไม้ลงมือ ด้วยความโกรธลูกจันทร์จึงไปทำแท้งตามที่คนรู้จักแนะนำมา เธอจนตกเืเกือบตาย แต่โชคดีที่รอดมาได้
เพราะพฤติกรรมขาดงานของเธอสะสมมาเป็แรมเดือน หัวหน้าจึงไล่เธอออกจากงาน ตอนนี้หญิงสาวไม่มีเงินสักบาท แม้แต่ผู้ชายที่บอกว่ารักนักรักหนาก็ทิ้งไปกับผู้หญิงคนอื่นในพริบตา
ลูกจันทร์ในวัยยี่สิบกว่าปีเริ่มหันหน้าเข้าสู่วงจรของการขายความสาวแลกเงิน
ชีวิตความเป็อยู่ของเธอเริ่มกลับมาฟุ้งเฟ้ออีกครั้ง หญิงสาวมีความสุขกับเงินที่ได้มาอย่างง่ายๆ เธอเที่ยวดื่มกินทำในสื่งที่คิดว่าชดเชยให้กับตัวเองได้มากที่สุด สิ่งไหนที่เธอไม่เคยมีเคยได้ เธอจะซื้อมันมาไม่ว่าแพงแค่ไหน จะมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ก็ตาม
จนกระทั้งเธอได้รับข่าวร้ายว่าเธอติดโรคที่ไม่สามารถรักษาหายได้
ลูกจันทร์ในวัยสามสิบหอบร่างกายบอบช้ำกลับบ้าน แต่สิ่งที่กำลังรอเธออยู่ไม่ใช่พ่อกับแม่ที่เธอทิ้งขว้างเมื่อหลายปีก่อน แต่เป็เสียงก่นด่าของชาวบ้านที่มองอย่างรังเกียจดูถูกดูแคลน
พ่อกับแม่ตายั้แ่เธอไปกรุงเทพได้ห้าหกปี พ่อของเธอเดินไม่ได้ต้องนอนติดเตียงจนเป็แผลกดทับ หมอบอกว่าติดเชื้อเข้ากระแสเื ต้องใช้เงินรักษาเป็จำนวนมาก แม่หวานไร้หนทางเพราะไม่มีเงิน พ่อจึงไม่ได้รับการรักษาต่ออย่างดีเท่าควร ในวันที่พ่อตายนั้น แม่พยายามติดต่อลูกจันทร์ให้กลับมาดูใจพ่อเป็ครั้งสุดท้าย คนที่พ่อรักสุดหัวใจคือลูกสาวคนเดียว แม้ลูกสาวจะหายไปไม่ติดต่อมาหลายปีก็ตาม พ่อแสนไม่เคยโกรธอะไรเธอเลย แต่สุดท้ายลูกจันทร์ที่รำคาญว่าแม่จะโทรมาขอเงินอีกก็ไม่ได้กลับมา
ร่างกายผ่ายผอมของพ่อเห็นเพียงหนังหุ้มกระดูก ใบหน้านั้นเจือความคิดถึงจางๆ น้ำตาของพ่อไหลออกมา สิ่งสุดท้ายที่พ่อจะทำให้เธอได้คือขอให้เธอมีชีวิตที่ดี ไม่เจ็บไม่ป่วย มีความสุขในทุกๆวัน
พ่อแสนจากไปแล้ว ข้างกายมีเพียงภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก
แม่ที่ไร้สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจก็ค่อยๆตรอมใจ ทุกวันนี้เธอทำงานใช้หนี้แทนพี่น้องเหมือนวัวเหมือนควายเพราะคำว่ากตัญญูต่อพ่อแม่ ตอนนี้เธอพอแล้ว เธอตายอย่างโดดเดียวไร้ลูกหลานเคียงข้าง แม้แต่พี่น้องที่คลานตามกันออกมาก็แทบจะไม่มาสนใจใยดี
ลูกจันทร์ติดโรคร้ายกลับมาบ้านรู้ข่าวก็เศร้าโศก เธอนอนกอดกระดูกพ่อกับแม่ร้องไห้จนนาทีสุดท้ายของชีวิต
ฝันนั้นค่อยๆเลือนลางไป เด็กสาวลืมตาตื่น บนใบหน้ามีน้ำตาไหลออกมา ความรู้สึกเ็ปยังคงคั่งค้าง
ฝันนี้กำลังบอกอะไรเธอ
ลูกจันทร์เช็ดน้ำตาพร้อมกับยันตัวลุกขึ้น เสียงไก่ขันยามเช้ามืดทำให้เธอรู้สึกถึงชีวิตใหม่ที่จะเริ่มต้นในไม่ช้า
ถ้าลูกจันทร์คนเก่าอยากให้เธอรับรู้ถึงชีวิตในชาติก่อนผ่านความฝัน เธอก็รับรู้แล้ว ความเ็ป ความทุกข์ทรมาน ความคับแค้นใจหรือความไม่เป็ธรรมที่ได้รับ เธอััได้ทั้งหมด ทางเดินที่ลูกจันทร์คนเก่าเลือก การตัดสินใจที่ผิดพลาดหรือการกระทำบางอย่างที่จะนำมาสู่การเสียใจภายหลัง เด็กสาวเห็นอย่างชัดเจน
ความฝันเหล่านี้เธอจะถือว่าลูกจันทร์คนเก่ามาเตือนด้วยความหวังดี ไม่ให้ชีวิตในชาตินี้ต้องเป็เหมือนกับชาติก่อนก็แล้วกัน
แสงสีส้มตัดผ่านท้องฟ้ายามเช้าตรู่ ลมเย็นจากท้องนาพัดผ่าน นกกาบินเป็กลุ่มก้อนออกหากิน เสียงไก่ขันปลุกทุกสรรพสิ่งให้ตื่นจากการหลับไหลเพื่อลุกขึ้นมาดำเนินชีวิตต่อตามปกติวิถีของใครของมัน
กุนเชียงที่รมควันไว้ั้แ่เมื่อคืนแห้งได้ทีแล้ว ลูกจันทร์ที่อาบน้ำล้างหน้าเตรียมตัวไปโรงเรียนนำมาลองทอดกินเป็มื้อเช้าสามท่อน รสชาติของกุนเชียงจะหวานนำมีเค็มตัดเลียน กลิ่นหอมเป็เอกลักษณ์ เคี้ยวเพลินจนข้าวหมดโดยไม่รู้ตัว
แม่หวานห่อใส่ถุงให้เด็กสาวไปแบ่งเพื่อนๆกินตอนเที่ยงด้วย ส่วนที่เหลือแม่หวานจะใส่ถุงไว้ขายและแบ่งให้บ้านน้าพุดซ้อนได้ชิมสักสองสามอัน
“ลูกจันทร์ กุนเชียงบ้านเธออร่อยจัง กินเท่าไรก็ไม่เลียนเลย”
ใบเตยหยิบกุนเชียงหมูที่หั่นเป็ชิ้นเข้าปาก กินไปก็ชมไปไม่หยุดจนเพื่อนคนอื่นๆอยากชิมด้วย ลูกจันทร์จึงยื่นห่อกุนเชียงแบ่งให้คนอื่นๆบ้าง รสชาติหวานกลมกล่อมทำให้เด็กๆชอบกันใหญ่
“อื้อ อรอ่ยจริงด้วย”
“ใช่ แม่เธอเก่งจัง ทำอะไรก็อร่อย”
“นี่ ทำมาขายบ้างสิ ฉันอยากกินอีก”
“จริงด้วย ลูกจันทร์แม่เธอจะทำขายเหมือนหมูแดดเดียวไหม ตอนนี้ที่บ้านฉันชอบกินหมูแดดเดียวบ้านเธอมากเลยนะ ขนาดยายฉันที่ชอบบ่นว่าปวดฟันก็หยิบกินไม่หยุดมือเลย”
เด็กๆที่ได้ลองชิมกุนเชียงทอดชมเปาะเป็เสียงเดียวกัน หากทำขายเพิ่มอีกคงขายดีไม่แพ้หมูแดดเดียวแน่ๆ
“เห็นแม่บอกว่าจะทำขายนะ มีแค่หมูแดดเดียวอย่างเดียวกลัวจะเบื่อ พวกเธอลองให้แม่มาซื้อที่บ้านฉันสิ ฉันจะแถมให้พิเศษเลย”
ลูกจันทร์ทำการประชาสัมพันธ์สินค้าตัวใหม่อย่างต่อเนื่อง นี่คือตัวอย่างของคนรู้จักใช้สถานการณ์ให้เป็ประโยชน์ ในเมื่อเธอเป็นักเรียนก็บอกผ่านเพื่อนนักเรียนด้วยกันให้ถึงหูผู้ปกครองแบบนี่ล่ะ แม้จะไม่ซื้อวันนี้ วันหน้าก็ไม่แน่ หรือถ้าไม่ซื้อเลยอย่างน้อยก็รับรู้ว่าบ้านเธอมีขายก็พอ
“ได้สิๆ หมูแดดเดียวคราวก่อนหมดแล้ว ฉันจะให้แม่ไปซื้อเพิ่ม รอวันเสาร์นานเกินไป ฉันอยากกินเร็วๆ”
ขวัญข้าวที่เเม่อุดหนุนหมูแดดเดียวบ้านลูกจันทร์ไปสองกิโลกรัมตื่นเต้น เธอสนับสนุนให้ลูกจันทร์ทำขายอย่างเต็มที เพราะมันอร่อยมาก เธอนั่งกินหมูแดดเดียวทอดหมดเป็จานคนเดียวจนที่บ้านบ่น
กลายเป็ว่าเย็นวันนั้นแม่ๆหลายคนถูกลูกสาวบังคับให้ไปซื้อหมูแดดเดียวกับกุนเชียงมาทอดกิน
“แม่เ้าลูกจันทร์ ลูกฉันมันวอแวไม่รู้จักจบจักสิ้น หมูแดดเดียวกับกุนเชียงที่ว่ายังพอมีเหลือบ้างไหม”น้าดอกไม้เป็แม่ของขวัญข้าว หลังจากลูกสาวเลิกเรียนก็พูดไม่จบไม่สิ้นจนเธอต้องพามาซื้อ ซึ่งหมูแดดเดียวอร่อยถูกปาก เธอกับสามีและคนอื่นๆในบ้านก็ชอบเช่นกัน
“อ้าวเเม่เ้าขวัญ มาซื้อหมูแดดเดียวกับกุนเชียงหรือ มีๆ รอก่อนนะฉันไปหยิบให้”
แม่หวานที่กำลังหาบน้ำรดผักอยู่ในสวนเดินเช็ดไม้เช็ดมืออกมา แม้จะแปลกใจว่าทำไมชาวบ้านรู้ข่าวเื่กุนเชียงไวกันจัง แต่มือไม้ก็ไม่ได้หยุดทำงานเลย หมูแดดเดียวที่เพิ่งทำเสร็จห้าสิบโลกรัมวันก่อนยังเหลืออยู่ บ้านขวัญข้าวซื้อไปสองกิโลกรัมกับกุนเชียงหนึ่งห่อ แม่หวานก็แถมกุนเชียงให้อีกท่อนเพราะเห็นว่ามาซื้อเยอะไม่เคยต่อราคาเลย
“โอย ยังอุตส่าห์แถมให้อีก ของซื้อของขายทั้งนั้นแม่เ้าลูกจันทร์”น้าดอกไม้เห็นว่าแถมกุนเชียงให้ก็เกรงใจ บ้านเธอพอมีฐานะเพราะสามีทำงานเป็ข้าราชการในเมือง มีเงินเดือนมั่นคงจึงไม่ค่อยขัดสนเื่ซื้อของเข้าบ้านนัก
“เอาไปเถอะจ๊ะ เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆเลย อร่อยไม่อร่อยยังไงบอกกันได้”
แม่หวานเอ่ยยิ้มๆ เมื่อเห็นว่าน้าดอกไม้ทำท่าเกรงอกเกรงใจ
“จะไม่อร่อยได้อย่างไร ขนาดหมูแดดเดียวยังอร่อยขายดีจนไม่พอกันขนาดนั้น ใกล้ค่ำแล้วฉันไปก่อนนะ ขอบใจมากแม่เ้าลูกจันทร์”
น้าดอกไม้ปั่นจักรยานกลับไป สักพักยายสรที่เพิ่งสั่งหมูแดดเดียวไปฝากลูกสาวที่กรุงเทพก็ซ้อนท้ายรถจักรยานหลานชายเข้ามา
“แม่เ้าลูกจันทร์อยู่ไหมๆ ฉันเองยายสร”
แม่หวานที่เพิ่งได้นั่งไม่ถึงนาทีเดินออกมาหน้าบ้านอีกรอบ เมื่อเห็นเป็ยายสรก็โบกมือร้องถาม
“อ้าว มายังไงละยายสร”
“มาหานี่แหละ ว่าจะมาสั่งหมูแดดเดียวเพิ่มอีก”
“รอบที่แล้วกินกันหมดแล้วเหรอ”
ยายสรส่งให้ลูกสาวตั้งห้ากิโลกรัม ผ่านไปไม่กี่วันมาสั่งใหม่แล้ว กินกันหมดไวขนาดนั้นเลยหรือ
“โอย ก็นังหนูมันบอกว่าหมูแดดเดียวบ้านเธออร่อย มันแบ่งไปให้เพื่อนที่โรงพยาบาลกินด้วย ไม่กี่วันหมดแล้ว เพิ่งโทรมาบอกให้ฉันส่งไปให้ใหม่นี่แหละ”
ลูกสาวยายสรทำงานที่โรงพยายาบาล พอพักก็เอาหมูแดดเดียวที่แม่ส่งมาให้ออกมากิน กลิ่นหอมของหมูแดดเดียวทอดทำให้เพื่อนๆหิวจนขอชิมด้วย พอได้ชิมก็กินไม่หยุดจนหมด
“ได้สิจ๊ะ รอบนี้จะเอากี่โลละ”
“สิบกิโล เพื่อนมันฝากซื้อด้วย เอ้านี่เงิน”
ยายสรยื่นเงินให้แม่หวานโดยไม่พูดต่อราคาอะไรให้วุ่นวาย หมูแดดเดียวอร่อยรสชาติดีขนาดนี้ ใช้เนื้อดีๆราคาแพงมาทำทั้งนั้น เมื่อยายสรได้รับหมูแดดเดียวครบก็รีบกลับบ้านเพราะกลัวจะมืดค่ำเสียก่อน
บ้านหลังน้อยจึงสงบเงียบท่ามกลางตะวันตกดินอีกครั้ง
ขณะนั่งกินข้าวเย็นลูกจันทร์ก็บอกพ่อแสนเื่ทำแบรนด์สินค้า พ่อแสนเห็นด้วยว่าควรทำให้เป็ที่จดจำ คนกินจะได้รู้ว่าเป็ของเ้าไหน หากอยากกินก็สามารถโทรมาสั่งได้
พ่อลูกปรึกษาเื่ทำถุงที่จะเอาไปให้ร้านพิมพ์ชื่อกับโลโก้ ในเมืองพอมีร้านอยู่ ประเดี๋ยวพ่อแสนจะลองเข้าไปหาดู
ลูกจันทร์ยื่นสมุดที่เธอออกแบบโลโก้พร้อมชื่อแบรนด์ให้พ่อแสนดู ด้านหน้าถุงเป็รูปคนสวมหมวกสาน ในมือมีเคียวเกี่ยวข้าว ถัดลงมาเป็ชื่อยี่ห้อเขียนเอาไว้ตัวใหญ่ว่า ‘ลูกชาวนา’ เป็ภาษาไทย
เห็นโลโก้ที่ลูกสาวออกแบบพ่อแสนก็ชอบทันที นอกจากตราโลโก้แล้ว บนถุงจะเขียนข้อความประมาณว่าของดีประจำจังหวัด บอกชื่อสินค้า บอกรสชาติหรือส่วนประกอบหลัก วิธีการเก็บรักษาและวันเดือนปีหมดอายุ แน่นอนว่ามีที่อยู่ด้วย ส่วนเบอร์โทรยังไม่มีจึงไม่ได้เขียนลงไป
ถุงที่จะให้ร้านพิมพ์นี้จะใช้เฉพาะกุนเชียงหรือสินค้าอื่นๆ ส่วนหมูแดดเดียวเธอวางแผนจะใช้ถุงซีลติดสติ้กเกอร์ด้านนอกเอาเหมือนเดิม เพราะรู้สึกว่าสวยและยืดอายุได้นานกว่า
พ่อแสนจะรับผิดชอบเื่ไปสั่งโรงพิมพ์ทำถุงพร้อมกับกล่องลังบรรจุมาไว้
“พ่อจ๋าลองดูให้หน่อยได้ไหมว่าที่ไหนขายพวกกระปุกพลาสติกบ้าง ถ้าโรงงานเขามี หนูอยากได้มาไว้ใส่หมูหวานกับหมูฝอยหน่อยจ๊ะ”
ลูกจันทร์วางแผนไว้สักพักแล้วเื่ทำพวกหมูหวานและหมูฝอย ในเมื่อเธอสามารถผลิตเนื้อหมูชั้นดีได้ไม่จำกัด เธอจะปล่อยให้เสียของเปล่าๆได้อย่างไร
“ได้สิ หนูอยากได้ขนาดประมาณไหนพ่อจะดูมาให้”พ่อแสนไม่เคยขัดลูกสาวไม่ว่าเื่อะไร ในเมื่อลูกอยากทำ เขาก็พร้อมสนับสนุนช่วยเหลือเธออย่างเต็มที เขามั่นใจว่าลูกจันทร์คิดมาอย่างดีแล้ว
ลูกจันทร์บอกลักษณะและขนาดกระปุกพลาสติกที่เธออยากได้ เธอมองว่าหมูหวานหรือหมูฝอยหากบรรจุใส่ถุงเวลาเอาออกมากินจะค่อนข้างเปรอะเปื้อนได้ง่าย ใส่เป็ถังหรือกระปุกขนาดหนึ่งกิโกกรัมไปสะดวกกว่า แถมกระปุกลูกค้าก็สามารถนำไปใช้งานต่อได้อีกหลังจากกินหมด
เด็กสาวไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ หลังจากทำการบ้านกินข้าวเย็นเสร็จ เธอก็นำเนื้อหมูอย่างดีออกมาเพื่อหั่นสไลด์เป็แผ่นหมักกับซอส หมูที่นำมาใช้จะเป็หมูเนื้อแดงอย่างดีไม่ติดมัน คลุกเคล้ากับซอสที่มีส่วนผสมของน้ำตาลปิ๊บ เกลือ กระเทียม ลูกผักชีและยี่หร่าซึ่งแม่หวานช่วยเคี่ยวจนเข้มข้นกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่ว เพื่อให้น้ำซอสซึมเข้าในเนื้ออย่างดีเธอจึงหมักไว้ข้ามวัน พอเช้าจะนำไปตากแดดให้แห้ง
รอบนี้ลูกจันทร์ทำหมูหวานมากถึงห้าสิบกิโลกรัมเพื่อให้พอส่งขาย เด็กสาวมีประสบการณ์จากหมูแดดเดียวแล้ว ออเดอร์เยอะจนทำไม่ทันขาย เสียลูกค้าไปเลยก็มี
ส่วนหมูฝอยมีขั้นตอนการทำที่ซับซ้อนมากกว่าเธอจึงเก็บเอาไว้ทำพรุ่งนี้หลังเลิกเรียน
พ่อแสนตัดไม้ไผ่มาทำราวตากไว้ให้แล้ว ราวตากมีสามแถว แต่ละแถวยาวห้าเมตร มีชั้นวางสองชั้น สามารถวางกระด้งสลับขึ้นลงได้ตามสะดวก
เห็นผลงานของพ่อแสนแล้วแม่หวานก็พยักหน้าพึงพอใจ แบบนี้ก็สามารถตากหมูได้พร้อมกันหลายๆกิโลกรัมในครั้งเดียวแล้ว
โรงงานหมูของลูกจันทร์พร้อมจะเปิดทำการในเร็ววันนี้
วันรุ่งขึ้นเด็กสาวอาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียนตามปกติ เธอนั่งซ้อนท้ายพ่อแสนที่จะเข้าเมืองออกจากบ้านั้แ่กหกโมงเพื่อให้พ่อแสนทันรถรอบแรก ส่วนจักรยานก็ฝากไว้บ้านป้าแดงเหมือนเคย
หกโมงเช้าที่โรงเรียนยังไม่มีคน นอกจากลุงภารโรงยืนกวาดใบไม้อยู่หน้าเสาธงก็มีแค่ครูไม่กี่คนเท่านั้น
ลูกจันทร์เดินขึ้นบันไดไปนั่งรอเพื่อนๆที่ห้องเรียน เธอหยิบหนังสือออกมาอ่านเพื่อทบทวนก่อนเข้าเรียนวิชา่เช้า ขณะอ่านหนังสือก็บีบเนื้อบีบตัวและห่าวไปด้วย เธออยากโตเร็วๆเพราะี้เีมาโรงเรียนแต่เช้าแบบนี้แล้ว
หากยุคนี้สามารถยื่นสอบGEDหลังจากอายุครบสิบหกปีก็ดีนะสิ เธอไม่อยากเข้าต่อชั้นมอปลายแล้ว เอาเวลาที่เหลือไปพัฒนาธุรกิจและเตรียมไปเรียนต่อที่ต่างประเทศดีกว่า
เด็กสาวเดะลิ้นในหัวก็ครุ่นคิดถึงความเป็ไปได้ของเื่นี้ไปด้วย ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้นิ สมัยนี้มีการไปเรียนต่อที่ต่างประเทศโดยการยื่นขอทุนก็เยอะแยะไป บางทีเธออาจจะต้องหาเวลาไปค้นข้อมูลดูให้ละเอียดอีกที ให้ครูปราณีช่วยดูๆไว้ให้ด้วย ในวงการครูข่าวจะค่อนข้างเร็วกว่าคนอื่นๆอยู่แล้ว
นั่งง่วงหงาวห่าวนอนอยู่สักพักเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆก็เริ่มทยอยกันเข้ามา เด็กชายไม้สะพายถุงยามของหลวงตาพร้อมกับหิ้วกระติบข้าวเหนียวน้อยๆมาด้วย พอเห็นลูกจันทร์มาเร็วก็ส่งเสียงทักทายเสียงดัง
“ลูกจันทร์ทำไมว่านี้มาเร็วกว่าฉันได้ล่ะ นี่เพิ่งหกโมงนิดๆเอง”
ปกติลูกจันทร์จะมาถึงโรงเรียนเวลาประมาณหกโมงครึ่งเพราะบ้านอยู่ไกลจึงใช้เวลานานหน่อย แต่วันนี้ออกเช้าเพราะพ่อแสนต้องเข้าเมือง เธอจึงจำเป็ต้องมาเร็วกว่าปกติ
“อื้ม พอดีพ่อฉันเข้าเมืองน่ะ เลยมาไว เธอกินอะไรหรือยัง นี่ขนม แบ่งไปกินสิ”
เด็กสาวดันปิ่นโตที่แม่หวานใส่ขนมจนเต็มไปทางเพื่อน ส่วนตะกร้าขนมที่เอามาขายเป็ประจำก็วางอยู่ร้านขนมยายไลหน้าโรงเรียนแล้ว เธอไปขอยายไลฝากขายขนมตอนเช้า ยายไลก็ใจดีให้เธอฝากไว้ บอกจะดูให้ไม่ต้องห่วง พอสายๆหน่อยขนมก็หมดแล้ว พักเที่ยงเธอถึงจะลงไปเอาตะกร้าคืน
“โห้ เล่นเอามาแบ่งเพื่อนกินทุกวันแบบนี้ ได้กำไรบ้างไหมเนี่ย”
เด็กชายไม้เลิกคิ้วมองปิ่นโตสามชั้นบนโต๊ะเรียน ขนมของบ้านลูกจันทร์มีแต่อันอร่อยๆทั้งนั้นเลย ถ้าเป็เมื่อก่อนเขาคงไม่รู้ว่าขนมน่าตาสวยๆแบบนี้รสชาติเป็ยังไง แต่ตอนนี้ลูกจันทร์เอามาแบ่งเพื่อนๆให้ได้ชิมตลอดจนพวกเขาเกรงใจหมดแล้ว
“ไม่เน้นกำไร เน้นทำแล้วแฮปปี้”
ลูกจันทร์ยักคิ้วกวนๆ มือก็หยิบสมุดการบ้านออกมาจากกระเป๋าเพื่อรวบรวมไปส่งที่ห้องพักครูก่อนเข้าแถว
“เธอทำแบบนี้ไม่ได้นะลูกจันทร์ เธอก็รู้ว่าเราตกเลข โง่อังกฤษ มีดีแค่วิชาพละ”
เด็กชายไม้โวยวายขึ้นที่เพื่อนพูดภาษาอังกฤษใส่ตน เขาฟังไม่ออกว่าลูกจันทร์พูดคำว่าอะไร ได้ยินแต่ ปี้ๆ
“ครูปราณีสอนไปหมดแล้วนะ”
“คืนไปหมดั้แ่ครูออกจากห้องแล้ว!”
สองคนถกเถียงกันอยู่ไม่นานใบเตยกับเพื่อนอีกคนก็มาถึง เมื่อมีเด็กเพิ่มขึ้นมาห้องปอห้าก็ไม่เงียบเหงาอีกต่อไป
“ลูกจันทร์ ฉันทำการบ้านเลขแล้วคำตอบข้อหกไม่เหมือนกับมัด เธอเอาสมุดเลขมาดูสิ ฉันจะลองเทียบดูว่าของใครกันแน่ที่ถูก”
ใบเตยวางกระเป๋านักเรียนได้ก็รีบถือสมุดการบ้านวิชาเลขมาที่โต๊ะลูกจันทร์ เด็กสองคนกำลังคุยกันเื่คำตอบของโจทย์เลขที่ทำออกมาไม่เหมือนกัน ดังนั้นเพื่อหาว่าของใครถูกของใครผิดจึงต้องเอามาเทียบกับของลูกจันทร์ดู แน่นอนว่าลูกจันทร์เก่งคำนวณ การบ้านทุกข้อจะทำถูกทั้งหมดเสมอจนเพื่อนๆชินกันหมดแล้ว
เด็กสาวเห็นเพื่อนตัวน้อย้าสมุดการบ้านก็หยิบส่งให้ สองสาวจึงรีบเทียบคำตอบของตนดู ปรากฏว่าคำตอบผิดทั้งคู่ทำเอาสองคนบ่นอุบอิบ แต่คนที่ทำให้ลูกจันทร์ทำหน้าเอือมระอาก็คือเด็กชายไม้ที่นั่งข้างๆ
“เอ๊ะ เรามีการบ้านวิชาเลขด้วยเหรอ”
มีสิยะ!
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครโดนครูไพบูลย์ฟาดด้วยไม้เรียวหน้าห้องเช้านี้ เด็กชายไม้ก็ยังคงครองตำแหน่งเสมอต้นเสมอปลายไม่เปลี่ยน
______________________________________
ขอบคุณที่ติดตามนะคะ