ซานหลง จักรพรรดิไร้บัลลังก์

    12.กวีสกุลซาน

    นักวิจัยพันธุ์พืช ลงมือชิมรสชาติซุปกวางเบื้องต้น“ยังขาดรสเค็ม แต่ไม่เป็นไร” เขาคิด ตอนนี้เขาต้องรอหน่อไม้จากสองสาวเสียก่อน นั่งรอเพียงไม่นาน สองสาวก็จัดการกับหน่อไม้เสร็จ ล้างน้ำสะอาดแล้วยกทั้งตะกร้ามาส่งให้เขาถึงที่“เจ้าไปเอาหม้อมาอีก 2 ใบ” เขาสั่งหญิงสาวที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เดิมทีที่บ้านมีหม้ออยู่ 3 ใบ เมื่อวานผ่านตลาดจึงตัดสินใจซื้อมาเพิ่มอีก 2 ใบ เขาให้สองสาวต้มหน่อไม้โดยสอนให้ใส่เกลือลงไป หม้อละ1กำมือ“ใช้เวลาต้มพวกมัน 2 เค่อ แล้วเปลี่ยนม้ำใหม่ ทำแบบนี้ 2 รอบ” เขาสอนวิธีการให้พวกเธอเข้าใจ “เจ้าค่ะนายน้อย” สองสาวพยักหน้ารับคำ "แบ่งกันดู 1 คนรับผิดชอบ 1 หม้อของตัว ฝากด้วยละ"สั่งงานเสร็จ ซานหลงเดินกลับมาหามารดา“ท่านแม่ ข้าจะไปเก็บผักเพิ่ม ท่านจะไปกับข้าหรือไม่ขอรับ” ซานยี่ที่กำลังหั่นหอมป่า วางมือทันทีที่ลูกชายชวน นางพยักหน้าให้เขาเล็กน้อย แล้วเรียก คนของนางอีก 2 คนให้เข้ามาหา คนแรกให้ทำหน้าที่แทนนาง อีกคนนางให้ถือตะกร้าตามหลังไปเก็บผักด้วย ซานยี่เข้าใจดี ที่ลูกชายชวนเธอออกไปเก็บผัก ก็เพราะเขาอยากให้นางรู้จักผักที่กินได้เพิ่มมากขึ้นครั้งนี้สิ่งที่ลูกชายเก็บคือพริกแดง กระเทียมป่า และมะเขือเทศ นางรู้จักต้นหญ้าพวกนี้เป็นอย่างดี มันเกิดง่าย ลูกสีแดงๆ ของมัน 1 ลูก มีเมล็ดมากมาย เมื่อแก่จนสุกงอม ก็ร่วงลงดินเกิดเป็นต้นเล็กๆ ขึ้นมาอีกมากมายหลายสิบต้น แต่รสชาติของมันไม่ได้เรื่อง ไม่อร่อย ยิ่งพลิกแดงที่ลูกชายเก็บมา มันมีรสเผ็ด ครั้งหนึ่งนางเผลอกินเข้าไป ปากของนางรู้สึกเผ็ดร้อนราวกับถูกไฟเผา น้ำตาไหลออกมาไม่หยุด ตั้งแต่นั้นมานางจึงไม่เคยคิดจะกินมันอีก จะว่าไป วันก่อนต้มแซ๊ปของลูกชายก็ใส่ผลแห้งของมันเข้าไปด้วย รสชาติมันยังเผ็ดเหมือนเดิม แต่รสสัมผัสของต้มแซบหมูกลับดีอย่างน่าเหลือเชื่อ นี่คือสิ่งที่เธอรู้สึก“ลูกแม่ต้นนี้มันกินได้เหรอลูก” นางยี่หยิบหญ้าเหม็นขึ้นมา“ได้สิท่านแม่ มันเรียกว่ากระเทียมป่า” ซานหลงตอบ นางยี่มองมันอย่างงงๆ สิ่งที่เธอไม่เข้าใจที่สุดคือ ต้นที่ลูกชายเรียกว่ากระเทียม มันเป็นหญ้าที่มีกลิ่นฉุน เหม็นมาก คนพื้นถิ่นที่นี่รู้จักมันดีในชื่อ หญ้าเหม็นถึงลูกชายของเธอบอกว่ามันกินได้ แต่เธอก็ไม่ยากจะเชื่อนัก ถ้านำมันไปทำเป็นอาหาร แล้วอาหารที่ออกมาจะเป็นอย่างไร จะมีกลิ่นเจ้าสิ่งนี้เต็มไปหมดหรือไม่ นี่คือสิ่งที่เธอกลัวแต่เมื่อลูกชายบอกว่ากินได้ นางจึงไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก คิดอีกทีนางอาจจะไม่รู้จักวิธีกินมันก็ได้ เมื่อได้ผักครบตามต้องการแล้วนักวิจัยพันธุ์พืชตัวน้อย ก็พามารดาเดินกลับพอกลับมาถึง หน่อไม้ก็ต้มเสร็จพอดี ตะกร้าผักถูกส่งให้หญิงสาวเอาไปจัดการ ลูกมะเขือเทศถูกแยกออกเพราะยังไม่ได้ใช้“พริกนี่แค่ล้างแยกออกจากผักอื่น กระเทียมก็หันแบบนี้ แยกออกจากัน เข้าใจหรือไม่” เขาอธิบายและทำให้พวกเธอดูเป็นตัวอย่าง“เข้าใจเจ้าค่ะ” สองสาวพยักหน้ารับเมื่อทั้งคู่เข้าใจแล้ว ซานหลงจึงหันมาจัดการกับหน่อไม้ที่ต้มสุกแล้ว เทน้ำต้มหน่อไม้ทิ้งไป เอาเฉพาะหน่อไม้ ใส่ลงไปในหม้อตุ๋นเนื้อกวางทั้ง 3 หม้อ แบ่งพวกมันเท่าๆ กัน ต้มต่อไปอีก 2 เค่อ จึงใส่เกลือเพื่อชูรสชาติวัตถุดิบ เสร็จแล้วก็ใส่ต้นหอมป่าลงไปชิมรสชาติ ปิดฝาหม้อ รอต่อไปอีกเพียงไม่ถึง เค่อ ก็ยกลงจากเตาพักเอาไว้ทันทีที่อาหารปรุงเสร็จเรียบร้อย ซานหลงก็ส่งสัญญาณให้มารดา เพื่อให้เธอเรียกทุกๆ คนมากินอาหารเช้า"ท่านพี่บอกให้ทุกคนหยุดงาน มากินข้าวกันก่อนเจ้าคะ"นางร้องบอกสามีที่กำลังสั่งงานคนงานอยู่ ถึงเสียงของนายหญิงจะไม่ดังมาก แต่ทุกคนก็ได้ยินกันทั่วแล้ว โดยไม่ต้องรอให้ซานหลงบอกทุกคนก็เข้าใจแล้ว"พี่น้อง ไปล้างไม้ล้างมือกันเถอะ อย่าให้นายหญิงต้องรอนาน"หม่าเหลียง ผู้ที่มีอายุมากที่สุดในกลุ่ม เอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี พี่น้องขอทานทั้ง 15 ชีวิต เดินตรงไปยังลำธารทันทีเพื่อล้างมือ ซานหู่ก็เช่นกันเมื่อกลับขึ้นมา พวกมันก็เข้าแถว รอรับอาหารเหมือน ตอนที่รับอาหารจากครอบครัวซานครั้งแรก สาวน้อยทั้ง 5 คน ทำหน้าที่ตักอาหารแจกจ่ายแก่พวกมัน"หอมจริงๆ ขนาดข้า ยืนอยู่ไกลขนาดนี้ยังได้กลิ่น"น้องรองของหม่าเหลียง พูดขึ้นเบาๆ"ใช่ๆ พี่รอง หอมมากๆ มันต้องอร่อยมากแน่ๆ ""ข้าเห็นนายหญิงเอาเนื้อกวางมากมายตุ๋นลงไป นายหญิงช่างใจกว้างกับพวกเรามาหนัก""น้องสามพูดถูก เราต้องขยันทำงานให้มากๆ สมกับน้ำใจของท่านมอบให้พวกเรา"เสียงกระซิบกระซาบกันเบาๆ ดังขึ้นไม่ขาดสาย ซานหลงยิ้มออกมาด้วยความยินดี ฟังจากการสนทนา เมื่อครู่ คนพวกนี้ไม่ได้เลวร้ายอะไรเลย ทัศนคติก็ดีเยี่ยมไม่เขารับถ้วยกวางตุ๋นหน่อไม้มาเป็นคนแรก เดินมาถึงจุดที่ปูฟางเอาไว้ ก็หย่อนก้นลงไปนั่ง แล้วเปิดปากพูดในสิ่งที่ตนตั้งใจเอาไว้“พวกเจ้าทุกคน มาล้อมวงกินข้าวกับข้า” เขาเอ่ยออกมาเสียงดังให้ทุกคนได้ยิน“จะดีหรือขอรับนายน้อย” หม่าเหลียงท้วงขึ้น ตัวมันเป็นเพียงบ่าว จะให้ไปนั่งเสมอนายได้อย่างไร“ดีสิไม่ต้องเอ่ยอะไรให้มากความ วันนี้ข้าจะนั่งกินข้าวกับพวกเจ้า” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดขาด ทุกคนจึงไม่กล้าพูดอะไรขึ้นมาอีก รับถ้วยกวางตุ๋นหน่อไม้มาแล้ว ก็เดินมานั่งล้อมเป็นวงอย่างว่าง่ายถ้วยกวางตุ๋นหน่อไม้ป่าวางอยู่เบื้องหน้าของซานหลง มองดูสมาชิกทุกคน ที่นั่งล้อมวงอยู่บนฟางข้าวเก่าๆ ที่ปูเอาไว้สำหรับนั่งกินอาหาร ทุกคนยังไม่กล้าลงมือ เพราะนายน้อยและครอบครัวยังไม่ขยับ ตอนแรกพวกมันก็ไม่เห็นด้วย ที่นายท่านและนายน้อย ให้พวกมันนั่งกินข้าวด้วยกัน แต่ก็ขัดความต้องการของนายน้อยไม่ได้สำหรับซานหลงแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่ได้กินอาหารร่วมกันกับคนหลายคนแบบนี้ มันทำให้เขานึกถึงบรรยากาศ การกินอาหารที่โรงเรียนขึ้นมานิดๆ การกินอาหารร่วมกันครั้งแรก จะให้มันธรรมดาได้อย่างไร นักวิจัยพันธุ์พืชจากศตวรรษ ที่ 21 จะต้องฝากอะไรเอาไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมบ้าง เขาคิด ก่อนจะเอ่ยปากออกมาเป็นพิธีการ"ข้ายินดีที่ได้กินอาหารร่วมกับพวกเจ้าทุกคน ก่อนจะลงมือเรามาทำพิธีอันเป็นมงคลสักหน่อย"ซานหลงพูดขึ้น เขาทิ้งช่วงเล็กน้อย เพื่อให้ทุกคนสนใจ"ทุกคนทำตามข้า"แป๊ก! สองมือของเขาตบเข้าหากันในท่าพนมมือจนเกิดเสียงดัง ทุกคนก็ทำตามอย่างฉงน แต่ไม่มีใครกล้าพูดหรือเอ่ยอะไรออกมา"พูดตามข้า"เขาสั่ง"ข้าวทุกจาน, อาหารทุกอย่าง, อย่ากินทิ้งขว้าง, เป็นของมีค่า, ชาวนาเหนื่อยยาก, ลำบากหนักหนา, สงสารบรรดา, คนยากคนจน, ในบ้านเมืองนี้, ยังมีคนจนยาก, สุดแสนลำบาก, อัตคัดขัดสน, อย่ากินทิ้งขว้าง ตามแต่ใจตน, สงสารคนจน, ที่ไม่มีกิน* ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบพระคุณที่กรุณา, เมตตานำอาหารมาให้, ข้าพเจ้าซาบซึ้งน้ำใจ, ต่อแต่นี้ไป, จะทำความดีตอบแทนพระคุณ,* ไม่ดัง, ไม่หก, ไม่เหลือ (สาธุ)เมื่อทุกคนท่องจบและเข้าใจความหมายของมัน น้ำตาของทุกคนไหลรินออกมา อย่างไม่อาจห้ามได้ กวีของนายน้อยบทนี้ เสียดแทงลงกลางจิตใจของพวกมันอย่างจัง ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยสงคราม ความเดือดร้อนเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า ยากนักที่จะหาความสุขสงบได้ การล้มหายตายจาก การพลัดพราก เกิดขึ้นทุกพื้นที่ ผู้คนล้มตายจากความอดอยากมากมาย จนกลายเป็นเรืองธรรมดากวีบทนี้ ทำให้มันนึกถึงความยากลำบากของชีวิตที่ผ่านมา มีใครบ้างที่ต้องการถือชามเก่าๆ เร่ขออาหาร จากผู้อื่น ได้กินบบ้าง ไม่ได้กินบ้าง อดมื้อกินมื้อมาก็มาก คิดแล้วก็เศร้าใจ ครั้งจะขอใช้แรงงานแลกเป็นเงิน ก็ไม่มีใครจ้าง ขอทานตัวเหม็นอย่างพวกมัน จะทำอะไรได้ ผู้คนมากมายมองพวกมันด้อยค่ากว่าขยะที่เขาทิ้งลงพื้นเสียอีกมื้ออาหารแห่งความทรงจำผ่านไปพร้อมกับคราบน้ำตาของผู้คน"ความหิว ความสิ้นหวังที่ผ่านมาให้พวกเราทิ้งมันเอาไว้ข้างหลังแต่นี่ต่อไปพวกเราจะฝากอนาคตและความหวังเอาไว้กับนายน้อยสกุลซาน ซานหลงผู้นี้"คำปฏิญาณดังก้องขึ้นในใจของพี่น้องตระกูลหม่า ทุกสายตาของพวกมันมองจ้องไปยังร่างเด็กน้อย ที่นั่งกินซุปกวางอยู่ในวงเดียวกันกับพวกมันโดยไม่รังเกียจ หรือถือตัวในความเป็นนายเลยสักนิด