หลี่หวังฟางเดินตามกลิ่นหอมหวานมาจนถึงโบสถ์ร้างตรงกำแพงมีตะไคร้น้ำเกาะติดอยู่เป็หย่อม ๆ บ่งบอกได้ถึงความเก่าของโบสถ์แห่งนี้ รอบข้างรายล้อมด้วยพืชหญ้ามากมาย เมื่อเดินเข้าไปข้างในก็เจอกับรูปปั้นบุรุษขนาดใหญ่ตั้งอยู่ คาดว่าน่าจะเป็เทพสักองค์ ด้านหน้าของรูปปั้นมีชายชราคนหนึ่งกำลังยืนดูรูปปั้นนั้น
หลี่หวังฟางเดินเข้าไปใกล้ชายชราคนนั้นก็หันมา ชายชราใส่อาภรณ์สีขาว มีหนวดเคราและผมเป็สีเดียวกัน ต่างกันแค่สีตาที่เป็สีทอง ทั้งสองจ้องมองกันสักพัก คนอายุมากกว่าเป็ฝ่ายเปิดปากพูดก่อน
"ข้าดีใจที่ได้เจอเ้าอีก"
"ท่าน...รู้จักข้าหรือ? " เคยเจอหรือ? เหตุใดตนถึงไม่รู้จักชายชราคนนี้เลยเล่า หรือจะเคยเจอกันในชาติอื่นมีคนมาเกิดใหม่และท่านยมบาลไม่ได้ลบความทรงจำนอกจากเขาด้วยหรือ
"ใช่ แต่เ้าคงจำข้ามิได้" ชายชราถอนหายใจ แววตาสั่นไหวครู่หนึ่งก่อนที่จะกลับมาดังเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ท่านหมายความว่าเช่นไรกัน? "
"..."
"..."
"ยังไม่ถึงเวลา" หลังจากที่เงียบอยู่นาน ชายชราก็ยอมตอบ แต่คำตอบกลับทำให้เด็กชายยิ่งงงหนักกว่าเดิม
"ท่านหมายถึง ยังไม่ถึงเวลาที่ข้าต้องรู้หรือ?? "
"ใช่"
"อ่าว..." แล้วตอนไหนกันเล่าที่เขาจะรู้ ชายชราตรงหน้าเป็ใครกัน ถ้าถามออกไปคงไม่ได้คำตอบสินะ กลิ่นหอมที่เขาได้กลิ่นคงมาจากชายชราตรงหน้าเป็แน่ แล้วเหตุใดกันเล่า? หลี่หวังฟางได้แต่คิด คำถามที่เต็มอยู่ในหัวไม่อาจหาคำตอบได้ตอนนี้
"ตอนนี้เ้าดูมีความสุขดีนะ"
"..."
"ที่ข้าเรียกเ้ามาก็เพราะข้ามีเื่อยากจะคุยด้วย" ชายชราพูดขณะที่สายตายังคงจับจ้องไปยังรูปปั้นบุรุษขนาดใหญ่
"เื่ที่อยากคุย?"
"อืม. แต่ดูเหมือนจะมีเวลาไม่มากเสียแล้ว" หมายถึงอย่างไงกัน งงไปหมดแล้ว
"เอ่อ..."
"เ้าอาจจะมีเื่ที่สงสัยอยู่มาก แต่ข้าเองก็ไม่สามารถบอกได้หมดในตอนนี้"
"..."
"แต่ข้าอยากให้เ้ารู้ไว้อย่างหนี่ง จงเลือกในสิ่งที่เ้าปรารถนาและจงระวังตัวไว้ให้ดี การมีตัวตนอยู่ของเ้าทำให้ผืนแผ่นดินสั่นคลอน"
"...!? " หายไปแล้ว! หลังจากพูดจบชายชราก็หายตัวไปทันที
ถึงชายชราคนนั้นจะมาเร็วไปเร็วแค่ไหน ก็ไม่ได้ช่วยให้เด็กชายประมวลผมสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทันเลย สิ่งที่ชายชราบอกแก่เขามันคืออะไรกัน หมายถึงเขาเป็ภัยต่อคนบนโลกนี้หรอ? ถึงชาติก่อนหน้านี้ตัวเขาจะทำบาปไว้มากก็ตามแต่ชาตินี้เขาตั้งมั่นว่าไม่ทำบาปแล้วนะ
อย่างไงก็ตามชายชราคนเมื่อครู่น่าจะเชื่อถือได้ไม่มากก็น้อย เขาคงต้องวางแผนเอาตัวรอดไว้ั้แ่ตอนนี้สินะ แล้วก็ต้องหาคนที่ไว้ใจมาก ๆ มาเป็พวก อืม ๆ หลี่หวังฟางพยักหน้ารับความคิดของตนอย่างเป็ตุเป็ตะ
เอาเป็เขาจะต้องระวังตัวเอาไว้ให้มากเหมือนที่ชายชราบอก ถึงไม่รู้ว่าต้องระวังจากอะไรก็เถิด ก่อนอื่นเขาคงต้องแข็งแกร่งขึ้นให้มากกว่านี้ เพื่อตัวเองและคนรอบข้าง!
เด็กชายยืนคิดไปมาเป็หนึ่งเค่อ ก่อนตัดสินใจกลับตระกูลเมื่อพบว่าผ่านมานานแล้วหลังจากที่ตนแยกตัวออกมาจากสองพี่น้องแซ่อี๋ ทั้งคู่คงตามหาเขาให้วุ่นเป็แน่ หรือไม่ท่านพ่อรู้ข่าวแล้วและสั่งคนให้ออกมาตามหาเขา แต่ขออย่าให้เป็อย่างหลังจะดีกว่า เขายังไม่อยากโดนกักบริเวณ!
ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงด้านหลังตระกูล เหตุผลที่มาด้านหลังก็เพราะถ้าเข้าทางข้างหน้าเดี๋ยวความจะแตกได้ ดังที่เขาว่ากันว่า มาทางไหนกลับทางนั้น!
ยามก้าวเท้าเข้าเรือนกลับไม่เห็นว่าทุกคนทำตัววุ่นวายอะไร ดูท่าคงยังไม่รู้ว่าเขาแอบออกไปสินะ หลี่หวังฟางแอบเข้าไปในห้องของตัวเองและเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ เพื่อไม่ให้ถูกจับได้ เสียงเคาะประตูดังขึ้นพอเปิดดูก็พบกับสองพี่น้องแซ่อี๋
"นายน้อยหายไปไหนมาขอรับ! แล้วกลับมาตอนไหน!? เป็อะไรหรือไม่ขอรับ!? แล้ว--" อี๋หยาพูดขึ้นทันทีหลังประตูปิดลง ถามแบบไม่พักหายใจเลย
"พี่หยา ใจเย็นๆ ก่อน นายน้อยฟังไม่ทัน" เด็กชายพยักหน้าเป็เชิงเห็นด้วยกับอี๋หยินทันที
"อือ.." เมื่อเห็นว่าอี๋หยาสงบลงแล้วอี๋หยินจึงถามต่อ
"นายน้อยหายไปไหนมาขอรับ?"
"ข้าไป..." ถ้าบอกความจริงไปทั้งสองจะเป็ห่วงหนักกว่าเดิมหรือเปล่า อีกอย่างเื่นี้สามารถบอกคนอื่นได้หรือไม่ แต่ถ้าไม่บอกไปตรงๆ จะตอบว่าอะไรดีละ ถ้าโกหกไปจะผิดศีลข้อ 4 หรือเปล่า? เดี๋ยวนะ มาคิดเื่ผิดซงผิดศีลอะไรตอนนี้เนี่ย!
"ไปไหนขอรับ?" เอาว่ะ ตอบไปมั่ว ๆ ละกัน
"ข้าไป ไปซื้อขนม!" ขน๊มอะร๊ายยย เป็ข้ออ้างที่ติ๊งต๊องโคตรรร หลี่หวังฟางร้องคร่ำครวญในใจ
"ขนม?" อี๋หยินขมวดคิ้วอย่างไม่เชื่อ
"หรือขอรับ?" อี๋หยาถามซ้ำ
"ใช่ ใช่แล้ว!"ไม่ ไม่เลย!
"อ่า ขอรับ" ทั้งคู่พยักหน้าแกล้งทำเป็เข้าใจ
"แล้วทำไมไม่บอกพวกข้าน้อยละขอรับ?"อี๋หยินถามต่อ
"ใช่ๆ พอรู้ตัวอีกทีนายน้อยก็หายตัวไปเลย" อี๋หยาเสริม พลางหลี่ตามองอย่างจับผิด
"ข้าเรียกแล้ว แต่พวกเ้าไม่หันและไปกันเร็วม๊าก"
"เอ่อ.. ขออภัยขอรับ พวกข้าไม่ได้ยินที่นายน้อยเรียก" ทั้งสองมองหน้ากันเล็กน้อย
"ไม่เป็ไรๆ อีกอย่างข้าก็ปลอดภัยดี" หลี่หวังฟางลอบถอนหายใจ เกือบไปแล้วไหมล่ะ
"แล้วพวกเ้ารู้ได้อย่างไงว่าข้ากลับมาแล้ว?"เด็กชายถามออกไปด้วยความสงสัย
"เมื่อรู้ว่านายน้อยหายตัวไป พวกข้าน้อยก็รีบแยกกันออกตามหาทันที แต่หาเท่าไรก็ไม่เจอเลยลองกลับมาดูที่เรือนเผื่อว่านายน้อยกลับมาแล้ว"
"พอพวกข้ามาถึงเรือนก็มีสาวใช้คนหนึ่งบอกว่านายน้อยกลับมาแล้ว พวกข้าเลยรีบมาหานายน้อยทันทีขอรับ"
เดี๋ยวนะ..."สาวใช้คนไหน? "
"เอ่อ..พวกข้าน้อยไม่เคยเห็นหน้าขอรับ น่าจะเป็เด็กใหม่"อี๋หยินตอบ
คนที่รู้ว่าเด็กชายแอบหนีออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกมีแค่พี่น้องแซ่อี๋กับ มิงมิงสาวใช้คนสนิท แล้วสาวใช้คนนั้นเป็ใครกัน
"แปลก คนที่รู้ว่าข้าออกไปข้างนอกมีแค่พวกเ้าและพี่มิง แล้วใครกันที่บอกพวกเ้าว่าข้ากลับมา? "
"!? " ทั้งสองมองหน้ากันอย่างใ
"เอาเถอะ พี่หยินลองไปสืบดูแล้วกัน ส่วนพี่หยาก็ลองไปถามพี่มิงดู ข้าอยากพักสักหน่อย" หลี่หวังฟางเปิดปากหาวด้วยความง่วง
"ขอรับ" ทั้งสองตอบรับและเดินออกไปเพื่อไปทำตามที่ได้รับสั่งทันที
.
.
.
หลี่หวังฟางตื่นขึ้นด้วยสีหน้าสดชื่นหลังจากที่ได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม ดวงตากลมโตเหม่อมองออกไปด้านนอกก็พบว่าตอนนี้มืดเสียแล้ว เด็กชายจึงว่าจะออกไปชมจันทร์สักหน่อย มือเล็กเอื้อมหยิบเสื้อคลุมมาใส่ เดินออกไปที่สวน
เด็กชายนั่งลงภายในศาลาขนาดกลางไม่ใหญ่มากรอบข้างเป็บ่อปลาคาร์ฟที่ไม่ลึกมาก วันนี้เป็วันที่จันทร์เต็มดวง แสงสีขาวส่องสว่างออกมาจากดวงจันทร์ ทำให้เด็กชายหวนนึกถึงชายชราที่เจอเมื่อหลายชั่วยามก่อนอีกครั้ง ชายคนนั้นเป็ใครกัน? เขา้าอะไรกันแน่? มันเป็คำถามที่หลี่หวังฟางไม่มีทางที่จะได้คำตอบในตอนนี้จริง ๆ
นั่งนิ่งคิดไปคิดมาได้ไม่นานก็ถูกทักขึ้นจากผู้มาใหม่ทั้งสอง นั้นก็คืออี๋หยาและอี๋หยิน
“มาทำอะไรตรงนี้หรือขอรับ?”
"ข้าแค่เห็นว่าวันนี้ดวงจันทร์สวยดีเลยมานั่งชมก็แค่นั้น"
"ข้าว่ารีบเข้าข้างในดีกว่าขอรับ ข้างนอกอากาศหนาวเย็นนัก เดี๋ยวจะเป็หวังเอาได้นะขอรับ"อี๋หยินว่า
"อืม เข้าใจแล้ว...แล้วเื่ที่ข้าบอก ได้ความว่าอย่างไรบ้าง?" เด็กชายพยักหน้ารับอย่าเข้าใจแต่ก็ยังไม่ขยับตัวหรือมีทีท่าจะทำตามที่อี๋หยินบอกสักนิด
"เอ่อ... ข้าไปสืบมาแล้วขอรับ แต่...ไม่มีข้อมูลอะไรเลยขอรับ" อี๋หยินตอบเสียงเบา
"เอ๊ะ?"
"ทางข้าเอง ก็ไม่มีข้อมูลขอรับ"
"เป็ไปได้อย่างไร?" ถามด้วยความสับสนมึนงง
"ข้าไปถามใครก็ไม่มีใครรู้จัก ราวกับว่าไม่มีตัวตนั้แ่แรกอย่างไงอย่างงั้นแหละขอรับ"
"ไม่มีตัวตน..."..และรู้ว่าเขากลับมาแล้วอย่างกับ รู้ล่วงหน้า?
"งั้นช่างเถอะ ข้าจะพักผ่อนแล้ว พวกเ้าเองก็ไปพักเถอะ" เมื่อหาแล้วไม่ได้คำตอบ ก็ไม่จำเป็ต้องหาให้เสียเวลา เดียวไม่นานเมื่อถึงเวลาก็คงจะรู้เองแหละ..มั้งนะ
.
.
.
กุบกับ กุบกับ บุรุษร่างสูงควบม้าวิ่งผ่านทุกสิ่งอย่างด้วยความเร็วเพื่อที่จะไปให้ถึงที่หมาย ไม่นานบุรุษร่างสูงใบหน้าหล่อเหลานามว่าหลี่หวังเหว่ย ก็มาถึงชายแดนทางใต้ของแคว้นจิ้นเสียที
"ท่านแม่ทัพ!" ทหารรับใช้คนหนึ่งรีบเข้ามารับม้าต่อจากท่านแม่ทัพทันที
"คนอื่นๆ ละ?" คนถามมองไปรอบๆ ก่อนที่สายตาจะหยุดที่ทหารที่มารับม้าคนนั้น
"กำลังประชุมกันอยู่ขอรับ"
"อืม" พยักหน้าตอบรับเบาๆ และเดินเข้าไปกระโจมที่มีการประชุมกันอยู่
"อ่ะ ท่านแม่ทัพ" รองแม่ทัพกุ้ยเจินและคนอื่นๆ ลุกขึ้นทำความเคารพ
"อืม ถึงไหนแล้ว"
"ตอนนี้เรากำลังคุยกันเื่ป่าทมิฬอยู่ขอรับ" รองแม่ทัพกุ้ยเจินตอบ
"อืม ต่อเลย"คนมาใหม่มองไปทางแผนที่ที่กางอยู่บนโต๊ะ
"ตามที่เราได้ส่งคนไปสืบมา ดูเหมือนว่าทางเมืองหลวงของแคว้นจ้าวจะมีบางอย่างผิดปกติจริงๆ และตอนนี้ป่าทมิฬเองก็เริ่มมีการขยายตัว.."รองแม่ทัพกุ้ยเจินว่าพลางชี้นิ้วไปบนแผนที่ประกอบ
"น่าแปลก ทั้งที่ป่าทมิฬเงียบสงบมากว่าสามพันปี กลับมีการเคลื่อนไหวแปลกๆ"
"และดูเหมือนทางป่าทมิฬเริ่มที่จะขยายอาณาเขต คาดว่า...อีกไม่นานแคว้นจ้าวคงหายไปจริง ๆ เสียแล้ว"
"เมืองหลวงของแคว้นจ้าวเองก็แปลกๆ พอส่งคนไปตรวจสอบก็ไม่มีใครได้กลับมา..."
ขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงเื่ป่าทมิฬและเมืองหลวงของแคว้นจ้าวอยู่นั้นไม่ได้รับรู้เลยว่าแม่ทัพทิศใต้ที่นั่งนิ่งเงียบั้แ่มาถึงกำลังคิดอะไรอยู่ โดยสิ่งที่ท่านแม่ทัพกำลังคิดนั้นคือ ดูท่าคงจะยังไม่ได้กลับไปหาน้องเล็กอีกนาน เฮ้ออ ยังไม่ทันได้คุยอะไรกับน้องเล็กเลย ฮ่องเต้ก็ส่งข้ามาที่นี่เสียแล้ว หวังว่าน้องข้าจะได้โกรธข้าหรอกน่ะ...เฮ้อออ