บทที่ 6ป่าธารา์
หลังจากกลับมาถึงจวนหยางอี้จัดแจงทุกอย่างที่้าก่อนจะเข้าไปพบกับหยางจื่อส้งเพื่อให้เตรียมสิ่งของต่างๆให้แก่เขาหลังจากเสร็จธุระแล้วโดยไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่าเขาเริ่มเข้าสู่มิติพิเศษอีกครั้งหลังจากจบการประลองด้วยการที่ฝืนใช้หัตถ์หลอมนภาทำให้ตอนนี้เส้นชีพจรที่แขนขวาของหยางอี้ถูกขยายจนสามารถรองรับพลังปราณได้แล้วหากเขาฝึกอีกเพียงไม่นานก็จะสามารถบรรลุถึงระดับหลอมนภาแท้จริงได้!
“เวลายังพอมี...ข้าต้องไปให้ถึงระดับหลอมนภาให้ได้! มันจะช่วยให้ข้าสามารถรับประกันความปลอดภัยได้เมื่อเข้าไปในส่วนลึกของป่าธารา์!”
ป่าธารา์นั้นตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมือง โดยรอบๆป่านั้นมีเพียงสัตว์อสูรระดับต่ำอยู่เล็กน้อยและจุดมุ่งหมายของหยางอี้ในเวลานี้คือส่วนกลางของป่าธารา์ซึ่งเป็รังของหมาป่าทมิฬ!
หมาป่าทมิฬเป็สัตว์อสูรระดับก่อกำเนิดขั้น 7 – 9 ลำตัวขนาดเท่ากับวัวโตเต็มวัยและการจะจัดการมันนั้นมิใช่เื่ยากเพียงแต่มันอยู่รวมกันเป็กลุ่ม อย่างน้อยกลุ่มหนึ่งจะต้องมีหมาป่าทมิฬ 5 ตัว นั่นคือสาเหตุที่ทำให้หยางอี้จำต้องเร่งไปให้ถึงระดับหลอมนภา
การจัดการหมาป่าทมิฬนั้นต้องรวดเร็วและเฉียบขาด มิเช่นนั้นหากปล่อยให้มันรอดไปได้หรือต่อสู้นานเกินไปมันจะเรียกฝูงหมาป่าบริเวณนั้นมาช่วยและนั่นถือเป็ปัญหาที่หยางอี้จะต้องคิดให้รอบครอบเพราะจำนวนหมาป่าทมิฬภายในป่าธารา์นั้นมีมากกว่า 500 ตัว!
“ท่านพ่อ ข้าจะรีบออกกลับมาก่อน 10 วัน”
“อืม...เ้าอย่าได้ฝืนมากนักหากไม่ไหวก็จงรีบถอยกลับมา”
ทั้งสองพูดคุยกันอีกเล็กน้อยและหลังจากนั้นไม่นานหยางอี้ก็ออกจากเมืองเพื่อมุงตรงสู่ป่าธารา์ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วยามด้วยระยะทางเช่นนี้เขาก็มาปรากฏตัวที่ชายป่า เมื่อมองโดยรอบนั้นมีสัตว์อสูรระดับต่ำปรากฏตัวให้เห็นบ้างเป็บางครั้ง
ชายหนุ่มมิได้สนใจเหล่าสัตว์อสูรระดับต่ำเลยแม้แต่น้อยเขาดำเนินการตามแผนที่วางไว้เร่งมุ่งหน้าเข้าสู่กลางป่าเพื่อหาที่พักโดยเร็วเพื่อป้องกันสถานการณ์เลวร้ายที่จะเกิดขึ้นเพราะเมื่อตกกลางคืนเขาจะเป็เวลาหาอาหารของเหล่าสัตว์อสูรดังนั้นการจะอยู่ในที่โล่งแจ้งนั้นมิใช่เื่ที่ดีนัก
ไม่นานหยางอี้ก็พบถ้ำเล็กๆที่ด้านหนึ่งของป่า ภายในถ้ำเต็มไปด้วยซากโครงกระดูกวางเกลื่อนกราดดูเหมือนว่าถ้ำแห่งนี้จะเคยเป็ที่อยู่ของสัตว์อสูรมาก่อนชายหนุ่มเข้าไปสำรวจภายในถ้ำด้วยความระมัดระวังจนมั่นใจแล้วจึงนั่งลงบนแท่นหินและเริ่มโคจรลมปราณเพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด!
ภายในป่าธารา์มีบรรยากาศที่สงบเป็อย่างมากราวกับว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้จนกระทั่งถึงเวลาที่ดวงอาทิตย์เริ่มลาลับขอบฟ้า...
โบร๋ว ......
หยางอี้ที่นั่งอยู่ภายในถ้ำพลันลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างเ็าราวกับนี่คือสิ่งที่เขากำลังรออยู่เช่นกัน...เสียงระฆังแห่งการออกล่าได้ดังขึ้นแล้ว!
หยางอี้เดินออกจากถ้ำก่อนจะจ้องมองไปยังเบื้องหน้าที่มีหมาป่าตัวขนาดเท่าวัวโตเต็มวัยกลุ่มหนึ่งยืนแยกเขี้ยวใส่เขาอยู่ขนของมันมีสีดำสนิทกรงเล็บแหลมคมยิ่งกว่าใบมีด ดวงตาที่มีสีแดงเืของพวกมันจ้องมองมายังชายหนุ่มที่เป็เหยื่อของมันอย่างไม่ละสายตา
“สามตัวอย่างนั้นหรือ...ดูเหมือนจะเป็การเริ่มต้นที่ไม่เลว”
แผนของหยางอี้นั้นคือการเลือกสถานที่ที่ไม่เปิดโล่ง เพราะหมาป่าทมิฬนั้นมักจะออกล่าเป็กลุ่มและด้วยเหตุนี้หยางอี้จึงเลือกถ้ำเป็ที่ปักหลักเพราะจะได้ทุ่มสมาธิไปยังเบื้องหน้าเท่านั้นมิต้องมาคอยกังวลด้านหลังและก่อนที่ดวงอาทิตย์จะตกดินชายหนุ่มได้ออกมาเทเืไก่ที่ได้เตรียมไว้ก่อนออกจากเมืองที่หน้าถ้ำเพื่อเป็การล่อหมาป่าทมิฬที่มีความสามารถในการตามรอยกลิ่นเป็เลิศ
“ ดูเหมือนพวกเ้าจะเห็นข้าเป็อาหารชั้นเลิศเลยสินะ? มาดูกันว่าภายใน 10 วันนี้ข้าจะสังหารพวกเ้าได้กี่ตัว!”
เวลานี้คำพูดเป็เพียงเื่ไร้สาระ...สัญญาณแห่งการต่อสู้เริ่มขึ้นหมาป่าทมิฬทั้งสามตัวพุ่งเข้าหาชายหนุ่มทันทีหยางอี้เร่งโคจรพลังปราณใช้ออกด้วยหัตถ์หลอมนภาต้านรับการโจมตีของพวกมัน
ปัง !ปัง !ปัง!
หมาป่าทมิฬทั้ง 3 ตัวกระเด็นออกไปกว่า 5 เมตรก่อนที่ร่างของมันจะกระตุกได้ไม่นานก็นอนแน่นิ่งไปด้วยการโจมตีเพียงหนึ่งฝ่ามือเท่านั้น!
“พลังทำลายของระดับหลอมนภานั้นช่างรุนแรงยิ่งนักเพียงหนึ่งฝ่ามือก็สามารถสังหารพวกมันได้อย่างง่ายดาย!”
แกรก แกรก
เสียงเดินของสัตว์อสูรดังมาจากโพรงหญ้าเบื้องหน้าถ้ำที่หยางอี้อยู่ที่ผ่านมาเป็เพียงการเริ่มต้นเท่านั้นด้วยจำนวนหมาป่าทมิฬเพียงสามตัวที่หยางอี้สังหารไปนั้นไม่นับเป็อะไรได้!ร่างหมาป่าทมิฬกว่า 10 ตัวค่อยๆเดินออกมาให้เห็น ด้วยกลิ่นคาวเืของศพหมาป่าทมิฬก่อนหน้านี้นับเป็ตัวล่อชั้นดี...มันดีจนหยางอี้คิดว่ามันมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ
วันเวลาผ่านไปราวกับสายน้ำในขณะที่การต่อสู้ระหว่างคนและหมาป่าคราบโลหิตและเศษซากศพกองพะเนินกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณหน้าถ้ำใช้เวลาเก้าวันในสถานที่แห่งนี้หยางอี้ไม่รู้ว่าเขาสังหารหมาป่าทมิฬไปมากแค่ไหนอย่างไรก็ตามผลประโยชน์ที่เขาได้รับนั้นเรียกได้ว่ามหาศาล!
นับั้แ่ที่หยางอี้เข้ามาในป่าธารา์จนถึงตอนนี้ผ่านไปสิบวันแล้วภายในถ้ำร่างของเด็กหนุ่มนั่งอยู่บนแท่นหินทั่วทั้งตัวเขานั้นเต็มไปด้วยคราบเืเสื้อผ้าขาดรุ่ยเสียจนไม่สามารถปกปิดรอยแผลบนร่างกายได้มิด ที่เบื้องหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยดวงจิตสัตว์อสูรกองอยู่มากมายพลังปราณภายในดวงจิตสัตว์อสูรเหล่านี้หลั่งไหลเข้าไปยังร่างของชายหนุ่มอย่างต่อเนื่องผ่านการดูดซับ!
ปัง !
ก่อกำเนิดลมปราณขั้นที่ 1 !
เปลือกตาของหยางอี้ค่อยๆเปิดออกก่อนจะเผยแววยินดีออกมา ทั่วทั้งร่างกายเต็มไปด้วยสิ่งสกปกที่ถูกขับออกมา
“ข้าใช้ดวงจิตสัตว์อสูรไปกว่า 50 ชิ้นในการทะลวงมาสู่ระดับก่อกำเนิดอาจเป็เพราะมันมีระดับไม่สูงมากนักจึงต้องใช้จำนวนมากขนาดนี้”
หยางอี้มองไปกองดวงจิตของหมาป่าทมิฬด้านหน้า ใน 9 วันที่ผ่านมาเขาได้สังหารหมาป่าทมิฬไปกว่า300 ตัว โดยใช้เวลาทั้งคืนในการต่อสู้กับหมาป่าทมิฬที่หลั่งไหลเข้ามาจนเสียแทบจะไม่มีเวลาพัก!
หยางอี้ลุกขึ้นก่อนจะสะบัดมือหนึ่งเบาๆทำให้คราบเืและสิ่งสกปกพลันหายไป บัดนี้เขาอยู่ในระดับก่อกำเนิดแล้วจึงสามารถใช้พลังปราณภายในร่างกำจัดสิ่งแปลกปลอมบนร่างกายออกไปได้และยังสามารถอยู่ได้โดยมิต้องกินต้องนอนเป็เวลาหลายวัน
“ใกล้จะได้เวลาตัดสินกับเ้านั่นแล้ว”
เขากล่าวออกมาอย่างแ่เบาก่อนจะเดินออกมายังหน้าถ้ำ ภาพเบื้องหน้าของชายหนุ่มนั้นเต็มไปด้วยซากศพของเหล่าหมาป่าทมิฬกว่า 300ตัว และใช้เวลายืนรอไม่นานก็มีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น
พรึ่บ !
ชายหนุ่มมองไปยังเบื้องหน้าปรากฏร่างหมาป่าขนสีดำสนิท ดวงตาแดงฉานขนาดของมันนั้นใหญ่กว่าหมาป่าทมิฬตัวอื่นถึง3 เท่า ทั่วทั้งร่างมันต่างเต็มไปด้วยาแที่ผ่านการต่อสู้มาอย่างหนักหน่วงและมันคือ...าาของเหล่าหมาป่าทมิฬ!
าาหมาป่าทมิฬนั้นต่อสู้กับหยางอี้มากว่า 3 วันแล้ว ตัวมันนั้นอาศัยอยู่ในส่วนลึกสุดของป่าธารา์และเมื่อหยางอี้เข้ามาภายในป่าได้6 วัน จำนวนหมาป่าทมิฬต่างลดลงเป็อย่างมากและด้วยความสงสัยมันจึงออกมาดูซึ่งภาพที่มันเห็นนั้นคือเหล่าลูกหลานของมันถูกหยางอี้สังหารอย่างโเี้การกระทำนี้ทำให้มันโกรธเป็อย่างมากก่อนที่มันจะกระโจนเข้าต่อสู้กับหยางอี้หมายจะสังหารชายหนุ่มให้ตกตายไปสิ้นทว่าด้วยความแข็งแกร่งของหยางอี้ทำให้การต่อสู้จบลงด้วยทั้งสองต่างาเ็ครั้งแล้วครั้งเล่า
เหล่าสัตว์อสูรนั้นยิ่งมีระดับสูงนั่นหมายถึงมันมีอายุมากด้วยเช่นกันยิ่งอยู่มานานพวกมันยิ่งมีสติปัญญาเพิ่มมากขึ้นและเมื่อมันเห็นว่าไม่สามารถสังหารชายหนุ่มได้อีกทั้งตัวมันก็าเ็มันจึงเลือกถอยกลับไปแทนที่จะต่อสู้เป็ตายกับศัตรูส่วนด้านหยางอี้นั้นก็าเ็ไม่น้อยไปกว่ามันเขาจึงมิได้ไล่ตามเพื่อไปสังหารมันเช่นกัน
แม้ตัวาาหมาป่าทมิฬจะไม่สามารถสังหารหยางอี้ได้แต่ด้วยความคลั่งแค้นที่หยางอี้สังหารลูกหลานมันไปเป็จำนวนมากนั้นทำให้มันกลับมายังถ้ำแห่งนี้ทุกวันเพื่อต่อสู้กับหยางอี้และทำให้การต่อสู้ยืดเยื้อมากว่า3 วันแล้วและนั่นทำให้บัดนี้ทั่วทั้งป่าธารา์เหลือหมาป่าทมิฬเพียงตัวเดียว!
เมื่อเผชิญหน้าหน้ากับศัตรูคู่อาฆาตทั้งสองต่างจ้องมองกันและกันอย่างไม่วางตาจนกระทั่งแสงอาทิตย์เริ่มลาลับขอบฟ้าอันเป็สัญญาณว่า...เวลาของการตัดสินมาถึงแล้ว!
โฮก!
เสียงคำรามดังสนั่นไปทั่วทั้งป่าทั้งสองพลันกายเป็เงาดำสองสายพุ่งเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง
ปัง!ปัง!ปัง!
การต่อสู้ดำเนินไปเรื่อยๆ จนดวงอาทิตย์เริ่มสาดแสงอีกครั้งเพื่อบ่งบอกว่าเป็สัญญาณของการเริ่มต้นวันใหม่!
แฮ่ก ๆ
“สัตว์อสูรระดับปราณตั้งจิตชั่งแข็งแกร่งยิ่งนักหากมันตัดสินใจต่อสู้เป็ตายกับข้าก่อนที่ข้าจะทะลวงระดับไม่แน่ว่าจะเป็ข้าที่เป็ฝ่าย...ตกตายเสียเอง!”
หยางอี้พูดขึ้นขณะมองไปยังร่างของาาหมาป่าทมิฬที่นอนหายใจโรยรินอยู่แม่มันใกล้จะถึงจุดจบของชีวิตแล้วแต่สายตาของมันยังคงจ้องมองไปยังชายหนุ่มเบื้องหน้าด้วยความเกลียดชังชายหนุ่มผู้นี้สังหารเหล่าลูกหลานของมันจนหมดและบัดนี้ตัวมันก็กำลังจะถูกสังหารด้วยเช่นกัน!
หยางอี้เดินไปยังร่างของมันอย่างช้าๆก่อนที่เขาจะเริ่มโคจรลมปราณเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่และซัดเข้าไปยังลำตัวของาาหมาป่าทมิฬอย่างสุดกำลัง
ปัง !
***
ณ จวนเ้าเมือง ที่หน้าทางเข้ามีทหารยามยืนอยู่สองคนทั้งสองต่างยืนคุยกันตามปกติั้แ่ตระกูลห่าวถูกกำจัดไปภายในเมืองธารา์ก็ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงหรือการกระทบกระทั่งกันของตระกูลใหญ่อีกเลยทำให้เขาทั้งสองมีหน้าที่เฝ้าประตูทางเข้าจวนเ้าเมืองนั่นว่างงานไปโดยทันที
ยืนคุยได้ไม่นานทหารยามคนหนึ่งก็สังเกตเห็นเงาบุรุษผู้หนึ่งกำลังมุ่งตรงมาทางจวนบุรุษผู้นั้นแต่งตัวมอซอเสื้อผ้าขาดหลุดรุ่ยเมื่อเข้ามาใกล้ในระยะสายตามันทั้งสองก็จดจำได้ทันทีว่าคือผู้ใด
“ นายน้อยกลับมาแล้ว เ้ารีบไปรายงานท่านเ้าเมือง”
ทหารยามคนหนึ่งพลันเอ่ยขึ้นก่อนที่อีกคนจะเร่งก้าวเข้าไปในจวนไม่นานหยางอี้ก็เดินมาถึง เบื้องหน้าเขานั้นเต็มไปด้วยผู้คนตระกูลหยางมารอต้อนรับที่ด้านหน้าสุดนั้นจะเป็ใครไปเสียมิได้นอกจากหยางจื่อส้งที่กำลังยืนส่งยิ้มให้เขาอยู่เช่นเดียวกับคนอื่นๆเมื่อเห็นเช่นนั้นพลันทำให้ภายในหัวใจมันเต็มไปด้วยความอบอุ่น
“ข้ากลับมาแล้วท่านพ่อ”
หยางจื่อส้งมองไปยังร่างบุตรชายของเขาแม้ภายนอกจะดูไม่ดีนักแต่ร่างกายของหยางอี้ที่มองเห็นได้จากการที่เสื้อผ้าขาดวิ่นนั้นช่างดูเปล่งปลั่งสมบูรณ์ยิ่งนักซึ่งแน่นอนว่าหยางอี้ต้องประสบความสำเร็จจากป่าธารา์!
“ฮ่าๆๆ อี้เอ๋อร์ดูเหมือนป่าธารา์นั้นจะมิเพียงพอสำหรับเ้าแล้วเ้ารีบกลับไปชำระกายเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียก่อนข้าจะให้คนทำอาหารรอเ้าที่ห้องโถง”
เมื่อแยกจากกันหยางอี้ก็เดินกลับห้องเพื่อชำระกายเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่แม้ร่างกายจะสามารถใช้ลมปราณในการชำระได้ แต่ความรู้ยามนอนแช่ในอ่างน้ำอุ่นนั่นไม่สามารถนำมาเทียบกันได้เลย
หลังจากออกมาจากห้องเขาก็มุ่งหน้าไปยังห้องโถงทันที ที่โต๊ะอาหารภายในห้องนั้นเต็มไปด้วยอาหารมากมายส่งกลิ่นหอมออกมามันทำให้หยางอี้ที่10 วันมานี้กินแต่อาหารแห้งที่เตรียมไปเห็นแล้วต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่เลยทีเดียวทั้งสองพ่อลูกต่างนั่งกินอาหารและพูดคุยกันอย่างมีความสุข
“เ้านั้นจะออกเดินทางเมื่อไหร่?”
“อีก 2 วันขอรับท่านพ่อ”
“อืม...นี่เป็ของขวัญที่พ่อเตรียมไว้ให้เ้า”
หยางจื่อส้งพูดขึ้นพร้อมหยิบกล่องไม้สีดำออกมาแล้วส่งให้กับหยางอี้ เมื่อเปิดออกภายในกล่องนั้นมีแหวนอยู่วงหนึ่งที่ดูเรียบง่ายทว่าเมื่อเห็นมันหยางอี้พลันหัวใจสั่นสะท้านทันที
“แหวนมิติระดับต่ำ!”
แหวนมิติระดับต่ำนั้นเป็สิ่งของที่คนธรรมดาไม่อาจเอื้อมถึงด้านในของมันนั้นมีขนาดพอๆกับห้องห้องหนึ่ง !และถึงแม้นมันจะเป็แหวนระดับต่ำแต่ราคาของมันนั้นมิได้ต่ำตามชื่อเลยแม้แต่น้อยราคาของมันแพงถึง 100,000 เหรียญทอง และนั่นแทบจะเป็ทรัพย์สินของจวนเ้าเมืองเลยก็ว่าได้
หยางอี้ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย แม้เขาจะดีใจแต่หากต้องใช้ทรัพย์สมบัติของตระกูลทั้งหมดในการซื้อแหวนวงนี้มาเขาก็คิดว่ามันไม่สมควรนักเมื่อเห็นใบหน้าของบุตรชายหยางจื่อส้งพลันหัวเราะออกมา
“ฮ่าๆ อี้เอ๋อร์อย่าได้คิดมากนั่นมิใช่ซื้อมาจากเงินของตระกูลเราแต่มันเป็ของขวัญที่มอบให้เ้าจากตระกูลห่าว!”
หยางอี้พลันเข้าใจได้ทันทีว่าที่มาของแหวนวงนี้เป็อย่างไร ตระกูลห่าวนั้นร่ำรวยพอๆกับกับตระกูลหยางและการที่ตระกูลห่าวโดนกำจัดไปทำให้ทรัพย์สินทุกอย่างตกเป็ของตระกูลหยาง
“ขอบคุณท่านพ่อ”
“ฮ่าๆ อย่าได้ใส่ใจกับเื่เล็กๆ นี่เป็จดหมายจากหวังจือส่งมาถึงเ้าเพราะตัวนางนั้นมิอาจมาส่งเ้าได้”
หยางจื่อส้งส่งจดหมายฉบับหนึ่งให้กับหยางอี้ ชายหนุ่มรับมาแต่ยังมิได้รีบเปิดอ่านเขาเก็บใส่ไว้ในแหวนมิติที่บัดนี้ถูกสวมไว้ที่นิ้วมือของเขาแล้วและหลังจากทานอาหารเสร็จก่อนจะแยกจากกัน หยางจื่อส้งนั้นบอกให้อยางอี้ตามเขาไปที่ห้องนอนเพราะมีบางสิ่งที่้าจะมอบให้
แม้หยางอี้จะรู้สึกสงสัยแต่ก็มิกล่าวอันใดก่อนจะเดินตามบิดากลับไปที่ห้องนอนเมื่อเข้ามาถึงหยางจื่อส้งเดินไปยังชั้นหนังสือก่อนจะดันหนังสือเล่มหนึ่งเข้าไป
ครึ่น ครึ่น ครึ่น
ชั้นหนังสือพลันแยกออกจากกันปรากฏเป็ทางเดินลึกลงไปยังใต้ดินทำให้หยางอี้ตกตะลึงไม่น้อยที่ภายในจวนเ้าเมืองแห่งนี้นั้นมีห้องลับอยู่ด้วยเมื่อเห็นบิดาเดินลงไปเขาติดตามลงไปทันที
ภายในห้องลับนั้นเป็ห้องโล่งๆไม่มีสิ่งใดอยู่เลยเขามองไปยังบิดาของเขาที่เบื้องหน้าด้วยความสงสัย เหตุใดจึงมีห้องลับ?แล้วเหตุใดห้องลับจึงไม่มีสิ่งใดเลย?
หยางจื่อส้งหันกลับมาแล้วกล่าวกับหยางอี้ด้วยท่าทางจริงจัง
“อี้เอ๋อร์ เื่ที่ข้าจะบอกเ้าต่อไปนี้จงตั้งใจฟังแล้วเก็บไว้เป็ความลับถึงตายก็อย่าได้แพร่งพายให้ผู้ใดรู้มิเช่นนั้นตัวเ้าจะมีอันตราย!”
“ ลูกเข้าใจแล้วท่านพ่อ ”
หยางจื่อส้งเดินเข้ามาหาหยางอี้ก่อนจะถอดสร้อยเส้นหนึ่งที่เขาสวมไว้ตลอดเวลามิเคยห่างตัว หยางอี้นั้นรู้ว่าสร้อยเส้นนั้นเป็ของดูต่างหน้าของมารดา
“แม่ของเ้านั้นก่อนจะแต่งเข้ามาในตระกูลหยางนางมีนามว่า เจียงลั่วในปีนั้นข้าได้เดินทางไปยังเมืองหลวง และในขณะที่กำลังเดินทางกลับมายังเมืองธารา์นั้นข้าพบนางนอนหมดสติอยู่กลางป่าทั่วร่างกายเต็มไปด้วยาแ..ข้าจึงพานางกลับมาพักที่ตระกูลหยางแม่ของเ้านั้นเป็สตรีที่งดงามนาง.......เป็คนที่อ่อนโยนอย่างมาก ข้านั้นตกหลุมรักนางั้แ่แรกเห็นและหลังจากนั้นไม่นานเราก็แต่งงานกัน....3ปีหลังจากนั้นนางก็ให้กำเนิดเ้า! นางนั้นไม่เคยพูดถึงอดีตของนางเลยแต่ก่อนที่นางจะสิ้นใจนางได้มอบสร้อยเส้นนี้ให้กับข้าและบอกว่ามันเป็เพียงชิ้นส่วนหนึ่งของอะไรบางอย่างที่ตัวนางนั้นก็มิรู้เช่นกันแต่มีผู้คนจำนวนมากต่างตามล่านางเพราะมัน!และนั่นทำให้ตระกูลนางนั้น...ล่มสลาย!และนางเป็เพียงผู้เหลือรอดคนสุดท้ายของตระกูลเจียง!ในลมหายใจสุดท้ายของนางนั้นนางบอกให้ข้าเก็บเื่นี้เป็ความลับและอย่าได้ให้ผู้อื่นรู้เื่นี้เป็อันขาด”
ในตอนสุดท้ายนั้นใบหน้าของหยางจื่อส้งพลันเปลี่ยนเป็เศร้ามองหยางอี้เห็นดังนั้นจึงกล่าวออกมาเพื่อปลอบโยนบิดา
“ท่านพ่ออย่าได้เศร้าไปตอนนี้ท่านแม่คงจะกำลังเฝ้ามองเราอยู่บน์เป็แน่”
หยางจื่อส้งยิ้มออกมาก่อนจะส่งสร้อยให้กับหยางอี้
“เ้าลองถ่ายพลังปราณลงไปยังสร้อยดูสิ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหยางอี้ก็โคจรพลังปราณเข้าไปยังสร้อยทันที
แกร่ก แกร่ก
ที่จี้หยกรูปดอกไม้สีขาวกลางสร้อยนั้นเริ่มสั่นไหวไม่นานมันก็แตกออกจากกันกลายเป็แสงสีขาววิ่งวนอยู่กลางอากาศก่อนจะร้อยเรียงกันเป็ตัวอักษรสีทอง !
“นี่คือ.........”
หยางอี้มองไปยังเบื้องหน้าที่ปรากฏตัวอักษรสีทองร้อยเรียงเป็ข้อความ4 วรรคตัวอักษรเหล่านี้ดูเก่าแก่โบราณอย่างมาก
“จากอดีต สู่ปัจจุบัน เพื่อ”
“จากพิภพ สู่แผ่นฟ้า เพื่อทดสอบ”
“จงรวบรวม 5 ศิลา ให้เพียบพร้อม”
“สลัดกลอน ปรากฏทาง สู่ประตู”
หลังจากอ่านจบหยางอี้มองไปยังบิดาของเขาก่อนจะเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย
“ท่านพ่อท่านรู้หรือไม่มันหมายความว่าอะไร?”
“ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน ในวันนั้นข้าคิดถึงแม่เ้าจึงนำมันออกมาดูและบังเอิญถ่ายพลังปราณเข้าไปจึงได้รู้ความลับนี้”
หยางจื่อส้งเอ่ยตอบไปตามตรงเพราะตนก็มิรู้เช่นกัน
“จากที่ข้าคิด จี้หยกขาวอันนี้หน้าจะเป็ของที่มาจากยุคโบราณและจะต้องรวบรวมมันให้ครบ5 อัน...จึงจะไขความลับได้!”
“เฮ้อ...ข้าเองก็คิดเช่นนั้นแต่อะไรคือการทดสอบและประตูที่หมายถึงคืออะไรนั้นข้าก็มิอาจรู้ได้”
หยางจื่อสิ้งถอนหายใจเอ่ยออกมาอย่างหมดหนทาง ในอดีตเขาใช้เวลาอยู่หลายปีกับความลับนี้จนกระทั่งยอมแพ้ไปในที่สุด
“ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ก็มีเพียง 2 สิ่งที่จะนำไปสู่ความจริงได้”
หยางอี้เอ่ยออกมานั่นทำให้หยางจื่อส้งขมวดคิ้วแล้วถามออกมาด้วยความสงสัย
“อี้เอ๋อร์ อะไรคือ 2 สิ่งที่เ้าว่า?”
“ท่านพ่อจากที่ท่านกล่าวมาท่านได้หยกชิ้นนี้มาจากท่านแม่และตระกูลเจียงเป็ผู้ดูแลหยกชิ้นนี้แสดงว่าที่ตระกูลเจียงนั้นจะต้องมีความลับอยู่ ”
“ แต่ตระกูลเจียงนั้นล่มสลายไปแล้ว”
หยางจื่อส้งเอ่ยออกมาอย่างช่วยไม่ได้พร้อมกับมองไปยังบุตรชาย
“ใช่แล้วท่านพ่อตระกูลเจียงนั้นล่มสลายไปแล้วและสาเหตุที่ทำให้ตระกูลเจียงล่มสลายนั่นคือ...เบาะแสที่2!”
“อี้เอ๋อร์ นี่เ้า..... เฮ้อ อย่าได้ทำเช่นนั้นแม่ของเ้านั้นได้เตือนไว้แล้วว่ามันจะนำอันตรายมาสู่เ้า!”
“อย่าได้กังวลไปท่านพ่อข้านั้นรู้ขีดจำกัดของตัวเองดี..ข้าจะสืบหาความจริงเมื่อข้านั้นมีกำลังพอจะปกป้องตนเองได้”
หยางอี้เอ่ยกล่าวออกมาเพื่อให้บิดาสบายใจ
“เช่นนั้นก็ดี!เ้าอย่าได้เอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงอันตรายเป็อันขาด”
หยางจื่อส้งกล่าวเตือนออกมา เขารู้นิสัยของบุตรชายดีหยางอี้นั้นมีความฉลาดเฉลียวอีกทั้งความอดทนยังเป็เลิศมิฉะนั้นเขาคงไม่สามารถกลับมายังจุดนี้ได้!
“ขอรับท่านพ่อ แต่อย่างไรเสียในตัวข้านั้นก็มีสายเืตระกูลเจียงไหลเวียนอยู่ในวันหน้าข้าจะให้พวกมันได้สำนึกว่าการที่มาหาเื่ตระกูลเจียงนั้นพวกมันคิดผิด!”
หยางอี้กล่าวออกมาอย่าจริงจัง ในขณะที่เขากล่าวนั้นแววตาล้วนเต็มไปด้วยจิตสังหารอันเฉียบคมที่ได้จากการต่อสู้และสังหารหมาป่าทมิฬ!
เมื่อเห็นเช่นนั้นหยางจื่อส้งก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา ที่เขาเลือกจะมอบจี้หยกให้หยางอี้และบอกความลับไปนั้นเพียงเพราะ้าให้หยางอี้รับรู้เื่ราวของหยางลั่วมารดาของตนแต่ในใจลึกๆนั้นเขาก็หวังให้หยางอี้โชคดีได้พบกับศิลาชิ้นอื่นๆด้วยเช่นกัน ตัวเขานั้นอยู่แต่ภายในเมืองธารา์มิได้ออกไปไหนทำไมมิสู้มอบให้หยางอี้ที่กำลังจะออกเดินทางไปเสียดีกว่าเล่า? แม้ว่ามันจะเป็เพียงของชิ้นเดียวที่ได้จากคนรักของเขาทิ้งไว้ให้ก็ตาม
“เอาล่ะ หมดเื่แล้ว เ้ากลับไปพักเสียเถิด”
“ขอรับท่านพ่อ”
เมื่อกล่าวจบหยางอี้ก็เดินไป้าและออกจากห้องไปทิ้งไว้ให้ภายในห้องเหลือเพียงหยางจื่อส้งคนเดียว
‘ ลั่วเอ๋อร์...บัดนี้ลูกของเราเติบโตขึ้นมากแล้วหวังว่าเ้าจะเฝ้าดูและคอยชี้ทางให้แก่เขาด้วย’
หลังจากกลับมาห้องหยางอี้ก็เริ่มบ่มเพาะพลังปราณในมิติพิเศษในขอบเขตลมปราณก่อกำเนิดนั้น จะต้องดูดซับพลังปราณเป็จำนวนมากจึงจะสามารถเลื่อนระดับได้!
ในสองวันนี้หยางอี้มิได้ออกจากห้องเลยแม้แต่ก้าวเดียว สิ่งของจำเป็ที่ต้องใช้ในการเดินทางล้วนเป็หยางจื่อส้งจัดเตรียมให้ทั้งหมด
เมืองธารา์นั้นตั้งทางทิศเหนือของจักรวรรดิเมฆาหวน และในการเดินทางไปเมืองหลวงนั้นจะต้องผ่านเมืองถึง3 เมือง ซึ่งมันมีระยะทางกว่าหลายพันลี้ หากเดินตามเส้นทางที่พวกพ่อค้าใช้สัญจรขนถ่ายสินค้า
แต่ในการเดินทางครั้งนี้นั้นหยางอี้ตั้งใจจะเดินตามเส้นทางหลักเพียงแค่ผ่านเมืองที่2 เท่านั้นก่อนจะเข้าเมืองหลวงหยางอี้ตั้งใจจะใช้เส้นทางตัดป่าดับดาราซึ่งเป็ป่าที่ขึ้นชื่อในเื่ของสัตว์อสูรระดับสูงและสมุนไพรหายากแต่ถึงแม้มันจะเต็มไปด้วยทรัพยากรก็ต้องแลกมาด้วยความอันตรายเช่นกัน
เวลาสองวันผ่านไปเมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมก็ถึงเวลาออกเดินทางบัดนี้ที่ประตูเมืองธารา์เต็มไปด้วยผู้คนจากตระกูลหยางที่มายืนรอส่งชายหนุ่มเพื่อออกไปเผชิญโลกกว้าง
“ ท่านพ่อ ได้เวลาที่ลูกจะต้องไปแล้วขอให้ท่านรักษาตัวด้วย ”
“ อี้เอ๋อร์เ้าต้องรักษาตัวให้ดีและอย่าลืมเื่ที่พ่อได้เตือนเ้าเป็อันขาดเมื่อถึงเมืองหลวงแล้วจงส่งจดหมายกลับมาที่ตระกูลด้วย ”
หยางจื่อส้งเอ่ยเตือนด้วยความเป็ห่วงตัวเขานั้นดูแลหยางอี้มากว่า 15ปี การที่จะต้องจากกันทำให้เขาใจหายอยู่ไม่น้อย
“ลูกเข้าใจแล้วเช่นนั้น...ลาก่อนท่านพ่อ...ลาก่อนทุกคน”
หยางอี้กล่าวลาบิดาและคนในตระกูลก่อนจะหันหลังมุ่งหน้าออกเดินทางโดยไร้ความลังเลใดๆที่จะหันกลับมา หยางจื่อส้งเฝ้ามองแผ่นหลังของบุตรชายจนกระทั่งหายลับตาไปถึงจะเริ่มนำผู้คนกลับตระกูล
ในการเดินทางครั้งนี้หยางอี้เลือกที่จะเดินตัดป่าธารา์เพราะจะทำให้ประหยัดเวลาได้มากและที่สำคัญตอนนี้ป่าธารา์นับเป็เหมือนสนามเด็กเล่นสำหรับเขาไปแล้ว
ชายหนุ่มใช้เส้นทางเดิมของการที่มาในครั้งที่แล้วไม่นานก็มาถึงถ้ำที่เขาเคยใช้เป็ที่พัก เขามองดูเศษซากโครงกระดูกของเหล่าหมาป่าทมิฬด้วยความรู้สึกแปลกๆอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหลับตาลงราวกับระลึกถึงบางอย่างและไม่นานก็เดินจากไป
หยางอี้มิได้หยุดพักแต่อย่างใดชายหนุ่มยังคงเร่งความเร็วอย่างต่อเนื่องในการเดินทางเพราะเขานั้นตื่นเต้นเป็อย่างมากอย่างน้อยก็เป็เวลากว่าสามปีแล้วที่เขาหมกตัวอยู่แต่ในตึกตระกูลหยางและการเดินทางครั้งนี้นับเป็การออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วยุทธภพของเขา!
“ โลกนี้ช่างกว้างใหญ่ยิ่งนัก...ยังมีสิ่งต่างๆอีกมากที่รอให้ข้าไปพบเจอแต่ก่อนหน้านั้นข้าจะต้องรีบไปให้ถึงเสียก่อนยังจุดหมายแรกของข้า...เมืองพยัคฆ์เมฆาพิสุทธิ์! ”