ตอนที่ 17 โจวสือซวินมองดูเซิ่งอันหนิงเข้ามาใกล้อย่างเขินอาย
จูกุ้ยฮวาพูดถึงเื่เงินทองด้วยความโมโห โดยไม่สนว่าลูกชายจะนอนป่วยอยู่บนเตียง “หลายเดือนที่แกไม่ส่งเงินมารู้ไหมว่าที่บ้านลำบากแค่ไหน แกก็รู้ดีว่าพี่ใหญ่มีลูกสามคน ส่วนน้องชายก็มีลูกสองคน เด็กทุกคนต่างอยู่ในวัยกำลังโต สองปีมานี้พ่อของแกก็ทำงานไม่ไหว”
“ที่บ้านมีตั้งสิบกว่าปากที่ต้องเลี้ยง เป็แค่จับกังไม่กี่คนจะไปพอกินอะไร? เ้ารอง แกมีความสามารถแล้วจะไม่สนใจทางบ้านไม่ได้นะ แกอย่าลืมนะว่าที่แกได้เข้าไปเป็ทหารก็เพราะเ้าสามยกสิทธิ์ให้แก”
เซิ่งอันหนิงยืนฟังที่ประตูด้วยความตกตะลึง นี่คือสิ่งที่แม่แท้ ๆ พูดอย่างนั้นหรือ?
เื่นี้ยิ่งทำให้หญิงสาวอดสงสัยไม่ได้ว่าโจวสือซวินคงจะถูกเก็บมาเลี้ยง
โจวเอ้อร์นีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ใส่สีตีไข่เพิ่มเติม “พี่รอง ร่างกายของพ่อนับวันก็ยิ่งแย่ หมอที่บ้านนอกบอกพ่อว่าต้องกินอาหารให้เยอะขึ้น แต่พ่อก็ทำไม่ได้ เอาแต่พูดว่าพี่อยู่ข้างนอกก็ลำบาก แถมเพิ่งจะแต่งงานไปไม่นาน พี่รอง นี่เป็เพราะว่าพี่สะใภ้ไม่ให้พี่ส่งเงินกลับบ้านใช่ไหมคะ?”
โจวสือซวินขมวดคิ้ว และระงับโทสะในแววตาเอาไว้ “อย่าพูดจาเหลวไหลนะ ่นี้พี่ต้องเอาเงินเดือนไปทำเื่อื่น พี่ก็เคยบอกไปแล้วว่าตอนพวกเธออยู่ที่บ้านก็ช่วยอยู่อย่างสงบหน่อย พี่ถึงจะส่งให้ ถ้ายังสร้างเื่วุ่นอีก พี่จะไม่สนใจพวกเธอแล้ว”
จูกุ้ยฮวามองสายตาเ็าของลูกชายแล้วใจของนางจึงเริ่มสั่นไหว นางเองก็กลัวโจวสือซวินเช่นกัน ั้แ่ชายหนุ่มยังเด็ก ๆ เขาก็เป็ดั่งลูกหมาป่า ถึงจะโเี้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ใช่คนดี
ในตอนที่ทะเลาะกับพี่น้อง ถ้าเขาสามารถลงไม้ลงมือได้ เขาก็จะทำมันอย่างแน่นอน
แต่ในเมื่อยังไม่ได้เงิน นางจะยอมได้เช่นไร? สีหน้าของจูกุ้ยฮวาจึงเปลี่ยนไป “เ้ารอง เป็เพราะที่บ้านไม่มีความสามารถจึงต้องเดือดร้อนแก แต่เื่ของน้องสาวเื่นี้แกต้องสนใจนะ”
ไม่สนใจไม่ได้ ก่อนหน้านี้ผู้คนต่างรู้กันไปทั่วถึงเื่ราวระหว่างโจวเอ้อร์นีกับเด็กหนุ่มผู้มีการศึกษาผู้นั้น ในตอนที่กองทัพนำภาพยนตร์มาฉาย ทั้งสองก็ไปนั่งดูด้วยกัน
วันหนึ่งเด็กหนุ่มผู้นั้นกลับเข้าเมืองไป ในตอนที่เขาจากไปก็ได้ให้คำสัญญาว่าจะกลับมาพาโจวเอ้อร์นีไปอยู่ในเมืองด้วยกัน พอผ่านไปได้สามสี่เดือนก็ไม่ได้ข่าวคราวอีกเลย
และก่อนที่เขาจะจากไปยังหลอกเอาคูปองข้าวห้าสิบชั่งและเงินอีกยี่สิบหยวนไปจากโจวเอ้อร์นีด้วย
จะไม่ให้จูกุ้ยฮวาโมโหได้อย่างไร
เซิ่งอันหนิงฟังมาได้สักพักก็เข้าใจเื่ราวขึ้นมาเล็กน้อย โจวสือซวินยังมีพี่ชายและน้องชายอีกหนึ่งคน และโจวเอ้อร์นีก็เป็ลูกสาวคนเดียวในบ้าน
ครั้งนี้ที่จูกุ้ยฮวาพาลูกสาวมาด้วย ก็เพื่อหวังว่าโจวสือซวินจะหาคนในเมืองมาแต่งงานกับโจวเอ้อร์นีได้
เซิ่งอันหนิงถอนหายใจ ครอบครัวนี้ช่างสุดแสนมหัศจรรย์นัก
จูกุ้ยฮวาพยายามพูดมาเป็เวลานาน แต่โจวสือซวินกลับไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ในที่สุดนางก็เหลือบไปเห็นเซิ่งอันหนิงที่ยืนอยู่หน้าประตูพอดี และเริ่มวางมาดแม่สามีขึ้นมาทันที “อันหนิงเรอะ? ทำไมไม่เข้ามา ไปยืนอยู่หน้าประตูทำไม? พวกเราก็ไม่ได้คุยเื่ที่เป็ความลับอะไรสักหน่อย”
หากไม่ใช่เพราะในห้องมีโจวสือซวินอยู่ด้วย ไม่แน่อาจจะมีคำพูดไม่น่าฟังออกมาจากปากของนาง
เซิ่งอันหนิงยกหม้อเหล็กเข้าไปในห้อง เธอไม่สนใจจูกุ้ยฮวาเลยแม้แต่น้อย ถึงอย่างไรเ้าของร่างเดิมก็มีนิสัยเช่นนี้อยู่แล้ว เธอจึงไม่ได้ใส่ใจอะไร
เซิ่งอันหนิงวางหม้อเหล็กไว้ที่โต๊ะข้าง ๆ เตียง และเอ่ยขึ้นกับโจวสือซวิน “คุณกินอะไรนิดหน่อยก่อนแล้วค่อยพักนะคะ ไม่อย่างนั้นาแจะไม่หายเอาง่าย ๆ”
จูกุ้ยฮวากับโจวเอ้อร์นีได้กลิ่นหอมยั่วยวนจึงโน้มตัวเข้าไปมอง ก็พบว่านี่เป็น้ำแกงเป็ดที่สุดแสนจะน่ารับประทาน ทั้งคู่จึงอดที่จะน้ำลายไหลไม่ได้
โจวเอ้อร์นียื่นมือเข้าไป “เป็ดนี่หอมมาก ๆ”
เซิ่งอันหนิงตีหลังมือของโจวเอ้อร์นีอย่างไม่เกรงใจ “นี่สำหรับพี่รองของเธอ เธอจะทำอะไร?”
โจวเอ้อร์นีลูบหลังมือที่แดงก่ำและเอ่ยขึ้นอย่างคับข้องใจ “แกงหม้อใหญ่ขนาดนี้ พี่รองของหนูจะกินหมดเหรอ? คนในเมืองอย่างพวกคุณก็ใจดำแบบนี้แหละ”
เซิ่งอันหนิงไม่เข้าใจว่าทำไมคนแบบโจวสือซวินถึงมีครอบครัวที่สุดยอดเช่นนี้ เธอจึงเย้ยกลับ “ว่าคนในเมืองใจดำ เธอเองก็อย่าทำให้ชื่อเสียงของคนบ้านนอกแปดเปื้อนสิ”
โจวเอ้อร์นีจ้องหญิงสาวเขม็ง แต่กลับไม่สามารถเถียงเซิ่งอันหนิงได้ ไม่กี่วันมานี้หล่อนมีความโลภอยากจะกินอาหารดี ๆ เป็อย่างมาก ตอนนี้ความสนใจของหล่อนอยู่ที่น้ำแกงเป็ดหม้อนั้นแล้ว และหล่อนก็จ้องมองด้วยแววตาเป็ประกาย
เมื่อก่อนก็โลภเช่นนี้ เด็กสาวรู้ดีว่าต้องรอให้ถึง่เทศกาลเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่สามารถอดกลั้นได้
และตอนนี้หล่อนก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เด็กสาวกลืนน้ำลาย ก่อนจะหันไปมองจูกุ้ยฮวา “แม่ หนูอยากกิน”
จูกุ้ยฮวาเองก็อยากกินเช่นกัน เทศกาลที่ผ่านมาที่บ้านเชือดไก่ไปหนึ่งตัว แต่ล้วนเป็ชายหนุ่มที่ได้กินก่อน หลังจากนั้นก็เป็ลูกของนาง ท้ายที่สุดสิ่งที่เหลือมาให้นางจึงมีเพียงกระดูก
ไม่นานนักจูกุ้ยฮวาก็ดึงหน้าใส่เซิ่งอันหนิง “พวกเราเดินทางมาถึงเมื่อวานและก็ได้แต่เป็กังวลเกี่ยวกับร่างกายของเ้ารอง จนถึงตอนนี้ข้าวปลายังไม่ตกถึงท้องเลย เธอรีบไปเอาชามกับตะเกียบมา พวกเราจะได้กินด้วยกันไง เ้ารองคนเดียวกินไม่หมดหรอก ”
แน่นอนว่าเซิ่งอันหนิงไม่คุยกับคนแบบนี้ “ด้านหลังมีโรงอาหาร ข้างนอกก็มีอาหารขาย หนึ่งจานราคาเพียงไม่กี่เหมา ถ้าพวกคุณหิวก็ออกไปกิน! น้ำแกงเป็ดนี้กินไม่หมดก็ไม่เสีย”
จูกุ้ยฮวาคุ้ยเคยกับการควบคุมที่บ้าน สะใภ้ที่บ้านทั้งสองคนไหนเลยจะกล้าไม่เชื่อฟังนาง “ฉันเป็แม่ของเขา กินเนื้อเป็ดสักคำไม่ได้เลยหรือไง?”
โจวสือซวินขมวดคิ้ว ชายหนุ่ม้าที่จะให้เซิ่งอันหนิงแบ่งเนื้อเป็ดให้กับทั้งสองเพื่อหลีกเลี่ยงการมีปากเสียง
ยังไม่ทันจะได้เอ่ยอะไร เซิ่งอันหนิงก็ได้พูดขึ้นก่อนแล้ว “เป็ดนี้ฉันเป็คนทำเอง ฉันอยากจะให้ใครก็เื่ของฉัน”
กล่าวเสร็จก็หันไปจ้องโจวสือซวิน ถ้าเขากล้าที่จะเป็คนดีแล้วละก็ เธอจะเทน้ำแกงเป็ดนี้ราดใส่หน้าของเขา
โจวสือซวินทำได้เพียงเม้มปากและหลับตาไม่สนใจเื่ราว
จูกุ้ยฮวาเห็นว่าโจวสือซวินไม่ได้ช่วยนางเลย ต่อให้รู้สึกโมโหแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยอะไร นางลากโจวเอ้อร์นีไปนั่งตรงข้ามเตียงผู้ป่วยและหยิบขนมแป้งย่างข้าวโพดออกมาให้ลูกสาว “กินซะ วันข้างหน้าถ้าแกแต่งงานเข้ามาอยู่ในเมือง อย่าใจดำแบบนี้นะ”
เซิ่งอันหนิงไม่ได้รู้สึกอะไรกับการประชดประชันแบบนี้ เธอกลับรู้สึกขบขันด้วยซ้ำ จูกุ้ยฮวาช่างเพ้อฝันเก่งเสียจริง วัน ๆ ไม่ทำอะไรเอาแต่ฝันว่าลูกสาวจะได้แต่งงานเข้ามาในเมือง
เซิ่งอันหนิงหยิบกล่องข้าวออกมาจากตู้ เธอคีบขากับปีกเป็ดและเทน้ำแกงลงไปเล็กน้อย
จากนั้นเอนตัวเข้าไปประคองโจวสือซวินให้ลุกขึ้นมา
ดูเหมือนเซิ่งอันหนิงจะลืมไปว่าในยุคนี้ความใกล้ชิดระหว่างชายหญิงมักจะอยู่ห่างกันเกือบสองเมตร ในมุมมองของเธอ นี่เป็เพียงการช่วยเหลือผู้ป่วยเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่ได้รู้สึกว่าระยะนี้ใกล้เกินไป
แต่โจวสือซวินไม่ได้คิดเช่นนี้ การที่เซิ่งอันหนิงเข้ามาใกล้เช่นนี้ จึงทำให้เขาได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากตัวเธอ กลิ่นนี้คล้ายกับกลิ่นส้มหรือไม่ก็มะลิ
ยังไม่ทันจะได้สติกลับมา เซิ่งอันหนิงได้เหยียดแขนข้างหนึ่งออกไปด้านหลังของเขา และอีกมือหนึ่งก็พยุงไหล่ของเขาไว้ เพื่อที่จะช่วยให้โจวสือซวินนั้นลุกขึ้นมา
เรี่ยวแรงมหาศาลของเธอนั้นทำให้ชายหนุ่มใ
เซิ่งอันหนิงไม่ได้สนใจอะไร เธอเองก็พลิกศพมานับไม่ถ้วน ดังนั้นจึงรู้ว่าควรต้องใช้แรงแบบไหน หญิงสาววางหมอนไว้ด้านหลังของโจวสือซวินและส่งกล่องข้าวให้กับเขา “นี่ผ่านมาสักพักก็น่าจะไม่ร้อนแล้ว คุณกินน้ำแกงก่อนค่อยกินเนื้อ แบบนี้จะช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น”
โจวสือซวินรู้สึกเขินอายที่จะต้องกินอาหารต่อหน้าจูกุ้ยฮวาและโจวเอ้อร์นี
เซิ่งอันหนิงรู้สึกว่าโจวสือซวินผู้มีนิสัยตรงไปตรงมากลับถูกแม่และน้องสาวที่มหัศจรรย์แบบนี้รังแก เธอจึงยื่นกล่องข้าวเข้าไปใกล้ปากของชายหนุ่ม “รีบกินซะ ฉันถือจนมือชาหมดแล้ว”
โจวเอ้อร์นีกลืนน้ำลายจนปากแห้ง หล่อนมองดูท่าทางวางอำนาจของเซิ่งอันหนิงและ้าที่จะเอ่ยอะไรซักอย่าง แต่ท้องก็ดันปั่นป่วนขึ้นมา หล่อนจึงเงียบปากลง…
……………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
คนไร้ยางอายแบบนี้มันต้องเจอกับอันหนิงเสียบ้าง ต่อให้จะเป็แม่กับน้องสามีก็เถอะ
ไหหม่า(海馬)