“เื่มันเริ่มั้แ่ฉันเพิ่งเข้าหน่วยลาดตระเวน” อุลริกพูด เขาหันไปมองยูริที่นอนแผ่บนพื้นอย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นแล้วเล่าต่อ
“ตอนนั้นฉันยังเป็หน้าใหม่เลยต้องไปเป็ทีม หนึ่งในสมาชิกทีมนั้นก็คือไอ้ฟอร์ชูนาโต้ตอนแรกก็ไม่มีอะไร พวกเราออกลาดตระเวนหาสมาชิกใหม่เหมือนทุกๆ ครั้ง วันหนึ่งเราก็ถูกผู้เล่นพบเข้าพวกเราทุกคนเข้าสู้แล้วพยายามถอยหนี แต่ไอ้หมอนั่นมันดันยืนเฉยๆ ไม่ยอมช่วยใคร แล้วยังมีหน้ามาพูดอีกว่าที่ไม่สู้เพราะจะได้ไม่เสี่ยงตายตอนนั้นมีคนตายไปสองคน ฉันกับอีกคนก็รอดมาแบบหวุดหวิด พอเอาเื่นี้ไปบอกหัวหน้ามันก็พูดอีกว่าอะไรรู้ไหม? ก็พวกนั้นมันอ่อนแอเอง ที่ฉันรอดมาผิดตรงไหน?”
ยูริขมวดคิ้วเหมือนระคายหู ส่วนลัคนายังฟังอยู่
“อีกครั้งหนึ่ง พอเราออกไปแค่สามคน พอเจออันตรายไอ้นั่นมันวิ่งไปหลบคนแรกไม่รู้ว่าเข้าหน่วยลาดตระเวนมาได้ไง ถ้าจะให้ฉันจับคู่กับไอ้นั่นล่ะก็นะ รับรองฉันต้องโดนทิ้งให้ลุยเดี่ยวตายคนเดียวแน่”
เขาพูดใส่อารมณ์แล้วถอนหายใจ
“ขอโทษนะ แต่นึกแล้วโมโหสุดๆ ฉันไม่ถูกกับคนประเภทนั้นที่สุด”
“เพราะอย่างนั้นถึงเข้ากันได้กับเรืองฤทธิ์สินะคะ”
“ใช่ ฉันออกจากทีมเดียวกับฟอร์ชูนาโต้หลังจากนั้น แล้วก็ได้เป็เพื่อนกับเรืองฤทธิ์นับจากนั้นเราก็เป็คู่หูกันมาตลอด” อุลริกเอามือก่ายหน้าผาก “พอนึกว่าจะไม่มีเรืองฤทธิ์อยู่ด้วยแล้วมันก็...จะว่ายังไงดี...?”
“พอรู้ว่าส่วนหนึ่งของชีวิตหายไป เหมือนถูกมีดเสียบทะลุอกความทรงจำที่ดีกลับกลายเป็ความทรงจำที่ทำให้ถวิลหาจนรู้สึกเ็ป” ยูริหยิบมีดสั้นพลิกดูเล่นๆ
“...” ทั้งสามไม่พูดอะไรต่อ
“อริสเตือนฉัน...ตอนนี้ฉันเข้าใจสาเหตุแล้วค่ะ” ลัคนาพูดเสียงเบา
“อริส... เธอเป็เด็กดีมากนะ เธอเข้าใจความรู้สึกของคนที่ต้องสูญเสีย ต่างจากไอ้นั่นลิบลับแต่ฉันว่าเด็กคนนั้นออกจะสุดโต่งไปหน่อย คนเรามีชีวิตโดยไม่ผูกพันกับใครเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้” อุลริกเอามือออกจากหน้าแล้วนั่งไหล่ตก “ไม่มีใครในออโรร่าบาเรียไม่เคยสูญเสียหรอกเรืองฤทธิ์เป็คู่หูที่ไม่มีทางแทนที่ได้ ฉันขัดใจมากที่หัวหน้าไม่เข้าใจ”
“หัวหน้ามุ่งมั่นกับการค้นหาสตาร์ดัสต์ เรล์มเกินไปต่างหาก ดูสิ โอ๋ลัคนาเสียขนาด”ยูริแทรก เด็กสาวรู้ว่ายูริไม่ได้มีเจตนาจะเหน็บแนม แต่เธอก็แอบสะดุ้งเล็กน้อย
“อาจจะไม่ใช่เื่ของฉันที่ต้องถาม แต่ต่อจากนี้ทั้งสองคนจะเอายังไงต่อคะ?”
“คงต้องคู่กัน ตอนนี้ไม่มีใครอื่นที่ฉันอยากได้เป็คู่หูนอกจากอุลริก”ชายหนุ่มที่นอนอยู่บนพื้นพูดเสียงเรียบ “สำหรับฉัน นิโคไลเป็ทั้งเพื่อน ทั้งคู่หูที่แทนที่ไม่ได้เหมือนกันเขาไม่ค่อยพูดกับคนอื่นแต่กับฉันล่ะบ่นจัง ตอนแรกคิดว่าเป็ั์หน้าโหดถือค้อนเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาแต่พอมีเื่อะไรเกิดขึ้นเขาก็มาช่วยฉันคนแรกตลอด ขยะอะไรอย่างไปคู่กับใครก็ไม่รู้หลังจากอยู่กับนิโคไลมาตั้งนานไม่เอาด้วยหรอก”
ยูรินอนหลับตา ลัคนาอ่านสีหน้าเขาไม่ออก
“นา ถ้าสักวัน...พวกเราคนใดคนหนึ่งต้องจากไป หรือถ้าเธอจากพวกเราไป...ขอให้จำไว้นะว่าคนคนนั้นไม่สามารถแทนที่ได้เธอเองตอนนี้ก็เป็ทั้งพรรคพวกทั้งเพื่อนที่แทนที่ไม่ได้สำหรับทุกคนแล้วเหมือนกัน”
“...ขอบคุณค่ะ” ลัคนากล่าว
แค่ได้เห็นทั้งสองคนดีขึ้น เธอก็รู้สึกสบายใจ
แม้นั่นจะไม่ลบความผิดที่เธอเป็คนพาคู่หูของพวกเขาไปตายก็ตาม
...
คนที่ยังซึมเศร้าตอนนี้กลับเป็ปีและอึนริว
“อย่างนี้ใครจะมารุมแกล้งฮิบิคิกับเรา?” ถึงจะพูดเื่การแกล้งฮิบิคิแต่เด็กชายก็มีสีหน้าเศร้าหมองไม่พูดด้วยเสียงดังสดใสเช่นเดิม
“โอ๊ย...ทำไมเรืองฤทธิ์กับนิโคไลต้องมาตายด้วย?!” อึนริวลากเสียงยาว เขาฟุบหน้าลงกับโต๊ะไม้ตัวเก่าในบ้านพัก บริเวณลำคอของเขาแดง
“ขอโทษนะ ฉันผิดเองที่พาทุกคนไป”
ทั้งสองคนพยายามหาคำพูด แต่สุดท้ายคนที่ปลอบใจลัคนากลับเป็คนไม่ค่อยใส่ใจคนอื่นอย่างฮิบิคิแทน
“กุญแจต่างหากที่เลือก แล้วเลิกโทษตัวเองสักทีเถอะ เธอเอาแต่ขอโทษจนฉันชักรำคาญแล้ว”
“ช่าย ลัคนาไม่ผิดสักหน่อย แล้วแกไปรำคาญเขาทำไมฮิบิคิ?” ปีหันไปแขวะฮิบิคิ แล้วก็ถอนหายใจหลังคิดว่าจะไม่มีเรืองฤทธิ์มาช่วยซ้ำเติมแล้ว
ทั้งสามถกเถียงกันเพื่อกลบเกลื่อนความเสียใจ หลังพูดกันไปสองสามประโยคก็เงียบอีก
“เมื่อวานอุลริกกับยูริร้องไห้...เราสี่คนเลยกอดคอร้องไห้กันหมด” อึนริวพูดเสียงเบาใบหน้ายังฟุบอยู่บนโต๊ะไม่ยอมเงยขึ้นมา
“ไอ้พวกผู้เล่นมันดีกว่าพวกเราตรงไหน...ถึงได้มีสิทธิ์มาฆ่ากันแบบนี้...”ฮิบิคิกัดฟันพูด ปีตบไหล่เขาสามที
“พวกเขาเชื่อว่าเราเกิดมาเพื่อถูกทำลาย ทำไมพวกเขาถึงต้องคิดแบบนั้นด้วย?” ลัคนาถาม
“คุณรินคำบอกว่ามันมีเหตุผลค่ะ” อริสพูดขณะเดินลงมาจากบันได เธอมีรอยยิ้มเศร้าบนใบหน้าทั้งสี่คนหันไปมองเด็กสาวสีขาวเป็ตาเดียว “คุณรินคำพยายามปลดปล่อยพวกเราเพื่อให้เราหลุดจากความทุกข์นี้แต่สุดท้าย...”
“อริส...” ลัคนาลุกเข้าไปหา “ฉันเข้าใจแล้วล่ะ”
“นาน่าเหมือนคุณรินคำมากเลยนะ รู้สึกดียังไงก็ไม่รู้ เหมือนได้เจอคุณรินคำอีกครั้งเลย”เธอยิ้มแล้วเอียงคอไปด้านหนึ่ง ท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู
สตาร์ดัสต์ เรล์ม ต้องมีจริง ลัคนาย้ำกับตัวเองอย่างนั้น
...
“Ciao คุณกุญแจ Come Stai? (สบายดีไหม?)”
ลัคนาเอียงคอ
ตอนนี้เป็เวลาประชุมสมาชิกหน่วยลาดตระเวน ฟอร์ชูนาโต้เข้ามาทักทายเธออย่างเป็มิตรแต่เธอก็ทำใจตอบเขากลับไม่ได้
นิชพรและลอร์น่านั่งอยู่ข้างกัน เธอไม่ได้เห็นนิชพรมาสักพัก เด็กสาวดูอิดโรยพอๆกับยูริและอุลริก คนที่ยังกระฉับกระเฉงเช่นเดิมก็มีเพียงอรุโณทัยเท่านั้น หญิงสาวทักทายทุกคนแต่ละคนก็ตอบกลับแบบไม่มีแรง
“ลัคนา เป็ยังไงบ้าง?” เธอเข้ามาถามเด็กสาวลัคนาแค่พยักหน้า อรุโณทัยขมวดคิ้วกับคำตอบที่ได้รับ
“เธอเป็ถึงกุญแจแห่งอิสรภาพเชียวนะ จากนี้ไปพวกเราต้องพยายามให้มากกว่านี้”
ภาพร่างของนิโคไลที่จมกองเืผุดเข้ามาในหัวของเธออีกครั้ง เด็กสาวระงับอารมณ์ของตัวเองไว้ฮิบิคิที่นั่งอยู่ข้างๆ สังเกตอาการนี้แล้วแตะมือของเธอเบาๆ ลัคนาผ่อนลมหายใจแล้วเงยหน้าขึ้นมองอรุโณทัย
“ฉัน...ในิดหน่อยค่ะ” เธอตอบเสียงแห้ง อรุโณทัยพยักหน้าแล้วไม่พูดอะไรต่อ
เด็กสาวหันไปสบตาฮิบิคิ เด็กหนุ่มมองตามแผ่นหลังของหญิงสาว สีหน้าไม่พอใจ
นิชพรตอนนี้มีท่าทีเหมือนกับตุ๊กตา ลอร์น่านั่งโอบไหล่เธออยู่ข้างๆ ลัคนาได้แต่เดาสาเหตุว่าคงจะเป็อาการช็อกลอร์น่ากระซิบปลอบใจเธอ นิชพรพยักหน้าแล้วลุกออกไป ฟอร์ชูนาโต้มองตามเด็กสาวทั้งสอง
“เธอชอบเรืองฤทธิ์สินะ อา...ความรักช่างเ็ปและงดงาม!”
พอเขาพูดจบยูริผุดลุกขึ้น ใบหน้าโกรธจัด เท้ากระทืบบนเก้าอี้จนมันแทบหัก
“หุบปากซะไอ้สวะ! อย่างแกจะไปเข้าใจอะไรคนอื่น?! Fuck off and die already!” น้ำเสียงชายหนุ่มเกรี้ยวกราดฟอร์ชูนาโต้หยุดนิ่งไปพักหนึ่ง สายตาของเขาเ็าผิดกับสายตาของยูริลิบลับ
“I did not let her die, ยูริ. It was because you’re weak.”
“ไอ้เหี้--!! ทำไมแกถึงไม่ใช่คนที่ตายวันนั้นวะไอ้สารเลว?!”
เขาสบถคำหยาบคายออกมา ทุกคนนิ่งเป็หุ่นกระบอก
เธอคนที่ฟอร์ชูนาโต้พูดถึงอาจจะเป็หนึ่งในสมาชิกหน่วยลาดตระเวนที่ออกไปพร้อมเขาก็ได้ที่แน่ๆ คือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว
ลัคนาหน้าซีด ยูริจะรู้สึกแบบนี้กับเธอหรือเปล่าว่าทำไมคนที่ตายวันก่อนถึงเป็นิโคไลไม่ใช่เธอ?
“พอได้แล้วทั้งสองคน” หยางลุกขึ้นห้ามทัพ
ยูริไม่วายส่งสายตาอาฆาต ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งเอามือก่ายหน้าผาก
“La vita è così difficile…” เขาคร่ำครวญก่อนจะเดินกลับไปยังบ้านพัก
“อรุโณทัย หยุดได้แล้ว เลิกประชุม” หยางกล่าวปิดประชุมแค่นั้นทั้งที่พวกเขายังไม่ได้เข้าเื่อะไรทั้งนั้นหัวหน้าสาวชักสีหน้าไม่พอใจแต่ก็ยอมทำตามแต่โดยดี
พอหยางพูดจบ ลัคนาถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอเอามือกอดเข่าแล้วทำท่าจะหลับไปทั้งอย่างนั้นฮิบิคิดึงเธอให้ลุกขึ้นมา
“นี่ ถึงเธอจะเข้าหน่วยลาดตระเวนแล้ว ฉันก็ยังเป็คนดูแลเธออยู่นะ” เขาพูดห้วนๆเด็กสาวพยักหน้า เด็กหนุ่มมองเธออย่างขัดใจ
“จะตายเพราะโทษตัวเองแล้วรึไง?”
เธอไม่ตอบ
ฮิบิคิขยี้ผมอ ศีรษะเขาตอนนี้มีสภาพเหมือนรังนกแต่เ้าตัวก็ดูไม่ใส่ใจเขากึ่งลากกึ่งจูงลัคนาไปยังจุดที่ทั้งคู่เคยมองพระอาทิตย์ตกดินด้วยกัน เด็กหนุ่มหันประจันหน้าเธอดวงดาวกระจายอยู่บนท้องฟ้า แสงอ่อนๆ ส่องกระทบใบหน้าทั้งสองคน ดวงตาของเด็กหนุ่มเป็ประกายเหมือนกับแมวในความมืดลัคนาจ้องดวงไฟดวงเล็กๆ สองดวงนั้น
“พูดมาซะ” เขาสั่ง “มีอะไรที่อัดอั้นอยู่ในใจเธอก็พูดออกมา ที่นี่มีแค่เราสองคนไม่ต้องกลัวคนอื่นมาได้ยินหรอก”
ลัคนาเข้าใจความห่วงใยของเขา เธอก้มหน้ามองพื้นเพื่อรอบรวมความคิดแล้วก็เทความรู้สึกทั้งหมดออกมา
“ฉันไม่น่าเลือกไปที่นั่นเลย ถึงเราจะได้รู้ว่ามีอะไรอยู่ตรงนั้นแต่มันไม่คุ้มค่ากับสองชีวิตที่ต้องเสียไปสักนิดฉันทำให้ทั้งยูริทั้งอุลริกเสียใจ ทำให้นิชพรต้องอกหัก ฉันรู้สึกผิดจนไม่รู้จะทำยังไงแล้วถึงยูริกับอุลริกจะให้อภัยฉัน ถึงปีกับอึนริวจะไม่ถือสาอะไร แต่ฉันก็อดคิดไม่ได้ว่าลึกๆพวกเขาคงจะโกรธฉันที่เอาเพื่อนไปตายแบบนั้น ถ้านิชพรเกลียดฉันขึ้นมาฉันก็ไม่มีสิทธิ์ไปว่าอะไรทั้งนั้นถึงจะบอกขอโทษเป็ล้านคำก็ไม่สามารถชดใช้ได้เลย”
“เธอ...กลัวจะถูกเกลียด...?”
“ฉันรู้สึกผิดแล้วก็เสียใจภายหลัง ฉันทำให้เธอเสียใจด้วยใช่ไหม? ฮิบิคิ บอกมาตรงๆ เถอะนะ จะได้ไม่ต้องหนักอกอีกแล้ว”
ลัคนาไม่เหมือนกับลัคนาโดยปกติ เธอดูเปราะบางและจะแหลกสลายได้ง่ายๆ ฮิบิคิทำอะไรไม่ถูกไปพักหนึ่งเด็กหนุ่มมองซ้ายมองขวา เขาเดินเข้าไปใกล้เด็กสาวอีกก้าวหนึ่ง
ฮิบิคิดึงลัคนาเข้ามากอด อ้อมกอดของเขางุ่มง่ามแต่ก็ทำให้น้ำตาของเด็กสาวไหลได้ง่ายๆ
“ก่อนหน้าที่เธอจะมา ไม่มีใครมีเบาะแสอะไรเกี่ยวกับสตาร์ดัสต์ เรล์มเลยถามใครก็ไม่ได้ ออกไปข้างนอกก็มีแต่จะโดนฆ่า มีแต่พื้นที่โล่งๆ ไม่มีแผนที่ ไม่มีคำใบ้ไม่มีอะไรเลย” เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนลงกว่าปกติ เขากอดตัวเธอที่เริ่มสะอื้นแน่นขึ้น“จนเธอเข้ามา เราก็ยิ่งรู้มากขึ้น มีเป้าหมาย มีความหวัง ตัวฉันในตอนนี้เปลี่ยนไปมากไม่ใช่ฮิบิคิที่เกลียดทุกสิ่งทุกอย่างอีกแล้ว เพราะเธอนั่นแหละ”
“...” ร่างบางสั่นเมื่อเธอสะอื้นแรงขึ้น น้ำตาร่วงเผาะลงบนไหล่ของเด็กหนุ่มที่สูงพอกัน
“พวกนั้นไม่เคียดแค้นคนที่ตัวเองเห็นเป็เพื่อนหรอก อุลริกไม่เคยบอกเธอรึไงว่าทุกคนเห็นเธอเป็คนที่แทนที่ไม่ได้แล้ว?”
“...อือ...” ลัคนายิ้มทั้งน้ำตา เด็กหนุ่มจึงปล่อยเธอ
“ฉะนั้นไม่ต้องรู้สึกผิด ถ้าคาใจนักก็ไปถามเ้าตัวตรงๆ เลยสิ”
“ขอบใจนะ ฮิบิคิ”
“เฮ้อ...เธอนี่นะ คิดมากไปได้” เด็กหนุ่มกลับไปทำตัวเหมือนเก่า แต่แสงดาวก็ยังสองให้เห็นว่าทั้งใบหน้าทั้งหูเขาแดงไปหมดฮิบิคิสวมผ้าพันคอไว้เขาจึงดึงมันขึ้นมาปิดครึ่งล่างของใบหน้าด้วยความกระดากอาย ฝ่ายลัคนายังพยายามปาดน้ำตาอยู่
“อุ่นจังเลยนะ ฮิบิคิ เหมือนเคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนยังไงก็ไม่รู้...” ทันใดนั้นเองกระแสไฟฟ้าก็แล่นปลาบในศีรษะของทั้งสองคน ทั้งลัคนาทั้งฮิบิคิทรุดลงพร้อมกัน กระแสไฟฟ้านี้เหมือนกับตอนที่ลัคนาเพิ่งมาถึงแล้วคุยกับฮิบิคิ
“ฟอร์มแตกเลย ฮิบิคิ”
“หึ อย่าฝืนตัวเองนักสิ”
บทสนทนาสั้นๆ ผุดขึ้นมาในหัวของลัคนา เธอมองฝ่ายตรงข้ามอย่างสับสน ซึ่งเขาก็มองเธอด้วยสายตาแบบเดียวกัน
“...นั่นมันอะไรกัน...?” คำตอบที่ได้รับคือส่ายหน้า
“ฉัน...ฉันไม่รู้...ฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไร...” เด็กสาวกุมศีรษะสับสน
“อย่าบอกนะว่านั่นคือความทรงจำ? นั่นเป็ความทรงจำที่ชัดที่สุดที่ฉันเคยนึกได้เลย”
“หมายความว่าเราเคยรู้จักกันมาก่อน...?”
ทั้งสองได้แต่มองตากันโดยไม่อาจพูดอะไรได้ เพราะความทรงจำนั้นจะตีความไปเป็อะไรอื่นไม่ได้
ทันใดนั้นอึนริวก็เดินมา เขาทำหน้าเหลอหลาเมื่อเห็นทั้งคู่ยืนจ้องกันในความมืด
“โอเค ไม่กวน” เขาพูดแค่นั้นแล้วหันหลังกลับ
“เฮ้ย อึนริว มานี่ก่อน!” ฮิบิคิรีบไล่ตามไปก่อนที่เขาจะไปปล่อยเื่อะไรแปลกๆอีก ลัคนามองตามแผ่นหลังของเขาด้วยความโหยหา เธอรู้สึกประหลาดใจที่ตัวเองรู้สึกแบบนี้
ความรู้สึกคิดถึงแบบนี้คืออะไรกัน? เธอได้แต่สงสัย
...
วันต่อมา อรุโณทัยได้จัดการลาดตระเวนอีกครั้ง ทุกคนมารวมตัวกัน ฟอร์ชูนาโต้ที่เพิ่งเข้ามาใหม่เองก็อยู่ตรงนั้นมีสมาชิกคนอื่นๆ อีกหนึ่งทีมยืนคอยอยู่ก่อนหน้า
“เราไม่ได้ออกลาดตระเวนวันหนึ่ง ไม่รู้ว่าปล่อยให้ใครตายไปหรือเปล่า คราวนี้ต้องออกไปแล้ว”
ทุกคนขานรับ ในน้ำเสียงไม่มีแก่ใจจะไปสักนิด
“One more time! ขอดังๆ หน่อย” ฟอร์ชูนาโต้ะโแล้วกางแขนเรียกเสียงร้องไม่มีใครพูดอะไร แม้แต่สมาชิกทีมสี่คนที่ดูจะมีพลังใจจะไปมากที่สุด
“เอาล่ะ วันนี้เราจะแบ่งสี่ทีม ลัคนากับฮิบิคิ ไปกับลอร์น่าและนิชพร ปีกับอึนริวไปกับฟอร์ชูนาโต้พวกนายไปแค่ใกล้ๆ นี่ก็พอ ฉันกับหยางจะไปกับยูริและอุลริก พวกเธอสี่คนไปตรงนี้” หญิงสาวพูดไปชี้แผนที่ไปแผนที่ตอนนี้มีพื้นที่เพิ่มขึ้นมา ลัคนามองชื่อ ‘แอวาแลนช์ แอปริคอต’ ที่เพิ่มอยู่ในแผนที่อย่างไม่สบายใจ
ั้แ่เมื่อคืนเธอก็มองหน้าฮิบิคิไม่ค่อยติด ตอนนี้ยังรู้สึกเขินๆ อยู่แต่ในหัวกลับมีเื่ของเขาวนไปวนมาอย่างช่วยไม่ได้ ลัคนาเลื่อนมือไปจับดาบแล้วรวบรวมสมาธิตั้งสติเพื่อไปเผชิญกับอะไรก็ตามที่รออยู่
...
ลัคนา ฮิบิคิ ลอร์น่า นิชพร ทั้งสี่คนเดินไปยังจุดที่ได้รับมอบหมายโดยไม่พูดไม่จา
“นิชพร...?” ลัคนาวางมือลงบนไหล่ของเด็กสาวผมยาวเบาๆเธอยังดูอิดโรยและขวัญเสีย
“มีอะไรเหรอ?” นิชพรหันมาตอบลัคนาด้วยรอยยิ้มบางๆ
“ถ้าโกรธฉัน...ก็บอกมาตรงๆ ได้เลยนะคะ”
อีกฝ่ายถอนหายใจ
“ถ้าจะโกรธใครคงจะโกรธแอปริคอตนั่นละ” เธอพูดเนือยๆ
“อ้าว คุยอะไรหดหู่กันจัง?” ลอร์น่าวางมือลงบนไหล่ของทั้งสองคนแล้วยิ้มกว้างแทนที่ทุกคนจะอารมณ์ดีขึ้นกลับกลายเป็ว่าทุกคนเงียบกริบแทน เด็กสาวถอนหายใจแรงๆ แล้วยอมถอยไปแต่โดยดี
จุดที่ทั้งสี่คนถูกมอบหมายมาให้สำรวจคือถ้ำขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ระหว่างป่าต้นหลิวและูเาสามฤดู
“ฮิบิคิ นายเคยมาที่นี่รึเปล่า? ในนี้มันจะไปมีพวกของเราอยู่ได้ยังไง?” ลอร์น่าถามเมื่อเห็นปากถ้ำ แสงสีน้ำเงินสลัวๆ ส่องออกมา เด็กหนุ่มส่ายหน้าเขาไม่มีทีท่าว่าอยากเข้าไปสักนิด
“ไม่มีทางหรอก ไม่ว่าฉันจะผ่านปากถ้ำนี้กี่ทีก็รู้สึกไม่ปลอดภัยทุกครั้ง”
“แล้ว...ทำไมเราถึงต้อง...” ลัคนาเค้นคำถามออกมา เธอเริ่มเข้าใจว่าทำไมฮิบิคิถึงไม่ยอมเข้าไป
“หึ หัวหน้าน่ะสิ” เขาพูดน้ำเสียงประชดประชัน “สตาร์ดัสต์ เรล์มคือปาฏิหาริย์ที่ต้องรีบตามหาหัวหน้าส่งเรามาในสถานที่ซึ่งไม่น่าจะมีพวกของเราโผล่มาก็เพราะอยากให้เราตามหาเบาะแสยังไงล่ะระหว่างที่เราเอาชีวิตไปเสี่ยงข้างใน หัวหน้าก็วิ่งหาพวกเพิ่มอยู่ข้างนอก เข้าท่าไหมล่ะ?”
“หัวหน้าเหรอ...?” ลัคนาย้ำ ยังไม่เข้าใจดีว่าฮิบิคิ้าจะสื่ออะไร
“ลัคนา ไม่เห็นท่าทีของหัวหน้าสองสามวันมานี้เหรอ? ไฮเปอร์อย่างกับอะไร ดูท่าจะไม่สนใจอะไรนอกจากสตาร์ดัสต์ เรล์มอีกแล้วละ”
“แต่ทำไมถึงไม่ให้ฉันไปอยู่ด้วยละ?” ลัคนาถาม ตัวเธอเป็กุญแจฉะนั้นคนที่อรุโณทัยอยากอยู่ด้วยมากที่สุดน่าจะเป็เธอ
“คราวนี้คงไปดูสมดุลทีมของยูริกับอุลริก รับรองว่าคราวหน้าเธอโดนแยกจากฉันแน่ให้ตายสิ” เด็กหนุ่มพูดเซ็งๆ หันหลังให้สามสาว “หัวหน้าไม่ใช่คนดีเลิศประเสริฐศรีอย่างที่คิดกันหรอก”
“สรุปแล้วเราจะเข้าไปไหม?” ลอร์น่าถามขึ้น
ลัคนายังตุ้มๆ ต่อมๆ ใจหนึ่งกลัวว่าจะไปเจออะไรแบบแอปริคอตอีกครั้ง แต่อีกใจหนึ่งก็อยากจะรู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างใน
“วันนี้หัวหน้าน่าจะลาดตระเวนในเขตของพวกเราด้วย ฉะนั้นอย่าได้คิดไปเดินเล่นดีกว่า”ฮิบิคิเดินไปพิงกับต้นไม้
“แล้วจะเข้าไปเหรอ?” ลอร์น่าย้อน
“ฉันก็ไม่รู้ ถามลัคนาสิ”
เด็กสาวสะดุ้งเมื่อถูกโยนภาระการตัดสินใจมาให้ เหลือบไปมองนิชพรก็เห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีสีหน้าอะไรลัคนาสูดลมหายใจลึกๆ ถ้าการตัดสินใจของเธอจะนำไปสู่ความตายของใครอีก สู้ยืนอยู่ข้างนอกทั้งวันยังจะดีกว่าสุดท้ายพวกเขาเลยได้แต่ยืนค้างอยู่ตรงนั้น
ยิ่งยืนเฉยๆ นานเท่าไร บรรยากาศก็ยิ่งอึดอัดขึ้นเท่านั้น
เธออยากจะย้ายไปห่างๆ จากถ้ำนี้แต่ก็กลัวว่าจะถูกใครพบเข้า ไม่ว่าจะเป็ผู้เล่นมอนสเตอร์ หรืออรุโณทัย เธอยังไม่อยากเจอใครทั้งนั้น
“ฟะ ฟาทีมาเป็ยังไงบ้างคะ?” ลัคนาพยายามลดความอึดอัดลง
“เด็กคนนั้นถึงจะทำตัวแปลกๆ แล้วก็ชอบอยู่คนเดียว แต่ก็กำลังปรับตัวแหละ”ลอร์น่าเล่า
“...” นิชพรไม่ปริปากพูดอะไรมาสักพัก ในที่สุดเธอก็พูดขึ้น “เหนื่อยจังเลยขอพักก่อนนะ” พูดจบก็นั่งลงกับพื้น ลัคนาขยับเข้าไปใกล้ลอร์น่า
“ที่เรืองฤทธิ์จากไป...?” เธอกระซิบถาม
“น่าจะเป็สาเหตุหลักเลย แต่อีกส่วนหนึ่ง ฉันคิดว่ามาจากการที่เธอไถลตกเขานิชพรเห็นอย่างนี้จริงๆ เธอกลัวการตกจากที่สูงมาก เวลาที่ในท้องมันวูบไปหมดตอนที่ร่วงน่ะ”คนถูกถามตอบอย่างครุ่นคิด
เวลาผ่านไป ทั้งสี่คนยังยืนเฉยๆ ตรงปากถ้ำโดยไม่คิดจะทำอะไร
“จะเข้าไปดีไหมคะ?” ลัคนาถามลอยๆ
“ฉันจะเข้าไป นิชพรกับฮิบิคิอยู่ข้างนอกนี่แหละ” ลอร์น่าพูดเสียงเข้ม
“ถ้าลัคนาไปฉันก็ไป” ฮิบิคิเถียง
“ฉันจะอยู่ตรงนี้แหละ” นิชพรพูดเสียงเบา ลอร์น่าหันมามองเพื่อนด้วยสีหน้าใ
“อยู่คนเดียวไม่ได้นะ ถ้าไปไหนก็ต้องไปด้วยกันสิ”
“...จะกลับแล้ว”
“นิชพร!”
“ถ้าจะกลับพวกเราก็กลับกันทั้งหมดนี่แหละ” ฮิบิคิเริ่มหมดความอดทน เขาสะบัดหน้าเดินกลับไปยังทิศของบาเรียคนแรกนิชพรเดินตามเขา
จู่ๆ ลัคนาก็หยุดกึก เธอชักดาบออกมาแล้วหันหน้าไปทางพุ่มไม้สีน้ำเงินใกล้ๆ
“อยู่ตรงนั้นใช่ไหม...?” เธอหันดาบเล็กน้อยให้มันสะท้อนกับแสงอาทิตย์มีความเคลื่อนไหวจากพุ่มไม้ ชายคนหนึ่งยืนขึ้นในท่ายกมือสองข้างเหนือศีรษะยอมจำนน
แวบแรกอาจจะคิดว่าคนคนนั้นเป็ผู้เล่น แต่ไม่มีแถบสีเขียวอยู่เหนือศีรษะชายคนนั้นยิ้มแหยๆ เขาอยู่ในเสื้อคลุมนักเดินทางเก่ามอซอ แบกสัมภาระมากมายไว้บนหลังท่าทางหวาดกลัวดาบของลัคนาอย่างมาก
“ผมก็แค่นักเดินทางที่ผ่านทางมาเท่านั้นขอรับ อย่าทำอะไรเลยขอรับ” เขาพูดอย่างนอบน้อม
“ทำไมถึงต้องแอบดูพวกเราด้วย?” ฮิบิคิหันมาถามสีหน้าบอกว่าเขาไม่สบอารมณ์
“ก็แหม ผมจะเข้าไปในนั้นแต่พวกคุณไม่ยอมเข้าไปกันสักที จะเข้าไปทักก็ไม่กล้าเลยแอบอยู่อย่างนั้นขอรับออ ลืมแนะนำตัว ผมชื่อภีมขอรับ” เขายิ้มแฉ่งลืมความกลัวเมื่อครู่ไปสนิท ลัคนาเลิกคิ้วข้างหนึ่ง
“จะเข้าไปทำอะไรในนั้น?” เด็กหนุ่มถามอย่างไม่เป็มิตร
“นึกว่าจะไม่ถามเสียแล้ว! ข้างในนั้นมีตัวตนที่ชื่อว่า ‘เสือแห่งสนธยา’อยู่ขอรับ เชื่อกันว่าถ้าสามารถตอบปัญหาของเสือตนนั้นได้จะได้รับพรหนึ่งข้อ ผมก็กำลังคิดว่าจะเข้าไปแล้วพวกท่านจะเข้าไปกับผมไหมขอรับ?”
“ไม่น่าไว้ใจเลยนะแก...”
“เข้าไปกันเถอะ” ลัคนาโพล่งขึ้นโดยไม่ทันคิด
“นี่ ถ้าจะเข้าไปเพราะรู้สึกผิดแล้วจะขอให้มันชุบชีวิตสองคนนั่นน่ะลืมไปเลยเอาชีวิตตัวเองให้รอดไว้ก่อนดีกว่า ข้างในมีอะไรอยู่ก็ไม่รู้”
“ฉันจะเข้าไป” นิชพรเปลี่ยนใจแล้วหันหลังกลับมา เธอเดินเข้าไปในถ้ำคนแรกโดยไม่ลังเล
“เดี๋ยวสิ นิชพร...?” ลอร์น่ามองตามเพื่อนรัก
“มีเพื่อนร่วมเดินทางเพิ่มผมก็ดีใจ คุณหนู ไปกันเลยดีกว่าขอรับ” นักเดินทางที่ชื่อภีมเดินตามต้อยๆลัคนาสังหรณ์ไม่ค่อยดีเกี่ยวกับคนคนนั้นแต่ก็ตัดสินใจตามไป สุดท้ายแล้วก็เข้าไปในถ้ำด้วยกันหมด