เมื่อถึงยามเย็นสังข์ทองและวารุตก็ช่วยกันหาบขนมหวานออกไปขายตามปกติ ถึงแม้ว่านางรจนาจะบอกเล่าข่าวลือเื่กองโจร์ทมิฬให้ทั้งคู่ฟังแล้วก็ตาม สังข์ทองคิดว่าพวกเขาไม่ได้เดินทางออกไปไกล ไปเพียงแค่หมู่บ้านละแวกใกล้ ๆ เพียงเท่านั้น มันไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขาได้ จึงพาลูกชายออกไปในครั้งนี้ โดยให้นางรจนาที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยสบายรออยู่ที่บ้าน
การเร่ขายขนมหวานของสองพ่อลูกเป็ไปอย่างราบรื่น ก็เพราะสังข์ทองเขาเป็คนที่พูดเก่งอัธยาศัยดี ชอบพูดกระเซ้าเย้าแหย่ หลอกล่อเล่นกันกับลูกค้าอยู่เสมอๆ เหล่าลูกค้าก็ดูชอบอกชอบใจในคารมคมคายของเขา
ส่วนวารุตก็คล่องแคล่วว่องไวหยิบจับขนมหวานใส่กระทงใบตอง พวกเขาร่วมด้วยช่วยกันไม่นานขนมหวานที่เตรียมมาก็ขายจนหมดเกลี้ยง ได้เศษโลหะที่เรียกกันว่าเงินเต็มตะกร้า วารุตหันไปมองหน้าพ่อแล้วเขาก็ยิ้ม เขาจะเอาเงินกองนี้ไปซื้อหมูมาเลี้ยงสักตัว ซึ่งเป็สิ่งที่ วารุตอย่างได้มานานแล้ว
สังข์ทองยืนกอดอกกางขาทำท่าทางอวดดีแล้วพูดออกมาว่า
“เป็ไง มาขายกับพ่อ ยังไม่ทันไรขนมก็หมดซะแล้ว”
เขาคุยโวต่อหน้าลูกชาย
วารุตหรี่ตามองอย่างไม่อยากจะเชื่อพลางแสยะยิ้ม
“มันแน่นอนอยู่แล้ว ก็พ่อเล่นเอาทั้งแจกทั้งแถม มันก็หมดไวสิขอรับ”
คำพูดของลูกชายทำเอา สังข์ทองกลั้นขำไว้ไม่อยู่เขาหัวเราะร่าออกมา
“ฮ่า ๆ มันเป็กลยุทธ์ในการขาย จำเอาไวด้วยล่ะลูกพ่อ”
แล้วเขาก็แบกกระบุงเปล่าเดินเชิดเจิดตระหง่านอย่างภาคภูมิใจนำหน้าวารุตไป มุ่งหน้ากลับไปยังหมู่บ้านของตน
สองพ่อลูกเดินขนาบข้าง หาเื่สัพเพเหระมาพูดคุยกัน โดยอาศัยแสงจากตะเกียงหนึ่งดวงและแสงของพระจันทร์สาดส่องนำทาง เดินมาได้สักพักก็
กรุบๆ กรุบๆ กรุบๆ!
ทันใดนั้นเองสังข์ทองและวารุตก็ได้ยินเสียงของอะไรสักอย่างที่ตรงดิ่งมาด้วยความเร็ว บรรยากาศแสนร่าเริงเมื่อก่อนหน้าได้เปลี่ยนไปในฉับพลัน โดยเฉพาะสังข์ทองเขาดูตื่นตระหนกเป็อย่างมาก กวาดสายตาไปมาอย่างลุกลี้ลุกลน
‘มันเกิดอะไรขึ้น เขาจะปกป้องลูกชายของตัวเองยังไงดี’
สัตว์สี่เท้าะโกระโจนมาดักอยู่ทางด้านหน้า มีชายหนึ่งคนนั่งอยู่บนแผ่นหลังของมัน และมีชายฉกรรจ์อีกเจ็ดถึงแปดคนถือดาบและถีบมีดวิ่งไล่ตามกันมาปิดกั้นพวกเขาอยู่ทางด้านหลัง ทั้งสองพ่อลูกถูกปิดล้อมโดยกลุ่มคนปริศนา
ดวงตาของพวกเขาแข็งทื่อทั้งใทั้งตื่นตะลึง เมื่อได้เห็นเ้าสัตว์สี่เท้าที่ยืนจังก้าอยู่ต่อหน้าต่อตาของตัวเองเต็มๆ ตา ม้าลายตัวใหญ่ร่างกายกำยำเต็มไปด้วยมัดกล้าม ลวดลายสีดำสลับขาวสังเกตเห็นได้อย่างเด่นชัด (แม้จะเป็่หัวค่ำที่ไม่มีแสงแดด)
ตัวของมันสูงโปร่ง ขาทั้งสี่ข้างเรียวยาว มิหนำซ้ำมันยังแลดูปราดเปรียวว่องไว้เอาการอีกด้วย ขนาดลำตัวของมันแลดูใหญ่โตมโหฬาร สังข์ทองเขาไม่เคยเห็นม้าลายที่ไหนที่จะตัวใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลย
“ส่งของมีค่ามา! จากนั้นพวกเ้าจะไปไหนก็ไป!”
น้ำเสียงฉุนเฉียวเกรี้ยวกราดตะคอกใส่สองพ่อลูก
ขณะที่วารุตยึดถือตะกร้าเงินของตัวเองไว้แน่น สังข์ทองแทบจะทำอะไรไม่ถูกกับสถานการณ์แบบนี้ เขายืนขาแข็งทื่อ ไม่ทันไร ชายผู้นั่งอยู่บนหลังม้าลายก็ตวาดเสียงขึ้นมาอีกครั้ง
“ค้นตัวพวกมัน! เอาของมีค่ามาให้หมด!”
เขาเอ่ยปากสั่ง
ชายรูปร่างท้วมที่ยืนอยู่ไม่ไกลเดินอุกอาจเข้าไปกระชากตะกร้าเงินออกมาจากวารุตคามือ
และมีชายอีกสามคนเข้าไปรื้อกระบุงที่วางอยู่ข้างๆ เห็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของใบตองที่ร่อยหรอที่หลงเหลือเอาไว้ ดังนั้นพวกมันจึงตั้งใจเตะกระบุงเปล่าอันไร้ค่านี้ล่องลอยไปไกลด้วยโทสะ
“อะไร! มีแค่นี้งั้นเหรอ”
ชายผู้นั่งอยู่บนหลังม้าลายสบถ พลางทำหน้าตาฉงนอย่างดูถูก
“พวกเรามีแค่นี้ พึ่งจะขายของมาได้ ปล่อยข้ากับลูกชายข้าไปเถอะนะ”
สังข์ทองกล่าววิงวอน
แต่กลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้าหาได้เห็นอกเห็นใจเขาไม่
“เงินแค่นี้มันจะไปไถ่ชีวิตใครได้ ฆ่าพวกมันซะ!”
น้ำเสียงอันเย็นะเืเปล่งออกมาจากปากชายคนนั้น มันฟังดูแข็งกร้าวไร้ซึ่งความปรานี
ลูกน้องทั้งเจ็ดคนของเขารับคำสั่งพลางแสยะยิ้ม ‘ถึงเวลาของพวกเ้าแล้ว’ สายตาที่จ้องเขม็งไปหาสองพ่อลูกมันบ่งบอกแบบนั้นโดยที่ไม่ต้องมีใครเอ่ยปาก ชายฉกรรจ์ทั้งเจ็ดคนกวัดแกว่งดาบค่อยๆ ย่องเข้าไป
ในขณะที่วารุตยังดูนิ่งสงบเหมือนว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่สักอย่าง ผิดไปจากสังข์ทองผู้เป็พ่อที่ดูร้อนรนแบบสุดๆ ตอนนี้พวกเขาทั้งคู่เข้าตาจนแล้ว
ชายรูปร่างท้วมเปิดฉากปรี่เข้าใส่ เขาตวัดดาบขึ้นสูง แล้วฟาดลงมาอย่างรุนแรงหมายจะฟันร่างของสังข์ทองให้ขาดสะบั้นเป็สองท่อน สังข์ทองเขาเอี้ยวหลบคมดาบเล่มนั้นได้อย่างเฉียดฉิว แต่กลับถูกมัดฮุกซ้ายซัดเข้าเต็มๆ กราม ร่างจึงร่วงดิ่งลงพื้นในทันทีนอนแน่นิ่งหมดสติไป
วารุตรีบกระโจนเข้าไปถีบชายรูปร่างท้วม ขณะที่มันกำลังจะใช้ดาบแทงซ้ำไปที่ร่างพ่อของเขา
ด้วยแรงถีบทำให้ชายอวบคนนั้น หัวสักคะมำหน้าคว่ำประกบลงกับพื้นดิน ตึง!
การกระทำของวารุตมันได้หันเหความสนใจของพวกคนกลุ่มนี้ทั้งหมด พวกมันจ้องตาเขม็งมาที่เขา ชายอวบอ้วนตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน ด้วยใบหน้าสีแดงก่ำ
“กล้าดียังไงที่มาถีบข้า เ้าอยากจะตายก่อนพ่อของเ้าหรือไง”
เขาตวาดขึ้นด้วยความโกรธแค้น โมโหวารุตเป็ฟืนเป็ไฟ