ณ จวนเว่ยโหว
รถม้าจอดที่หน้าจวนเว่ยโหว ผู้คนสัญจรไปมาหยุดชะงักเพื่อหยุดดูหมอที่ท่านพ่อบ้านออกไปตามหา แต่กับต้องตกตะลึงเมื่อเห็นร่างของเด็กหนุ่มในชุดผ้าฝ้ายสีอ่อนก้าวเดินลงจากรถม้าอย่างสง่างาม ตามหลังพ่อบ้านของจวนเว่ยโหว ทำให้ผู้คนต่างสงสัยว่าเด็กผู้นี้อาจจะไม่ใช่ท่านหมอ แต่คงจะเป็แค่เด็กรับใช้ของหมอเทวดาเป็แน่
ทหารด้านหน้าจวนต่างพากันทำความเคารพท่านพ่อบ้าน เสียงฝีเท้าดังก้องไปตามโถงหินอันกว้างใหญ่ของจวนเว่ยโหว
พ่อบ้านผู้รับใช้มาช้านาน ก้าวนำบุรุษหนุ่มในชุดผ้าฝ้ายเรียบง่าย ร่างผอมเรียวหน้าตางดงาม หน้าตาของเด็กหนุ่มดูยังไงก็ยังไม่พ้นวัยเยาว์นัก แต่แววตากลับเปล่งประกายแน่วแน่ เมื่อทั้งสองเข้าสู่ห้องโถง เว่ยโหวผู้สงบนั่งอยู่บนเก้าอี้สูงพลันเหลือบสายตามองลงมา
บรรยากาศกดดันจนเงียบงันราวกับเวลาได้หยุดหมุน พ่อบ้านก้าวออกมาคารวะ
“ท่านโหว ข้าน้อยนำผู้ที่ดึงประการของจวนเรามาขอเข้าพบท่านขอรับ คุณชายท่านนี้กล่าวรู้เกี่ยวกับการแพทย์อาจจะรักษาคุณหนูใหญ่ได้ขอรับ"
เว่ยโหวเลิกคิ้วขึ้นเพียงเล็กน้อย
“เด็กหนุ่มเพียงเท่านี้หรือ? ฮึ…ผู้คนยิ่งสิ้นหวัง ก็ยิ่งเชิญสิ่งใดมาก็ได้ดั่งว่านั่นหรือไม่?”
หลินเซี่ยชิงก้าวออกมากลางห้อง โค้งคำนับอย่างสงบ
“ข้าน้อยหานอี้ิ คารวะท่านโหว ข้าน้อยมิกล้าโอ้อวดเพราะวัยยังน้อย แต่ข้าน้อยเชื่อมั่นว่าโรคภัยมิได้ขึ้นอยู่กับอายุของผู้รักษา หากขึ้นอยู่กับสายตาและความเข้าใจในสัจธรรมแห่งชีพจร” ใช่แล้วเพื่อที่จะให้สะดวกในการรักษาและเดินทางเข้าร่วมงานเ้าแห่งทวีปปฐีนั้นหลินเซี่ยชิงจึงสร้างตัวตนปลอมขึ้นมาและชื่อที่นางเลือกมานั้นก็เป็ชื่อของเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในชาติก่อนของนางนั้นเอง
คำพูดมั่นใจของเด็กหนุ่มทำให้เหล่าขุนนางบริวารรอบห้องถึงกับมองหน้ากัน เว่ยโหวเองก็เพียงหัวเราะในลำคอเบา ๆ
“ปากกล้า… แต่เ้าจะรักษาดวงใจของข้าได้หรือไม่ คงต้องรอดูกัน”
พ่อบ้านรีบก้าวออกมากล่าวเสริม
“ท่านโหว ข้าน้อยเห็นว่าควรให้หมอหนุ่มผู้นี้แสดงฝีมือ มิใช่เพียงฟังคำพูด”
เว่ยโหวพยักหน้า สายตาคมกริบหันไปยังหานอี้ิ
“พรุ่งนี้… เ้าจงเข้ามาในจวน ข้าจะให้โอกาสเ้าได้พิสูจน์ฝีมือ"
“ได้วันนี้ข้าน้อยจะกลับไปเตรียวตัว พรุ่งนี้ข้าจะกลับมาใหม่”กล่าวจบหลินเซี่ยชิงก็เดินหันหลังกับออกไปทันที
“หาวรันเ้าไปสืบมาว่ามีเองหลังเป็มาอย่างไร”
“ขอรับนายท่าน”
หลังจากออกมาจากจวนเว่ยโหวหลินเซี่ยชิงก็ตรงไปที่ร้านขายยาทันทีเพื่อที่จะขายยาที่ปรุงมาก่อนหน้านั้น ถึงการขายยาที่ปรุงเองจะได้เงินมาบ้างแต่นางก็ยังจนอยู่ดีเพราะเมื่อมีเงินหรือทองคำนั้นเ้าเด็กี้เีที่อยู่ในมิติผู้นั้นกลับใช้มันเป็อาหารที่แสนอร่อยของนางซะงั้น หลังจากขายยาไปกว่า10ขวดได้เงินมาทั้งสิ้นห้าร้อยกว่าตำลึง แต่เพราะไม่สามารถเก็บเงินที่เป็จำพวกตำลึงไว้ในมิติได้หลินเซี่ยชิงจำต้องเก็บไว้กลับตัวเองส่วนหนึ่งอีกส่วนเป็ธนบัตรจำนวนสี่ร้อยตำลึงเก็บไว้ในมิติเพราะเหมี่ยวเหมี่ยวชอบกินแค่เงินตำลึงและทองคำเท่านั้นจึงสามารถเก็บเป็ธนบัตรไว้ในนั้นได้ จากนั้นหลินเซี่ยชิงก็เดินทางไปทางทิศตะวันออกของเมืองในทันทีเพื่อที่จะไปตลาดค้าสัตว์ เพื่อที่จะหาม้าสักตัวมาเป็ยานพาหนะในการเดินทาง
ตลาดค้าม้าแห่งเมืองหลวง
เสียงผู้คนจอแจผสมกลิ่นหญ้าแห้งและเหงื่อม้า ลอยคลุ้งไปทั่ว
“ม้าสายพันธุ์ต้าหลี่ แข็งแรงว่องไว ใครซื้อไปไม่มีผิดหวัง!”
“ม้าเผือกหิมะ จากแดนเหนือ ขนขาวสะอาดไร้ตำหนิ!”
เสียงเรียกขายดังแข่งกันเป็ระยะ พ่อค้าแต่ละรายต่างดึงเชือกนำม้าออกมาอวดสายตาลูกค้า
ดวงตาของหลินเซี่ยชิงสงบนิ่ง เพียงกวาดมองก็สามารถแยกแยะได้ว่าม้าตัวใดแข็งแรง ม้าตัวใดอ่อนล้า
เขาหยุดยืนหน้าคอกม้าหนึ่ง ม้าตัวนั้นเป็ม้าสีน้ำตาลเข้ม แววตาคมปลาบ มีไอเย็นแผ่ออกมาราวกับสัตว์ป่าที่ไม่ยอมถูกปราบ
“ตัวนี้ราคาเท่าไร?” หลินเซี่ยชิงถามเสียงเรียบ
พ่อค้าชะงักไปเล็กน้อย รีบยกยิ้มเอาใจ
“คุณชายตาถึงจริง ๆ เ้าตัวนี้เป็สายพันธุ์หายาก วิ่งรวดเร็วทนทาน ราคา...ไม่ต่ำกว่าห้าสิบตำลึง!”
หลินเซี่ยชิงเพียงหัวเราะเบา ๆ
เขายื่นมือไปลูบแผงคอม้า ม้าตัวนั้นสะบัดหัวฮึดฮัดแต่กลับไม่กล้าถอยหนี
ราวกับรับรู้ได้ถึงอำนาจสงบที่แ่แฝงอยู่ในผู้ตรงหน้า
“ห้าสิบตำลึงหรือ...” เขากล่าวพลางหันมองพ่อค้า
“ม้านี้แม้แข็งแรง แต่ยังไม่ผ่านศึก หากข้าต้องฝึกมันอีกหลายเดือน เช่นนั้นราคาสามสิบตำลึงจึงจะเหมาะสม”
พ่อค้าขมวดคิ้ว เห็นแววแน่วแน่ในสายตาหลินเซี่ยชิงก็รู้ทันทีว่าหากยังดื้อดึงคงขายไม่ออก
สุดท้ายจำใจพยักหน้า
“สามสิบตำลึงก็สามสิบตำลึง ขอให้คุณชายเลี้ยงดูมันให้ดีเถิด”
หลินเซี่ยชิงจ่ายเงิน รับสายบังเหียนม้าไว้ในมือ
เสียงม้าร้อง “ฮี้~” ก้องดังก้องไปทั่วตลาด เหมือนจะประกาศว่ามันได้พบเ้านายแล้ว