ตอนที่ 13
พิธีงานแต่งงานพระราชทานที่เลี่ยงหลิ่งไม่สามารถรู้ได้ว่าเ้าบ่าวเป็ผู้ใด รู้แต่ว่าเป็คุณชายจากตระกูลใหญ่ที่ใกล้ชิดกับราชวงศ์มานาน นางพยายามนึกแต่ความรู้เื่ตระกูลเื่ตระกูลใกล้ชิดราชวงศ์มีน้อยเกินไป จึงตัดความอยากรู้ออกไป ปลงใจเสีย คิดว่าพอเข้าหอเดี๋ยวก็รู้เอง
“เ้าเป็เช่นไรบ้าง พี่ได้ข่าวว่าเ้าหนีไป พี่กลับมาเยี่ยมท่านพ่อตอนที่ท่านพ่อโดนโบยเสร็จ แต่ตอนนั้นยังไม่ทันที่บ่าวจะได้เจอตัวเ้า”ซูหนี่ว์รีบเดินเข้ามาหาน้องสาวที่อยู่ในชุดเ้าสาวสีแดง ผ้าคลุมหน้าที่ถูกปักเป็รูปเมฆและหงส์ด้วย
เส้นไหมทองมีราคาแพง สมฐานะเป็ลวดลายที่สวยงาม
เป็ที่น่าอิจฉาของสตรี เป็ที่น่าอิจฉาของคุณหนูหลายตระกูล ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้รับเกียรติได้งานแต่งงานเป็พิธีพระราชทานเช่นนี้ แต่เลี่ยงหลิ่งไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจกับเกียรติที่ได้รับในครั้งนี้เลยสักนิด
“ข้าสบายดี ข้าโชคดีที่เจอคนใจดี ไม่มีแผลกลับมา ไม่บุบสลายก่อนแต่ง”เลี่ยงหลิ่งยิ้มใต้ผ้าคลุม ซูหนี่ว์เห็นรอยยิ้มของน้องสาวแต่ไม่สังเกตเห็นแววตา จึงนึกว่าน้องไม่ได้กังวลสิ่งใดอยู่
“เ้าอย่าทำเช่นนี้อีก ไม่ได้อยู่กับท่านพ่อท่านแม่แล้ว หากทำการเช่นนี้อีก เ้าอาจโดนสามีเ้าลงโทษได้”
“ข้ารับรองว่าจะไม่ทำอีก ตอนนี้ที่เป็อยู่ ข้าก็ไม่ต่างจากหุ่นกระบอกเท่าไรนักหรอก”
“เหตุใดเ้าจึงพูดเช่นนั้น”
“แต่งกับคนที่ไม่ได้รัก ก็เหมือนเป็แค่หุ่นกระบอกที่ใช้ชีวิตอยู่ในโรงน้ำชา ให้คนเขาจับยกแขนยกขาไปวัน ๆ ”คำเปรียบเปรยของน้องสาวทำให้สะกิดใจผู้พี่ นางก็เคยคิดเช่นเดียวกับน้องสาวในตอนนี้ แต่เพราะว่านางมีเลี่ยงหลิ่งอยู่ข้าง ๆ จึงกล้าเปิดใจมองคุณชายฉืออัน
และมันก็ดีอย่างที่เลี่ยงหลิ่งเคยบอกไว้กับตน
“เ้าเคยบอกพี่ว่า การแต่งงานไม่ได้ไม่ดีเสมอไป เ้ายังจำได้อยู่หรือไม่”
“ตอนที่พี่แต่ง พี่ก็คิดแบบที่เ้าคิดอยู่ตอนนี้”
“อภัยให้ข้าด้วยที่ไม่เข้าใจท่านพี่มากพอที่จะต้องเข้าใจ ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว..เข้าใจดีแล้ว”
“ที่พี่พูด ไม่ได้หมายความว่าให้เ้ารู้ซึ้งถึงหัวใจของพี่ แต่พี่พูดเพราะอยากให้เ้าคิดอย่างที่เ้าเคยบอกพี่เมื่อครั้งนั้น..การแต่งงานไม่ได้น่ากลัวเสมอไป เ้าบอกให้พี่ลอง พี่ก็ลอง”
“ลองแล้วไม่ดีก็แค่หยุด”
“นั่นสิ..ข้าเคยคิดว่าถ้าหากลองแล้วไม่ดี ก็เลิก..การเป็หม้ายให้ครหาไม่ได้น่ากลัว เพราะผู้ที่ไม่รู้เื่ราวของครอบครัว มักจะมีปากไว้ครหาผู้อื่นเสมอ”เลี่ยงหลิ่งนึกไปถึงตอนที่ตนปลอบใจซูหนี่ว์เมื่อครั้งนั้น
ครั้งนั้นนางเคยนึกว่า เป็หม้ายก็ไม่เห็นจะเป็ไร เป็หม้ายไม่ได้น่ารังเกียจ หากลองแล้วไม่ดี ก็ต้องรักตนเองนั่นเป็สิ่งที่แน่นอน มาตอนนี้นางจะกลัวสิ่งใดอยู่อีก นางไม่จำเป็ต้องใส่ใจคุณชายผู้นั้นเสียหน่อย “จริงอย่างที่ท่านพูด ข้าไม่จำเป็ต้องกลัวคำครหาใดจากผู้ใด หากไม่ดีก็แค่ยุติการแต่งงานไว้เพียงเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล”
“หน้ากากไปโดนสีได้อย่างไร แล้วผ้ากั้นตาข้างที่มีสีมาได้อย่างไร ใครเป็ผู้ทำให้เกิดมลทินขึ้นที่หน้ากากตระกูล”ฮูหยินใหญ่ฟานเอ่ยกับหานซวนในขณะที่กำลังเดินทางไปที่จวนตระกูลเหลียน
เพื่อทำพิธีสมรสให้ถูกต้องตามพิธี
และหานซวนจำเป็ต้องให้ฮูหยินใหญ่มาเป็ผู้ใหญ่ในพิธีรองจากฮ่องเต้ เพราะเป็ญาติที่เกี่ยวข้องทางสายเืเพียงคนเดียวที่มี เกียรติ
“ข้าเป็เ้าของหน้ากากนี้ต่อจากบิดา ดังนั้นมีเพียงเ้าของเท่านั้นที่จะทำให้เกิดรอยเปื้อนและเติมผ้ากั้นซีกหนึ่งนี้ขึ้นได้”เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ อกผายไหล่ผึ่ง รูปงามพร้อมความสง่า ดวงตาที่ถูกเปิดผ้าปิดตาออก ทำให้ไม่รู้ว่าคนใส่คือแม่ทัพใหญ่ของเฉียนฮ่องเต้
“เ้าตัวดี”ฮูหยินใหญ่ฟานก่นด่าออกไปเพียงแค่นั้น หากพูดมากไปกว่านี้เฉียนฮ่องเต้อาจจะทรงกริ้วได้ กลายเป็ว่านางอาจจะโดนสั่งลงโทษแทน
“ท่านแม่ทัพ ขณะนี้ถึงหน้าจวนตระกูลเหลียนแล้วขอรับ”
ทหารในสังกัดเดินเข้ามาคำนับและรายงาน หลังจากที่ได้ทำการส่งหนังสือสู่ขอในวันหมั้นหมาย หนังสือสินสอดและหนังสือรับตัวไปให้ตระกูลเหลียน
เป็การหมั้นหมายและการแต่งงานที่เลี่ยงหลิ่งไม่มีทางรู้เลยว่าเ้าบ่าวของนางเป็ผู้ใด เพราะหานซวนได้ให้เงื่อนไขว่า ห้ามให้เ้าสาวรู้ว่าเ้าบ่าวคือผู้ใด จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อเ้าบ่าวและเ้าสาวอยู่ในห้องหอแล้วเรียบร้อย
เขาไม่อยากให้นางรู้ เพราะเกรงว่านางจะอับอายเสียยิ่งกว่าเดิมที่ได้มาเป็ฮูหยินใหญ่ของตระกูลฟานคนต่อไป
แต่เขาลืมนึกไปว่าอย่างไรเสียนางก็ต้องอับอายอยู่ดี หากรู้ว่าเขาคือเ้าบ่าวของนาง
บุรุษตาบอดเพราะโดนลอบทำร้ายั้แ่วัยเยาว์ มีปัญหาเื่ครอบครัว บิดาหูเบาจากกามอารมณ์ของหญิงแพศยา มารดาโดนไล่ออกจากจวนอย่างไม่ใยดี ชีวิตนี้มีแค่น้องชายที่ไม่รู้ว่าจะฟื้นขึ้นมาเมื่อไร
ปัญหาเยอะเช่นนี้ สตรีคนใดจะอยากยอมรับ
ขายาวของบุรุษก้าวลง ท่าทีของความสง่าที่น่าเกรงขาม กลบความน่ารังเกียจของการเป็เพียงคนตาบอดได้อย่างมิดชิด หน้ากากที่อ่อนโยนกลายเป็น่ากลัว ชุดพิธีการสีแดงดั่งเืสดยิ่งทำให้ดูน่าเกรงขามมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อรู้ว่าผู้ใดเป็ผู้ที่ใส่ชุดนี้อยู่
“คุณหนู..เ้าบ่าวมาถึงแล้วเ้าค่ะ”ฉิงอันเข้ามาบอกเลี่ยงหลิ่งที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมอย่างสงบ แต่ภายในใจก็รู้สึกร้อนรนเล็กน้อย
นางลอบกลืนน้ำลาย กำมือทั้งสองข้างแน่นจนเหงื่อไหลออกมาเนือง ๆ นางสูดลมหายใจเข้าออกลึก ๆ จนในที่สุดก็ฮึดขึ้น
“สามหนังสือ หกพิธีการ พิธีงานแต่งงานกับเ้าบ่าวปริศนาได้เริ่มขึ้นแล้ว”
“เคารพศาลบรรพชนตระกูลฝ่ายหญิง”
“หนึ่ง..คำนับฟ้าดิน”
“..สอง..คำนับพ่อแม่”
“..สาม..คำนับกันและกัน..ส่งตัวเข้าหอ”
“เสร็จพิธีไหว้ฟ้าดินแล้ว ถือเป็สามีภรรยาโดยสมบูรณ์”
ผู้ทำพิธีการกล่าวจบ เลี่ยงหลิ่งแอบเหลือบมองหน้าเ้าบ่าว หลังจากที่ต้องก้มมองพื้นตลอดเวลาตามคำสั่งของฮูหยินใหญ่
นางหรี่ตามองคนข้างกาย เห็นแววตาด้านที่มีผ้ากั้น ลูกตาดำมีสีแดงก่ำออกมาเล็กน้อยทำให้นางใจตกลงตาตุ่ม
ไม่เพียงเท่านั้นการที่นางแอบมองเ้าบ่าว ทำให้คนโดนมองรู้สึกตัวได้จึงบีบมือนางจนนางรู้สึกเหมือนกระดูกจะแตกออกเป็เสี่ยง ๆ
ตอนนี้ทั้งสองได้เข้ามาอยู่ในห้องเดียวกัน และนั่งที่เตียงเดียวกัน ตามพิธีแล้วเ้าบ่าวของนางต้องเปิดผ้าคลุมหน้าของนางออกจึงจะเป็การเสร็จพิธีการส่งตัวเข้าหอ
หานซวนเอื้อมมือไปยกผ้าคลุมหน้าของเลี่ยงหลิ่งออกตามพิธีการ..เสร็จสมบูรณ์แล้ว
แต่..
แต่ว่าเขามีหน้ากากอยู่บนหน้า นางควรถามเขาหรือเปล่าว่านางควรจะเป็ผู้ถอดให้เขาหรือไม่
“เอ่อ..คุณชาย ข้าต้องถอดหน้ากากของท่านออกด้วยหรือไม่”
คนโดนถามนิ่งไปครู่หนึ่งและเหลือบตามอง ตาที่ดุและใบหน้าที่คมคายทำให้แลดูรู้สึกว่าโกรธใครอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ ยากที่จะเดาอารมณ์นัก
“แสดงว่าไม่ถอด..ถ้าเช่นนั้น..ข้า..ข้าขอตัว..”
“เ้าจะไปไหน”เสียงแรกที่ออกมาจากปากของเ้าบ่าวของนางทำให้นางหันควับกลับไปมองทันที
เสียงที่คุ้นเคย..เสียงผู้มีพระคุณ
“ท่าน..”เลี่ยงหลิ่งขมวดคิ้วและเผลอตนเดินเข้าไปใกล้เขา
“แววตาเช่นนี้..ไม่ผิดแน่ อย่าบอกข้าเชียวว่าท่านคือหานซวน! มะ..ไม่! ท่านแม่ทัพเช่นนั้นหรือ!”เลี่ยงหลิ่งชี้หน้าผู้เป็สามี เป็อีกครั้งที่นางชี้หน้าเขาอย่างไม่เกรงกลัว แต่ด้วยความรู้สึกอื่นแทน
“นิ้วเ้าจะถูกตาข้าอยู่แล้ว ลดมือเ้าลงเดี๋ยวนี้”เขาบอกพร้อมเอนไปด้านหลังเล็กน้อย เลี่ยงหลิ่งถอยหลังออกมาหลายก้าวจนสะดุดชายกระโปรงของตน
นางคว้าเสื้อของเขาไว้ แต่มือเ้ากรรมดันไปคว้าเอากหน้ากากติดมือมาด้วย เพราะหานซวนก็เอื้อมไปคว้าตัวผู้เป็ภรรยาไว้เช่นกัน
ใบหน้าเต็มดวงปรากฏให้เลี่ยงหลิ่งได้เห็น สตรีผู้ที่ไม่ใช่มารดาแต่เป็ภรรยาเห็นใบหน้าของเขาแล้ว
“เ้า!!”
หน้ากากที่หลุดออกไป ทำให้หานซวนโกรธ จับตัวเลี่ยงหลิ่งลุกขึ้นและบีบแขนนางจนช้ำเื
“ปล่อยข้า ข้าเจ็บ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะดึงหน้ากากของท่านออก”นางพยายามต้านแรงโกรธของคนอีกผู้ไว้ แต่ดวงตาก็น้ำตาเอ่อขึ้น..ไม่ใช่เพราะกลัวแต่เป็เพราะเจ็บแขน
คนอะไรแรงเยอะเหมือนม้ากระทืบเท้าหนัก ๆ สามที!
“เ้าเห็นดวงตาข้าแล้วเป็อย่างไร? รังเกียจข้า? อยากจะถอนงานแต่งตอนนี้ก็รีบไป! ก่อนที่เ้าจะไม่มีวันได้กลับออกจากจวนตระกูลฟานของข้าอีกตลอดชีวิต!”เขาบอกด้วยน้ำเสียงกดต่ำ
การโดนสะกิดแผลปมในใจไม่ใช่เื่น่าขัน ถึงแม้ว่าคนทำจะทำด้วยความไม่รู้ก็ตาม
“ท่านอย่าเพ้อเจ้อได้ไหม! หากทำเช่นนั้นบิดาข้าได้ตายจริง ๆ แน่ ข้าไม่ยอมให้เป็เช่นนั้นหรอก!”เลี่ยงหลิ่งะโกลับไป แค่ตาบอดทำไมนางต้องรังเกียจเขาด้วย
“ข้าเคยบอกท่านแล้ว กลัวไม่กลัว ท่านก็เห็นแล้ว ยังจะมาถามว่ารังเกียจหรือไม่ ท่านเป็บุรุษขี้แพ้เช่นนั้นรึ โอ๊ย!”ยังไม่ทันที่นางจะได้พูดจบ หานซวนก็ดึงตัวนางไปที่เตียง
“ท่าน! จะทำสิ่งใด!”
“เมื่อครู่เ้ากล่าวว่าข้าผู้เป็สามีเ้า ว่าเป็บุรุษขี้แพ้ เช่นนั้นเ้าเป็อะไรดีล่ะ สตรีหัวรั้นเช่นนั้นหรือ? หากไม่รังเกียจก็เหมาะสมกันแล้ว ลูกพ่อแม่ไม่รัก”
“ปากร้ายเช่นนี้มากกว่าจึงไม่มีผู้ใดกล้าว่าท่าน!”
“แล้วที่ว่าข้าอยู่ปาวปาวเช่นนี้เป็คนหรือเป็กระต่าย? เลี่ยงหลิ่ง”
“หากเป็ผู้อื่น คิดว่าจะได้อยู่หายใจอยู่อีกกระนั้นรึ?”
“ข้าไม่ใช่กระต่าย! ปล่อยข้า! ข้าเจ็บ!”เลี่ยงหลิ่งพยายามดิ้นออกจากการเกาะกุมของหานซวน แต่แรงของทหารผู้เป็แม่ทัพมีหรือที่นางจะสู้ไหว
“ไหนว่าฉลาด ต่อสู้เป็ เหตุใดจึงไม่ทำ?”
“ท่านเป็แม่ทัพ ย่อมรู้การเคลื่อนไหวการต่อสู้ดีกว่าข้าอยู่แล้ว ข้าจะเปลืองแรงทำเช่นนั้นไปใย ดีไม่ดี ข้าอาจโดนท่านชักดาบปาดคอเข้าสิ”เลี่ยงหลิ่งหยุดดิ้น หันหน้าไปทางอื่นแทน
“ไม่รังเกียจข้า ก็มองหน้าข้า ไม่ใช่พูดกับข้าแล้วมองทางอื่น”หานซวนจับคางของคนใต้ร่างให้หันมามองหน้าเขา คนโดนจับทำหน้าบึ้งตึงใส่ ไม่อยากมองเพราะตอนนั้นเขาก็ยังถามไม่มองหน้านาง
“ข้าต้องสนใจด้วยรึ? ครั้งนั้นท่านยังถามไม่มองหน้าข้าอยู่ ตอนนี้ข้าทำคืนบ้างไม่แปลกอะไร”คำต่อกรของลี่ยงหลิ่งทำให้หานซวนหัวเราะหึในลำคอ ก่อนจะปล่อยนางให้เป็อิสระ เลี่ยงหลิ่งลุกขึ้นนั่ง รู้สึกปวดร้าวไปหมดทั้งตัว
นี่น่ะหรือผู้ที่มีฉายาว่า ปีศาจทมิฬตาเดียว นางว่าคงเป็ตาแก่ขี้โมโหและปากร้ายเสียมากกว่าอีก!