ไป๋จงไม่คาดคิดว่า ทหารใต้บัญชากว่าสามสิบคน จะไม่มีใครสามารถตามเขาขึ้นมาได้เลย
แม้แต่พวกของหวังหลีก็ยังบุกเข้ามาไม่ได้ ทันทีที่โผล่หัวออกมาก็ถูกห่าฝนธนูที่หนาแน่นกดดันให้ถอยกลับไป ทำได้เพียงง้างคันธนูยิงจากบนรถหอรบเพื่อคุ้มกันไป๋จงให้ได้มากที่สุด และพยายามยืดสะพานไม้เชื่อมทางข้ามไปอีกหลายครั้งแต่ก็ล้มเหลว
ตอนนี้ไป๋จงไม่มีทางถอย เมื่อเห็นทวนปากนกกำลังจะแทงเข้ามา เขาจึงใช้โล่ป้องกันต้านไว้ครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือใช้กระบี่ฟันสกัดเอาไว้
"เ้าเด็กนี่ต้องตาย!" หลี่มู่หรี่ตาลง
หากเป็ตัวเขาเองเมื่อต้องเผชิญกับการโจมตีเช่นนี้ ต่อให้ปัดป้องได้ก็คงได้รับาเ็สาหัส นายกองร้อยของกองทัพฉินผู้นี้แข็งแกร่งจนน่าเหลือเชื่อ
จิตสังหารในดวงตาของเขาเข้มข้นยิ่งขึ้น
พลทหารแคว้นจ้าวคนอื่น ๆ ยังคงบุกเข้ามา แต่ไป๋จงฟันสังหารอีกสองคน ก่อนจะพลิกตัวขึ้นไปยืนบนกำแพงเมือง แล้วเหวี่ยงโล่ป้องกันในมือออกไปด้านหลังอย่างแรง
'ฟึ่บ!' โล่ป้องกันหลุดจากมือพุ่งทะยานออกไปปะทะกับพลทหารที่ไล่ล่าจนล้มระเนระนาดหลายคนในทันที จากนั้น ไป๋จงก็ใช้แรงจากขาทั้งสองข้าง ะโมุ่งหน้าไปยังทิศทางของรถหอรบ
"นายกองร้อยไป๋!" พวกของจางหานร้องอุทานด้วยความกังวล
หลี่มู่และคนอื่น ๆ ต่างมองออกไปด้านนอกพร้อมกัน และเห็นว่าพลังการะโของไป๋จงนั้นน่าทึ่งยิ่งนัก
ระยะห่างระหว่างหอคอยเมืองกับรถหอรบนั้นมีระยะหนึ่ง แต่ไป๋จงกลับะโข้ามไปได้อย่างราบรื่นและลงจอดบนรถหอรบได้อย่างมั่นคง
"ยิงมันให้ตาย!" หลี่มู่เด็ดขาดที่จะไม่ปล่อยไป๋จงไป
พลธนูของกองทัพจ้าวรีบง้างคันธนู ส่งลูกธนูพุ่งตรงไปยังไป๋จง โหวเหวินซานปฏิกิริยาไวที่สุด เขารีบยกโล่ป้องกันขึ้นมาขวางด้านหน้าได้ทันเวลา จึงสามารถป้องกันลูกธนูเอาไว้ได้
ไป๋จงถอนหายใจยาว เกือบจะต้องใช้เกราะแสงจันทร์เพื่อให้ไร้ผลกระทบจากความเสียหายแล้ว เขาจึงรีบกล่าวว่า "รีบถอย!"
ศึกตีเมืองดำเนินมานานกว่าหนึ่งชั่วยาม นอกจากไป๋จงแล้ว ไม่มีใครสามารถขึ้นไปบนหอคอยเมืองอี๋อันได้เลย หวนอี่เห็นดังนั้นก็รู้สึกร้อนใจ จึงจำต้องสั่งให้ถอนทัพ หากสู้ต่อไป ไม่รู้ว่าจะต้องสูญเสียพลทหารไปอีกเท่าใด
"หวูด หวูด หวูด!" เสียงแตรสัญญาณถอนทัพดังขึ้น พลทหารกองทัพฉินทุกคนต่างพากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ไป๋จงกลับมายังค่ายทหาร นำใบหูแปดใบที่เก็บได้ออกมา นอกจากเขาแล้ว ทั่วทั้งกองทัพมีเพียงพลธนูเท่านั้นที่สังหารศัตรูได้ แต่คนที่สามารถนำใบหูของศัตรูกลับมาได้ มีเพียงเขาคนเดียว
บรรดาศักดิ์จากศึกครั้งก่อนยังไม่ส่งมา ความดีความชอบจากการสังหารศัตรูแปดคนในครั้งนี้คงไม่สลักสำคัญอะไร ไป๋จงจึงส่งมอบให้ตุลาการทหารอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นจึงเปิดแผงคุณสมบัติขึ้นมาดู
ตามการคำนวณของระบบ จำนวนศัตรูที่เขาสังหารทั้งหมดคือสามสิบแปดคน โดยตกหล่นไปสามสิบคนใน่ความวุ่นวาย
"เพิ่มแต้มทั้งหมดลงในพลังกาย"
[ป้องกัน +38 | พลัง +38 | ความเร็ว +38]
หลังจากเพิ่มแต้มสำเร็จ กำลังของไป๋จงก็เพิ่มขึ้นอีกมาก ความเหนื่อยล้าจากการสังหารศัตรูเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น และาแก็สมานตัวจนเกือบหมด
หลังจากความล้มเหลวในศึกนี้ หวนอี่รู้สึกว่าเมืองอี๋อันเป็กระดูกชิ้นแข็งที่แทะไม่ลง เขาจึงรีบเรียกแม่ทัพใต้บัญชาทั้งหมดมายังกระโจมหลัก เพื่อหารือว่าควรจะตีเมืองอย่างไรต่อไป
หวังหลียืนอยู่หน้าค่ายทหาร มองไปยังหอคอยเมืองอี๋อันแล้วพึมพำว่า "ไป๋จงพูดถูกจริง ๆ ด้วย ด้วยความแข็งแกร่งในการป้องกันของหลี่มู่ กองทัพเราจะตีเมืองได้นั้น ยากยิ่งนัก!"
เขารู้สึกว่าไป๋จงดูเหมือนจะไม่ได้มีดีแค่ความกล้าหาญส่วนตัวเพียงอย่างเดียว
.....
บนหอคอยเมืองอี๋อัน
ในที่สุดหลี่มู่ก็เห็นกองทัพฉินถอนทัพกลับไป เมืองอี๋อันสามารถรักษาไว้ได้ ต่อจากนี้ก็ต้องให้กองทัพฉินติดอยู่ในสภาวะคุมเชิงกันต่อไป
"ท่านแม่ทัพ พวกเราไม่คิดจะออกไปรบจริง ๆ หรือขอรับ?" ขุนพลแคว้นจ้าวผู้หนึ่งนามว่าจ้าวชงเอ่ยถาม
"กองทัพฉินชนะติดต่อกัน ขวัญกำลังใจสูงส่ง หากออกไปรบนอกเมือง กองทัพเราย่อมยากที่จะชนะ และอาจนำไปสู่การเสียเมืองอี๋อันได้ สิ่งที่เราต้องทำคือรักษาเมืองอี๋อันไว้ให้มั่น ถ่วงเวลากองทัพฉิน และใช้ยุทธวิธีบั่นทอนกำลังขวัญของพวกมัน"
"ข้ามีวิธีรับมือแล้ว ศึกนี้กองทัพฉินต้องพ่ายแพ้แน่นอน!"
หลี่มู่กล่าวด้วยความมั่นใจ
.....
เมืองเสียนหยาง พระราชวังจางไถกง
นอกจากจัดการกิจการบ้านเมืองที่จำเป็ในแต่ละวันแล้ว อิ๋งเจิ้งมักจะมาอยู่ที่ข้างกระบะทรายจำลองในพระราชวังจางไถกง เพื่อรอรายงานสถานการณ์ทหารจากแนวหน้า
นับั้แ่เขาสั่งให้กองทัพสามสายบุกโจมตีเมืองหานตัน จนถึงตอนนี้ผ่านไปเดือนกว่าแล้ว ในระหว่างนั้นได้รับรายงานชัยชนะบางส่วน เช่น หวังเปินตีเมืองหลางเมิ่งแตกแล้ว และเตรียมเคลื่อนทัพตะวันออกไปยังเมืองฝานอู๋
เิอู่ข้ามแม่น้ำจางสุ่ย และเริ่มโจมตีเมืองเยี่ยเฉิง ขั้นต่อไปคือเมืองหานตัน
การศึกดำเนินไปอย่างราบรื่น อิ๋งเจิ้งพึงพอใจเป็อย่างมาก จะมีก็แต่ทางด้านของหวนอี่ที่ยังไม่มีรายงานส่งกลับมา และคนที่ถูกส่งไปตรวจสอบความดีความชอบของไป๋จงก็ยังไม่มีข่าวคราว
แต่เนื่องจากเมืองชื่อลี่และเมืองอี๋อันอยู่ห่างจากเมืองเสียนหยางค่อนข้างมาก แม้อิ๋งเจิ้งจะร้อนใจ แต่ก็ยังคงรอต่อไป
"ท่านอ๋อง ซ่างชิงเิอี้ขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ"
ด้านนอกตำหนัก จ้าวเกายืนะโบอกหน้าประตู
"ในที่สุดก็มีข่าวแล้ว รีบให้เข้ามา!"
ใบหน้าของอิ๋งเจิ้งปรากฏความยินดี คนที่ถูกส่งไปตรวจสอบความดีความชอบของไป๋จง ก็คือคนที่เิอี้ส่งไปนั่นเอง การที่เิอี้มาขอเข้าเฝ้า ย่อมหมายความว่ามีข่าวส่งกลับมาแล้ว
"ถวายบังคมฝ่าา!"
เิอี้เดินเข้ามาในตำหนัก ประสานมือคำนับแล้วกล่าวว่า "สถานการณ์ทางเมืองชื่อลี่ กระหม่อมได้สั่งให้คนตรวจสอบจนชัดเจนแล้ว พลทหารที่ชื่อไป๋จงผู้นั้น สังหารศัตรูได้ห้าสิบสองคนจริง มีนายทหารจำนวนมากในกองทัพที่สามารถเป็พยานได้ นอกจากนี้ยังมีเื่ที่น่าใยิ่งกว่าอีกประการหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ"
ความดีความชอบจากการสังหารศัตรูห้าสิบสองคนเป็เื่จริง แคว้นฉินได้ยอดขุนพลผู้กล้าเพิ่มขึ้นมาอีกคนแล้วจริง ๆ
อิ๋งเจิ้งยินดียิ่งในใจ จึงถามต่อว่า "เื่อะไรที่ทำให้เ้าถึงกับใได้?"
เิอี้กล่าวต่อว่า "เมืองชื่อลี่ถูกแม่ทัพหวนตีแตกแล้ว แต่ในศึกตีเมืองครั้งนั้น ไป๋จงได้รับการเลื่อนขั้นเป็นายกองหมวด และด้วยความสามารถส่วนตัว เขาสังหารศัตรูได้หนึ่งร้อยเก้าคน อีกทั้งพลทหารใต้บังคับบัญชาที่เขานำทัพ กลับไม่มีผู้ใดเสียชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว และทุกคนล้วนสังหารศัตรูสร้างความดีความชอบได้ทั้งสิ้นพ่ะย่ะค่ะ!"
สิ้นคำกล่าวนี้ ภายในตำหนักพลันเงียบสงัดไปครู่หนึ่ง
อิ๋งเจิ้งไม่อยากเชื่อหูตัวเอง จึงรีบถามด้วยความกระตือรือร้นว่า "เป็เื่จริงหรือ?"
"จริงพ่ะย่ะค่ะ! พลทหารในกองทัพทุกคนสามารถเป็พยานได้ ล้วนเห็นกับตาว่าไป๋จงสังหารศัตรูอย่างไร ในจำนวนหนึ่งร้อยเก้าคนนั้น ยังมีหนึ่งคนที่เป็แม่ทัพหลักของกองทัพจ้าวในเมืองชื่อลี่ คือจ้าวหยวน ไป๋จงจึงเป็ผู้มีความดีความชอบสูงสุดในการตีเมืองพ่ะย่ะค่ะ"
"ใบหูขวาหนึ่งร้อยแปดใบ รวมกับศีรษะของจ้าวหยวน ถูกคนของกระหม่อมใช้ปูนขาวเก็บรักษาและส่งกลับมา ตอนนี้อยู่ที่นอกวังพ่ะย่ะค่ะ"
เิอี้ชูจู๋เจี่ยนเล่มหนึ่งขึ้นสูง แล้วกล่าวอีกว่า "หากท่านอ๋องไม่เชื่อ กระหม่อมจะให้คนนำใบหูเข้ามาถวายเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ"
อิ๋งเจิ้งรับมาเปิดดูด้วยตนเองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวด้วยความยินดีว่า "แคว้นฉินของข้ายังมีผู้กล้าเช่นนี้ ์คุ้มครองแคว้นฉินโดยแท้!"
เิอี้กล่าวต่อว่า "แม่ทัพหวนยังกล่าวอีกว่าไป๋จงเป็เพียงทหารใหม่ การมอบบรรดาศักดิ์สูงเกินไปอาจไม่เหมาะสม แต่หากมอบต่ำเกินไปก็ไม่เป็ไปตามกฎหมายทหาร จึงไม่ทราบว่าควรจะปูนบำเหน็จอย่างไร จึงขอให้ท่านอ๋องตัดสินพระทัยพ่ะย่ะค่ะ"
"เป็เช่นนั้นจริง ๆ !"
อิ๋งเจิ้งตรวจสอบข้อมูลของไป๋จง พบว่าเข้าประจำการได้เพียงไม่กี่เดือน ก็เลื่อนขั้นจากพลทหารเป็ปู้เกิงแล้ว
หากเป็คนอื่นที่สู้รบจนตัวตายในสมรภูมิ อาจจะไม่ได้เป็แม้แต่กงซื่อด้วยซ้ำ ความดีความชอบของไป๋จงในตอนนี้ เมื่อรวมกับการตัดศีรษะแม่ทัพผู้สั่งการหลักของศัตรู การมอบบรรดาศักดิ์ขั้นที่แปดคือ กงเฉิง ย่อมเหลือเฟือ
ระบบบรรดาศักดิ์ทหาร ขั้นหนึ่ง กงซื่อ ขั้นสอง ซ่างเ้า ขั้นสาม จานเหนี่ยว ขั้นสี่ ปู้เกิง ขั้นห้า ต้าฟู ขั้นหก กวานต้าฟู ขั้นเจ็ด กงต้าฟู ขั้นแปด กงเฉิง ขั้นเก้า อู่ต้าฟู ขั้นสิบ จั่วซู่จ่าง
ขั้นสิบเอ็ด โย่วซู่จ่าง ขั้นสิบสอง จั่วเกิง ขั้นสิบสาม จงเกิง ขั้นสิบสี่ โย่วเกิง ขั้นสิบห้า เส่าซ่างเ้า ขั้นสิบหก ต้าซ่างเ้า (ต้าเหลียงเ้า) ขั้นสิบเจ็ด ซื่อเชอซู่จ่าง ขั้นสิบแปด ต้าซู่จ่าง ขั้นสิบเก้า กวานเน่ยโหว และขั้นยี่สิบ เช่อโหว
จากทหารใหม่สู่กงเฉิงในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ก้าวะโที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ นับั้แ่ซางจวินก่อตั้งระบบบรรดาศักดิ์ทหารมา ไป๋จงคือคนแรก
หวนอี่จึงไม่กล้าตัดสินใจโดยพลการ
อิ๋งเจิ้งเองก็ลังเล เขาครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า "จ้าวเกา ไปตามหลี่ซือและหวังเจี่ยนมาพบข้า"