ตอนพิเศษ เยว่เทียนหง
นับแต่เกิดมาเขาก็เกลียดบิดาผู้บ้าคลั่งและโหดร้ายของตนเองมาโดยตลอด เหตุใดมารดาผู้งดงามและอ่อนโยนอย่างที่สุดต้องรักชายที่ทำร้ายตนด้วย
ยามเขายังเด็ก เขาได้นอนตำหนักเดียวกับเสด็จแม่ ทุกครั้งที่เสด็จพ่อมาหา เขามักได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังมาจากห้องของมารดาเสมอ เสียงนั้นมักจะสลับกับคำพร่ำบอกรักของบิดาและมารดา หากทรมานเช่นนั้นเหตุใดยังบอกรักกันอีกเล่า
เขาเคยร้องไห้ วิ่งไปทุบประตูขอให้เสด็จพ่อเลิกทรมานเสด็จแม่ สมองน้อยๆของเขาจินตนาการว่ายามนี้เสด็จแม่คงกำลังถูกจับยึดเอาไว้รอให้เขาเข้าไปช่วย
ทว่าเสด็จแม่กลับเป็นฝ่ายเปิดประตูออกมาเองด้วยใบหน้าแดงก่ำ พร้อมเอ่ยว่านางสบายดี ขอให้เขาไปนอนเสีย….
หลังจากนั้นเขาก็ได้รับตำหนักส่วนตัว ไม่อาจนอนกับเสด็จแม่ได้อีกแล้ว แม้ไม่ถูกเสียงร้องไห้ของเสด็จแม่รบกวนยามดึกอีกแต่เขาก็ยังเหงาอย่างยิ่ง ฟู่หลิงและเมิ่งห่าวหมิงจึงถูกส่งมาอยู่เป็นเพื่อนเรียนของเขา
วันหนึ่ง ยามเขาอายุได้ 5 ขวบ เขาเดินเล่นอยู่ในสวน มือถือกิ่งไม้เล็กๆแกว่งไปมาอยู่ริมน้ำ จินตนาการว่านั่นคือกระบี่อันหนึ่ง เขาได้พบตั๊กแตนสีเขียวตัวหนึ่งตกลงไปในน้ำ และกำลังจะถูกปลากิน
เขาไม่คิดอันใด ส่งไม้ที่ถืออยู่ในมือออกไปช่วยชีวิตตั๊กแตนตัวนั้นไว้ได้ ทว่าเมื่อหันกลับมาก็ได้เห็นสายตาของเสด็จพ่อจ้องเขาอย่างพิจารณาอยู่ด้านหลัง ด้านข้างเสด็จแม่ก็ยืนอยู่ด้วย
“ลูกคนนี้จิตใจดีมีความเมตตา เหมาะที่จะรับตำแหน่งสำคัญในอนาคต”
ประโยคนี้ หากเอ่ยโดยราชาแคว้นอื่น นี่คงนับเป็นข่าวที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ภายภาคหน้าโอรสองค์นี้ของนางมีโอกาสได้นั่งบัลลังก์มังกรแล้ว……ทว่าเมื่อเอ่ยโดยองค์ราชาแห่งแคว้นต้าเยว่ นี่กลับคล้ายเป็นคำสั่งประหาร เสด็จแม่ดูตระหนกเป็นอย่างมาก
“ฝ่าบาท องค์ชายสี่ยังเล็กนัก ไม่อาจรับภาระสำคัญ…. ไม่ว่าองค์ชายใหญ่ องค์ชายรองและองค์ชายสามล้วนเหมาะสมกว่ามาก”
เสด็จพ่อไม่เอ่ยอันใด ยังคงจ้องหน้าเขานิ่ง ในดวงตาไร้ซึ่งความผูกพันฉันพ่อลูก ราวกับพระองค์กำลังประเมินคุณค่าของสมบัติชิ้นหนึ่งเท่านั้น
หลังจากวันนั้นไม่นาน เขาก็ถูกย้ายไปอยู่อารามหลวง ได้รับการแต่งตั้งเป็นองค์รัชทายาท เขาถูกเลี้ยงดูอย่างดี ท่ามกลางพระ และ แม่ชี ไม่ให้รับรู้ถึงความโหดร้ายและกิเลสตัณหาเลยแม้แต่น้อย มีเพียงฟู่หลิงและเมิ่งห่าวหมิงที่อยู่เคียงข้าง
เขาได้รับการศึกษาด้านพระธรรมทุกแขนง และเขาก็ชื่นชอบยิ่ง การทำดีฝังรากลึกลงในใจเขามากขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนที่ได้รู้จักล้วนเอ่ยชื่นชมเป็นเสียงเดียวกันว่า เขาคือองค์ชายที่อ่อนโยนที่สุด จิตใจดีที่สุด แต่เหตุใดในดวงตาของพวกเขามักจะปรากฏแววตาสงสาร และเวทนาออกมา
จนเมื่อเขาอายุได้ 15 ปี อาการของเสด็จพ่อเริ่มแย่ลง องค์รัชทายาทถูกเรียกตัวให้เข้ามารับการศึกษาในวัง เรียนรู้ทุกอย่างที่จำเป็นต้องใช้ในอนาคต เขาจึงได้เริ่มเรียนรู้จิตใจอันชั่วร้ายของมนุษย์ภายนอกเป็นครั้งแรก
ด้วยจิตใจอันใสซื่อของเขา เขาถูกนางกำนัลคนหนึ่งล่อลวง และวางยา นำเขาไปมอบให้องค์ชายใหญ่ พี่ชายแท้ๆผู้โหดร้ายของเขา
“เจ้าน้องชาย ข้าขอโทษนะ แต่ตำแหน่งรัชทายาทไม่เหมาะกับคนอ่อนแอเช่นเจ้าหรอก”
ยามนั้นเขามีปราณเพียงนักยุทธ์ 7 ดาวเท่านั้น แม้จะนับว่ามีพรสวรรค์อย่างมาก แต่ก็ไม่อาจเอาชนะเหล่าองครักษ์และพี่ชายผู้มีปราณยอดยุทธ์ได้ เขาถูกทุบตีทำร้ายอย่างหนัก ทั้งด้วยหมัด เท้า และอาวุธ ในขณะที่เขากำลังจะถูกกดน้ำจนตาย ฟู่หลิงพาเมิ่งห่าวหมิงที่ยามนั้นรับตำแหน่งผู้ช่วยราชเลขาของเสด็จพ่อมาช่วยเขาไว้ได้
เสด็จพ่อรู้เรื่องราวก็เพียงหัวเราะและชื่นชมองค์ชายใหญ่ว่าใจกล้าดี สมเป็นลูกเขา จากนั้นก็ปล่อยไป
“เสด็จพ่อ เหตุใดท่านจึงลำเอียงเช่นนี้ !” เยว่เทียนหงไม่เข้าใจ หรือเขาไม่ใช่ลูกชายของเสด็จพ่อ
แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นเหตุใดยกตำแหน่งรัชทายาทให้เขาเล่า
“หึหึ… เจ้าอยากให้ข้าลงโทษพี่เจ้าหรือ ?”.
เยว่หงเอ่ยด้วยริมฝีปากแดงดุจเลือด นั่นคือเลือดจริงๆ ! ได้ยินว่าช่วงนี้ทรงโปรดปรานอาหารจานเลือดเป็นพิเศษ…..
“ควรเป็นเช่นนั้นมิใช่หรือพะย่ะค่ะ”. เด็กหนุ่มเอ่ยตามเหตุผล
“อย่างไรอีกไม่นานจะมีคนจัดการเขาเอง ข้าไม่จำเป็นต้องลงมือ” เยว่หง เอ่ยพลางแลบลิ้นเลียโลหิตที่เคลือบอยู่บนริมฝีปาก การเอาชีวิตบุตรชายแท้ๆ นั่นกลับจะเป็นการเร่งวันตายให้ตนเอง
“ผู้ใดหรือพะย่ะค่ะ. ? ”
องค์ราชาไม่ตอบ เพียงมองมาที่เขาด้วยรอยยิ้มสาแก่ใจ
ไม่นานจากนั้นท่านตาผู้เป็นเสนาบดีก็ส่งพวกหู่อู่พี่น้องทั้งห้ามาให้ กล่าวว่านี่คือองครักษ์ประจำตัวเขา คอยรับคำสั่งและจะเชื่อฟังเพียงเขาเท่านั้น แม้แต่เสด็จพ่อก็ไม่อาจสั่งการพวกเขาได้ ชีวิตของคนทั้งห้านี้จะเป็นของเขาโดยสิ้นเชิง
คนของข้า…
เจ้าชีวิต…
คำเหล่านั้นมิได้ทำให้ชายหนุ่มผู้อ่อนโยน รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของอำนาจ แต่กลับเป็นความรับผิดชอบต่อชีวิตของคนเหล่านั้นต่างหาก ที่ค่อยกดทับลงมาบนบ่าของเขาโดยไม่รุ้ตัว
สองปีต่อมา เสด็จพ่อพ่ายแพ้ให้ปีศาจในตัว เขาเดินดุ่มอยู่ในวังด้วยปราณระดับเหนือยุทธ์ ตรงเข้าฆ่านางสนมที่เคยโปรดปรานทีละคนๆ อย่างโหดเหี้ยม องครักษ์ทั้งหลายขอเพียงเข้ามาขัดขวางก็จะถูกปราณมหาศาลระเบิดร่างจนกลายเป็นควันไป สุดท้ายเขามาหยุดอยู่ห้องของเสด็จแม่
เสด็จแม่ยืนอยู่กลางห้องอย่างสงบ ด้านข้างเยว่เทียนหงกำลังพยายามจะพานางหนีไป แต่นางไม่ยินยอม
ปราณกดดันมหาศาลจากผู้สำเร็จระดับเหนือยุทธ์ผลักเขาไปอัดกับกำแพง ร่างชายหนุ่มวัย 17 ปีจมลงไปในกำแพงครึ่งหนึ่งไม่อาจขยับหรือพูดจา เยว่เทียนหงได้แต่เบิ่งตามองร่างบ้าคลั่งโชกเลือดของเสด็จพ่อเดินเข้าใกล้เสด็จแม่ของตนเรื่อยๆ
“หลวนเอ๋อ ถึงเวลาของข้าแล้ว เจ้าไปกับข้า …..ดีหรือไม่ ? น้ำเสียงอ่อนหวานเอ่ยออกจากร่างราวอสุรกายตรงหน้า ดวงตาของเขาในยามนี้ไม่เหลือสติใดๆอีกแล้ว มีเพียงความบ้าคลั่งเท่านั้น
ฟ่งหลิงหลวนมองบุรุษร่างสูงตรงหน้าผู้เป็นรักแรกและรักเดียวของนาง จากนั้นจึงผลิยิ้มสดใสให้เขาเหมือนเช่นครั้งแรกที่ได้พบกันเมื่อยี่สิบปีก่อน …. วันที่เขาเอ่ยปากขอนางให้แต่งงานด้วย
‘หลวนเอ๋อ เจ้ายินดีแต่งงานกับข้าหรือไม่?’ องค์ชายผู้อ่อนหวาน และอ่อนแอ ใบหน้าของเขาขัดเขินและแดงซ่านจนนางนึกขำ
“เยว่หง ข้ายินดีเป็นอย่างยิ่ง” ด้วยประโยคเดียวกันนี้ นางตอบรับเขาอย่างอ่อนหวาน ดวงตาคู่งามของนางไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงประกายยินดีและรักใคร่จนทำให้ผู้มองใจเต้นแรง
จิตใจของผู้เป็นลูกได้แต่ตะโกนปฏิเสธเสียงดังลั่น ทว่าเขากลับทำอะไรไม่ได้เลย
มือใหญ่สั่นเทา ค่อยๆเอื้อมมือมากุมคอของภรรยาคู่ชีวิต ฟ่งหลิงหลวนหลับตาลงพร้อมรอยยิ้ม นางจะขอนึกถึงภาพอดีตอันงดงามของพวกเขา เพื่อยึดเหนี่ยวเอาไว้ตลอดเส้นทางไปปรโลก
“ข้ารักท่าน” น้ำเสียงอ่อนโยนและคำพูดอันอ่อนหวานคล้ายกับเชือกรัดแน่นกระตุกให้สติของเยว่หงกลับมาอีกครั้ง
นางคือสตรีคนแรกในชีวิตของเขา ภรรยาผู้อยู่เคียงข้างเขามาตลอด สตรีเดียวในชีวิตที่เขาเอ่ยคำว่ารัก ! ดวงตาบ้าคลั่งของเขาเปล่งประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง เขาพลันสะบัดร่างนางออก แล้ววิ่งโซเซออกจากห้องไป
นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เยว่เทียนหงได้เห็นร่างของบิดายามมีชีวิต
องค์ราชาเยว่หง สวรรคตลงเบื้องหน้ากระจกรัตติกาล จากสภาพที่พบ พอเดาได้ว่าเขาพยายามทำลายกระจกอย่างสุดชีวิต ทว่ากระจกรัตติกาลกลับไม่มีร่องรอยบุบสลายเลยแม้แต่น้อย !
มันยังคงอยู่ดี เพื่อรับการสืบทอดพันธะจากเชื้อสายคนถัดไปของตระกูลเยว่ ราวกับคำสาปที่ไม่มีวันสูญสลาย ชั่วนิรันดร์ ……..