ย้อนอดีตกลับมารักเธอ

    ตอนที่15 ชวนไปกินข้าว

    “ใช้ได้ว่ะ รสชาติเหมือนกับที่เคยซื้อกินเลย ใช่มั้ยวะเพลิง”“เออ” เพลิงตอบสั้นๆ “ว่าแต่ที่มึงบอกว่าไม่ว่างหลายวันมาเนี่ย อย่าบอกนะว่ามึงเอาเวลาไปทำหมูปิ้ง”“เออนั่นดิ เพราะมึงจะขายหมูปิ้งนี่เองถึงบอกว่าไม่ว่าง”
    บาสไม่มีอะไรต้องอธิบายเพิ่ม เพียงผงกศีรษะเท่านั้น“แม่งแล้วก็ไม่บอก กูก็นึกว่ามึงเป็นเด็กดีล้างจานทุกวัน แต่ก็ดีแล้วแหละ” เห็นเพื่อนมีอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอันอี๊ดก็รู้สึกดีใจ
    “ขอข้าวด้วยดิวะ” กินแต่หมูปิ้งเปล่าๆ นั้นก็เหมือนเหล้าที่ขาดกับแก้ม ตอนนี้เพลิงอยากกินข้าวเหนียวร้อนๆกับหมูปิ้ง
    “เอาไว้พรุ่งนี้นะเพลิง เดี๋ยวป้าจะนึ่งมาให้” แม่หน่อยบอก
    “ขอบคุณครับ ป้าหน่อย” จากนั้นหันไปทางบาส “แล้วมึงจะเข้าโรงเรียนตอนไหนวะ”
    “เออนั่นดิ อย่าเข้าสายนะมึง วันนี้เป็นเวรของครูอักษรด้วย ดูสายตาที่ครูมองมาดิ อย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ พูดไปแล้วสยองว่ะ” อี๊ดส่งสายตาให้บาส ใช่มันก็เป็นอย่างที่พูด ตอนนี้ครูอักษรกำลังดันแว่นกรอบหนาขึ้น พร้อมกับมองมาที่อีกฟากของถนนด้วยแผนการบางอย่าง
    บาสตบไหล่อี๊ดก่อนจะบอกว่า “รับรองว่าไม่สาย เพราะอีกเดี๋ยวหมูกูก็หมดแล้ว ครูอักษรจะทำอะไรกูได้วะ” หากเป็นบาสคนก่อนคงกลัวหัวหด ร้องไห้หาแม่วิ่งกลับบ้าน แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว
    “งั้นเดี๋ยวพวกกูช่วยมึงขายแล้วกัน จะได้เข้าโรงเรียนพร้อมกัน ใช่มั้ยเพลิง” อี๊ดและเพลิงช่วยบาสขายหมูปิ้ง นั่นคือสิ่งที่เอ่ยบอก แต่ความจริงนั้นเพียงยืนเล่นพร้อมกับส่งเสียงอันน่ารำคาญ บาสที่เห็นอย่างนั้นได้แต่เบะปาก
    “หมดแล้วนะลูก ตอนนี้ก็เข้าเรียนได้แล้วแหละ” แม่หน่อยบอก ตอนนี้เป็นเวลา 7.30 น. ยังเหลือเวลาอีกสามสิบนาทีก่อนประตูจะปิด
    “เข้าใจแล้วครับ” บาสกำลังนับเงินอยู่ นี่เป็นการขายหมูปิ้งวันแรกแต่ก็ขายได้จนหมด เนื่องจากนักเรียนมีประมาณ 500 ไหนจะผู้ปกครองที่มาส่งเด็กๆอีก หมูปิ้งจึงหมดในเวลาไม่นาน
    “ได้เท่าไหร่หรอลูก”“แค่สามร้อยห้าสิบบาทครับ....” บาสดูไม่พอใจกับเงินที่ได้แม่หน่อยมองแปลกๆ “มีอะไรผิดพลาดหรือเปล่าลูก...แล้วทำไมถึงบอกว่าแค่ล่ะ?”“เพราะมันน้อยเกินไปครับ” น้ำเสียงอ่อนลง
    “น้อยเกิน? ตรงไหนล่ะ แม่ว่าเงินสามร้อยกว่านี่ก็มากแล้วนะ” แม่หน่อยมองบาสแปลกๆ ใช่เงินจำนวนนี้มากสำหรับแก แต่บาสนั้นกลับรู้สึกว่ามันไม่คุ้มค่ากับแรงที่เสียไปเลย นั่งหลังขดหลังแข็งแร่หมู นั่งเสียบไม้จนดึกดื่น กว่าจะเสร็จก็ปวดหลังแทบตาย แต่สิ่งที่ได้...มันก็แค่เงินสามร้อยกว่าบาท นี่เท่ากับทำงานวันเดียวซึ่งไม่มีอะไรพิเศษเลย
    “นั่นสิบาส เงินสามร้อยไม่ใช่น้อยๆนะเว้ย” อี๊ดเห็นด้วยกับแม่หน่อย
    “มึงรู้มั้ยว่าสามร้อยนี่เล่นเกมได้กี่ชั่วโมง มึงบ้าไปแล้วใช่มั้ยที่บอกว่ามันน้อย” สำหรับเพลิงเงินสามร้อยสามารถเล่นเกมได้หลายชั่วโมงจนขอบตาดำ แล้วมันจะน้อยได้ยังไง
    “ช่างเถอะ เอาไว้ก่อนแล้วกัน” บาสส่ายศีรษะ ไม่อยากสาวความให้ยาวยืด ช่วยแม่หน่อยเก็บของขึ้นรถไส และในตอนนั้นเองพ่อรุ้งก็เดินมาจากบ้าน แกมารับแม่หน่อย
    โบกมือบ๊ายบายเเล้วเข้าโรงเรียนกับเพื่อน เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูโรงเรียนก็เจอกับเจ้าประจำ ใช่ครูอักษร ตอนนี้เธอกำลังฝืนยิ้มอย่างอดทน
    “ขายหมดแล้วเหรอวิชัย...”“ใช่ครับ ถ้าหากครูซื้อไปก่อนหน้านี้ล่ะก็ ผมคงขายหมดเร็วกว่านี้สักสองถึงสามนาที” เขาพูดอย่างขี้เล่น“โอ้วงั้นเหรอ...เธอกำลังบอกว่าเป็นความผิดของครู?” ครูอักษรดันแว่นเล็กน้อย“เปล่าครับ ผมแค่พูด...ถึงความเป็นไปได้เท่านั้นเอง” เขาบ่ายเบี่ยง“อย่างนี้นี่เอง แล้วทำไมถึงไม่ให้ครูชิมฟรีล่ะ...บางทีครูอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้”“ได้สิครับ เพื่อครูแล้วผมทำได้ทุกอย่าง แต่...ครูมีอะไรมาแลกเปลี่ยน...กับหมูปิ้งของผม” สายตาจับจ้องไปยังดวงตากลมโต เธอเองก็กำลังมองมา
    อี๊ดกับเพลิงมองพวกเขาคุยกันอย่างงงๆ วันนี้มันแปลกมาก ทำไมบาสถึงคุยกับครูอักษรโดยไม่สะทกสะท้านอะไรเลย กลับนิ่งใจเย็น ครูอักษรดันแว่นกรอบหนา เด็กคนนี้ต่างจากที่เคยพูดคุยอย่างชัดเจน เขาไม่ใช่บาสคนนั้นที่เธอรู้จักอีกต่อไป มันเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง? คนเราสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เพียงไม่กี่วันงั้นเหรอ? ความสงสัยนั้นทำให้เธอพูดว่า “เย็นนี้เป็นไง”
    “เย็นนี้ทำไมเหรอครับ” เด็กหนุ่มเกาศีรษะ
    “ทานข้าวกับครู...จากนั้นพรุ่งนี้เธอต้องเลี้ยงหมูปิ้ง ตกลงมั้ย” เพื่อจะหาความลับนั้นเธอจึงเสนอวิธีที่เรียบง่าย นั่นคือทานข้าวสองต่อสอง
    บาสเดินไปข้างหน้า ใบหน้าทั้งสองอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่เซนติเมตร รู้สึกได้ถึงลมหายใจเข้าออกของอีกฝ่าย มันเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดว่าเธอจะชวนไปกินข้าว แต่ก็ดีเหมือนกันเพราะเขาอยากรู้ว่าแท้จริงแล้วครูอย่างเธอเวลาปกติจะเป็นยังไง จึงตอบไปว่า “ตกลงครับคุณครู แล้วผมจะล้างท้องรอเลย”
    “หึ! เตรียมตัวไว้เลย” ครูอักษรกำลังยิ้ม มั้งนะ
    จากนั้นบาสกับสหายสองคนก็เดินมานั่งเก้าอี้ รอให้ถึงเวลายืนเคารพธงชาติ ในระหว่างนั้นเองอี๊ดถามว่า“บาส มึงเป็นบ้าอะไรวะ ถึงได้ไปรับปากครูอักษรแบบนั้น มึงอยากกินข้าวกับครู?”
    “นั่นดิ มึงมันบ้าไปแล้ว มึงคิดว่าครูอักษรใจดีเหรอ? กูว่าแม่งกำลังหาเรื่องแกล้งมึงแหงๆ” ทั้งสองต่างมองเห็นความจริงที่ครูอักษรเป็นครูใจร้าย ไม่มีใครในโรงเรียนใจร้ายได้เท่าเธอแล้ว
    “กูไม่ได้บ้า กูก็แค่อยากรู้ว่าทำไมถึงชอบจิกกัดกู เดี๋ยวกูจะถามให้รู้เลยแล้วกัน!” เขาเองก็พอรู้มาอยู่แล้ว มันก็ไม่มีอะไรมาก ครูบางคนแค่ต้องการนักเรียนมาระบายเท่านั้น และครูอักษรเองก็เป็นประเภทนั้น
    “เออๆ แต่ก็ระวังด้วยนะเว้ย เดี๋ยวจะโดนดีได้ยืนทั้งคาบอีก” อี๊ดเตือนด้วยความเป็นห่วง
    คาบของครูอักษรหากโดนทำโทษจะเป็นการยืนที่โต๊ะ ไม่ใช่ยืนที่หน้าห้องนะแต่เป็นยืนที่โต๊ะตัวเอง มันไม่สำคัญว่านักเรียนที่นั่งอยู่ด้านหลังจะมองเห็นกระดานดำมั้ยเพราะเพื่อนยืน เพราะนี่ถือเป็นการทำโทษของเธอ แต่มันไม่ใช่แค่นั้น บาสได้ยืนและเขกโต๊ะไปด้วยเขกโต๊ะไปด้วยคือ? นั่นก็คือการเขกโต๊ะเรียนโดยใช้มือเรานี่แหละ เขกตั้งแต่เริ่มคาบของเธอจนหมดชั่วโมง คิดดูสิว่ามือจะเจ็บขนาดไหนที่ต้องเขกโต๊ะตลอดชั่วโมงเรียน พร้อมกับยืน...ครูที่ไหนก็ไม่ให้ทำแบบนี้นอกจากครูอักษร
    การยืนหน้าเสาธงยังหน้าเบื่อเหมือนเดิม มันร้อนและไม่ได้อะไรเลย ครูก็เอาแต่บ่นเรื่องไร้สาระ ซึ่งแน่นอนนักเรียนไม่ตั้งใจฟังหรอก คาบเรียนตอนเช้าผ่านไปอย่างไม่มีปัญหา แต่ก็มีอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น กันต์ที่นั่งข้างปกติแล้วจะเงียบ วันนี้มันกลับมาชวนคุยซึ่งถือเป็นเรื่องน่าแปลก อาจเป็นเพราะบาสคนเก่าไม่ได้เรื่อง เรียนห่วย ไม่สนใจเรียน วันๆเอาแต่นั่งหงอย แต่ตอนนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนไป โดยเฉพาะเมื่อตอนเช้าที่เห็นบาสยืนขายหมูปิ้งกับแม่ ทำให้กันต์ต้องเริ่มมองบาสใหม่ มันเป็นความประทับใจ
    “บาส สนใจมาเล่นบอลเปล่าวะ นี่ก็ใกล้จะถึงงานกีฬาสีแล้วนะเว้ย” งานกีฬาสีที่กันต์พูดใกล้ถึงแล้ว ดูเหมือนเขาจะขาดคนหรือไม่ก็เพราะมีคนใดคนหนึ่งในทีมบาดเจ็บ
    “มันร้อนว่ะ ขอโทษด้วยนะ แต่ไปหาคนอื่นเถอะ” บาสส่ายหน้า
    “ไม่ลองดูหน่อยเหรอวะ กีฬาสีนี้คือครั้งสุดท้ายสำหรับนักเรียนม.3 อย่างเรานะเว้ย” กันต์พูดด้วยสีหน้าจริงจัง
    บาสมองหน้ากันต์แล้วกลับมาคิด เมื่อก่อนงานกีฬาสีเขาไม่ได้ทำอะไรเลยเพียงนั่งอยู่บนอัศจรรย์เท่านั้น แต่ตอนนี้ย้อนอดีตกลับมา ควรที่จะตอบรับคำชวนนี้หรือไม่? ชีวิตม.3 อีกไม่กี่เดือนก็จะจบแล้ว มันจะเป็นความทรงจำที่ต่างจากอดีต และมันน่าจะทำให้อะไรหลายๆอย่างเปลี่ยนไป ซึ่งพอคิดถึงตรงนี้มันก็ค่อนข้างสนุก เพราะงั้นจึงตอบไปว่า
    “ก็ได้ กูจะเล่น!”“ดี มึงพูดแล้วนะ”“เออ แต่กูไม่ว่างซ้อมนะเว้ย”“แล้วมึงว่างตอนไหน?” ปกติแล้วกิจกรรมเช่นนี้จะซ้อมหลังเลิกเรียน ซึ่งมันเป็นเวลาที่บาสต้องไปย่างปลาดุกที่ตลาด
    “ตอนเที่ยง ส่วนตอนเย็นกูต้องไปขายของ กูเลยไม่ว่าง”“อย่างนี้นี่เอง...งั้นกูจะเป็นคู่ซ้อมให้มึงแล้วกัน”
    วันนั้นบาสเลยไม่ได้ไปสนามเด็กเล่น น้องอรมานั่งแกว่งชิงช้าจนออดเรียกเขาก็ไม่มา สุดท้ายจำต้องเดินเข้าห้องเรียนการเตะบอลทำให้เหงื่อออกซก และมันเป็นอะไรที่ทำให้เพื่อนข้างๆรังเกียจ แต่โชคดีคนที่นั่งข้างเขาคือกันต์กันต์เป็นหนุ่มหล่ออย่างที่รู้ สาวๆกรี๊ดเพราะเป็นนักบอลโรงเรียน และการเพิ่มบาสเข้าไปหลังจากนี้คงเปลี่ยนอะไรหลายๆอย่างไม่น้อยเลิกเรียนแล้วบาสต้องกลับบ้านไปบอกพ่อแม่ซะก่อน ไม่งั้นท่านจะเป็นห่วงได้
    “อะไรนะ! ครูอักษรคนนั้นน่ะเหรอชวนลูกกินข้าว” แม่หน่อยแทบไม่เชื่อหูตัวเอง เเกไม่คิดว่าครูจะใจดีถึงขนาดชวนเด็กนักเรียนไปกินข้าว
    “มันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ” พ่อรุ้งมองแปลกๆ “แล้วแบบนี้ลูกก็ไม่ได้ไปกับพ่อแล้วสิ”“ต้องขอโทษด้วยครับ” “ไม่เป็นไรหรอกน่า ย่างปลาดุกมันแค่งานง่ายๆ แม่เองก็ช่วยทำปลาหมดแล้วดูสิ เพราะงั้นที่เหลือพ่อแค่ย่างมันลงบนเตาเท่านั้น และอีกอย่างเมย์กับน้ำก็บอกว่าจะกลับพร้อมพ่อ เพราะงั้นไม่ต้องกังวลเลย พ่อมีตัวช่วยแล้ว”
    บาสหันไปมองปลาที่ถูกทำไว้ แม่หน่อยได้ผ่าเอาไส้พุงออกหมดแล้ว ที่เหลือก็แค่ก่อไฟย่างเท่านั้นวันนี้พ่อรุ้งออกจากบ้านคนเดียว ส่วนบาสนั้นเดินกลับไปที่โรงเรียน มายังบ้านพักครู...