ตอนที่หนึ่ง
ชะตา พาฝัน มาอีกครา
แพทย์หญิงปลายดาว สงค์ประภาส อายุยี่สิบเก้าปี เพิ่งเรียนจบแพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์ และเรียนต่ออนุสาขาโรคข้อและรูมาติสซัม (๑) มาหมาด ๆ ตอนนี้เธอทำเื่ย้ายมาประจำที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดเล็ก ๆ แห่งหนึ่งทางภาคเหนือ เหตุเพราะหนีความวุ่นวายในเมืองกรุงแสนศิวิไลซ์ และ้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัด
คุณหมอสาวสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเิเ ดวงตาเรียวรีตามประสาคนมีเชื้อสายจีน จมูกโด่งรับกับใบหน้า และผิวขาวสว่าง อยู่ในชุดเสื้อคอจีน กับกางเกงสแลกสีครีม สวมทับด้วยกาวน์สีขาวสะอาดยาวเกือบถึงเข่า สาวเท้ายาว ๆ เดินไปตามทางเดินของโรงพยาบาลอันเป็สถานที่ทำงานแห่งใหม่ของตัวเองด้วยความรู้สึกตื่นเต้นปนประหม่า แม้ว่าบนใบหน้าสวยนั้นจะไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ก็ตาม
ชีวิตของคุณหมอวัยเกือบสามสิบที่อยู่ตัวคนเดียวมาหลายปีค่อนข้างน่าเบื่อ กิจวัตรประจำวันไม่ค่อยต่างอะไรนักกับการประจำอยู่โรงพยาบาลเดิม เริ่มต้นที่ตื่นเช้ามาเช็กอีเมลจากทีมวิจัย เพื่อดูว่ามีความคืบหน้าหรือทีม้าความช่วยเหลือใดหรือไม่ เพราะตอนนี้เธอมีอีกหนึ่งบทบาท คือการเป็หัวหน้าทีมวิจัยทางการแพทย์
หลังจากนั้นก็เช็กผลตรวจเืของคนไข้จากโรงพยาบาลคร่าว ๆ ก่อนมาถึงโรงพยาบาล่ราว ๆ หกโมงครึ่ง หลังจากที่ย้ายมาประจำที่โรงพยาบาลแห่งนี้ได้ประมาณสัปดาห์กว่า ๆ ตอนนี้เธอก็มีร้านกาแฟร้านประจำที่ต้องแวะทุกเช้าก่อนเข้าวอร์ดแล้ว
สองเท้าหยุดที่โต๊ะบริการหน้าวอร์ดเพราะได้ยินเสียงที่คุ้นเคยของหัวหน้าพยาบาลเอ่ยทัก คุณหมอคนเก่งผินใบหน้าไปมองตามเสียงเรียก คลี่ยิ้มบาง ๆ ภายใต้หน้ากากอนามัยที่รู้ว่าไม่มีใครมองเห็น แล้วเอ่ยตอบกลับไปด้วยความสุภาพ
“สวัสดีค่ะพี่ประภา”
“มาถึงเวลาเดิมเป๊ะ ๆ เลยนะคะคุณหมอ กินอะไรมาหรือยังคะเนี่ย”
ประภาเป็หัวหน้าพยาบาลที่อยู่ประจำวอร์ดนี้มาหลายสิบปี จากการพูดคุยทำความรู้จัก ปลายดาวทราบว่าเธออายุประมาณสี่สิบห้าปี รูปร่างผอมเพรียวตามประสาคนดูแลตัวเอง ใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา และรักการบริการ แพทย์สาวไม่เคยเห็นเธอคนนี้ดุ หรือใช้อารมณ์กับคนไข้เลยสักครั้ง
ตอนที่ถูกทักว่ามาถึงโรงพยาบาลเวลาเดิมเป๊ะ ๆ ในใจเธอก็นึกตลกจนเผลอหัวเราะออกมาเบา ๆ กับตัวเอง โดยที่คู่สนทนาไม่มีทางได้ยิน เพราะพยาบาลวัยกลางคนตรงหน้า ก็มักทักทายเธอด้วยประโยคเดิมทุกวันเช่นกัน
“ซื้อกาแฟมาแล้วค่ะ พี่ภาล่ะคะ กินอะไรหรือยัง” ปลายดาวตอบพร้อมยกมือซ้ายที่ถือแก้วกาแฟร้านโปรดของตัวเองให้คนโตกว่าดู
“พี่รอลงเวรค่ะ ไหน ๆ คุณหมอก็มาแล้ว ช่วยดูคนไข้เตียงสิบสองให้หน่อยได้ไหมคะ เมื่อคืนมีไข้ขึ้นนิดหน่อย” สิ้นประโยคนั้น ปลายดาวก็ไม่รอให้เสียเวลา เธอโยนกาแฟร้านโปรดที่เพิ่งจิบไปไม่ถึงครึ่งแก้วลงถังขยะข้าง ๆ ก่อนสาวเท้าไปทางห้องพักรวมทันที โดยมีพยาบาลชุดขาวกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามหลังมา
“เมื่อคืนไข้สูงเท่าไหร่คะพี่ภา” แพทย์หญิงปลายดาวเอ่ยถามคนที่เดินตามมาโดยที่ไม่ยอมละฝีเท้าแม้แต่ก้าวเดียว
ปลายดาว สงค์ประภาสเป็แพทย์เฉพาะทาง และเชี่ยวชาญด้านโรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือ SLE หรือโรคพุ่มพวง ในวงการการแพทย์แล้ว โรคนี้ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จำเป็ต้องพบแพทย์และติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็โรคที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะกำเริบตอนไหน ดังนั้นการที่คนไข้มีอาการไข้ขึ้น จึงจำเป็ต้องตรวจอย่างละเอียดเพื่อป้องกันการกำเริบ และอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ จนเกิดอันตรายถึงชีวิตได้
“สามสิบเก้าจุดหนึ่งค่ะ” พยาบาลวัยสี่สิบห้าปีตอบแทบทันที แม้ว่าน้ำเสียงของเธอจะแกว่งและสั่นเพราะหอบแฮ่ก
“เดี๋ยวรบกวนพี่พี่ภาส่ง CBC (๒) Blood Culture (๓) แล้วก็เอกซเรย์ปอดเพิ่มด้วยนะคะ” คุณหมอสาวพูดทิ้งท้ายไว้เท่านั้น ก่อนรีบพุ่งตัวตรงไปที่เตียงสิบสอง ซึ่งเป็คนไข้ผู้หญิง วัยยี่สิบห้าปี มีอาการโรคแพ้ภูมิตัวเองั้แ่เกิด อาการของเธอลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่ค่อยคงที่ จนสุดท้ายก็ต้องมานอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด
หลังจากพูดคุยกับคนไข้เรียบร้อย ปลายดาวยกข้อมือข้างซ้ายที่มีนาฬิกาเรือนหรูประดับอยู่ขึ้นระดับสายตา เข็มสั้นชี้ที่เลขเจ็ด บ่งบอกว่าได้เวลาพอดิบพอดี เธอจึงใช้โอกาสนี้เดินดูคนไข้ในวอร์ดให้ครบทุกเตียง ทุกอย่างเป็ไปอย่างราบรื่น คนไข้ส่วนมากอาการคงที่ คุณหมอปลายดาวจึงใช้เวลาไม่กี่นาทีในการพูดคุยกับคนไข้แต่ละคน มีบ้างที่ต้องพูดคุยนานเป็พิเศษ เพราะต้องอธิบายและคลายความกังวลให้เหล่าญาติ ๆ ที่นั่งข้างเตียง
วันนี้กิจวัตรประจำวัน่เจ็ดโมงเช้าเสร็จไวกว่าปกติ ร่างสูงร้อยเจ็ดสิบเิเยกนาฬิกาดูเวลาอีกครั้ง เธอยังมีเวลาอีกราว ๆ ยี่สิบนาทีก่อนจะถึงเวลาราวด์ใหญ่ แพทย์หญิงเดินตรงไปตามทางเดินที่เคยเดินเข้ามา หวังว่าจะออกไปซื้อกาแฟแก้วใหม่อีกสักแก้ว เพราะก่อนหน้านี้โยนทิ้งถังขยะไปแล้วอย่างไม่ใยดี โดยที่จิบไปไม่คุ้มราคาแม้แต่น้อย
ถ้าหากว่าชีวิตนี้ ปลายดาวเลือกตัดอะไรที่ฟุ่มเฟือยที่สุดในชีวิตของตัวเองได้สักหนึ่งอย่าง ก็คงเลือกตัดกาแฟ เพราะรู้ดีว่าเม็ดเงินที่ใช้ไปกับการซื้อกาแฟในแต่ละวันเยอะกว่าค่าอาหารแต่ละมื้อเสียอีก แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อชีวิตของคุณหมอส่วนใหญ่มันก็เป็เสียอย่างนี้ เวลานอนก็ไม่พอ เวลากินข้าวยิ่งไม่มี ต้องนั่งกินหน้าคอมพิวเตอร์ หรือในห้องตรวจ
“อเมริกาโนค่ะ” เสียงหวานติดทุ้มเอ่ยสั่งกับบาริสตาหนุ่มที่เพิ่งเจอหน้ากันไปไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก่อน
“อ้าว คุณหมอ เพิ่งซื้อไปเองนี่ครับ”
“อ๋อ พอดีทำหกน่ะค่ะ” ปลายดาวโกหกออกไป เพราะไม่อยากบอกว่าตัวเองโยนกาแฟแก้วก่อนหน้าทิ้งถังขยะกับมือ
หากตอบตามความจริงก็กลัวว่าจะถูกซักไซ้ และต้องอธิบายเพิ่มอีกยาวเหยียด เพื่อไม่ให้คนที่ตั้งใจชงเครื่องดื่มทุกแก้วรู้สึกเสียใจ โกหกออกไปนั่นแหละ คงดีแล้ว…
ระหว่างยืนรอ ดวงตาเรียวรีก็มองไปรอบ ๆ อย่างคนหาที่พักสายตา สังเกตว่าแม้จะเป็เวลาเช้าตรู่ แต่โรงพยาบาลกลับเต็มไปด้วยผู้คนมากมายเดินขวักไขว่ เหมือนกับสถานที่แห่งนี้ไม่เคยได้พักสงบ บางคนถือเสื่อพับกับกระติกน้ำในมือ แค่มองก็รู้ว่ามาเฝ้าไข้ บ้างก็เป็บุคลากรทางการแพทย์ในเสื้อกาวน์ ชุดสครับ หรือชุดสีขาวสะอาด บางส่วนก็ดูเหมือนคนไข้ภายนอกที่มารอรับการรักษาเป็รายครั้ง
กวาดสายตามองไปรอบตัวอยู่ครู่เดียวก็รู้สึกวูบโหวงในใจ พลางคิดไปว่าจะดีแค่ไหน หากระบบสาธารณสุขเอื้ออำนวยให้ประชาชนทุกกลุ่ม โดยไม่แบ่งแยกชนชั้นมากกว่านี้
แวบหนึ่งที่ปลายหางตาเฉี่ยวของแพทย์สาวปะทะเข้ากับแผ่นหลังเล็ก ๆ ของผู้หญิงคนหนึ่ง ก้อนเนื้อเล็ก ๆ ตรงอกข้างซ้ายของคุณหมอเต้นระส่ำไม่เป็จังหวะ หูสองข้างคล้ายดับสนิทไปครู่หนึ่ง เสียงจ้อกแจ้กรอบตัวที่เคยเซ็งแซ่อยู่ในโสตประสาทเงียบสงัดลงพร้อมกัน เป็ครั้งแรกที่จู่ ๆ ปลายดาวก็รู้สึกว่าตัวเองหายใจไม่ทั่วท้อง มือสองข้างที่แนบลำตัวเผลอกำเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว
ความรู้สึกคุ้นเคยกลับมาพร้อม ๆ กับความรู้สึกสับสน และประหม่า แม้จะไม่รู้ว่าภาพที่เห็นตรงหน้าเป็ของจริง หรือเป็เพียงสิ่งที่จิตใต้สำนึกหลอกสมองอยู่ก็ตาม เธอยังไม่สามารถออกจากภวังค์ได้ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มยังคงจับจ้องไปที่ผู้หญิงคนนั้นจนเธอเดินหายลับสายตาเข้าไปในตึก
“คุณหมอครับ คุณหมอ”
“คะ ค่ะ ๆ” แพทย์หญิงปลายดาว สงค์ประภาสสะดุ้งเฮือกจากภวังค์เมื่อมีมือหนึ่งเอื้อมมาแตะที่ไหล่ของเธอเบา ๆ พร้อมเสียงเรียกชื่อ
“ขอโทษที่เสียมารยาทนะครับ ผมเรียกหมอหลายครั้ง แต่หมอไม่ได้ยินเลย” น้ำเสียงของบาริสตาหนุ่มประจำร้านกาแฟเอ่ยบอกด้วยความรู้สึกผิด
“อะ อ๋อ ไม่เป็ไรค่ะ ห้าสิบบาทนะคะ” คุณหมอวัยยี่สิบเก้าปีพรูลมหายใจออก พยายามเรียกสติของตัวเองให้กลับมา
เธอเอ่ยทวนราคาเครื่องดื่มเมนูโปรดของตัวเอง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายพยักหน้าตอบ ก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเข้าแอปพลิเคชันธนาคาร แล้วกดโอนเงินตามจำนวน ก่อนรีบหันหลังเดินกลับไปตามทางเดิมที่เดินออกมา เพราะรู้ตัวว่าเสียเวลามากแล้ว
หลังจากออกราวด์วอร์ดพร้อมกับแพทย์ประจำบ้าน และเหล่านักศึกษาเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาเข้าคลินิก ปลายดาวมาถึงก็เห็นคนไข้จำนวนหนึ่งถือแฟ้มเอกสารประจำตัวนั่งรอคิวอยู่หน้าห้องตรวจก่อนแล้ว เธอหันไปทักทายพยาบาลสั้น ๆ ตามมารยาท ก่อนเดินเข้าไปในห้องตรวจหมายเลขสอง ห้องตรวจประจำของตัวเอง
เนื่องจากปลายดาวเป็แพทย์ประจำคลินิกโรคข้อและรูมาติสซัม การตรวจคนไข้ในคลินิกของเธอมักจะเริ่มจากการติดตามอาการคนไข้ โดยปกติแล้วคนไข้ที่อาการคงที่จะนัดติดตามอาการทุก ๆ เดือน หรือมากกว่านั้น แต่หากคนไข้อาการกำเริบ ก็จะต้องนัดถี่ขึ้น หลังจากถามไถ่อาการ ก็จะเป็การติดตามผลข้างเคียงจากยาที่จ่ายไปก่อนหน้านี้ เพราะผู้ป่วยในคลินิกเฉพาะทางโรคข้อนี้ จำเป็ต้องปรับตัวยาตามอาการแต่ละครั้ง สุดท้าย ที่สำคัญที่สุดคือการอ่านผลเืว่าดีขึ้น หรือต้องเฝ้าระวังอะไร
ในหนึ่งวัน มักมีคนไข้ราว ๆ ยี่สิบถึงสี่สิบคน มากน้อยไม่เท่ากัน และแน่นอนว่า แม้จะเป็เวลาเที่ยงตรงที่เธอควรได้พักกินข้าวเที่ยง ปลายดาวก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน สิ่งที่ทำได้คือการฝากพี่ ๆ พยาบาลซื้อเข้ามาให้ แล้วนั่งกินในห้องตรวจแทน
ดวงตาเรียวหลุบมองตัวเลขเล็ก ๆ ตรงมุมล่างของหน้าจอคอมพิวเตอร์ ปรากฏเวลาเกือบเที่ยงตรง แพทย์สาวถอนหายใจออกมายาว ๆ เหลือบไปมองใบประวัติคนไข้ใบสุดท้ายที่อยู่บนโต๊ะ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว อีกแค่เคสเดียวเธอก็จะได้หาอะไรกินบ้าง ก่อนเตรียมตัวประชุมทีมในตอนบ่าย
เสียงประตูเลื่อนครูดไปกับรางของมันบนพื้นทำให้แพทย์หญิงประจำห้องตรวจรู้ได้ว่า คนไข้คนสุดท้ายเข้ามาในห้องแล้ว ดวงตาของคุณหมอยังไม่ละไปจากเอกสารประวัติคนไข้บนโต๊ะ เธอกวาดสายตาอ่านรายละเอียดคร่าว ๆ โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองใบหน้าของผู้มาใหม่
เสียงขาเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเสียดสีกับพื้นเบา ๆ ทำให้ปลายดาวรู้ได้อีกว่า อีกฝ่ายกำลังทิ้งตัวนั่งลง คนไข้รายนี้เป็โรคแพ้ภูมิตัวเองมาั้แ่อายุสิบสองปี อาการของเธอไม่ค่อยแน่นอน บาง่ก็คงตัว และบาง่ก็กำเริบ แต่ก็ยังดีที่จากประวัติการรักษา เธอมาตามนัดของแพทย์ไม่ขาดแม้แต่ครั้งเดียว
“วันนี้ผลเืดีมากเลยนะคะ” คุณหมอเอ่ยขึ้น พลางสายตาขยับไล่ไปมองบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่แสดงผลเืของครั้งก่อน ๆ และครั้งนี้
“จริงเหรอคะหมอ”
เพียงประโยคสั้น ๆ จากคนไข้รายใหม่ ก็ทำให้มือข้างขวาของแพทย์สาวที่วางอยู่บนเมาส์เริ่มสั่นเทา หัวใจดวงน้อย ๆ ใต้เสื้อคอจีนกำลังเต้นกระชั้นราวกับจะทะลุออกมาข้างนอกเสียให้ได้ เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของคุณหมอปลายดาววูบไหว และสั่นเครือ เธอไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้าตรง ๆ
จะเป็ไปได้อย่างไร หรือจะเป็ไปได้จริง ๆ
ความรู้สึกมากมายก่อตัวภายในอก ทั้งดีใจ ตื่นเต้น ประหม่า ทุกอย่างประดังประเดเข้ามา จนเธอลืมหน้าที่และบทบาทของตัวเองในตอนนี้ไปจนหมดสิ้น แม้แต่จะประคับประคองสติของตัวเอง ก็ทำไม่ได้
จะใช่จริง ๆ เหรอ
ปลายดาวพรูลมหายใจออกเบา ๆ อย่างคนสะกดกลั้นอารมณ์ เธอนับหนึ่งถึงสามในใจของตัวเอง หวังว่าพระเ้า หรือ์จะเห็นใจเธอแค่เพียงสักนิด…
“ฝัน”
โชคชะตาเล่นตลกกับชีวิตคนเราเสมอ ในตอนที่พยายามไขว่คว้าอะไรบางอย่างจนสุดความสามารถ กลับไม่มีทางได้มันเลย แต่ในตอนที่สิ้นหวังกับมันไปแล้ว สิ่งนั้นกลับมาปรากฏอยู่ตรงหน้าเองดื้อ ๆ ตอนนี้ปลายดาวควรรู้สึกอย่างไรหรือ
น้ำเสียงของเธอที่เอ่ยเรียกชื่อของคนตรงหน้าออกไปทั้งแ่เบา และสั่นเครือ ไร้น้ำหนักราวกับขนนกที่กำลังร่วงสู่พื้น ปลายดาวรู้สึกเหมือนคนหาเสียงตัวเองไม่เจอ เธอค่อย ๆ เบือนใบหน้าของตัวเองไปที่ประวัติผู้ป่วยอีกครั้ง
ละอองฝัน พราวสว่าง
“ดาวเป็หมอแล้วจริง ๆ ด้วย ทำได้แบบที่พูดไว้แล้วนะ” เสียงหวาน ๆ ของคนเคยรู้จักที่ตอนนี้กลับเป็คนไข้ของตัวเองเอ่ยขึ้น
ทำไมปลายดาวจะจำไม่ได้ ไม่ว่าจะน้ำเสียงนุ่มหวานที่ไพเราะกว่าใคร ใบหน้าสวย ปลายจมูกรั้น ดวงตากลมโตกับแพขนตางอนยาวของอีกคน เธอจำได้ดีทีเดียว ละอองฝันในตอนนั้น กับละอองฝันในตอนนี้ยังงดงามเหมือนเดิมในสายตาของปลายดาว ที่จริงกลับดูสวยขึ้นเสียด้วยซ้ำ อาจเพราะดูโตขึ้น มีเสน่ห์แบบผู้ใหญ่ ผมยาวสลวยสีน้ำตาลไหม้ดัดเป็ลอนหลวม ๆ รับกับใบหน้าของละอองฝันได้เป็อย่างดี
อดีตคนรู้จักของคุณหมอปลายดาวอยู่ในชุดที่คุ้นตา เธอสวมเสื้อพอดีตัวสีชมพูอ่อนแขนพองมีระบายลูกไม้ กับกระโปรงเอวสูงสีขาว เหมือนกับคนที่เห็นเมื่อเช้าไม่มีผิด
“อือ ฝันเหรอ” คนที่ทำอะไรอย่างมีแบบแผนมาตลอดอย่างปลายดาว กลับถามคำถามสิ้นคิดออกไปเหมือนคนไม่เหลือความมั่นใจ
“ใช่ ฝันเอง ดีใจด้วยนะดาว เป็คุณหมอคนเก่งแล้วนี่นา”
“ขอบคุณนะ…คือ”
“แล้วผลตรวจฝันเป็ไงบ้าง มันดีขึ้นจริง ๆ ใช่ไหม”
ทุกประโยคที่คิดจะพูดออกไปถูกกลืนลงคอ แม้ว่าสมองของแพทย์สาวจะไม่สามารถประมวลผลได้ทันท่วงทีก็ตาม ทั้ง ๆ ที่กำลังรวบรวมความกล้าและพยายามพูดคุยให้ได้มากกว่านี้ แต่กลับไม่เป็อย่างใจคิด นอกจากจะพูดไม่ออกทำได้แค่นั่งมองหน้าอีกฝ่ายแล้ว ยังลืมทำหน้าที่ของตัวเองไปสนิท
“อ๋อ โอเค เดี๋ยวดาวอธิบายให้ฟังนะ”
แพทย์หญิงปลายดาว สงค์ประภาสทำได้แค่ข่มหัวใจที่เต้นรัวของตัวเอง ไม่รู้ว่าเพราะตื่นเต้น หรือประหม่า หรือกลัวกันแน่ แต่เธอพยายามสุดความสามารถที่จะหยุดยั้งอาการผิดปกติของก้อนเนื้อขนาดเท่ากำปั้นตรงอกข้างซ้ายให้ได้
การรักษาดำเนินตามขั้นตอนไปอย่างปกติ แม้ว่าตัวของแพทย์ประจำห้องตรวจจะรู้สึกไม่ปกติก็ตาม แต่เธอก็ยังทำหน้าที่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่ลืมที่จะสั่งจ่ายยา และนัดหมายการเข้าพบแพทย์เพื่อติดตามอาการครั้งต่อไปให้อีกฝ่าย
“ขอบคุณนะคะหมอ”
“ไม่ ๆ อย่าเรียกดาวว่าหมอเลย เรียกแบบเดิมเถอะฝัน” คนที่ถูกเรียกว่าหมอยกมือขึ้นปัดป่ายพัลวัน แม้ว่าตัวเองจะเป็หมอจริง ๆ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด พอมันออกมาจากปากของละอองฝัน เธอจึงรู้สึกประหม่าและไม่เป็ตัวเองถึงขนาดนี้
พูดตามตรงแล้ว สถานะของเราสองคน ไม่ควรเป็แพทย์เ้าของไข้ กับคนไข้เลยสักนิด ถึงปลายดาวจะอธิษฐาน และหวังมาตลอดว่าให้ได้กลับมาพบกับคนตรงหน้า แต่เธอกลับเกลียดสถานะที่เรากลับมาพบกันอีกครั้งเหลือเกิน
“ไม่ได้หรอก ดาวยังอยู่ในเวลางาน เรียกคุณหมอนี่แหละ เหมาะแล้ว ขอบคุณอีกครั้งนะ ฝันขอตัวไปรับยาก่อนนะ”
ร่างสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเิเเอื้อมมือค้างบนอากาศ หวังจะคว้าร่างเล็ก ๆ ของอีกคนเอาไว้ แต่ก็ไม่ทัน เธอจึงทำได้เพียงชักมือกลับแล้วมองแผ่นหลังนั้นเดินหายไปจากสายตาอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่ในใจอยากจะพูดคุยให้มากกว่านี้อย่างสมการรอคอย
ปลายดาวเพิ่งรู้ว่าตัวเองก็เป็มนุษย์ที่โลภมากคนหนึ่งก็วันนี้ วันที่ได้เจอกับละอองฝันอีกครั้ง เธออยากชวนอีกคนไปกินข้าว พูดคุยเหมือนครั้งเรายังเรียนมัธยมด้วยกัน แต่ก็ทำไม่ได้ ทั้งหน้าที่ บทบาท และสถานะของเราสองคนมันค้ำคอ และเปลี่ยนไปแล้ว
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูเบา ๆ จากข้างนอกเรียกสติของคุณหมอให้กลับมา เธอเหลือบตามองไปที่บานประตูที่แง้มออกเล็กน้อย ปรากฏร่างของพี่พยาบาลประจำคลินิกในชุดสีขาวสะอาด เ้าตัวยื่นใบหน้าให้เห็นเล็กน้อยพร้อมกับเอ่ยถามบางอย่าง
“วันนี้หมอดาวกินอะไรคะ”
“เอาเป็หมูทอดกระเทียม ไข่ดาวไม่สุกแล้วกันค่ะ รบกวนด้วยนะคะ”
คนรับรายการอาหารพยักหน้ารับหนึ่งทีพลางเลื่อนประตูให้ปิดดังเดิม คล้อยหลังที่ประตูปิดสนิท บรรยากาศในห้องตรวจหมายเลขสองก็เงียบลงเช่นเดิม ดวงตาเฉี่ยวคมของคุณหมอปลายดาวทอดมองออกไปอย่างเหม่อลอย มีเพียงเสียงลมหายใจเข้าออกและเสียงเครื่องปรับอากาศดังแข่งกันเท่านั้น
สมองเหมือนตัดการรับรู้ทุกสิ่งสิ้น แม้แต่เสียงพูดคุยข้างนอกก็ไม่เข้าโสตประสาทของเธออีกต่อไป ทำไมวันนี้ถึงเลือกสั่งเมนูนั้นออกไป ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ของที่ตัวเองชอบกินด้วยซ้ำ และปลายดาวก็ได้คำตอบว่า เพราะมันคือเมนูโปรดของใครบางคน
ใครบางคนที่เพิ่งกลับเข้ามา…
หลังจากกินข้าวหน้าคอมพิวเตอร์เสร็จ ่บ่ายก็เป็เวลาที่แพทย์หญิงปลายดาวต้องสวมบทบาทนักวิจัยทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็การประชุมโครงการ พูดคุยอัปเดตกับเหล่าทีมวิจัยของตัวเอง รวมถึงประสานงานกับทีมต่างประเทศด้วย กว่าจะจัดการทุกอย่างจนเสร็จก็ปาเข้าไปหกโมงเย็นแล้ว
วันนี้เป็วันที่ปลายดาวเคลียร์งานในโรงพยาบาลเสร็จช้ากว่าวันอื่น ๆ สาเหตุนั่นก็เพราะเธอรู้สึกว่ามีเื่บางอย่างรบกวนจิตใจ และความคิดของตัวเองอยู่ตลอดเวลา และเธอไม่สามารถกำจัดมันออกไปได้ ทำให้ต้องตั้งสติ และเรียกสมาธิใหม่อยู่บ่อย ๆ จนตารางชีวิตรวนไปเล็กน้อย
คุณหมอวัยยี่สิบเก้าปีกลับถึงบ้านพักของตัวเองในเวลาราว ๆ สองทุ่ม เธอคิดว่าหลังจากอาบน้ำและจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ คงเป็เวลาที่สมอง และร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ แต่ก็ต้องคิดผิดเมื่อเพียงแค่เอนหลังลงบนเตียงนอนได้แค่ไม่กี่นาที ภาพใบหน้าของเธอคนนั้น ก็กลับเข้ามาฉายซ้ำเหมือนซีดีแผ่นสะดุด
พยายามข่มตา และเอาชนะภาพในหัวเ่าั้อยู่เกือบชั่วโมง จนสุดท้ายเธอก็ยกธงขาวยอมแพ้ให้กับความคิดของตัวเอง ปลายดาวตัดสินใจเปิดหน้าจอแท็บเลต ตั้งใจว่าจะอ่านเพเปอร์ทวนอีกสักครั้ง แต่ไม่ว่าจะพยายามทำสมาธิเท่าไหร่ เธอก็ทำไม่สำเร็จเลย
“ดีใจด้วยนะดาว”
“ขอบคุณนะคะคุณหมอ”
ทำไมในหัวของเธอถึงมีแต่ประโยคเหล่านี้ กับเสียงหวาน ๆ ที่ได้ฟังเมื่อตอนกลางวันฉายซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น
มือเรียววางแท็บเลตลงข้างตัว ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่พร้อมกับเอนกายลงบนที่นอนนุ่ม ๆ อีกครั้ง มืออีกข้างขยับคลำหาโทรศัพท์มือถือของตัวเองที่โยนลงบนเตียงั้แ่มาถึงห้องอย่างไม่ใยดี สุดท้ายก็คว้ามันขึ้นมาปลดล็อกแล้วกดเข้าคลังรูปภาพ
ในบรรดารูปภาพกว่าหมื่นรูป ปลายดาวไล่ลบภาพเก่า ๆ กับความทรงจำที่ไม่สำคัญออกไปหมดแล้ว เหตุเพราะเธอคิดว่ามันเปลืองพื้นที่จัดเก็บ และไม่ได้สำคัญกับเธอมากขนาดนั้น ไม่ว่าจะเป็ภาพถ่ายสมัยมัธยม หรือมหาวิทยาลัยก็ตาม ไม่มีเหลือเลยสักรูปในแกลเลอรีของเธอ
แล้วทำไม กับรูปภาพหลายร้อยรูปพวกนี้ เธอจึงไม่ลบมันออกไปได้ ตรงกันข้าม กลับสร้างอัลบั้มรูปเฉพาะเอาไว้อีกต่างหาก ถึงอย่างนั้น มันก็คล้ายเป็ความทรงจำต้องห้ามของปลายดาว สงค์ประภาสเช่นกัน เมื่อเธอไม่เคยกดเข้าไปดูมันเลยสักครั้งหลังจบมัธยมปลาย แต่ก็น่าแปลก ที่ไม่ว่าจะเปลี่ยนโทรศัพท์มากี่เครื่อง ก็ไม่อาจทำใจแข็งลบออกไปอย่างถาวรได้
คงเป็เพราะเ่าั้มีแต่ความทรงจำดี ๆ และสวยงาม แม้จะแค่่เวลาหนึ่งก็ตาม ไม่รู้เหมือนกันว่าวันนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง แต่เมื่อรู้ตัวอีกที นิ้วเรียวก็สไลด์รูปภาพในอัลบั้มนั้นไปเรื่อย ๆ ทั้งที่แววตาวูบไหวจนเก็บความรู้สึกไม่ได้อีกแล้ว…
เจอกันที่ปลายดาวละอองฝัน
(๑) โรคข้อและรูมาติสซัม เป็อาการของโรคที่มีความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน ที่มักทำลายตนเอง
(๒) CBC การเจาะเืเพื่อดูปริมาณเม็ดเืขาว เกล็ดเื
(๓) Blood Culture คือการเจาะเืเพื่อเพาะเชื้อ สำหรับหาอาการติดเชื้อ