ตอนที่ 12
‘วัวเคยขา ม้าเคยขี่’เป็นคำนิยามได้ดีสำหรับนายหัวกับสุธาสินีเพราะดูเหมือนทั้งสองคนจะย่ามใจกับการลักลอบหลับนอนกันในห้องของฝ่ายหญิงทุกคืนคิดว่าไม่มีใครรู้ระแคะระคาย
ขนาดที่นายหัวเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นอยู่ติดบ้านทุกวันภรรยาหลวงอย่างคุณนายสาวิตรีก็หาได้ติดใจสงสัยกลับคิดว่าดีเสียอีกที่ท่านไม่ไปโอ้เอ้อ้อยอิ่งอยู่กับสตรีอื่นที่ไหนอย่างที่เคยคิดระแวงหึงหวง โดยมองข้ามคนใกล้ตัวไป
ส่วนผู้ที่รู้เห็นโดยบังเอิญอย่างนางปราณีก็เหมือนคนที่น้ำท่วมปาก จะออกโรงงิ้วแทนคุณนายใหญ่ก็ใช่ที่ จึงได้แต่เก็บความแปลบปวดอมพะนำเอาไว้เหมือนทุกๆเรื่องที่ผ่านมา
เรื่องของนายหัวกับสุธาสินีก็เลยกลายเป็น‘ความลับ’ อยู่หลายคืน
แต่สำหรับปีวรา...เธอแยบคายพอที่จะจับผิดคนให้มั่นคั้นให้ตายไม่ได้แสดงตัวว่ารู้เห็น แต่ก็ไม่ได้ปล่อยวางทำเป็นแม่พระอย่างผู้เป็นแม่เพราะถือว่านี่ล่ะ คือโอกาสอันเหมาะเจาะที่จะยอมเป็นกิ่งไม้เข้าไปเขี่ยกองไฟ
เรื่อง ‘ในที่ลับ’จะต้องถึงหูคุณนายใหญ่แน่ รอแค่เวลาไม่กี่อึดใจ!
แล้วโชคก็เข้าข้างในสายวันหนึ่งขณะที่คุณนายใหญ่ซึ่งแต่งตัวเต็มยศ ด้วยชุดผ้าไหมย้อมสีเปลือกมังคุด มีปกระบายติดเข็มกลัดลายผีเสื้อฝังเพชร ประดับสร้อยไข่มุกเม็ดกลมเกลี้ยงร้อยยาวซ้อนสองทบเข้ากันดีกับต่างหู กำไลแขนและหิ้วกระเป๋าขนาดจิ๋วถักด้วยเงินแท้...ท่านรวบผมตึงด้วยที่คาดผมฝังมุกแต่งหน้าบางๆไม่ฉูดฉาด แต่กระนั้นทุกองก์รวม ถือได้ว่าเป็น ‘คุณนาย’ที่สมฐานะชาติตระกูล อย่างคำยกยอปอปั้นจากสังคม
เป็นอันรู้กันว่าวันไหนถ้าท่านแต่งตัวออกจากบ้านแบบนี้ท่านคงจะออกไปเยี่ยมเยียนเพื่อนฝูงที่อยู่บนฝั่งซึ่งล้วนเป็นคนมั่งมีเงินทองติดอันดับเศรษฐีของจังหวัดหรือไม่ก็เป็นภริยาของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในวงสังคม เพราะคนอย่างคุณนายสาวิตรีจะคบหาก็แต่กลุ่มคนที่ทัดเทียมทางด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ด้อยไปกว่ากัน
เพื่อเวลาที่เจรจาพาทีสำบัดสำนวนของเหล่าคุณนายจะได้เข้าหู...คล่องคอ...ไหลลื่นเพราะเรื่องที่จะคุยเหล่านั้น ก็หนีไม่พ้นเรื่องอัญมณีเครื่องประดับไม่ก็เรื่องที่ดินที่เหล่านักเก็งกำไรกำลังกว้านซื้อมาขายเป็นที่นิยมในช่วงปัจจุบันรวมถึงเรื่องสัพเพเหระที่เกี่ยวกับเรื่องในครอบครัวของตนซึ่งไม่พ้นการอวดอ้างสามีกับลูกหลาน ว่าใครจะเชิดหน้าชูตากว่ากัน
แล้วเมื่อสนุกปากมากๆเข้าก็กลายเป็นนินทาสามีให้กันและกันฟังอย่างครั้งหนึ่งที่เคยมีเสียงนกกานินทาว่านายหัวแอบไปเที่ยวกลางคืนควงผู้หญิงนั่งดริ้งค์ไปต่อที่โรงแรม...เมื่อเรื่องนี้ถึงหูคุณนายใหญ่ท่านก็ตามไปฉีกอกผู้หญิงคนนั้น จนเจ้าตัวต้องระหกระเห็จย้ายถิ่นไปทำมาหากินที่อื่น
ดังนั้นบรรดาคุณนายทั้งหลายจึงกลายเป็นหูเป็นตาให้กันและกันไปโดยปริยาย...แล้วเมื่อไม่มีเรื่องของสามีจะให้พูดถึงทุกคนจึงต่างจบลงด้วยการตั้งวงไพ่ อันเป็นกิจวัตร
คุณนายใหญ่ไม่ถึงกับติดการพนันเล่นแค่พอสนุกมือ ได้ใช้หัวคำนวณตัวเลข...ทั้งที่ตอนยังอยู่ในวัยเรียนวิชาคณิตศาสตร์หรือคำนวณ ไม่เคยอยู่ในหัวด้วยซ้ำ
เมื่อออกไปพบปะเพื่อนฝูงจนคุ้นเคย...วันนี้คุณนายใหญ่ค่อนข้างอารมณ์ดีจึงตั้งใจว่าจะชวนสุธาสินีออกไปเป็นเพื่อน อย่างน้อยท่านก็มองว่าน่าจะเป็นการปูทางให้น้องสะใภ้ได้ออกไปสู่สังคมเผื่ออนาคตจะได้ช่วยแบ่งเบางานด้านใดด้านหนึ่งให้กับธุรกิจของตระกูล
ครั้นกำลังจะออกจากบ้านให้ป้าสุดใจไปตามสุธาสินีที่ห้องแต่ไม่พบ ท่านก็เริ่มหงุดหงิดเมื่อเดินผ่านมายังห้องรับแขกชั้นล่างเห็นนางปราณีกับปีวรากำลังช่วยจัดแจกันดอกไม้อยู่ท่านจึงเข้าไปถามหาสุธาสินีกับทั้งคู่
“แม่ปราณีเห็นแม่สุบ้างไหม...ฉันว่าจะชวนเขาออกไปข้างนอกด้วยกันซะหน่อย”
นางปราณีซึ่งกำลังหยิบดอกกุหลาบสีแดงสดค่อยๆบรรจงปักลงในแจกันสีทองทรงสูงวางมือจากงานตรงหน้า ทำท่านึกตรอง ก่อนให้คำตอบไปว่า “ไม่เห็นตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ”
จะถามใครก็ได้คำตอบเดิมคือไม่เห็น...ท่านจึงถามถึงสาริศขึ้นอีกราย“แล้วตาไป๋ล่ะ ทำไมตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ฉันถึงไม่เคยเห็นหน้าเห็นตามันบ้างเลย อยู่บ้านอยู่ช่องกันยังไงยะพวกเธอถึงได้ไม่รู้เรื่องรู้ราวบ้าง ว่าใครเขาออกไปทำอะไรที่ไหน ไม่ใช่ถามอะไรก็ตอบแต่ว่า...ไม่รู้ๆ”
ปีวราที่กำลังลิดหนามจากก้านกุหลาบวางมือชะงักไปตามกัน เมื่อรู้ว่ากำลังถูกแขวะให้อีกแล้วจึงเป็นคนตอบคำถามของคุณนายใหญ่ด้วยแววตาขุ่น “ข้อนี้หนูกับแม่ก็ไม่ทราบนะคะเพราะใครจะไปใครจะมา ทุกคนเขาก็ไม่ได้มานั่งรายงานนี่คะแล้วหนูก็เห็นว่าไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปคอยตามเช็กว่าใครจะไปทำอะไรที่ไหน”
คุณนายใหญ่เท้าสะเอวส่งสายตาคมกริบ “กินรังแตนที่ไหนมายะยายปี ฉันแค่ถามไม่กี่คำ นี่เธอเล่นมาตีฝีปากด่ากระทบฉันแบบนี้”
นางปราณีเห็นท่าจะฤกษ์ไม่ดีจึงรีบปรามบุตรสาว “ปี...อย่าไปพูดกระแทกกระทั้นกับคุณนายใหญ่แบบนั้นนะลูก ขอโทษท่านซะ”
ปีวราหันขวับไปมองมารดาแล้วกลับมาสบตากับคุณนายใหญ่ซึ่งยืนเด่นด้วยท่วงท่าวางอำนาจบาตรใหญ่แล้วความคิดแวบหนึ่งในการ ‘เอาคืน’ ก็ผุดแวบเข้ามา
หญิงสาวไม่ได้เอ่ยคำขอโทษแต่กลับเปลี่ยนเรื่องสนทนา หามูลเหตุจูงใจให้คุณนายใหญ่ “เอ...หนูนึกออกแล้วค่ะเมื่อเช้าหนูเห็นคุณสุเธอแต่งตัวซะสวยพริ้งเชียวไม่รู้ว่าออกจากบ้านไปพร้อมกับคุณลุงตั้งแต่เช้าแล้วหรือเปล่านะคะ”
ได้ผลชะงัด...ผู้ฟังมีปฏิกิริยาย้อนกลับทันควันมองผู้เล่าด้วยแววตาคล้ายจะกรีดเนื้อเถือหนัง
“เธอหมายความว่ายังไงยะยายปีทำไมแม่สุจะต้องออกจากบ้านไปพร้อมนายหัวตั้งแต่เช้า”
หญิงสาวมองออกว่าคุณนายใหญ่นอกจากจะเป็นคนขี้หึงตัวฉกาจโมโหร้ายในยามที่ไม่ได้ดั่งใจ และช่างเป็นคนที่หูเบา เธอจึงรีบตอกตะปูฝาโลงด้วยประโยคต่อไปว่า
“ไม่รู้สิคะหนูแค่เคยได้ยินว่าคุณสุชอบชวนคุณลุงคุยเรื่องงานที่โรงงานไข่มุกบนฝั่งตั้งหลายครั้งหนูก็เห็นว่าคุณสุทำท่าสนอก
สนใจ...ถ้าหนูจำไม่ผิดคุณสุเหมือนจะขอคุณลุงเข้าไปดูแลกิจการในโรงงานด้วยนะคะ”
การยุยงของปีวราเกิดผลในพริบตาคุณนายใหญ่ไม่ฟังอีร้าค่าอีรมต่อจากนั้น ควันออกหูก่อตัวเป็นพายุคว้ารองเท้าที่ป้าสุดใจถือเข้ามายื่นให้พอดี “เอามานี่...ใครใช้ให้ถือไว้อยู่ตั้งนานสองนาน”
ท่านสวมรองเท้าเร็วจี๋หันมาคาดโทษกับปีวราอย่างหน้าตาเฉย “ฉันจะไปดูให้เห็นกับตา”
เมื่อคล้อยหลัง ‘พายุ’อารมณ์ของคุณนายใหญ่ม้วนตัวออกจากบ้านซึ่งไม่รู้จะไปก่อตัวกระทบกระแทกเข้ากับบุคคลใดบ้างนางปราณีผู้อยู่ในเหตุการณ์ถึงกับย่นหัวคิ้ว สีหน้าตะลึงพรึงเพริดด้วยความตื่นกลัวออกปากตำหนิกับลูกสาว
“ทำไมปีถึงไปพูดกับคุณนายใหญ่แบบนั้นล่ะเที่ยวไปใส่ความคนอื่น ทั้งที่เราไม่รู้ไม่เห็น แม่ว่ามันจะไม่เหมาะนะเดี๋ยวคุณนายใหญ่ท่านจะคิดว่าปีเป็นพวกที่ชอบยุแยงตะแคงรั่ว ปั้นน้ำเป็นตัวเปล่าๆแล้วทีนี้ก็กลายเป็นว่าเราเองเป็นคนหาเรื่องเดือดร้อนเข้าตัว”
ปีวรายิ้มเหยียดอย่างสะใจส่วนลึกตอบมารดาแบบทีเล่นทีจริง “หนูช่วยสงเคราะห์ต่างหากค่ะแม่...คุณนายใหญ่จะได้หูตาสว่าง”
หญิงสาวไม่ได้สนใจต่อไปว่ามารดาจะตำหนิติเตียนด้วยวาจาหรือสายตา...กลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้หยิบดอกกุหลาบที่ลิดหนามออกจากก้านแล้ว ปักใส่ลงแจกันจนสวยงามได้รูป
แล้วเมื่อความคิดนึกถึง ‘หายนะ’ที่กำลังจะมาเยือนสุธาสินี เธอก็เผลอหักกุหลาบดอกหนึ่งอย่างลืมตัว
.............................................................