เทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี

    ตอนที่ 59 เกิดเป็นบุรุษต้องใช้ชีวิตให้คุ้ม


    ภายในห้องสีดำ

     

    "ไปด้วยกัน...ไปสู่จุดสูงสุดของโลกใบนี้" จบคำพูดลมหายใจเฮือกสุดท้ายดังขึ้นตอนนี้ร่างกายรู้สึกเบาสบายลูคัสรู้ดีหากหลับไปตอนนี้ตนจะไม่ตื่นขึ้นอีกตลอดกาล

     

    "ฮ่าฮ่าฮ่าคำพูดประเภทนี้แม้ไม่ใช่ครั้งที่พันแต่ก็ได้ฟังไม่ต่ำกว่าเก้าร้อย ดี!เราไปด้วยกัน" ชายวัยกลางคนกรีดเลือดก่อนหยดลงบนข้อมือของเด็กหนุ่ม

     

    เกิดแสงประกายเจิดจ้า

     

       เด็กหนุ่มลืมตาขึ้นอีกครั้งเขาก้มมองที่ข้อมือขวาของตนคันศรสีดำอันเก่าหายไปแล้วเมื่อพลิกข้อมือดูด้านขวาดูจะพบเข้ากับสัญลักษณ์ธนูสีดำเข้มราวกับรอยสักประทับอยู่ร่างในชุดดำเกิดรอยยิ้มขึ้นทันทีหมายความว่าคันศรยอมรับตนเป็นเจ้านายแล้ว

     

    "โฮ่ะๆ ไม่เบานี่เจ้าหนุ่มถึงกับทำให้ธนูปีศาจนั่นยอมรับในตัวเจ้าได้"ชายชราเคราขาวที่กำลังพูดคุยอย่างสนุกสนานพูดขึ้นมา

     

    ลูคัสกลับมาตรงจุดที่ทุกคนนั่งอยู่ก่อนโค้งทำความเคารพชายชราเป็นเชิงขอบคุณ

     

    "เรียกข้าว่าต้าหลิน" ชายชรากล่าวแนะนำตัว

     

    "ยินดีที่ได้พบอาวุโสต้าหลินผมลูคัส"

     

    "น้องเล็กเจ้านี่ไม่เบาเลย" กงลั่วพูดออกมาด้วยสายตาซับซ้อน

     

    "ยินดีด้วยน้องสาม" แทยอนเองก็หันมาพูดด้วยรอยยิ้ม

     

    พวกเขาทั้งสามบอกว่าลูคัสนั้นยืนนิ่งไปทั้งหมดสี่ชั่วโมงเต็ม

     

    "เอาล่ะข้ารู้แล้วว่าพวกเจ้าจะไปคัดเลือกเข้าเป็นศิษย์ชั้นรองที่สำนักอู๋เซี่ยน"

     

       ชายชราต้าหลินอธิบายให้ฟังว่าสำนักอู๋เซี่ยนเกิดจากสองคำ"อู๋ แปลว่า ไร้ เซี่ยน แปลว่า ความริษยา อู๋เซี่ยนก็แปลว่า
    ไร้ซึ่งความริษยา"

     

       เป็นเพราะมีเจ้าสำนักถึงสองคนสำนักอู๋เซียนจึงแบ่งออกเป็นสองฝ่ายมีฝ่าย"อู๋" จะใส่ชุดสีเขียวส่วนฝ่าย "เซี่ยน"จะใส่ชุดสีขาวทั้งสองฝ่ายล้วนมีการจัดการศิษย์ที่แตกต่างกัน

     

       ข่าวลือว่าฝ่ายชุดเขียวนั้นต้องการประกาศศักดาต่อโลกภายนอกบวกกับกฎเกณฑ์ที่ไม่เข้มงวดทำให้ศิษย์ฝ่ายเขียวชอบอาศัยช่องว่างออกมาทำแย่ๆสารพัดคนทั่วไปจึงไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก ตรงข้ามกับฝ่ายเซี่ยนที่ทำตัวมีเมตตาธรรมและไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอก

     

       ด้วยความที่ทัศนคติไม่ตรงกันกันแบบนี้ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีการแข่งขันชิงชัยกันอยู่เสมอชายชราต้าหลินจึงให้พวกเขาคิดให้ดีว่าอยากเข้าร่วมฝ่ายใด

     

       ก่อนออกมาต้าหลินก็เลี้ยงมื้อเย็นพร้อมบอกว่าจะยกศาสตราวิญญาณทั้งหมดในวันนี้นี้ให้แก่ทั้งสามโดยแลกกับคำสัญญาว่าจะต้องกลับมาเยี่ยมเขาบ้างแค่นั้น

     

    "พี่ใหญ่ท่านว่าคุณตาต้าหลินใช่คนธรรมดาหรือไม่" แทยอนหันไปถามอีกฝ่าย

     

    "คนที่ยกศาสตราวิญญาณให้พวกเราง่ายๆแบบนี้จะเป็นคนธรรมดาไปได้อย่างไร" กงลั่วพูดออกมาพร้อมมองหน้าน้องทั้งสอง

     

       พรุ่งนี้ก็จะถึงวันที่ต้องเดินทางไปสำนักอู๋เซี่ยนแล้วขณะอยู่ในห้องพักลูคัสลองเรียกหาคันศรทลายฟ้าในใจสัญลักษณ์
    สีดำส่องแสงเล็กน้อยก่อนที่คันศรเขามังกรคู่ใหญ่จะปรากฏขึ้นในฝ่ามือขวา

     

       เมื่อลองโยนดูก็พบว่าตนเองไม่รู้สึกถึงน้ำหนักของมันแม้แต่น้อยคล้ายกับกรณีของดาบมารสายรั้งของคันศรยังคงไม่มีเช่นเคย แต่เมื่อทดลองง้างคันศรแบบชายชุดคลุมดำในมิติมืด

     

       แสงสีฟ้าเริ่มก่อตัวขึ้นจางๆจนกระทั่งก่อตัวเป็นรูปร่างศรปราณที่แหลมคมเด็กหนุ่มรั้งกลับคืนช้าๆทำให้แสงสีฟ้าหายไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

     

     "เก็บ"ลูคัสคิดในใจอีกครั้งคันศรหายไปกลับมาเป็นรอยสักปกติ สายตาเด็กหนุ่มเปล่งประกายแบบนี้ไม่ว่าจะไปที่ใดคันศรก็จะไปกับเขาได้ทุกที่

     

     

     

    เมื่อถึงเวลาเช้าทั้งสามก็มารวมตัวกันหน้าที่พัก

     

    "น้องสอง น้องเล็กพวกเจ้าไม่ต้องตะตื่นเต้นนะทำตัวตามสะสบาย"กงลั่วกล่าวออกมาขณะที่มือกำลังสั่น

     

    ลูคัสอดส่ายหน้าให้กับการกระทำของพี่ใหญ่ตนไม่ได้ชายคนนี้ก็มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง

     

    "พี่ใหญ่เองก็ไม่ต้องกังวลพวกข้าจะคอยเป็นกำลังใจให้"แทยอนแตะบ่าของพี่ชายก่อนส่งยิ้มหวานให้ เมื่อได้กำลังจากพี่น้องจึงทำให้สายตาของกงลั่วแน่วแน่ขึ้น

     

     

     

     

     

       สำนักอู๋เซี่ยนอยู่ห่างจากเมืองเอสไปทางตะวันออกเฉียงเหนือไม่มากด้วยความเร็วสูงสุดของผู้ฝึกตน
    ใช้เวลาเพียงไม่นานทั้งสามก็มองเห็นยอดเขาสูงเสียดฟ้าธงผืนใหญ่ประดับด้วยรูปไก่สีขาวเด่นตระหง่าน

     

    "ความจริงมันไม่ใช่ไก่แต่เป็นหงส์ฟ้า"นี่คือสิ่งที่ชายชราต้าหลินบอกมาแต่ถึงอย่างไรในสายตาของลูคัสมันก็คือไก่อยู่ดี

     

    "พี่ใหญ่ท่านจะเลือกฝ่ายใดงั้นเหรอ"แทยอนชวนกงลั่วคุยเธอรู้ว่าพี่ใหญ่กำลังตื่นเต้นมาก

     

    "ฝะฝ่ายขาวแน่นอนอยู่แล้วขะข้าเป็นคนดีหากให้ร่วมฝ่ายเขียวก็ไม่อยู่มันแล้วสำนักนี้"กงลั่วพูดตะกุกตะกัก

     

    "น้องเล็กล่ะไม่ตื่นเต้นบ้างเหรอ" แทยอนหันหน้ามาหาน้องชาย

     

    "ตื่นเต้นมากเลยแหละ ที่ไม่พูดเนี่ยเพราะตื่นเต้นหรอกนะ"พูดจบลูคัสก็ทำทีเป็นมือสั่นคล้ายกับกงลั่วไม่มีผิด
    ทำให้แทยอนหัวเราะออกมาอย่างน่ารัก

     

       ในที่สุดสามพี่น้องก็ขึ้นมาถึงยอดเขาหากมองตรงไปจะเห็นบันไดที่ทอดยาวหลายหมื่นขั้นไปสู่ด้านบนตอนนี้มีเหล่าคนที่ใส่ชุดเขียวและขาวยืนเฝ้าไม่ให้ใครก้าวผ่านไป

     

        เมื่อมองไปที่ตรงกลางจะเห็นลานหินที่กลายเป็นสีเขียวเพราะเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำกว้างหลายร้อยเมตรมีเหล่าผู้คนเดินกระจายตัวอยู่เต็มไปหมดเห็นชัดว่าการคัดเลือกศิษย์ชั้นรองของสำนักอู๋เซี่ยนล้วนได้รับความนิยมจากผู้คนทั้งสามจึงตัดสินใจจะไปยืนรอที่ต้นไม้ใหญ่ด้านข้างที่ว่างอยู่

     

    "พี่ใหญ่ไหนบอกว่าเดินทางมาพร้อมสหายไง" ลูคัสถามกงลั่วด้วยความสนใจ

     

    "ข้าว่าเป็นเพราะเขาหาข้าไม่เจอคงเดินทางกลับไปเมืองลั่วแล้วล่ะ"กงลั่วพูดก่อนถอนหายใจออกมา

     

    ขณะที่กำลังสนทนากันอยู่นั้น

     

    "เฮ้ เหล่าพี่ชายพี่สาวพอจะมีเวลาว่างสักสองสามนาทีไหม" เด็กหนุ่มหัวโล้นวิ่งแทรกตัวเข้ามาระหว่างกลาง

     

    "มีอะไรหรือน้องชาย" กงลั่วถามออกมา

     

    "ก็ไม่มีอะไรพวกท่านไม่อยากรู้หรือว่าเนื้อหาการสอบคัดเลือกเป็นอย่างไร"เด็กชายหัวโล้นเริ่มโน้มน้าว

     

    "เท่าไหร่"กงลั่วเตรียมควักจ่ายหากเป็นเรื่องเงินตัวเขาไม่หวั่นอยู่แล้ว

     

       การกระทำนี้ล้วนอยู่ในสายตาของแทยอนและลูคัสตัวเขาเองก็ไม่อยากห้ามพี่ใหญ่หากสะดวกใจจะทำอะไรก็ให้เขาทำไปเถอะ พอจบเด็กชายหัวโล้นก็ยิ้มตาหยีก่อนชูสองนิ้ว

     

    "สองร้อยเหรียญเงินได้" กงลั่วควักหยิบทันที

     

    "สองร้อยเหรียญทอง" เด็กชายหัวโล้นยังคงยิ้มอยู่

     

    "เจ้าไข้ขึ้นจนละเมอหรืออย่างไรใครจะไปยอมจ่ายเจ้าอาจจะอุปโลกน์ข้อสอบมั่วๆ มาบอกข้าก็ได้" กงลั่วตะโกนเสียงดัง

     

       เสียงนี้ดังพอที่จะทำให้ผู้คนโดยรอบหันมามองด้วยแววตาเย้ยหยันบางคนมาสอบเกือบทุกปีแต่ก็ยังไม่ผ่าน ทุกปีล้วนมี
    ผู้เข้าสอบหน้าใหม่ถูกหลอกให้ซื้อเนื้อหาข้อสอบแบบนี้ล้วนเป็นเรื่องธรรมดา

     

    "ชิ"เด็กชายหัวโล้นที่เคยยิ้มแย้มกลับมีสีหน้าบูดบึ้งทันทีก่อนจะรีบออกไปหาเหยื่อรายใหม่

     

    "พี่สอง ว่าจะถามนานแล้วพี่มีพรสวรรค์ทางเวทมนตร์เหรอครับ"ลูคัสเห็นว่าไม่มีอะไรทำจึงชวนแทยอนคุย

     

    "อ่าใช่ แต่ว่าพี่ไม่มีคาถาอะไรเลย อีกอย่างแม้จะไปสายเวทได้แต่กลับชอบวรุยทธมากกว่านะ"แทยอนกล่าวออกมาง่ายๆ เพราะนี่ไม่ใช่ความลับอะไร

     

       จริงอยู่ที่ทวีปนี้น้อยคนจะมีพรสวรรค์ทางเวทมนตร์แต่ก็ไม่ใช่นักเวทจะยิ่งใหญ่คับฟ้าเพราะถาคาเวทนั้นหาได้ยากและมีราคาสูงมากหากไม่ได้เกิดในตระกูลจอมเวทก็คงยากที่จะเดินทางสายนี้ได้เรื่องนี้เองลูคัสก็รู้ดี

     

    "จริงรึน้องสองใช้คาถาได้ด้วยรู้หรือไม่ว่าแถวบ้านข้าเรียกจอมเวทว่าจอมคาถาและหากใครเป็นจอมคาถาจะโด่งดังสามารถอวดสาวได้อีกนาน"กงลั่วพูดขึ้นอย่างตาเป็นประกายเขาเองก็อยากมีพรสวรรค์ด้านเวทมนตร์เช่นกัน

     

    "จอมคาถา" คำนี้ลูคัสก็ได้ยินมาจากอาจารย์เมิ่งกวนเหมือนกันว่านอกดินแดนสีเขียวทุกคนล้วนเรียกจอมเวทว่าจอมคาถา

     

    ผ่างงง!มีเสียงสัญญาณดังขึ้นบ่งบอกว่าใกล้ถึงเวลาเข้าทดสอบแล้ว

     

       มีชายหนุ่มกับหญิงสาวอายุประมาณยี่สิบหกยี่สิบเจ็ดปีเหินร่างออกมาจากท้องฟ้าไกลๆก่อนร่อนลงลานหินอย่างนุ่มนวล กลุ่มคนทั้งหมดรู้ได้ทันทีว่าสองคนนี้ต้องมาพาตัวพวกเขาเพื่อเข้ารับการทดสอบคัดเลือกศิษย์ชั้นรองของสำนัก

     

    "หากใครมีระดับการบ่มเพาะต่ำกว่าอาณาจักรพลังที่สามถือว่าพวกเจ้าสอบตก"ชายหนุ่มชุดเขียวตะโกนเสียงดัง

     

    เมื่อได้ยินประโยคนี้ทำให้เหล่าผู้ที่ไม่ทันได้เตรียมใจล้วนก้มหน้าคอตกกันเป็นแถว

     

       จากที่ลูคัสประเมินผู้คนเกินกว่าครึ่งล้วนไม่ผ่านขณะนี้ลูคัสจำกัดระดับการบ่มเพาะของตนให้อยู่จอมยุทธขั้นหนึ่งถือว่าผ่านเกณฑ์

     

    "สำหรับคนที่ยังเหลือหากใครมีอายุเกินกว่าสามสิบปีถือว่าสอบตก"คราวนี้เป็นทีของหญิงสาวผมมวยในชุดขาว

     

    เสียงฮือฮาเกิดขึ้นอีกครั้งบางส่วนอายุเกินไปปีเดียวจึงสอบตกในที่สุด

     

    "คนที่ผ่านเลือกฝ่ายได้ใครอยากอยู่ฝ่ายอู๋ไปฝั่งซ้าย ฝ่ายเซี่ยนมาฝั่งขวา"หญิงสาวผมมวยยังพูดต่อไป

     

       เรื่องนี่ผู้คนส่วนใหญ่ต่างรู้กฎของสำนักอู๋เซี่ยนดีอยู่แล้วส่วนคนที่เดินทางมาไกลเมื่อสอบถามคนด้านข้างก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ

     

    "คนที่เคยเป็นโจรหากกลับใจฝ่ายเขียวก็พร้อมให้โอกาส"ชายหนุ่มในชุดเขียวพูดออกมาอย่างไม่ทุกข์ร้อน

     

       เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ผู้คนส่วนใหญ่ล้วนตื่นเต้นกันยกใหญ่ขณะรีบเคลื่อนตัวกันไปยืนแน่นกันที่ฝั่งคนชุดเขียว อาจจะเป็นเพราะว่ามีกฎที่ไม่เข้มงวดจึงไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่ส่วนเลือกฝ่ายเขียว

     

    คำพูดไร้ยางอายนี้ทำให้หญิงสาวที่อยู่ฝ่ายเซี่ยนส่งแววตาเย้ยหยันออกมาทันทีลูคัสเองเมื่อได้ยินคำกล่าวสายตาก็มีประกายเรืองวูบ  "เพราะแบบนี้ฝ่ายเขียวจึงได้เที่ยวทำเรื่องชั่วช้าไปทั่ว"เขาคิดในใจ

     

    เมื่อนับจำนวนคนพบว่าฝ่ายอู๋นั้นมีคนไปยืนออกันเกือบห้าร้อยคนขณะที่ฝ่ายเซี่ยนนั้นมีเพียงสองร้อยต้น

     

    "น้องหญิงหลินฉี เห็นทีกว่าจะจบทดสอบฝ่ายเซี่ยนคงเหลือคนเพียงหยิบมือกระมัง"ชายหนุ่มชุดเขียวกล่าวเหน็บแนม

     

    "ไม่ใช่กงการอะไรของท่าน เหล่าผู้เข้าทดสอบฝ่ายขาวตามข้ามา"หญิงสาวสะบัดหน้าใส่อย่างเย็นชาก่อนพาเหล่ากลุ่มผู้เข้าสอบก้าวขึ้นบันไดไป

     

        เมื่อลูคัสกังเกตดูก็พบว่าบันไดนี้โค้งขึ้นไปสู่ยอดเขาทำให้มองเห็นบรรยากาศป่าด้านล่างอย่างชัดเจน

     

    "สำนักชั้นสองใหญ่โตใช่เล่น"ลูคัสพูดออกมา

     

       ทำให้คนรอบข้างส่ายศีรษะก่อนขยับห่างจากตัวเด็กหนุ่มพวกเขาไม่อยากอยู่ใกล้พวกบ้านนอกเข้ากรุงเหตุการณ์นี้ทำให้เด็กหนุ่มเกาศีรษะเล็กน้อยเขางงว่าตัวเองพูดอะไรผิดไปหรือไม่ แทยอนหัวเราะเล็กน้อยให้กับความซื่อของน้องชายก่อนหันไปถามชายผมยาวที่เงียบมาตลอดทาง

     

     "พี่ใหญ่ท่านคลายกังวลหรือยัง" แทยอนถาม
    เมื่อเห็นว่าพี่ใหญ่ของเธอกำลังมองบั้นท้ายของสาวที่ชื่อหลินฉีอยู่ก็อดมุ่ยปากไม่ได้

     

    "ข้าก็อุตส่าห์เป็นห่วง พี่ใหญ่ข้าหัวงูจริงๆ"แทยอนกลับมาหัวเราะเสียงใสอีกครั้ง ความน่ารักของเธอทำให้หัวใจชายหนุ่มรอบๆถูกตกโดยสาวน้อยคนนี้เรียบร้อยแล้ว

     

    "เกิดเป็นบุรุษต้องใช้ชีวิตให้คุ้ม"กงลั่วพูดออกมาอย่างห้าวหาญขณะที่สายตายังจ้องมองไปที่บั้นท้ายของหญิงสาวอย่างไม่วางตาทำให้เหล่าชายหนุ่มล้วนพยักหน้าแล้วพาทำตาม

    .