“สวัสดีจ้ะ” มีคนะโเรียกอยู่หน้าบ้าน หวงจิ่นกวงเลยจำเป็ต้องออกไปดู ตามมาด้วยสองแม่ลูก
“เอ่อคือ พอดีว่าฉันอยู่ข้างบ้านนี่เอง ได้ข่าวว่าเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ใช่ไหม?” เห็นเ้าของบ้านออกมา เธอก็รีบอธิบาย
หวงจิ่นกวงทำเพียงแค่พยักหน้าตอบ เขาไม่ค่อยถนัดคุยกับคนแปลกหน้าสักเท่าไหร่ มองไปข้างหลังเห็นภรรยาและลูกกำลังเดินมาพอดี เลยส่งสายตาให้พวกเขาเดินออกมาหน้าบ้าน
“สวัสดีค่ะ พวกเราเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” หยางจูรีบเดินมารับหน้า เห็นสามียืนนิ่งเห็นหินก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่
“จ้ะ ได้ข่าวว่าจะมาเป็หััวหน้าช่างที่โรงงานนี้เหรอ?" พอเห็นว่าเ้าของบ้านยิ้มเจื่อนๆ เธอก็รีบแนะนำตัวเอง “ตายจริงเกือบจะเสียมารยาทไปแล้ว ฉันชื่อเซียวฉิน ทำงานอยู่ที่ฝ่ายสวัสดิการโรงงานจ้ะ สามีฉันก็ทำงานเป็หัวหน้าแผนกเหมือนกัน แต่ว่าอยู่ฝ่ายผลิต”
หยางจูเห็นว่าหล่อนมีไมตรีเลยยิ้มตอบ พร้อมทั้งแนะนำตัวเองให้ได้รู้จัก “สวัสดีค่ะพี่เซียว ฉันชื่อหยางจู ส่วนนี่ก็สามีของฉันชื่อหวงจิ่นกวง เขาจะเข้ามาทำงานเป็หัวหน้าช่างซ่อมบำรุงของที่นี่ค่ะ แล้วนี่ก็ลูกชายเพียงคนเดียวของพวกเรา หวงชิวิ มาสวัสดีป้าเซียวสิลูก”
หวงชิวิเดินออกมาหน้าบ้านตามที่แม่ของเขาบอก จากนั้นก็ทำความเคารพผู้ใหญ่อย่างนอบน้อม ส่วนหวงจิ่นกวงทำเพียงพยักหน้าน้อยๆ เท่านั้น
“คุยกันไปก่อนนะ ผมขอเข้าไปดูความเรียบร้อยในบ้านก่อน” ได้โอกาสก็ขอปลีกตัวเข้าบ้าน ไม่ลืมหนีบลูกชายเข้าบ้านไปด้วย
“เสียมารยาทต่อหน้าพี่เซียวฉินแล้วล่ะ สามีของฉันเป็คนไม่ค่อยพูดน่ะค่ะ" หยางจูแก้หน้าแทนสามี
“ไม่เป็ไรหรอก พวกผู้ชายก็แบบนี้แหละ พูดน้อยไม่ค่อยชอบสุงสิงกับผู้หญิงเท่าไหร่ ว่าแต่มีอะไรให้ช่วยก็บอกได้นะ พี่อยู่บ้านติดกับเธอนี่เอง” พูดจบก็ชี้ไปที่บ้านหลังที่เธออยู่
“รอฉันสักครู่นะคะ” หยางจูบอกแล้วหายกลับเข้าไปในบ้าน
เธอเดินเข้าไปในครัว หันซ้ายขวาไม่เห็นใครก็แอบหยิบเอาแตงโมลูกโตออกมา จากนั้นก็หั่นเป็สี่ส่วนเท่าๆ กัน แล้วเดินถือติดมือไปด้วยหนึ่งส่วน
“นี่ค่ะ ฉันมาอยู่ที่นี่ยังไม่ทันได้เดินไปทำความรู้จักใคร ต้องขอโทษด้วย”
เธอพอจะรู้ธรรมเนียมอยู่บ้าง ตั้งใจว่าจะเอาของฝากไปทำความรู้จักแต่ละบ้านอยู่แล้ว เพียงแต่ช้ากว่าเพื่อนบ้านคนนี้อยู่มาก
“กันเองแท้ๆ ไม่น่าจะลำบาก” พูดจบก็รีบคว้าแตงโมสีแดงน่ากินนั้นทันที ไม่ใช่เื่ง่ายที่จะได้กินผลไม้สดๆ แบบนี้
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นพี่ไม่รบกวนพวกเธอแล้วล่ะ มีอะไรให้ช่วยก็เรียกได้นะ” พูดจบก็เดินหายกลับเข้าบ้านไป
จากนั้นเธอก็เริ่มสังเกตว่าแต่ละบ้านเริ่มมีคนชะโงกหน้าออกมาดูบ้างแล้ว เลยเริ่มปฏิบัติการทำความรู้จักเพื่อนบ้าน กว่าจะครบทั้งซอยก็เล่นเอาเหงื่อไหลไคลย้อยเหมือนกัน เสียแตงโมไปตั้ง 2 ลูก คิดแล้วก็ปวดใจ
พอกลับเข้าบ้านก็เห็นสามีและลูกกำลังนั่งกินแตงโมเนื้อแดง หวานฉ่ำอยู่ในห้องโถงของบ้าน เธอเดินผ่านหน้าสามีไปนั่งข้างๆ ลูกชาย
“ใครใช้ให้สามีเป็คนพิเศษล่ะคะ มีแต่คนอยากรู้จักคุณด้วยกันทั้งนั้น อีกอย่างละแวกนี้ก็มีแต่พวกหัวหน้า รู้จักกันเอาไว้ดีแล้วล่ะ เวลาเข้าไปทำงานจะได้ไม่ลำบาก” พูดจบก็หยิบแตงโมขึ้นมากัดคำโต ความหวานหอมของมันทำให้ความเหนื่อยของเธอลดลงไปเกินกว่าครึ่ง
หวงจิ่นกวงทำเพียงส่ายหน้ายกยิ้มมุมปากเท่านั้น เถียงกับใครเถียงได้ แต่อย่าริอ่านเถียงกับภรรยาเด็ดขาด เพราะไม่ว่าจะพูดอย่างไร สุดท้ายแล้วก็ต้องเป็ฝ่ายยอมตลอด
เช้าวันถัดมาหยางจูตื่นั้แ่เช้า เพื่อที่จะเตรียมทำมื้อเช้าให้กับสามี วันนี้เป็วันแรกที่เขาจะได้เข้าทำงาน หวงจิ่นกวงในชุดเครื่องแบบของโรงงานดูดีไปอีกแบบ
“เช็ดน้ำลายหน่อย” เห็นภรรยาจ้องตาไม่กะพริบ อดไม่ได้ที่จะพูดแซว ทีอย่างนี้ทำมาเป็แยกห้อง ทั้งที่ความจริงมองเขาตาเป็มัน
“ชิ หลงตัวเอง” หยางจูถูกจับได้ก็รีบเปลี่ยนเื่ ไม่ยอมรับความจริง
หวงจิ่นกวงยิ้มน้อยๆ จากนั้นก็ลงมือกินอาหารเช้าที่ภรรยาเตรียมไว้ให้ ส่วนลูกชายของเขานั้นยังนอนไม่ตื่น หยางจุเองก็ไม่คิดจะปลุก เพราะกว่าเขาจะหลับได้ก็ดึกเหมือนกัน อาจเพราะยังไม่คุ้นที่
“คุณจะกลับมากินมื้อกลางวันที่บ้านหรือเปล่าคะ หรือว่าจะแวะกินที่โรงงานอาหารเลย” ที่ต้องถามเพราะโรงงานกับบ้านพัก ถึงแม้ว่าจะอยู่ในรั้วเดียวกัน ทว่าก็ต้องใช้เวลาเดินกว่า 10 นาที
“อืม ไม่ต้องหรอก ค่อยกลับมากินมื้อเย็นทีเดียว” เพราะปกติแล้วจะกินข้าวแค่สองมื้อเท่านั้น หลายปีที่ผ่านมาก็ทำแบบนี้เลยชินไปแล้ว
“ได้อย่างไรกันล่ะคะ ท้องต้องอิ่มสิถึงจะทำงานได้อย่างมีคุณภาพ นี่เป็เรียงความที่ฉันเขียนเอาไว้ให้คุณ ลองอ่านดู เผื่อว่าต้องได้ใช้เวลาที่แนะนำตัวกับเพื่อนร่วมงาน” หยางจูยื่นกระดาษแผ่นเล็กๆ ให้สามี ลายมือไม่ถึงกับสสวย แต่อ่านแล้วสบายตามาก
“ผมไม่เห็นรู้มาก่อนว่าคุณเขียนหนังสือได้”
“คุณรู้อะไรเกี่ยวกับฉันบ้างละคะ อย่าดูถูกกันให้มากไปเลยค่ะ อย่างน้อยๆ ฉันก็เรียนจบชั้นมัธยมต้นนะ” พูดจบก็เบ้ปากใส่สามี
“หึ ผมรู้…ผมหมายถึงว่าคุณไปเอาคำพูดพวกนี้มาจากไหนต่างหาก”
“ฉันก็ดูในหน้าหนังสือพิมพ์ที่พวกผู้นำออกมาอภิปราย ลอกมาคนละนิดคนละหน่อย ผสมปนเปกันไปแหละค่ะ” หยางจูคิดคำพูดแก้ตัวเอาไว้แล้ว ทำให้เวลานี้เธอไหลลื่นยิ่งกว่าปลาไหลในตมเสียอีก
“หึ ขอบคุณมากครับ แต่ผมคิดเอาไว้แล้วว่าจะพูดอะไร” หวงจิ่นกวงเก็บกระดาษที่ภรรยายื่นให้ใส่กระเป๋าเสื้อ แล้วก็ลงมือกินมื้อเช้าต่อ
“เงินนี่คุณพกติดตัวเอาไว้นะคะ แล้วก็คูปอง ถ้าี้เีเดินไกลก็แวะซื้อข้าวกินที่โรงอาหาร อย่าปล่อยให้ตัวเองอด พรุ่งนี้ฉันจะตื่นแต่เช้าเตรียมทำมื้อกลางวันห่อให้”
“ไม่ต้องหรอก ผมเดินมากินที่บ้านก็ได้ ไม่ต้องตื่นเช้าขนาดนั้น” พอได้ยินว่าภรรยาจะตื่นเช้าเขาก็รู้สึกสงสาร แค่เดินไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้วไม่เห็นจะต้องให้เธอลำบาก
“เอาที่คุณสะดวกก็แล้วกันค่ะ”
“อือ ยังเช้าอยู่มากคุณเองก็กลับไปนอนเถอะ ปิดบ้านให้เรียบร้อย มื้อกลางวันผมจะกลับมา”
ไม่ต้องบอกเธอก็กะว่าจะกลับไปนอนต่ออยู่แล้ว เพราะตอนนี้เป็เวลา 06.30 น.เท่านั้น ยืนส่งสามีหน้าบ้านเสร็จกลับเข้าไปในบ้าน แต่พอเอาเข้าจริงกลับนอนไม่หลับ เลยลุกขึ้นมาทำงานบ้านรอลูกชายตื่น
“แม่ครับ”
หยางจูกำลังเช็ดทำความสะอาดบ้านอยู่ เห็นลูกชายเดินหัวฟูมาแต่ไกล เด็กชายผิวขาวแก้มอมชมพู เหมือนกับอมซาลาเปาเอาไว้ทั้งสองข้าง หัวฟูผมหยิก น่าจะได้จากเธอไป เพราะเ้าของร่างผมหยักศก
“ตื่นแล้วเหรอ ล้างหน้าล้างตาแล้วมากินข้าวสิ”
เด็กน้อยขยี้ตาตัวเอง พยักหน้าหงึกๆ แล้วเดินถือผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำไป หยางจูสอนมารยาทในการอยู่ร่วมกันให้กับลูกชาย ซึ่งเขาเรียนรู้ได้ไวและเป็ที่น่าพอใจอย่างมาก
กว่าจะทำงานบ้านเสร็จ แหงนมองดูนาฬิกาก็เป็เวลาเกือบ 11.00 น.แล้ว ตอนนี้ลูกชายนอนกลางวันไปแล้ว เธอเลยเริ่มทำมื้อกลางวันไว้รอสามี
12.05 น. หวงจิ่นกวงก็กลับเข้ามาพอทีกับที่หยางจูกำลังจะตั้งโต๊ะ
“กลับมาแล้วเหรอคะ”
“อืม ไม่ต้องรีบหรอกผมยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่” ตอนแรกที่เขาเข้ามาเธอยังทำช้าๆ อยู่เลย แต่พอเห็นเขามาก็รีบเดินเข้าไปในครัวทันที
“เสร็จหมดแล้วล่ะค่ะ ิเอ๋อร์ตักข้าวให้พ่อสิจ๊ะ”
หยางจูไม่คิดไม่ฝันว่าตัวเองจะมีภาพบรรยากาศแบบนี้ ทำให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจเป็อย่างมาก ชีวิตที่ไม่ต้องดิ้นรนบางครั้งก็ไม่เหนื่อย แต่เธอจะอยู่เฉยๆ เป็แม่บ้านอย่างเดียวไปจนแก่ไม่ได้ เพราะเธอ้าเป็คนสวยที่สวยและรวยมากในประเทศให้จงได้