แสงสีทองอ่อนโยนค่อย ๆ เลือนหายไปจากสายตาของโจนาธาน เรน พร้อมกับความรู้สึกหนักอึ้งชวนคลื่นไส้ ราวกับร่างทั้งร่างกำลังถูกฉีกกระชากผ่านช่องว่างแคบ ๆ ระหว่างมิติอันบิดเบี้ยว
กระแสลมแรงพัดผ่านดังแ่เบาข้างหู กลิ่นหอมจาง ๆ ของยอดหญ้าและดินชื้นลอยเข้ามาแทนที่กลิ่นโลหะและฝุ่นควันพิษอันคุ้นเคยของมหานครโครเนแซนเดรีย ก่อนที่ความโกลาหลทุกอย่างจะพลันกลับสู่ความเงียบสงบอย่างเป็ปริศนา
“…อึก…”
เรนครางเบา ๆ ในลำคอ ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือท้องฟ้าสีครามกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา หมู่เมฆสีขาวลอยล่องอย่างอิสระไร้การควบคุมด้วยเครื่องสร้างสภาพอากาศ และแสงแดดอันอบอุ่นยามบ่ายที่ตกกระทบใบหน้าจนรู้สึกอุ่นวาบ
“ที่นี่มัน…”
เด็กหนุ่มยันตัวลุกขึ้นจากพื้นหญ้าอย่างช้า ๆ ดวงตาสีน้ำเงินเข้มกวาดมองไปรอบตัวด้วยความระแวดระวังตามสัญชาตญาณ
บัดนี้เขากำลังยืนอยู่บนยอดเนินเขาสูงแห่งหนึ่ง เบื้องหน้าคือทุ่งหญ้าสีทองกว้างใหญ่สุดสายตา สายลมพัดโบกจนต้นไม้ใบหญ้าแกว่งไหวเลื่อมพรายเป็ระลอกคลื่นคล้ายมหาสมุทรสีน้ำผึ้ง ขณะที่ทัศนียภาพอันห่างไกลออกไปนั้น… คือกำแพงเมืองสีขาวบริสุทธิ์ขนาดมหึมาที่ทอดตัวยาวโอบล้อมอารยธรรม และหอคอยศิลาลอยฟ้าหลายแห่งที่ลอยนิ่งอยู่กลางอากาศอย่างท้าทายกฎแรงโน้มถ่วง
“โลกเอนเชี่ยน…งั้นหรอ” เรนพึมพำเบา ๆ
ถึงสมองจะได้รับการปรับตัวและเตรียมใจจากพรของเทพธิดามาบ้างแล้ว แต่ภาพความจริงตรงหน้าก็ยังคงยิ่งใหญ่จนเหนือจินตนาการของเขาอยู่ดี โลกแห่งเวทมนตร์และแฟนตาซีที่มีอยู่จริง ไม่ใช่เกมคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่ภาพยนตร์ไซไฟ และไม่ใช่ความฝัน… แต่คือโลกอีกใบที่มีลมหายใจและขับเคลื่อนอยู่จริง ๆ
ติ๊ง—
เสียงกระดิ่งใสบานเบอะดังขึ้นในหัวของเขาชวนให้สะดุ้ง ก่อนที่แสงสีทองจาง ๆ จะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือขวา ละอองออร่าบางเบาสีขาวขุ่นไหลวนเวียนอยู่รอบท่อนแขนของเรนช้า ๆ ราวกับกลุ่มหมอกที่มีชีวิต
“นี่สินะ…พลังออโรเลี่ยน”
เรนลองกำหมัดแน่น เขาััได้ทันทีว่าโครงสร้างร่างกายของตัวเองถูกปรับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง การเต้นของหัวใจแข็งแรงและมั่นคงขึ้น มวลกล้ามเนื้อเบาหวิวราวกับไร้น้ำหนัก ทว่ากลับแฝงด้วยแรงะเิมหาศาล ประสาทััทั้งห้าคมชัดผิดมนุษย์ แม้แต่เสียงของสายลมที่พัดผ่านใบไม้ใบหญ้าที่ห่างออกไป เขาก็ยังแยกแยะได้อย่างแม่นยำ
“เหมือนร่างกายถูกอัปเกรดซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ทั้งระบบเลยแฮะ…”
เด็กหนุ่มถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทว่าเมื่อก้มลงมองสภาพตัวเอง เขาก็ต้องคิ้วกระตุก เสื้อผ้าที่เขาใส่มาจากโลกเดิมยังคงเป็ชุดลำลองสีดำธรรมดา แต่หลังจากผ่านการเสียดสีของมิติ ร่องรอยหลายส่วนกลับขาดวิ่นและมีรอยไหม้เกรียมเป็ทางยาว
“…เอาจริงดิ” เขาหัวเราะแห้ง ๆ ให้กับสภาพอันอนาถของตัวเอง “พระเอกต่างโลกคนอื่นในมังงะมักจะได้ชุดเท่ๆ ั้แ่เริ่มเดินเื่ ส่วนฉันสภาพเหมือนไอ้หนุ่มดวงซวยเพิ่งหนีรอดจากเหตุโกดังะเิมาหมาดๆ”
ฟุ่บ…
ทันใดนั้น วงแหวนเวทมนตร์สีทองขนาดใหญ่พลันสลักลายขึ้นกลางอากาศตรงหน้าของเขา เรนชะงักและถอยหลังเตรียมพร้อมสู้ทันที ก่อนที่กระแสเสียงอ่อนโยนอันคุ้นหูจะดังขึ้น
“ดูเหมือนเ้าจะเริ่มปรับตัวเข้ากับมานาของโลกนี้ได้ดีแล้วนะ… เรน”
แสงสีทองม้วนตัวควบแน่นอย่างช้า ๆ และร่างของเทพธิดาไมอาร์ก็ปรากฏกายขึ้นตรงหน้าเขาอีกครั้ง เรือนผมสีทองยาวเหยียดพลิ้วไหว ดวงตาสีทองสุกสว่างเปล่งประกายความอ่อนโยน ชุดเดรสสีขาวบริสุทธิ์สะท้อนแสงระยิบระยับราวกับถูกถักทอขึ้นจากดวงดารานับล้านดวง ต่อให้ได้เห็นเป็ครั้งที่สอง…นางก็ยังดูงดงามเหนือจริงจนทำให้หัวใจหยุดเต้นได้เสมอ
“คุณสามารถแวบไปแวบมาแบบนี้ได้ตลอดเวลาเลยเหรอ” เรนถามพลางลดท่าทีระแวงลง
ไมอาร์หัวเราะเบาๆ ชวนเคลิบเคลิ้ม “ข้าเชื่อมต่อระลอกคลื่นจิติญญาไว้กับพลังเจเน็สภายในตัวเ้าอยู่แล้ว จึงสามารถฉายร่างจำลองเพื่อสื่อสารกับเ้าได้…เพียงแต่คงทำได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น”
“ชั่วคราว?”
“ในยามนี้ พลังศักดิ์สิทธิ์ของข้าเหลืออยู่ไม่มากนัก” น้ำเสียงของเธอหม่นแสงลงเล็กน้อย แฝงความวิตกกังวล “โลกใบนี้กำลังเสื่อมสลายลงอย่างช้าๆ…และพันธนาการของโซโลม่อนทัสก็กำลังจะแตกสลายในไม่ช้า”
เรนเงียบไปครู่หนึ่ง ความเป็ห่วงในใจผลักดันให้เขาถามสิ่งที่ติดค้างอยู่ออกมา “…พ่อของฉัน โจนาธาน วิลเลี่ยม อยู่ที่โลกนี้จริงๆ ใช่ไหม”
ไมอาร์พยักหน้าเบา ๆ แววตาสั่นไหว “ใช่…เขายังมีชีวิตอยู่ แต่ในตอนนี้ข้ายังไม่สามารถบอกตำแหน่งที่แน่ชัดของเขาให้เ้าได้”
“เพราะอะไร?” เรนขมวดคิ้ว
“เพราะโชคชะตาของเ้าเริ่มเปลี่ยนแปลงและบิดเบี้ยวแล้วน่ะสิ และข้าไม่อาจจะแทรกแซงชะตากรรมของโลกนี้ได้โดยตรง แม้จะเป็ผู้สร้างก็ตาม” สายลมรอบตัวพลันพัดกระหน่ำแรงขึ้น ดั่งตอบรับคำพูดของเทพเ้า ดวงตาของไมอาร์สะท้อนความจริงจังขึ้นมา “นับั้แ่วินาทีที่เ้าก้าวข้ามผ่านประตูมิติและได้รับพลังเจเน็ส โลกใบนี้ก็เริ่มเคลื่อนไหวออกจากเส้นทางแห่งเส้นชะตาเดิมทันที เ้าคือ…ตัวแปรเดียวที่แม้แต่กฎเกณฑ์ของโชคชะตาก็ไม่สามารถควบคุมหรือทำนายอนาคตได้อีกต่อไป”
เรนถอนหายใจยาว พลางยกมือขึ้นเกาหัวตัวเองแก้เก้อ “ฟังดูเป็ภาระที่หนักชะมัดเลยแหะ”
“เ้ากลัวหรือ?” ไมอาร์เย้า
“…ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ” เด็กหนุ่มมุมปากยกยิ้มจางๆ “แค่ยังไม่ชินกับการที่อยู่ดีๆ จากนักศึกษาธรรมดากลายมาเป็ตัวเอกกอบกู้โลกฉบับกระทันหันก็เท่านั้นเอง”
ไมอาร์คลี่ยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู ก่อนที่เธอจะยื่นมือเรียวงามออกมาเบื้องหน้า วงแหวนเวทสีทองอีกชั้นพลันปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของเรน แสงสว่างเจิดจ้าท่วมท้นปกคลุมร่างของเขาทันที
“นี่คือของขวัญชิ้นแรกและสิ่งจำเป็จากข้า…ในโลกเอนเชี่ยนแห่งนี้ รูปลักษณ์ภายนอกและเครื่องป้องกันก็สำคัญไม่แพ้พลังหรอกนะ”
ฟุ่บ—
เสื้อผ้าลำลองสีดำที่ขาดวิ่นของเรนเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง อนุภาคแสงสีทองกัดเซาะชุดเดิมให้สลายกลายเป็ละออง ก่อนจะถักทอและรวมตัวกันใหม่เป็ชุดยุทธวิธีสีขาวดำดีไซน์ล้ำสมัย เสื้อโค้ตยาวสีขาวสว่างระดับต้นขาเพรียวลมพร้อมลวดลายขลิบเส้นสีแดงและน้ำเงินเน้นสัดส่วน สายรัดอุปกรณ์สีดำเข้มรอบท่อนแขน ถุงมือหนังเสริมแรงออโรเลี่ยน กางเกงต่อสู้สีดำเข้ารูปที่ยืดหยุ่นสูง และรองเท้าบูตสนามน้ำหนักเบาที่พร้อมลุยในทุกสภาพภูมิประเทศ

เรนก้มมองสำรวจตัวเองนิ่ง ๆ พลางยืดแขนขา “ฮ่ะ! ชุดนี้โครตเท่ะเิไปเลย ดูแล้วเหมาะกับผมที่มาจากอีกโลกจริงๆ”
ไมอาร์ยิ้มบาง ๆ “ชุดนี้ถูกออกแบบและลงอักขระให้รองรับกระแสพลังออโรเลี่ยนของเ้าโดยเฉพาะ มันสามารถปรับเปลี่ยนความทนทานและเกราะป้องกันตามระดับพลังงานที่เ้าจ่ายเข้าไป ยิ่งเ้าแข็งแกร่ง ชุดนี้ก็จะยิ่งไร้เทียมทาน”
เรนลองขยับร่างกายเล็กน้อย มันทั้งเบา สบาย คล่องตัว และระบายอากาศได้ดีกว่าที่คิดไว้มาก “สุดยอดไปเลยแหะ…ไม่รู้สึกว่ากำลังใส่ชุดพวกนี้เลย แถมยังเบาสบายตัวกว่าเสื้อผ้าไหนๆที่เคยใส่มาอีก”
คลังแสงแห่งโชคชะตาจากนั้น แสงสว่างอีกสายพลันควบแน่นตรงหน้าเขา ดาบยาวสีเงินสลับดำเล่มหนึ่งค่อย ๆ ลอยดิ่งลงมาสู่มือของเขา “ดาบเซเปลเลี่ยน”

ทันทีที่ฝ่ามือของเรนกระชับเข้ากับด้ามจับ พลังออโรเลี่ยนสีขาวขุ่นในกายก็ไหลบ่าเข้าสู่ตัวดาบทันทีราวกับกระแสน้ำ ตัวใบดาบสั่นไหวและทอแสงตอบรับเสียงครางต่ำ
“…พวกมันเหมือนมีชีวิตเลยครับ”
“เพราะมันได้เลือกเ้าเป็นายของมันแล้ว” ไมอาร์ตอบ “จากนี้ไป ดาบเล่มนั้นจะเติบโตและพัฒนาขีดความสามารถไปพร้อมกับจิติญญาของเ้า”
และในวินาทีต่อมา แสงอีกสองสายก็พุ่งวาบเข้าที่ข้างเอวของเรน ปืนพกคู่ดีไซน์กึ่งกลไกเทคโนเวทมนตร์ ผสมผสานความคลาสสิกของรูปทรงเฉียบคมของ 1911 สีขาวและดำสนิทปรากฏขึ้นในซองปืนด้านข้างอย่างลงตัว "Genesis & Nemesis"
เรนชักหนึ่งในนั้นขึ้นมาถือลองเล็ง น้ำหนักตกลงที่ใจกลางฝ่ามืออย่างสมดุล “น้ำหนักและการจับ…สมดุลดีชะมัด”
“อาวุธปืนคู่นั้นจะทำงานร่วมกับกระแสมานาและออโรเลี่ยนของเ้า ะุของมันจะถูกควบแน่นขึ้นจากพลังงานในตัว และมันจะไม่มีวันหมด…ตราบใดที่พลังเจเน็สและจิตใจของเ้ายังไม่ยอมแพ้”
เรนยิ้มมุมปากเล็กน้อย แววตาเริ่มฉายความตื่นเต้นออกตามประสาวัยรุ่น “เริ่มจะชอบโลกนี้ขึ้นมาหน่อยๆ แล้วสิ อีกหน่อยน่าจะมีอะไรเจ๋งๆให้เล่นแล้ว”
ร่างของเทพธิดาสลายหายไปอย่างสมบูรณ์ เหลือเพียงกระแสจิตสุดท้ายที่ดังก้องชัดเจนอยู่ในหัวของเขา
ฟุ่บ—
แสงสีทองสลายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงโจนาธาน เรน ที่ยืนอยู่ลำพังบนเนินเขาลาดชัน เด็กหนุ่มถอนหายใจยาวเหยียดเพื่อขับไล่ความกดดันขู่ขวัญ ก่อนจะเอื้อมมือไปสะพายดาบเซเปลเลี่ยนไว้ที่แผ่นหลัง ตรวจเช็คปืนพกคู่ Genesis & Nemesis ที่ข้างเอวให้มั่นคง จากนั้นจึงจับจ้องไปยังมหานครสีขาวที่บัดนี้กำลังลุกไหม้เป็ทะเลเพลิงอยู่ไกล ๆ
“…เอาละ” เรนขยับคอเสื้อโค้ตสีขาวเล็กน้อย แววตานิ่งสนิท ทรงพลัง “เริ่มต้นงานแรกในต่างโลกจริงๆสักที”
เขาก้าวเท้าออกเดินมุ่งหน้าดิ่งลงจากเนินเขาช้า ๆ แต่หนักแน่น พร้อมกับกระแสพลังออโรเลี่ยนสีขาวขุ่นที่เริ่มไหลเวียนลุกโชนรอบร่างกายเพื่อตอบรับกับศึกแรกที่กำลังจะมาถึง