ผู้ที่มาในคราวนี้ก็คือหลี่ต้าหลินมือหนึ่งของเขาถือคบเพลิง อีกมือถือชามที่มีข้าวเหนียวคลุกน้ำตาลกรุ่นกลิ่นหอมหวานอยู่ในนั้นชายหนุ่มเอ่ยเสียงสูงว่า “น้องเขย นี่คือข้าวเหนียวที่ผลิตได้ในปีนี้ข้าเพิ่งจะนึ่งเสร็จร้อนๆ เจ้ารีบมากินตอนมันยังร้อนๆ เถิด”
หวังเฮ่ามาเยี่ยมบ้านตระกูลหลี่พร้อมของขวัญหนึ่งคันรถทว่ายามที่จากบ้านตระกูลหลี่ไปเขาดันกลับไปมือเปล่า แม้แต่รถไม้เก่าๆ ที่เพิ่งซื้อมาก็ยังมอบให้บ้านตระกูลหลี่ด้วย
เรื่องนี้พาให้หัวใจของหลี่ต้าหลินรู้สึกเกรงใจเป็นอย่างยิ่ง
ข้าวเหนียวของตระกูลหลี่ส่วนใหญ่จะถูกนำไปขายเหลือไว้เพียงสองจินเพื่อใช้ในงานเลี้ยงมงคลของหลี่ซานหลินในปีหน้า
เมื่อคืนวานหลี่ต้าหลินพยายามชักแม่น้ำทั้งห้ามาต่อรองกับสองสามีภรรยาผู้เฒ่าตระกูลหลี่จนสุดท้ายก็ได้ข้าวเหนียวมาสามกำมือ หลังจากนั้นเขาก็แช่ด้วยน้ำสะอาด และนึ่งเป็นเวลาครึ่งชั่วยามหลังจากที่สุกร้อนแล้วก็รู้สึกว่าหากให้ทานเปล่าๆ โดยที่ไม่มีกับก็คงจะจืดชืดดังนั้นเขาจึงนำแบะแชส่วนที่เขาได้รับทว่ามิอาจหักใจกินได้มาวางไว้บนข้าวเหนียวนี้
“ข้าวเหนียว!” หลี่ต้าโถวได้กลิ่นหอมๆก็อดกลืนน้ำลายลงคอไม่ได้ข้าวเหนียวคืออาหารชั้นดีที่จะได้ทานในช่วงวันพิเศษหรือเทศกาลเท่านั้น
หลี่ต้าหลินเกรงว่าหลี่ต้าโถวจะแย่งกิน เขาจึงรีบร้อนเอ่ยว่า“ข้านึ่งมาแค่ชามเดียวเท่านั้น หาได้มีส่วนของเจ้า”
หลี่ต้าโถวกลืนน้ำลายเข้าไปอีกอึก ก่อนเอ่ยว่า“พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกแล้ว ท่านลุงกับท่านป้าถึงได้ใจกว้างขนาดนี้”
หลี่ต้าหลินทำเพียงหัวเราะ ก่อนเอ่ยว่า “น้องเขยของข้ายากที่จะมาเยี่ยมเยียนกันสักหนกินข้าวให้อิ่มก่อนออกเดินทางเถิด”
“ขอบคุณท่านพี่ขอรับ”นี่เปรียบเสมือนน้ำใจอันดีของหลี่ต้าหลิน หวังเฮ่าจึงไม่คิดจะเกรงใจอีกต่อไปเขาคว้าชามข้าวเหนียวมาทานจนเกลี้ยง
“พี่ต้าหลิน ท่านมาตรงนี้สิ ข้าจะให้ท่านดูของดีดูสิ นี่คือนกที่หวังเฮ่าช่วยข้าจับ นกตัวนี้เรียกว่านกแก้ว มันพูดภาษาคนได้ด้วยนะ”หลี่ต้าโถวอดอวดนกแก้วแสนงามที่เขาจับมาให้หลี่ต้าหลินชมไม่ได้
“นี่คือกับดักจับสัตว์หรือ? น้องเขยของข้ามีวิชามากมายจริงๆ!”
“บ้านของข้าปราศจากกลิ่นอายอัปมงคลเรื่องนี้ต้องขอบคุณน้องเขย บ้านข้าไม่มีข้าวเหนียว เนื้อก็หาได้มีไม่ข้าก็เลยจะให้เป็นเงินสิบเหรียญทองแดงแทน เจ้าลงเขาไปแล้วก็หาอะไรอร่อยๆ ทานเสีย”หลี่ต้าโถวเรียกเขาว่าน้องเขยเต็มปากเต็มคำ ชายหนุ่มหมุนกายหันหลังไปหยิบเงิน และยังเอ่ยอีกว่า“โชคดีที่มีน้องเขย มิเช่นนั้นข้าต้องวิ่งโร่ไปเชิญคนด้านนอกมาอีกต้องเสียเงินอีกมากแน่นอน”
“ล้วนเป็นญาติสนิทกันทั้งสิ้นไม่ต้องให้เงินหรอกขอรับ” หวังเฮ่าย่อมไม่มีทางรับเงิน
ใบหน้าของหลี่ต้าโถวอาบย้อมไปด้วยความซาบซึ้งเขาเอ่ยว่า “เจ้ารีบรับไปเสีย เจ้าเป็นคนดีเกินไปแล้ว หากเป็นคนอื่นมาทำกับดักจับสัตว์ที่บ้านข้าและจับนกแก้วได้เขาต้องนำมันกลับไปด้วยโดยไม่ยอมมอบให้ข้าอย่างแน่นอน”
“ท่านก็บอกแล้วว่านี่คือบ้านของท่าน นกแก้วตัวนี้จับได้ที่บ้านของท่านย่อมต้องเป็นของท่านอยู่แล้ว” หวังเฮ่ายืนกรานไม่รับเงินใดๆ
หลี่ต้าโถวทำได้เพียงเก็บเงินกลับมาเขาเอ่ยด้วยความซาบซึ้งใจว่า “ชิงชิงได้ออกเรือนกับคนดีๆตระกูลหลี่ของพวกเราก็พลอยได้รับสิ่งดีๆ จากนางด้วยเช่นกัน”
หลังจากผ่านไปอีกครู่หนึ่งหลี่ต้าหลินกับหวังเฮ่าก็พากันจุดคบเพลิงและหยิบหอกไม้ไผ่ก่อนออกจากหมู่บ้านเสี่ยวเฉวียนไปท่ามกลางความมืดมิด
ผืนป่ากลางหุบเขาก่อนรุ่งสางย้อมไปด้วยความมืดมิดไร้ที่สิ้นสุดทั่วหล้าเงียบสงบเสียจนน่าหวาดกลัว หวังเฮ่ารีบร้อนเดินตาม บางครั้งก็เปิดปากเอ่ยกับหลี่ต้าหลินสองสามประโยคทั้งหมดล้วนเป็นการถามถึงชีวิตเมื่อก่อนของหลี่ชิงชิง ยามที่นางยังอาศัยอยู่ที่บ้านเดิม
หลี่ต้าหลินเดินในเส้นทางบนภูเขามานานหลายปี จึงคิดว่าฝีเท้าของเขาย่อมรวดเร็วกว่านักคิดไม่ถึงว่าจะมิอาจสู้หวังเฮ่าได้ ชายหนุ่มเอ่ยปากชม“น้องเขยช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก”
ไม่ทันรู้ตัวท้องฟ้าก็ทอแสงสว่างแล้วทั้งสองเพิ่งจะเดินพ้นภูเขาออกมา
“พี่ชาย ท่านรีบกลับไปเถิดเงินไม่มากนี้ให้ท่านกับพี่สะใภ้ขอรับ”หวังเฮ่าหยิบเงินหกเหรียญทองแดงออกมามอบให้หลี่ต้าหลิน
ค่ำคืนดึกดื่นก็หุงข้าวเหนียวมาให้ปีนขึ้นเขากว่าสิบลี้เพื่อเดินทางมาส่ง เรื่องเหล่านี้ทำให้หวังเฮ่ารู้สึกประทับใจหลี่ต้าหลินยิ่ง
หลี่ต้าหลินหาใช่คนไร้สมองเขาฟังความหมายในคำพูดของหวังเฮ่าออก เงินนี้มิได้ให้ผู้อาวุโสตระกูลหลินและมิได้มอบให้หลี่ซานหลินเช่นกัน แต่เป็นเขากับเติ้งซื่อในใจของชายหนุ่มเต็มตื้นไปด้วยความซาบซึ้ง เขาเอ่ยว่า “น้องเขย ข้าไม่มีสิ่งใดมอบให้เจ้าเช่นนั้นเจ้าจงช่วยไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบของชิงชิงให้ข้าทีนะ”
หวังเฮ่าแบกสัมภาระก่อนจะโบกมือจากไปเขายังมีเรื่องสำคัญอีกสองเรื่องที่ต้องทำอีก!
อากาศในวสันตฤดูแสนสดชื่น ดวงอาทิตย์ทอแสงเจิดจ้าคนแปลกหน้าสามคนปรากฏกายที่ทางเข้าหมู่บ้านหวัง
ทั้งสามคนนี้ล้วนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน หนึ่งในสามคนนั้นก็คือนักเรียนตัวน้อยที่หลี่ชิงชิงเคยพบที่บ้านของจ้าวซิ่วไฉนามเถียนฉางเซิง ชื่อเล่นเสี่ยวตงกวา
ชาวบ้านชี้นิ้วไปยังบ้านของครอบครัวสกุลหวังให้คนทั้งสามดูก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แหลมสูงว่า “เห็นหรือยัง เรือนอิฐหลังนั้นที่ในลานเรือนมีบ่อน้ำด้วยนั่นก็คือบ้านของท่านหมอหญิงหลี่ชิงชิงของหมู่บ้านเรา”
“ขอบคุณขอรับ” เถียนหู่สวมเสื้อแขนยาวใหม่ถึงเจ็ดส่วนสวมรองเท้าผ้าสีดำพร้อมพื้นรองเท้าสีดำมือซ้ายอุ้มแม่ไก่ที่ยังมีชีวิตอยู่หนึ่งตัว ส่วนมือขวาถือตะกร้าที่มีผลส้มสีเหลืองอร่ามอยู่เต็มกระบุง
เถียนหู่คือบิดาของเถียนฉางเซิง ตอนที่ยังเด็กเขาสามารถสอบเคอจวี่ผ่านระดับถงเซิงได้สำเร็จต่อมาหลังจากที่สอบตกการคัดเลือกระดับซิ่วไฉหลายต่อหลายครั้ง เขาก็ขายตำราเรียนทิ้งเปลี่ยนมาทำการค้า พอมีทุนเล็กน้อยก็เปิดร้านแผงลอยเล็กๆ ในตำบลชิงอวี๋ร้านของเขาครึ่งหนึ่งขายหนังสือ อีกครึ่งหนึ่งขายภาพอักษร แม้รายได้จะไม่มากมายทว่าก็ดีกว่าการทำไร่ทำนาอยู่มากทีเดียว
สตรีในชุดน้ำเงินที่อยู่ข้างกายเถียนหู่ก็คือไต้ซื่อมารดาของเถียนฉางเซิง
ไต้ซื่อมีรูปร่างผอมเพรียว สัดส่วนตามฉบับหญิงงามในอำเภอผิวพรรณของนางเป็นสีเหลืองอ่อนองคาพยพทั้งห้าบนดวงหน้าของนางเรียกได้ว่างดงามประณีตโดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่ทั้งใหญ่ทั้งดำขลับราวกับประกายตาสามารถพรรณนาออกมาเป็นคำพูดได้นับว่าเป็นหญิงงามที่น่าหลงใหลคนหนึ่งเลยทีเดียว
ปีนี้นางอายุมียี่สิบสามปี นางออกเรือนกับเถียนหู่ตอนสิบห้าปีปีที่ย่างเข้าอายุสิบเจ็ดก็คลอดบุตรคนแรกคือเถียนฉางเซิง เมื่อปีที่แล้วเพิ่งคลอดบุตรชายคนที่สองเถียนฉางผิงยามนี้จึงกลายเป็นมารดาของบุตรชายสองคนแล้ว
ไต้ซื่อทอดสายตามองไปไกลบ้านเรือนรอบข้างล้วนเป็นบ้านหลังคามุงจากทั้งสิ้น มีบางหลังที่ส่วนของหลังคามุงจากทรุดโทรมจนใกล้จะถล่มลงมาอยู่รอมร่อมีเพียงบ้านครอบครัวตระกูลหวังที่อยู่ไกลโพ้นเท่านั้นที่เป็นเรือนอิฐนางเอ่ยเสียงเบากับเถียนฉางเซิงว่า “ดูท่าศิษย์พี่ของเจ้าจะมีพื้นฐานครอบครัวที่ไม่เลวเลย”
เถียนฉางเซิงผู้มีใบหน้าตกกระเล็กน้อยยืดอกเล็กๆขึ้น เขาเอ่ยด้วยความภาคภูมิใจว่า “ศิษย์พี่ของข้า ยามที่อยู่ในกองทัพก็ได้สร้างความดีความชอบทางการทหารเขาเก่งกาจที่สุดเลยขอรับ”
มีชาวบ้านเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า“พวกท่านเกี่ยวข้องใดกับหลี่ชิงชิงหรือ? เป็นญาติของนางหรือ?”
ก่อนหน้านี้ไม่นานหลี่เอ้อร์หลินเพิ่งเดินทางมาเยี่ยมหลี่ชิงชิงเช่นกันเยี่ยมเพียงหนึ่งครั้งก็ใช้เวลาไปถึงสองสามเดือน คนในหมู่บ้านจึงคิดว่าคนตระกูลเถียนทั้งสามคงเป็นญาติจากบ้านเดิมของหลี่ชิงชิงเช่นกัน
สองสามีภรรยาเถียนหู่กับไต้ซื่อเอ่ยขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายว่า“ใช่แล้ว พวกเราเป็นญาติของหลี่ชิงชิง”
ไต้ซื่อเป็นโรคประหลาดนางไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ถึงเรื่องนี้ หากมิใช่เพราะต้องการมาหาหมอนางก็คงไม่มาหาหลี่ชิงชิงที่หมู่บ้านหวังแห่งนี้อย่างแน่นอน
“ไอหยา พวกเจ้าเป็นญาติของหลี่ชิงชิงจริงๆ ด้วยเช่นนั้นข้าจะนำทางพวกเจ้าไปเอง” ทันใดนั้นคนในหมู่บ้านก็ต้อนรับด้วยความกระตือรือร้นพวกเขาเป็นฝ่ายริเริ่มนำทางทันที
เพียงพริบตาก็เดินทางมาถึงบ้านตระกูลหวังแล้ว เถียนฉางเซิงตะโกนเข้าไปในลานเรือนอย่างเปิดเผยกล้าหาญเป็นที่สุดว่า“ศิษย์พี่ ศิษย์พี่หญิง ตงกวามาหาพวกท่านแล้ว พวกท่านอยู่บ้านหรือไม่?”
จู่ๆ เหล่าชาวบ้านก็ตระหนักบางอย่างขึ้นมาได้เขามองเถียนฉางเซิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า“ที่แท้เจ้าก็เป็นศิษย์น้องของหวังเฮ่านี่เอง เจ้าคือผู้รู้วิชา อายุเจ้ายังน้อยนักก็สามารถเรียกว่าเป็นผู้รู้วิชาได้แล้วหรือ?”
“ข้าเป็นเพียงนักเรียนตัวน้อยๆ เท่านั้นขอรับยังมิอาจบอกได้ว่าเป็นผู้รู้วิชา” เถียนฉางเซิงผลิรอยยิ้มน่ารักให้กับชาวบ้านผู้นั้นเขาเอ่ยว่า “พวกเราเดินทางมาถึงแล้ว ต้องขอบคุณท่านยิ่งนักขอให้ท่านเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพนะขอรับ”
ต่อให้เหล่าชาวบ้านจะประหลาดใจเพียงใดพวกเขาก็กระดากอายเกินกว่าจะรั้งอยู่ดูต่อ รอกระทั่งคนในบ้านตระกูลหวังเดินออกมาต้อนรับทำการกล่าวทักทายสองสามคำก็จากไป
เด็กสามคนของบ้านตระกูลหวังเมียงมองเถียนฉางเซิงผู้สวมเสื้อตัวสั้นสีน้ำเงินและกางเกงขายาวสีดำสะอาดสะอ้านอย่างผู้ใหญ่ตัวน้อยโดยปกติแล้วเด็กน้อยทั้งสามมักจะขลาดอาย คนที่อยู่ตรงหน้าคือศิษย์น้องของหวังเฮ่าคือคนที่รู้หนังสือ ย่อมเก่งกาจว่าเด็กคนอื่นในหมู่บ้านนัก
“ข้ามีนามว่าเถียนฉางเซิงเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์จ้าวเช่นเดียวกับศิษย์พี่ สองท่านนี้คือบิดามารดาของข้าคราก่อนข้าได้พบกับศิษย์พี่และศิษย์พี่หญิงที่บ้านของท่านอาจารย์จ้าวข้าจึงได้นัดแนะกับศิษย์พี่หญิง...” ปากน้อยๆ ของเถียนฉางเซิงประเดี๋ยวเปิดประเดี๋ยวปิดประกาศชัดเจนถึงจุดประสงค์ที่มายังบ้านสกุลหวังกับหลิวซื่อและผู้เฒ่าหวัง
ยามที่หลิวซื่อพบเถียนฉางเซิง นางพลันรู้สึกราวกับได้พบหวังเฮ่าในยามเยาว์บุตรชายของนางในวัยเด็กก็ฉลาดหลักแหลมและสุภาพใจกว้างเช่นกัน
จางซื่อเองก็รู้สึกว่าเถียนฉางเซิงนั้นฉลาดเฉลียวนางลอบคิดในใจว่า เด็กที่เรียนหนังสือย่อมไม่เหมือนเด็กทั่วไปหากนางสามารถคลอดเด็กที่ฉลาดหลักแหลมเช่นนี้ได้ก็คงเป็นเรื่องดี
“ข้าจะไปเรียกพี่สะใภ้ให้เองเจ้าค่ะ” หวังจวี๋รีบไปตามคนมาทันที