ยามเช้าของหมู่บ้านหลงยังคงเหมือนเดิม
ควันจากเตาดินลอยอ้อยอิ่งเหนือหลังคาไม้ไผ่ เสียงสุนัขเห่าแว่วมาจากปลายหมู่บ้าน เสียงขวานฟันฟืนดังเป็จังหวะจากลานบ้านหลายหลัง ราวกับคืนวันอันโหดร้ายเมื่อวานมิได้ทิ้งร่องรอยใดไว้เลย
แต่แท้จริงแล้ว ทั้งหมู่บ้านกำลังซ่อนกระแสคลื่นใต้น้ำที่ปั่นป่วนอยู่
เพราะข่าวที่แพร่สะพัดั้แ่เมื่อคืนก็คือ
หลงซิงเฉินตกลงไปในโพลงมรณะแล้ว..
สำหรับคนส่วนใหญ่ ข่าวนี้ก็มิได้ต่างอะไรกับการได้ยินว่าหมาจรตัวหนึ่งตายไปกลางป่า เด็กหนุ่มผู้มีชีพจรพิการซึ่งถูกเรียกว่าสวะมานานปีคนหนึ่งหายไปจากหมู่บ้าน ย่อมมิใช่เื่ที่ผู้ใดจะใส่ใจนัก
บางคนหัวเราะด้วยซ้ำ
บางคนบอกว่าเขาสมควรแล้ว
บางคนแสร้งถอนหายใจด้วยสีหน้าสงสาร แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความดูแคลน
ท่ามกลางผู้คนทั้งหมด มีเพียงกระท่อมไม้เก่าหลังหนึ่งทางทิศเหนือของหมู่บ้านที่บรรยากาศแตกต่างจากที่อื่นโดยสิ้นเชิง
ในลานหน้ากระท่อม ชายชราหลังค่อมผู้หนึ่งกำลังยืนตัวสั่น สีหน้าซีดขาว ดวงตาแดงก่ำราวกับไม่ได้หลับทั้งคืน เขาคือหลงเยวี่ยซาน ปู่ของหลงซิงเฉิน
มือที่เคยมั่นคงเวลาจับคันธนูในวัยหนุ่ม บัดนี้สั่นไหวจนแม้แต่ไม้เท้าก็แทบค้ำไม่อยู่
“ไม่… ซิงเอ๋อร์ไม่มีทางตาย…”
เขาพึมพำซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวคนเสียสติครึ่งหนึ่ง
“เด็กคนนั้นดื้อยิ่งกว่าลา… ชีวิตใหญ่กว่าฟ้า… จะตายง่ายได้อย่างไร…”
แต่เสียงที่เปล่งออกมานั้นยิ่งฟังยิ่งแ่เบา ราวกับแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่มั่นใจว่าคำพูดนั้นเป็จริง
ข้างกายชายชรามีหญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่ในชุดผ้าธรรมดาสีฟ้าอ่อน นางมีใบหน้าอ่อนเยาว์ ผิวขาวสะอาดนวลเนียนกว่าหญิงสาวทั่วไปในหมู่บ้าน ดวงตากลมใสเหมือนมีหยาดน้ำค้างยามเช้าเคลือบอยู่ตลอดเวลา แม้เครื่องแต่งกายเรียบง่าย แต่ก็ไม่อาจปิดความงดงามสดใสที่ติดตัวมาแต่กำเนิดได้เลย
นางคือ
หลินเสวี่ย
หญิงสาวงามอันดับหนึ่งของหมู่บ้านหลง
แม้จะเป็เพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ แต่ความงามของหลินเสวี่ยกลับโดดเด่นเสียจนผู้คนจากหมู่บ้านใกล้เคียงยังเคยพูดกันว่าหากนางเกิดในเมืองใหญ่ คงดึงดูดสายตาของแม้แต่ศิษย์สำนักได้ไม่ยาก
ใบหน้าของนางงดงามละมุนประหนึ่งภาพวาด ริมฝีปากแดงเรื่ออ่อนบางราวกลีบดอกท้อ คิ้วเรียวโค้งรับกับดวงตาคู่สวยซึ่งเวลามองผู้ใดมักให้ความรู้สึกอบอุ่นอ่อนโยนโดยไม่ต้องพยายาม เส้นผมดำขลับถูกรวบอย่างเรียบง่าย แต่นั่นกลับยิ่งขับให้ต้นคอขาวผ่องดูงดงามขึ้นอีกหลายส่วน รูปร่างอรชรสมวัย แม้มิได้เย้ายวนร้อนแรง ทว่ากลับมีเสน่ห์แบบน้ำใสในลำธารูเา มองแล้วสบายใจ ยิ่งมองยิ่งยากลืม
ในหมู่บ้านหลง หลินเสวี่ยเป็ไม่กี่คนที่ไม่เคยดูถูกหลงซิงเฉิน
ยามเขาาเ็เพราะโดนเด็กคนอื่นรุมทำร้าย นางเคยลอบนำผ้าพันแผลกับโอสถพื้นบ้านมาให้
ยามเขาถูกขับออกจากลานฝึกยุทธ นางเคยส่งน้ำและข้าวมาให้โดยไม่พูดมาก
ยามคนทั้งหมู่บ้านหัวเราะเยาะเขา นางไม่เคยหัวเราะตาม
ความเมตตาเช่นนั้น สำหรับคนอื่นอาจเป็เื่เล็กน้อย
แต่สำหรับหลงซิงเฉิน มันคือไออุ่นเพียงไม่กี่สายที่ยังเหลืออยู่ในชีวิตอันหนาวเหน็บของเขา
หลินเสวี่ยมองหลงเยวี่ยซานด้วยสายตากังวล ก่อนจะยื่นมือประคองแขนเขาเบา ๆ
“ท่านปู่หลง… ท่านพักก่อนเถิดเ้าค่ะ ข้าจะไปถามหาตามทางเขาอีกครั้ง”
หลงเยวี่ยซานส่ายหน้าอย่างแรง
“ไม่ได้… ข้าต้องรอ… หากซิงเอ๋อร์กลับมาแล้วไม่เห็นข้า เด็กคนนั้นจะคิดว่าปู่ทอดทิ้งมัน…”
ประโยคสุดท้ายทำเอาหลินเสวี่ยเม้มริมฝีปากแน่น แววตาพลันแดงเรื่อขึ้นมา
เมื่อคืนนี้นางนอนไม่หลับเช่นกัน
ภาพหลงซิงเฉินที่ถูกจ้าวเหิงถีบตกโพลงมรณะยังติดอยู่ในหัวมิเลือนหาย แม้คนทั้งหมู่บ้านจะพูดกันว่าไม่มีทางมีชีวิตรอด แต่นางกลับยังไม่ยอมเชื่อเต็มหัวใจ
เพราะไม่รู้เหตุใด…
นางมักรู้สึกเสมอว่าเด็กหนุ่มผู้เงียบขรึมและถูกเหยียดหยามคนนั้น ไม่ควรจบชีวิตลงอย่างน่าอเนจอนาถเช่นนั้น
เขาควรมีชะตาที่สูงกว่านั้น
ควรเดินออกจากูเานี้
ควรทำให้คนที่เคยดูถูกต้องได้รู้สึกเสียใจ
ทว่าความรู้สึกเช่นนั้น แม้แต่หลินเสวี่ยเองก็ไม่อาจอธิบายได้ชัดเจน
ขณะที่สองคนกำลังจมอยู่กับความคิดของตน เสียงเอะอะอึกทึกพลันดังขึ้นจากกลางหมู่บ้าน
“เปิดทาง! เปิดทางให้พี่จ้าวเหิง!”
“อัจฉริยะของหมู่บ้านมาแล้ว!”
“วันนี้พี่จ้าวเหิงจะไปเมืองเมฆาครามเพื่อทดสอบกับสำนักกระบี่เมฆาใช่หรือไม่?”
เสียงประจบสอพลอผสมเสียงหัวเราะดังลอยมาแต่ไกล
หลงเยวี่ยซานเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาแก่ชราฉายแววเดือดดาลโดยไม่คิดปิดบัง
หลินเสวี่ยเองก็ขมวดคิ้ว
จากปลายถนนดิน จ้าวเหิงเดินนำมาพร้อมลูกสมุนอีกหลายคน เขาสวมเสื้อใหม่สีแดงเข้ม คาดเข็มขัดหนังสัตว์อย่างดี มีดสั้นพกข้างเอว ท่าทางหยิ่งทะนงราวกับเป็ผู้ชนะของหมู่บ้านทั้งแห่ง
ผู้คนที่พบเห็นต่างพากันยิ้มประจบ
บางคนรีบเข้ามาทัก
บางคนยกคำสรรเสริญให้อย่างไม่ขาดปาก
“ชีพจรระดับเจ็ดเชียวนะ! อนาคตต้องเข้าสำนักใหญ่แน่!”
“จ้าวเหิงคือความภาคภูมิใจของหมู่บ้านหลง!”
“ต่างจากสวะคนนั้นราวฟ้ากับดินจริง ๆ”
เมื่อได้ยินคำว่า “สวะคนนั้น” รอยยิ้มของจ้าวเหิงยิ่งกว้างขึ้น
เขาจงใจหันมาทางกระท่อมของหลงเยวี่ยซานโดยตรง
สายตาของคนจำนวนมากจึงพลอยหันมาด้วย
เมื่อเห็นปู่หลานคู่นี้ สีหน้าของหลายคนก็เต็มไปด้วยความเยาะเย้ยลึก ๆ
จ้าวเหิงเดินเข้ามาหยุดหน้าลานบ้านอย่างช้า ๆ ก่อนจะยิ้มมุมปาก
“ท่านปู่หลงยังรออยู่อีกหรือ?”
หลงเยวี่ยซานกำไม้เท้าแน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน
“เ้า…”
จ้าวเหิงไม่รอให้เขาพูดจบ ก็หัวเราะเบา ๆ อย่างผู้มีชัย
“ข้าก็แค่อยากมาบอกว่าท่านไม่จำเป็ต้องรอแล้ว คนที่ตกลงไปในโพลงมรณะ ไม่มีทางกลับมาได้”
พูดจบ เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย
“โดยเฉพาะสวะอย่างหลงซิงเฉิน”
หลินเสวี่ยหน้าเปลี่ยนสีทันที
“จ้าวเหิง! พูดจาให้มีขอบเขตหน่อย!”
นางก้าวออกมายืนข้างหน้าหลงเยวี่ยซานโดยไม่รู้ตัว ร่างบางที่ดูอ่อนโยนกลับมีความแน่วแน่แฝงอยู่จนน่าประหลาด
เมื่อเห็นหลินเสวี่ยออกหน้าปกป้องอีกฝ่าย จ้าวเหิงพลันรู้สึกเหมือนมีหนามตำในอก รอยยิ้มบนใบหน้าจึงแข็งกระด้างขึ้นหลายส่วน
เขาหมายปองหลินเสวี่ยมานาน
หญิงงามเช่นนี้ สมควรยืนอยู่ข้างอัจฉริยะอย่างเขา มิใช่เอาใจใส่เศษสวะไร้อนาคตเช่นหลงซิงเฉิน
แต่ไม่ว่าก่อนหน้านี้เขาจะพยายามพูดดีหรือแสดงฝีมือเพียงใด หลินเสวี่ยก็ไม่เคยมองเขาด้วยสายตาพิเศษแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม นางกลับให้ความเมตตาแก่หลงซิงเฉินอยู่บ่อยครั้ง
เื่นี้ทำให้จ้าวเหิงไม่พอใจยิ่งนัก
“เสวี่ยเอ๋อร์” เขาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มลงเล็กน้อย พยายามรักษาภาพลักษณ์ “ข้าเพียงพูดความจริง เ้าเองก็ควรตัดใจได้แล้ว คนตายไปแล้วก็ต้องปล่อยให้ตายไป”
คำว่า “ตัดใจ” ทำให้สีหน้าหลินเสวี่ยเย็นลงทันที
“ข้าไม่เคยขอให้เ้ามายุ่งเื่ของข้า”
ประโยคนั้นเหมือนตบหน้าเขาตรง ๆ ต่อหน้าผู้คน
ลูกสมุนหลายคนก้มหน้า ไม่กล้าส่งเสียง
ผู้คนรอบข้างเองก็เงียบลงเล็กน้อย
ดวงตาของจ้าวเหิงฉายแววอำมหิตวูบหนึ่ง แต่เขาฝืนกลบมันไว้ ก่อนยิ้มแห้ง ๆ
“ได้… ในเมื่อเ้ายังยืนยันเช่นนี้ ข้าก็ไม่ว่า”
เขาหันไปมองหลงเยวี่ยซานอีกครั้ง
“แต่ข้าขอเตือนท่านเฒ่าไว้ก่อน อย่าปล่อยให้เื่ของสวะคนนั้นทำให้บรรยากาศหมู่บ้านเสียหายอีก อีกไม่นานสำนักกระบี่เมฆาจะส่งคนมาคัดเลือกศิษย์ หากเพราะเื่นี้ทำให้ภาพลักษณ์หมู่บ้านเสีย ผู้ใดจะรับผิดชอบ?”
คำพูดนี้แฝงทั้งการข่มขู่และการโยนความผิด
หลงเยวี่ยซานโกรธจนหน้าแดง มือที่ถือไม้เท้าสั่นไม่หยุด
“ไอ้เด็กอกตัญญู!” เขาะโ “หากเมื่อวานเ้าไม่ลงมือหนักถึงเพียงนั้น ซิงเอ๋อร์จะตกโพลงมรณะหรือ?!”
คำพูดนี้ทำให้ผู้คนรอบข้างเริ่มซุบซิบ
แม้ทุกคนจะเห็นเหตุการณ์คร่าว ๆ เมื่อวาน แต่ไม่มีใครกล้าพูดตรง ๆ ว่าจ้าวเหิงเป็ผู้ทำให้หลงซิงเฉินตกเหว เพราะต่างหวาดเกรงพร์และอนาคตของเขา
บัดนี้เมื่อหลงเยวี่ยซานพูดออกมาตรง ๆ สีหน้าของจ้าวเหิงจึงพลันหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด
“ท่านเฒ่า” เขาพูดทีละคำ “คำพูดนี้ หากไม่มีหลักฐาน ข้าถือว่าเป็การใส่ร้าย”
หลงเยวี่ยซานแค่นหัวเราะอย่างขมขื่น
“ใส่ร้ายหรือ? คนทั้งลานฝึกเห็นกับตา!”
“แล้วใครบ้างจะเป็พยานให้ท่าน?” จ้าวเหิงตวัดสายตาไปรอบ ๆ
ทันใดนั้น ความเงียบพลันกดทับลงมา
ชาวบ้านหลายคนก้มหน้า หลบสายตาหลงเยวี่ยซาน
บางคนเม้มปาก แต่ก็ไม่กล้าพูด
ต่อให้เห็นจริงแล้วอย่างไร?
ในสายตาของพวกเขา หลงซิงเฉินก็เป็เพียงคนตาย ส่วนจ้าวเหิงคืออนาคตของหมู่บ้าน จะให้พวกเขาเลือกยืนข้างใคร นั่นแทบไม่ต้องคิด
ภาพนั้นทำให้หลงเยวี่ยซานชะงักงันไปชั่วครู่
แววตาของชายชราหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด
โลกนี้ช่างเ็าเสียจริง
ยามมีค่า ผู้คนย่อมแห่มาชิดใกล้
ยามตกต่ำ แม้ถูกฆ่าตายตรงหน้า ก็ไม่มีใครคิดยื่นมือช่วย
หลินเสวี่ยเห็นภาพนั้นแล้วหัวใจปวดหนึบ นางกำลังจะเอ่ยปากแทน..
แต่จู่ ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากปากทางหมู่บ้าน
เสียงนั้นมิได้ดังนัก
แต่กลับชัดเจนจนคนทั้งบริเวณได้ยินถนัด
“ถ้า้าพยาน…”
“เช่นนั้น ข้าเองนับได้หรือไม่?”
ชั่วพริบตานั้น ร่างกายของจ้าวเหิงแข็งค้าง
หลงเยวี่ยซานเงยหน้าขึ้นทันที
หลินเสวี่ยหายใจสะดุด ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน
ส่วนผู้คนรอบข้างต่างพร้อมใจกันหันไปทางต้นเสียง
ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเช้าที่เริ่มส่องลอดยอดไม้ลงมา มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกำลังเดินเข้ามาทีละก้าว
เสื้อผ้าบนร่างเขายังคงขาดวิ่นจากการตกเหว
มีรอยเืแห้งติดอยู่หลายแห่ง
เส้นผมดำยาวยุ่งเล็กน้อยจากการฝ่าป่าหิน
แต่ร่างกายกลับตั้งตรงแน่วแน่
สายตาลุ่มลึกเย็นเฉียบประหนึ่งมีประกายอสนีซ่อนอยู่
ทุกก้าวที่เหยียบลงพื้น แม้ไม่เร็ว แต่กลับให้ความรู้สึกกดดันอย่างแปลกประหลาด
คนนั้นคือ
หลงซิงเฉิน
“ซิงเอ๋อร์!” หลงเยวี่ยซานร้องเสียงสั่น
“หลงซิงเฉิน…” หลินเสวี่ยพึมพำเบา ๆ ดวงตาพลันสั่นไหวอย่างแรง
ส่วนผู้คนทั้งหมู่บ้านเหมือนถูกฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ
“มะ…ไม่ตาย?!”
“เป็ไปไม่ได้!”
“คนตกโพลงมรณะกลับขึ้นมาได้อย่างไร?!”
“นั่นเป็ผีหรือคน?!”
เสียงแตกตื่นดังระงมไปทั่ว
แต่หลงซิงเฉินไม่มองใครเลยในคราแรก
สายตาของเขาตรงไปยังชายชราผู้ยืนตัวสั่นอยู่หน้ากระท่อม
เมื่อเห็นปู่ของตนมีสภาพเช่นนั้น ประกายในดวงตาของเขาพลันไหววูบ คล้ายคมดาบเย็นเยียบถูกละลายลงด้วยความอ่อนโยนชั่วเสี้ยวขณะ
เขาเดินเข้าไปหาอย่างช้า ๆ แล้วคุกเข่าลงเบื้องหน้า
“ปู่” เขาพูดเสียงต่ำ “ข้ากลับมาแล้ว”
หลงเยวี่ยซานถึงกับน้ำตาไหลในทันที มือเหี่ยวย่นสั่นเทายกขึ้นแตะไหล่ แตะแขน แตะศีรษะของหลงซิงเฉินราวกลัวว่านี่เป็ภาพฝัน
“กลับมาแล้ว… ดีแล้ว… ดีแล้วจริง ๆ…”
ชายชราพูดได้เพียงซ้ำ ๆ เท่านั้น
หลงซิงเฉินยืนขึ้นช้า ๆ ก่อนหันไปทางหลินเสวี่ย
นางยังคงยืนแข็งอยู่ที่เดิม แววตาซึ่งเคยอ่อนโยนบัดนี้กลับแดงเรื่ออย่างไม่อาจซ่อน นางเม้มริมฝีปากแน่นคล้ายอยากถามอะไรสักร้อยเื่ แต่สุดท้ายกลับพูดได้เพียงประโยคสั้น ๆ
“เ้ากลับมา…จริง ๆ”
หลงซิงเฉินพยักหน้าช้า ๆ
“อืม”
แม้จะเป็เพียงคำตอบสั้น ๆ แต่ในดวงตาของเขากลับมีความอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อมองนาง
เขารู้ดีว่าในหมู่บ้านนี้ นอกจากปู่แล้ว หลินเสวี่ยคือคนเดียวที่เป็ห่วงเขาจริง ๆ
แต่วินาทีอ่อนโยนนั้นอยู่ได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น
เพราะจ้าวเหิงที่ยืนอยู่ไม่ไกลพลันส่งเสียงหัวเราะเย็นออกมา
“ดี… ดีมากจริง ๆ”
เขาจ้องหลงซิงเฉินเขม็ง แววตาลึกลงไปเต็มไปด้วยความใและความอาฆาต
“ข้าไม่คิดว่าเ้าจะดวงแข็งถึงเพียงนี้”