โชคดีที่เหยาอี้ไม่มีโอกาสได้ก้าวเข้าไป มิฉะนั้นยามนี้คงกลายเป็ศพไปนานแล้ว เช่นนี้หากคิดจะเก็บเกี่ยวน้ำพุปราณนี้ก็จำเป็ต้องจัดการบุปผาปีศาจเหล่านี้เสียก่อน
หลิงเทียนก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง ใช้โครงกระบี่ค่อย ๆ ขุดบุปผาปีศาจออกทีละดอก แล้วเก็บเข้าไปในแผนที่ดาราโจวเทียน
ผ่านไปครึ่งก้านธูป ในที่สุดก็จัดเก็บบุปผาปีศาจกร่อนกระดูกจนหมดสิ้น ยามนี้น้ำพุปราณปรากฏอยู่ตรงหน้าหลิงเทียนโดยไร้สิ่งกีดขวาง ไม่ทันได้คิดมากหลิงเทียนก็กรอกน้ำพุปราณทั้งหมดลงในแหวนมิติ แล้วรีบวิ่งมุ่งหน้าไปยังสถานที่ซึ่งมีกลิ่นอายประหลาดแห่งนั้นอย่างรีบเร่งทันที
ยามนี้ยังไม่ใช่เวลาขัดเกลาหลอมน้ำพุปราณ เพราะหากช้าไปเพียงก้าวเดียว สถานที่ประหลาดแห่งนั้นอาจถูกผู้อื่นชิงลงมือก่อนแล้วก็เป็ได้
หลังผ่านไปหนึ่งก้านธูป หลิงเทียนก็ร่อนลงสู่หุบเขาแห่งนั้นโดยมีเนตรดาราคอยนำทาง หลิงเทียนหาปากถ้ำอันมืดมิดที่ซ่อนตัวอยู่ใต้หน้าผาหินจนเจออย่างรวดเร็ว
"มีกลิ่นอายสองสาย..."
เนตรดาราของหลิงเทียนทอประกาย ไม่ตกหล่นกลิ่นอายใดเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งกลิ่นอายสองสายนี้ย่อมเป็ซ่งกวนอินแห่งหุบเขาเฟินเซียงและชุยจ้านแห่งสำนักหวงจี๋!
อย่าบอกนะว่าคนทั้งสองร่วมมือกันแล้ว?
หลิงเทียนอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว หากสองยอดอัจฉริยะจับมือกันจริง ๆ การที่เขาจะแย่งชิงเหยื่อจากปากเสือย่อมไม่ง่ายดายถึงเพียงนั้น
อย่างน้อยด้วยพลังการต่อสู้ของเขาในยามนี้ การเผชิญหน้ากับระดับสร้างรากฐานขั้นสูงถึงสองคน ย่อมไม่มีโอกาสชนะแม้แต่น้อย
"ทว่านอกจากกลิ่นอายของคนทั้งสองแล้ว ภายในถ้ำแห่งนี้ยังมีกลิ่นอายสัตว์อสูรอันน่าพรั่นพรึงอยู่อีกตนหนึ่ง กระทั่งอาจจะบรรลุถึงระดับสามขั้นสูงสุดแล้ว!"
ยามที่หลิงเทียนก้าวเข้าสู่ภายในถ้ำ กลิ่นอายสัตว์อสูรตนนั้นก็ซัดพุ่งเข้าใส่หน้า กระทั่งในสายตาของหลิงเทียนยังปรากฏเป็สีแดงฉานไปทั่วบริเวณ
ความแข็งแกร่งของกลิ่นอายสัตว์อสูรระดับนี้ นับว่าแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่หลิงเทียนเคยเจอมา ระดับสามขั้นสูงสุดนั้นทัดเทียมกับพลังการต่อสู้ระดับครึ่งก้าวสู่แปรแก่นเลยทีเดียว!
มีสัตว์อสูรแกร่งกล้าถึงเพียงนี้เฝ้าพิทักษ์อยู่ สมบัติวิเศษที่ซุกซ่อนอยู่ข้างในย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
หลิงเทียนคลำทางมุ่งหน้าลึกลงไปในถ้ำ ยามนี้เขาพบว่าถ้ำแห่งนี้ลาดเอียงลงด้านล่างอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเส้นทางยังมีทางแยกมากมายราวกับเขาวงกตขนาดั์ หากมิใช่เพราะหลิงเทียนมีเนตรดารานำทาง เกรงว่าคงต้องถูกขังอยู่ ณ ที่แห่งนี้แน่
ทว่ายิ่งหลิงเทียนก้าวลึกลงไป กลิ่นอายอันร้อนระอุสายหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้นในสายตาของหลิงเทียน
"นี่คือ กลิ่นอายของเพลิงวิเศษ!?"
หลิงเทียนขมวดคิ้วฉับ ยามนี้คล้ายกับเขารู้แล้วว่าซ่งกวนอินและชุยจ้านมาที่นี่เพื่อสิ่งใด
เพลิงวิเศษธรรมชาติสามารถดูดซับขัดเกลาเข้าสู่ร่างกายได้ เมื่อเทียบกับเพลิงวิเศษที่ตื่นรู้ซึ่งกำเนิดมาพร้อมกายแล้ว เพลิงวิเศษธรรมชาตินี้หายากและล้ำค่ากว่ามาก
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้เพลิงวิเศษอยู่แล้ว แต่หลังจากดูดซับเพลิงวิเศษธรรมชาติเข้าไปก็ยังสามารถยกระดับเพลิงวิเศษเดิมให้แข็งแกร่งขึ้นได้อีกด้วย ดังนั้นจึงไม่มียอดอัจฉริยะคนใดจะปฏิเสธการล่อลวงของเพลิงวิเศษธรรมชาติได้ ซึ่งหลิงเทียนเองก็เช่นกัน!
เพลิงวิเศษย่อมเป็มวลพลังงานระดับแนวหน้าแห่งฟ้าดิน หากใช้คัมภีร์เบญจปฐมหลอม์ขัดเกลาดูดซับ การจะทะลวงผ่านระดับสร้างรากฐานย่อมสำเร็จได้ดั่งใจนึกไม่ใช่หรือ!?
่เวลาหนึ่งในใจหลิงเทียนพลันตื่นเต้นขึ้นมาจึงอดไม่ได้ที่จะเร่งฝีเท้าขึ้น
หลังผ่านไปครู่สั้น ๆ หลิงเทียนก็มาถึงสุดทางเดิน และยืนอยู่ตรงปากทาง ก่อนจะก้มมองลงไปด้านล่าง
นี่ถึงกับเป็โถงถ้ำขนาดกว้างถึงพันจั้ง ตัวถ้ำมืดมิดยิ่งนัก ทว่าตรงจุดศูนย์กลางกลับมีดวงไฟสว่างไสวดุจแสงเทียน กำลังพลิ้วไหวไปตามลม
เปลวเทียนสีม่วงอ่อน กลิ่นอายแผดเผาร้อนระอุอบอวลไปทั่วโถงถ้ำ แม้จะดูเล็กริบหรี่ ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยมวลพลังงานมหาศาลไร้ขอบเขต
"เพลิงม่วงหนามระดับสอง เป็เพลิงวิเศษธรรมชาติจริง ๆ ด้วย!"
หลิงเทียนหัวใจกระตุกวูบ ใต้โถงถ้ำแห่งนี้ซุกซ่อนเพลิงวิเศษธรรมชาติไว้ดวงหนึ่งจริง ๆ อีกทั้งระดับยังบรรลุถึงระดับสอง!
"ฮะฮะฮะฮ่า!"
ทว่าในเวลานั้นเอง เสียงหัวเราะแฝงตัณหาตรงมุมโถงถ้ำกลับดึงดูดสายตาของหลิงเทียนให้หันไปมอง ครั้นมองตามเสียงไป สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไปวูบหนึ่ง
ตรงมุมห้องของโถงถ้ำ ซ่งกวนอินแห่งหุบเขาเฟินเซียงนั่งพิงอยู่หน้าผาหิน ทั่วร่างอ่อนนุ่มไร้เรี่ยวแรง แก้มแดงฉานราวกับต้องไฟ สภาพเช่นนี้คล้ายกับต้องพิษราคะยาเสน่ห์!?
ส่วนตรงหน้าซ่งกวนอิน ชุยจ้าน ศิษย์แห่งสำนักหวงจี๋ สวมชุดเสื้อคลุมผืนใหญ่สีดำ กำลังเงยหน้าแหงนมองฟ้าหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
"คนงาม ในที่สุดเ้าก็ตกอยู่ในมือข้าแล้ว!"
แม้คนผู้นี้จะปกปิดเรือนร่างและใบหน้าเอาไว้ แต่ภายใต้เนตรดาราของหลิงเทียนย่อมไม่อาจปิดบังตัวตนได้ คิดไม่ถึงเลยว่าชุยจ้านผู้นี้จะต่ำช้าชั่วโฉดถึงเพียงนี้ วางยาเสน่ห์ซ่งกวนอินงั้นหรือ?
"เ้า... เ้าเป็ใครกันแน่? ข้าคือซ่งกวนอินแห่งหุบเขาเฟินเซียง หากเ้ากล้าแตะต้องข้า เ้าต้องตายอย่างไร้ที่กลบฝังแน่!" ซ่งกวนอินเอ่ยอย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตาคู่สวยปรือเลือนราง ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความคับแค้นและความอับอาย
เพลิงวิเศษธรรมชาติภายในถ้ำแห่งนี้อยู่เบื้องหน้าแล้ว นางกำลังจะประสบความสำเร็จอยู่แล้วเชียว ทว่าในยามที่ไม่ระวังตัว นางกลับต้องพิษเสียได้ ต้องโทษตัวนางเองที่พอเห็นเพลิงวิเศษแล้วประมาทเลินเล่อเกินไป
"ข้าเป็ใครเ้าไม่จำเป็ต้องรู้ ส่วนคำขู่ของเ้ามันไร้ประโยชน์ ยามข้าเสพสุขกับเรือนร่างของเ้าเสร็จ แล้วค่อยสังหารเ้าทิ้งในสันเขาโว่หลงแห่งนี้ ใครจะไปรู้ได้?!"
สองพี่น้องซ่งกวนอินในเมืองลั่วนั้นเปรียบประดุจดวงมณีอันล้ำค่า ไม่ว่าจะเป็พร์หรือรูปร่างหน้าตาล้วนหาตัวจับยาก ยิ่งในหมู่ยอดอัจฉริยะระดับแนวหน้าแห่งสำนักหวงจี๋ก็มีผู้หลงใหลใฝ่ฝันอยู่ไม่น้อย
ชุยจ้านเองก็หลงใหลในความงามของซ่งกวนอินมานานแล้ว แม้เขาจะเป็หนึ่งในเจ็ดอัจฉริยะหวงจี๋ แต่รั้งอยู่อันดับเจ็ดย่อมไม่คู่ควรกับซ่งกวนอินเลยสักนิด
วันนี้จึงนับว่าเป็โอกาสทองที่หาได้ยากยิ่งในรอบพันปี ชุยจ้านยิ้มแฝงตัณหาก้าวไปข้างหน้า ยื่นมือใหญ่ออกไปหมายจะคว้าเอาผ้าคลุมหน้าบนใบหน้าของซ่งกวนอิน
"ใคร ๆ ก็เล่าลือว่าพวกเ้าสองพี่น้องงดงามล่มเมือง ผู้ใดได้ยลโฉมหน้าพวกเ้าก็จะยกให้เป็สามีชั่วชีวิต วันนี้ให้ข้าได้เชยชมหน่อยเถอะ!"
"ไม่ อย่า!"
ยามนี้ระหว่างคิ้วของซ่งกวนอิน ในที่สุดก็ปรากฏความหวาดกลัวขึ้นมาบ้างแล้ว นางนึกไม่ถึงเลยว่าตนเองจะต้องมาถูกคนชั่วทำร้ายในสถานที่เร้นลับเช่นนี้ ทว่าไม่ว่านางจะดิ้นรนอย่างไร ทั่วร่างก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงแล้ว ทำได้เพียงเบิ่งตามองฝ่ามือมารของอีกฝ่ายยื่นเข้ามาหา
ตรงปากทางเข้าถ้ำ หลิงเทียนเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้านล่างทั้งหมดอยู่ในสายตา แม้ตัวเขากับซ่งกวนอินผู้นี้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทว่าก่อนหน้านี้อีกฝ่ายก็เคยเสนอจะมอบกระบี่ให้เขา แม้หลิงเทียนจะไม่ได้รับไว้ก็ตาม
อีกทั้งในงานทดสอบของสมาคมหลอมอาวุธที่เมืองลั่ววันนั้น ซ่งเสินอันก็ให้ความรู้สึกที่ไม่เลวแก่หลิงเทียน ประกอบกับชุยจ้านผู้นี้เป็ศิษย์สำนักหวงจี๋ การจะให้เขายืนดูชุยจ้านทำเื่เดรัจฉานเช่นนี้ หลิงเทียนทำไม่ได้!
วูบ!
ในวินาทีที่ฝ่ามือของชุยจ้านกำลังจะแตะถูกผ้าคลุมหน้าของซ่งกวนอิน ก้อนหินก้อนหนึ่งพลันแหวกผ่านอากาศในถ้ำ ส่งเสียงหวีดหวิวแหลมสูงดังก้อง!
"นั่นใคร!"
ชุยจ้านใยิ่งนัก และรีบหมุนตัวกลับมามองทันที เพราะการกระทำของเขาในครั้งนี้เสี่ยงต่อความเกลียดชังของฟ้าดิน หากถูกโลกภายนอกรับรู้ เขาจะต้องอยู่ไม่อาจอยู่ ตายไม่อาจตายแน่
ทว่าก้อนหินก้อนนั้นกลับพุ่งข้ามถ้ำ ไปตกกระทบลงบนเพดานหินอันมืดมิด ชุยจ้านไม่อาจััถึงร่องรอยที่มาได้เลย
หรือว่าเป็เพียงอุบัติเหตุ!?
โฮก!
ทว่าในเวลานั้นเอง ภายในโถงถ้ำเสียงคำรามดุร้ายพิศดารสายหนึ่งพลันดังขึ้นสะท้านไปทั่วทั้งโถงถ้ำ ะเืจนแก้วหูของชุยจ้านเ็ปราวกับถูกเข็มทิ่มแทง
เพียงไม่นานลมคาวเืสายหนึ่งพลันม้วนตัวขึ้นพร้อมกับกลิ่นอายอสูรร้ายอันน่าพรั่นพรึงซัดโถมเข้าหาชุยจ้านผู้นั้นทันที!
"สัตว์อสูรระดับครึ่งก้าวสู่ระดับสี่!?"
ยามที่ชุยจ้านมองเห็นร่างขนาดมหึมาที่โถมเข้าใส่ตนได้อย่างชัดเจน เขาก็อดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนกใ แผดเสียงร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว