อิงอิ้งจบคณะมนุษยศาสตร์เอกโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง หลังจากเรียนจบอิงอิ้งจึงไม่ลังเลที่จะเดินตามรอยคุณพ่อ สมัครเข้าเป็ตำรวจหญิง สังกัดกองปราบปรามยาเสพติดผ่านการฝึกภาคสนามอย่างหนักถึง 6 เดือน
จากการรับราชการมาปีเศษตลอดเวลาเธอเดินตามอุดมการณ์ของคุณพ่อที่ยอมสละชีวิตตนเพื่อปราบแก๊งค้ายาเสพติด เธอเฝ้าติดตามเหล่าร้ายโดยมีความหวังว่าสักวันจะค้นเจอตัวการใหญ่ของเหล่าร้ายที่พรากชีวิตพ่ออันเนที่รักของเธอ
เธอจึงมุ่งมั่นปราบปรามจับกุมพ่อค้ายานรกได้หลายรายอย่างไม่ย่อท้อ หมวดสาวสวยหน้าหวานวัยเพียง 23ปีคนนี้จึงกลายเป็มือปราบยาเสพติดฝีมือฉกาจ จนปัจจุบันได้รับยศเป็ร้อยตำรวจโทหญิง
ที่โรงพยาบาลศูนย์จังหวัดน่านหมู่ดล หมู่แจ็คทีมปราบปรามยาเสพติดคุมเชิงขุนฟองอยู่ไม่ไกล เขากวาดตาสำรวจไปทั่วคิดทบทวนแววตาฉายความแปลกใจออกมา “เฮาอยู่ที่ใดอะหยังมีแสงจ้า บ่ใช้คบเพลง ผู้คนแต่งกายแปลกบ่คุ้นตา เฮาอยู่ทวีปใด” ขุนฟองคิดหมกมุ่นจนคิ้วขมวด นั่งนิ่งก้มหน้าจิตใจว้าวุ่นเป็ห่วงไอ้คำที่อยู่ในห้องฉุกเฉิน แม้เขารู้แล้วว่าปลอดภัย แต่ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ตนไม่คุ้นเคยจึงอดขาดความมั่นคงไม่ได้
หมวดอิงอิ้งมาถึงหน้าห้องฉุกเฉินพร้อมดาบช่วย“หมู่ คนไข้เป็ไงบ้างคะ” หมู่แจ็คยืนตรงมือแนบลำตัวตบเท้าทำความเคารพ “พ้นขีดอันตรายแล้วครับหมอให้พักฟื้นรอดูอาการอีกสองวันครับ กำลังรอย้ายผู้ป่วยขึ้นวอร์ดครับ”
ดาบช่วยออกคำสั่งเสียงเข้ม“หมู่แจ็ค จัดกำลังเฝ้าผู้ต้องสงสัยรายนี้ที่ห้องพักด้วย ห้ามคนไข้ออกนอกห้องห้ามคนนอกเข้าออก ยกเว้นหมอ พยาบาล ใส่กุญแจมือผู้ต้องสงสัยคนนี้ด้วย พาไปสน.ให้หมวดอิงอิ้ง สอบสวน”
ขุนฟองได้ยินจึงลุกขึ้นยืนทำท่าขัดขืน ตาแข็งกร้าวจ้องเขม็ง “ข้าบ่ใช่โจร เอาอะหยังมามัดข้า”
หมวดอิงอิ้งมองดาบช่วย ส่ายหน้าช้าๆ “ไม่เป็ไรค่ะ ดาบ ยังไม่ต้องใส่กุญแจก็ได้ ตอนอยู่วัดปรางค์เขาไม่ยอมให้ใส่นะคะอิ้งคุยเอง “คุณพี่คะ...เอ่อ....เรารู้จักกันแล้ว จำได้ไหมคะ บ้านพี่อยู่ไหน พี่มาจากไหนคะ”
หมวดสาวเห็นท่าทีแข็งขืนจึงใช้ไม้นวม จ้องตาขุนฟองแสดงความจริงใจ เมื่อเขามองตอบ ความรู้สึกบางอย่างที่เธอเองก็ไม่เข้าใจ จึงแอบหลบตา
“ข้าเ้าคือขุนฟองบุตรเ้าพญาภูคา ข้าอยู่เมืองย่าง” แม้อยู่ในภาวะกดดันจากไม่คุ้นกับสิ่งแวดล้อม แต่กลับต้องตาใบหน้าที่งดงามของหมวดสาวจนเผลอมองด้วยรู้สึกเสน่หา
หมวดอิงอิ้งััถึงความรู้สึกขุนฟองผ่านการจ้องของเขา แต่พยายามคุมความรู้สึกตน “คืนนี้ไม่มีที่พักใช่ไหม ไปโรงพักก่อน พักผ่อนให้สบายใจไม่ต้องห่วงเพื่อนพี่ เดี๋ยวมีคนคอยเฝ้าให้นะคะ” เธอพูดเสียงเข้มแฝงความอ่อนโยนแสดงความเป็มิตร
ขุนฟองขมวดคิ้ว แสดงความไม่เข้าใจคำพูดของหมวดคนสวยนัก แต่พอจับประเด็นคำว่า‘พัก’ เข้าใจว่ามีสถานที่สำหรับให้เขาพัก แววตาสื่อความจริงใจอ่อนโยนของหมวดอิงอิ้ง สะกดท่าทีขัดขืนของเขาให้อ่อนลง จึงยอมตามดาบช่วยขึ้นรถไปสถานีตำรวจเทศบาลนครน่าน
หมวดคนสวยแอบสำรวจใบหน้าคมเข้มทรงผมเกล้ามวยของขุนฟอง ที่สะดุดตาคือปิ่นทองคำ และหลุกทองคำครอบมวย สายตาของทั้งสองประสานกันโดยบังเอิญหมวดสาวเกิดความรู้สึกสะเทิ้นต่อแววตาคมเข้มของขุนฟอง
ที่ห้องสอบสวนสน.ตำรวจ อำเภอนครน่าน หมวดอิงอิ้งสอบสวนขุนฟอง ด้วยท่าทีเข้มต่างจากท่าทีต่อเขาที่โรงพยาบาล
“คุณเป็ใครทำไมมาขัดขวางเ้าหน้าที่ในการจับกุมคนร้าย” ขุนฟองมีแววตาอ่อนลง ดูขาดความมั่นใจ พูดโดยละอัตตาบุตรเ้าผู้ครองนครลง สัญชาตญาณตนเตือนว่าที่นี่ไม่ใช่ถิ่นตน
“ข้าเ้าขุนฟองบุตรพญาภูคา เ้าผู้ครองนครเมืองย่าง ข้าบ่ฮู้เฮื่อง คนร้ายอะหยัง ข้าโดนตะหานของขุนนุ่นล้อมจับตัว ไอ้คำโดนลูกศรยิง แล้วแก้วมณีพาเฮามาที่นี่”
อิงอิ้งอึ้งในใจคิด “หน้าตาก็ดี ไม่น่าบ้าเลยแต่งตัวประหลาดเหมือนหลุดมาจากละครย้อนยุคเลยแฮะ” “นี่คุณฟอง เมืองย่างมันเจ็ดร้อยกว่าปีก่อนนู้นแล้วพญาภูคาก็ทรงตไปเจ็ดร้อยกว่าปีแล้ว นายเสียสติรึปล่าว...โอ้ยเพลียใจ”
ขุนฟองมีท่าทีงงไม่เข้าใจที่ตำรวจสาวพูด “พญาภูคาเป็ท่านพ่อของข้า ข้าบ่ได้ขี้จุ๊ เป็จะใดเจ็ดร้อยกว่าปีก่อน ฤาที่นี่เป็ทวีปอื่นบ่ใช่ชมพูทวีปของเฮา” หมวดอิงอิ้งรู้สึกจี๊ด“โอ้ย ที่นี่ประเทศไทย ไม่ใช่อินเดีย ชมพูทวีปคืออินเดียนู่น”
ขุนฟองแสดงท่าทีอวดภูมิรู้ธรรมะ “แม่นางบ่ฮู้ฤา ในจักรวาลนี้ประกอบด้วยทวีปสี่ทวีป คือชมพูทวีป นครย่างคำอยู่ในชมพูทวีป อีกสามทวีป คือ บุพวิเทหทวีป, อุตตรกุรุทวีป,อมรโคยานทวีป”
หมวดอิงอิ้งอ้าปากค้างพลางคิดว่า “เราเข้าใจผิดมาตลอดเลยว่าพระถังซัมจั๋งไปเอาพระไตรปิฎกมาจากชมพูทวีปคืออินเดีย...ที่แท้โลกเราเรียกว่าชมพูทวีป....ฮ๊า...หมอนี่เป็ใครจะว่าเสียสติ ก็ไม่น่าจะใช่ ทำไงดี สอบสวนทั้งคืนจะรู้เื่ไม๊”
“งั้นคุณฟองเล่าให้ดิฉันฟังช้าๆเข้าใจง่ายๆ ทีนะว่าคุณฟอง มาทำอะไรขณะเ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจจับคนร้าย และคุณมาจากที่ไหนใครส่งคุณมาขัดขวางการปฏิบัติงานของเ้าหน้าที่”
ขุนฟองเล่าเหตุการณ์ซ้ำั้แ่โดนทหารของขุนนุ่นล้อมจับตัวโดนยิงธนูเข้าใส่ แสงสว่างจากแก้วมณีเปล่งแสงแล้วมาโผล่ที่วัดปรางค์จนหมวดอิงอิ้งรู้สึกได้ว่าขุนฟองไม่ได้ปั้นแต่งเื่เพราะลำดับการเล่าเื่เหมือนที่เคยเล่าทุกอย่าง จึงหยุดการสอบสวนด้วยความสงสัย หยิบดาบดาบของขุนฟองและของไอ้คำบนโต๊ะสอบสวนให้ดาบช่วยอายัดเก็บไว้
“เราขออนุญาตเก็บดาบสองเล่มไว้ให้นะคะเก็บใส่ตู้ล็อกกุญแจไว้ ไม่หายไปไหน เห็นหมู่แจ็คบอกว่าหวงดาบกลัวหาย”
ขุนฟองมีท่าทีไม่ยอมจนเกือบเอ่ยปากขัดขืน แต่เห็นท่าทียืนยันจากหมวดคนสวย และเขาเรียนรู้จากที่หมู่แจ็คสัญญาที่โรงพยาบาลจึงคลายกังวลแต่อดแสดงความหวงอาวุธตนไม่ได้ จนเกือบเอื้อมมือไปจับดาบที่วางบนโต๊ะ
หลังการสอบสวนจึงนำรอยนิ้วมือจากแก้วน้ำดื่มของขุนฟองให้กองพิสูจน์หลักฐานสแกนหาประวัติรวมถึงประวัติอาชญากรรม ดาบช่วยอ้าปากค้างหลังจากพยายามคีย์ข้อมือลายนิ้วมือขุนฟองหลายรอบ แต่กลับไม่พบประวัติทะเบียนราษฎร์ใดๆ
“หมวดครับไม่พบประวัติขุนฟองประวัติอาชญากรรมใดๆ ของคุณฟองครับ ที่แปลกกว่านั้น ไม่มีชื่อ ไม่มีเลขบัตรประจำตัว ไม่พบประวัติในทะเบียนราษฎร์ด้วยครับผม”ดาบช่วยรายงานพลางเกาหัวหนึ่งที
จากหมวดอิงอิ้งเริ่มกลายเป็หมวดอึ้งอึ้ง “ดาบ หรือคุณฟองเป็ชาวต่างชาติหนีมา ชื่อก็ฟังดูแปลกๆนะคะ เราสามารถเช็คประวัติอาชญากรรมผ่านทาง InterPol ได้ไม๊คะ”
“ได้ครับ...เดี๋ยวผมประสานกับหน่วยงานผู้กองสุดกล้านะครับ” “อ้อ...ดาบช่วยอย่าลืมสอบสวนอีกคนที่พักฟื้นที่โรงพยาบาลด้วยนะ ดูว่าให้การตรงกันไม๊”
“ได้ครับผมจะสั่งหมู่ดลหมู่แจ็ค แต่ต้องรอเขาฟื้นก่อนนะครับ”
ตาดาบช่วยฉายแววซื่อสัตย์ รับมอบงานที่หมวดผู้เป็คุณหนูของเขาอย่างไม่มีข้อแม้เช่นเดียวกับทุกครั้ง
“ส่วนนายฟองคุมตัวไว้ในห้องขังก่อนนะคะ”
“เขายอมเหรอครับใส่กุญแจมือยังไม่ยอมเลย” ดาบมีท่าทีกังวล
หมวดอิงอิ้งขมวดคิ้วครุ่นคิด“งั้นให้นอนในห้องสอบสวนนั่นแหละ รบกวนหาหมอน ผ่าห่มให้ด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่า อาช่วย” คำสุดท้าย เมื่อเธอดูโดดยรอบแล้วไม่เห็นมีตำรวจนายอื่นอยู่ จึงเรียก ‘อาช่วย’ด้วยความเกรงใจ อาช่วยจึงตะเบ๊ะพร้อมยิ้มออกมา
หลังเสร็จภารกิจ ออกจากสถานีตำรวจกลับบ้านพักก็เข้าสู่่สาย ขณะอยู่บนเตียงอิงอิ้ง หาวออกมายาว ด้วยความเหนื่อยล้า มองนาฬิกาที่ผนังบอกเวลา เก้านาฬิกาเศษ ยืดแขนบิดตัวผ่อนคลาย “เหนื่อยมากตาจะปิดแล้ว ไม่ได้นอนทั้งคืน” เธอจึงหลับสนิทเป็ตาย
ขณะกำลังหลับสบายพลันมีเสียงโทรศัพท์เรียกเข้าดัง ปลุกหมวดมือปราบตื่นด้วยอารมณ์หงุดหงิด “ใครโทรมานะ คนจะหลับจะนอน...โธ่เอ๊ย....ยัยเพื่อนตัวแสบ”
เสียงอารมณ์ดีจากปลายสายอีกข้าง “เสียงงัวเงียจังเลยที่รัก นี่มันบ่ายโมงกว่าแล้วนะจ๊ะ ทำไมยังนอนหละ ไม่สบายรึเปล่าจ๊ะเป็ไรมากไม๊เธอ”
เมื่ออิงอิ้งได้ยินเสียงปลายสาย จึงแกล้งทำเสียงเข้มหงุดหงิดใส่ “ยัยจีม โทรมาตอนไหนไม่โทร โทรมาตอนชั้นกำลังหลับน้า เมื่อคืนไม่ได้นอนเลย ตามจับคนร้ายทั้งคืน ่เช้าก็วุ่นวายมาก ชั้นหลับไปได้ไม่กี่ชั่วโมง กำลังหลับสบายเลยแกดันโทรมาปลุก มีไรด่วนฮ๊า”
จีมจีรารัศมิ์ พงศ์หิรัญ สาวสวยยิ้มหวาน เป็สาวอารมณ์ดีขี้เล่นเพื่อนสนิทของอิงอิ้งที่เรียนมหาวิทยาลัยมาด้วยกัน เป็เพื่อนร่วมสาขาเอก ทำสาระนิพนธ์เื่ ‘โบราณวัตถุล้านนา’จนจบด้วยกัน
จีมรับราชการเป็เ้าหน้าที่ภัณฑารักษ์ระดับปฏิบัติการดูแลโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์จังหวัดน่าน “ขอโทษนะจ๊ะที่รัก ชั้นมีเื่ด่วนจ้าสมบัติล้ำค่าประจำน่านหายแวบไปเฉยๆ” “อ้าวเธอก็ไปแจ้งความที่ สน.สิโทรมากวนเวลานอนชั้นทำไมยะ...โอ้ย”ปากก็ต่อว่าเพื่อนรัก แต่รับรู้ว่าที่จีมโทรหาตนแสดงว่าต้องเกิดเื่ใหญ่แน่
“เอางี้ที่รักชั้นจะไปรับเธอมากินข้าวเที่ยงแล้วคุยกันนะ อีกชั่วโมงนึงชั้นไปรับเธอที่บ้านพักนะจ๊แล้วเจอกันจ้า” พูดจบจีมวางสายทันที ไม่เปิดโอกาสให้อิงอิ้งตอบรับหรือปฏิเสธทิ้งความเคืองกึ่งงอนให้กับอิงอิ้ง จีมมักแกล้งอิงอิ้งแบบนี้เป็ประจำ
ถ้าอิงอิ้งรู้สาเหตุที่วัตถุโบราณที่หายไป เธอจะเข้าใจเพื่อนรัก ว่าทำไมจีมจึงร้อนรน ต้องรีบมาพบเธอทันที