สวี่ตงเดาผิดทั้งหมด!
ผู้เฒ่าหลงไม่ได้ทั้งล้างมือและล้างหน้า แต่กลับนำสร้อยประคำสีเข้มวางลงในอ่างบรรจุน้ำสะอาดสร้อยประคำจมลงสู่ก้นอ่างทันทีโดยไม่หยุดค้างกลางคันสักวินาทีเดียว
ผู้เฒ่าหลงหันมาพยักหน้าให้หนิวเซี่ยงตงและโจวเทียนฉี “เป็สร้อยประคำไม้จันทน์แดงสิบแปดเม็ด!”
“ไม้จันทน์แดงจริงๆ เหรอครับ” โจวเทียนฉีก็ประหลาดใจเช่นกันหลังจากตะลึงงันไปก็หันมาจ้องสวี่ตง ก่อนจะตะคอกถาม “แกไปเอามันมาจากไหน”
สวี่ตงกัดริมฝีปาก ก่อนจะตอบเขาไปว่า “เจอมันอยู่ในกล่องพู่กันผมเอากล่องพู่กันไม้นั่นมาจากบ้านผม”
โจวเทียนฉีขยับปากอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ชำเลืองมองผู้เฒ่าหลงกับหนิวเซี่ยงตงแล้วสุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ผู้เฒ่าหลงหันมาจ้องสวี่ตงตรงๆ ก่อนจะถามว่า “เ้าหนู เธอยินดีขายสร้อยประคำเส้นนี้ไหม ถ้ายินดีขายเธอเสนอราคามาได้เลย!”
สวี่ตงตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย ผู้เฒ่าหลงพูดเช่นนี้แสดงว่าเขารู้ว่าสร้อยลูกประคำนี่มีมูลค่า ขายน่ะยินดีอยู่แล้วแต่จะขายที่ราคาเท่าไรนี่สิ
ห้าพันหรือสามพันดี
สวี่ตงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ใจหนึ่งคิดว่าหากบอกว่าห้าพันเกรงจะไม่เหมาะกลัวว่าชายชรากับหนิวเซี่ยงตงจะคิดว่าเขาเป็ราชสีห์อ้าปากกว้าง[1]ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำจึงทำท่าชูสามนิ้วออกมาอย่างละล้าละลัง
ความหมายของสวี่ตงคือเสนอราคาสามพันหยวน ไม่เรียกราคาสูงจนเกินไปอีกอย่างเขาเป็แค่นักเรียนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะคนหนึ่ง ใช้ชีวิตลำบากลำบนมาสองปีแม้แต่เงินหนึ่งเฟินก็ไม่กล้าใช้สิ้นเปลือง ทั้งยังไม่กล้าเรียกราคาส่งเดช ด้วยความกังวลต่างๆนานา จึงรู้สึกว่าจำนวนสามพันคือราคาที่เรียกว่าสูงแล้ว
ผู้เฒ่าหลงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปทางหนิวเซี่ยงตงกับโจวเทียนฉีแล้วพูดว่า “เสี่ยวหนิว เสี่ยวโจว ถ้าเป็ของอย่างอื่นฉันคงไม่เอาความแก่ขายความแก่[2]กับพวกเธอหรอกสร้อยประคำไม้จันทน์แดงเส้นนี้น่ะ พวกเธอก็อย่ามาแข่งกับฉันเลย ฉัน้ามันราคาที่เด็กคนนี้เสนอฉันว่าก็ไม่ได้สูง ฉันเองก็ไม่อยากเอาเปรียบเด็กเอาอย่างนี้แล้วกัน เขาเรียกราคาสามแสนถือว่าต่ำไปหน่อย ฉันเพิ่มให้เป็สามแสนแปดสามแสนแปดหมื่นหยวนไม่ถือว่าสูงมาก แต่ก็ไม่ต่ำ ปีที่แล้วในการประมูลของเพื่อนฉันซึ่งจัดขึ้นในปักกิ่งมีสร้อยประคำไม้จันทน์แดงสิบเก้าเม็ดถูกประมูลไปในราคาสามแสนเจ็ดหมื่นหยวนเ้าหนู เธอคิดว่าไง”
สวี่ตงตะลึงงัน ผู้เฒ่าหลงคิดว่าราคาที่เขา้าคือสามแสนแล้วยังเป็ฝ่ายเพิ่มราคาให้เป็สามแสนแปดหมื่นเองด้วย เขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี!
นอกจากนั้น ยังบอกว่าปีที่แล้วสร้อยประคำสิบเก้าเม็ดถูกประมูลไปในราคาสามแสนเจ็ดหมื่นหยวนเช่นนั้นแล้ว สร้อยประคำของเขามีเพียงสิบแปดเม็ดแต่ผู้เฒ่าหลงกลับให้ราคาสามแสนแปดหมื่นหยวน ราคายุติธรรมอย่างเห็นได้ชัด
เพียงแต่คาดไม่ถึงเลยจริงๆ !
สร้อยประคำมีหมอกสีเขียวแปลกประหลาด แค่นั้นก็ทำสวี่ตงรู้สึกประหลาดมากพอแล้วยังมาซ่อนอยู่ในกล่องพู่กันอีก หากไม่ใช่ของมีค่าจะมีใครซ่อนเอาไว้เช่นนี้
จริงสิ จู่ๆ สวี่ตงก็นึกขึ้นได้เดิมทีตั้งใจมาที่นี่เพื่อถามหนิวเซี่ยงตงว่าเหตุใดสร้อยประคำเส้นนี้ถึงมีออร่าสีเขียวแต่เมื่อเห็นสีหน้าโกรธขึ้งของลุงเขยโจวเทียนฉีแล้ว สวี่ตงก็เงียบปากเห็นหน้าเขาแล้วรู้สึกหมดอารมณ์เสียอย่างนั้น!
หลงชิวเซิงเห็นสวี่ตงไม่พูดอะไรอยู่นานจึงรีบยิ้มให้ “เ้าหนูคิดว่าราคาต่ำไปใช่ไหม เราต่อรองกันได้ ไม่งั้นเธอก็บอกตัวเลขชัดๆมาเลย”
“ไม่ๆๆผมไม่ได้หมายความแบบนั้นครับ ราคาที่ผู้เฒ่าหลงให้สูงมากแล้ว…” สวี่ตงเพิ่งได้สติ หน้าแดงโบกมือตอบเป็พัลวัน “สามแสนแปดหมื่นหยวนผม…ผมรู้สึกเวียนหัวนิดหน่อย…”
ผู้เฒ่าหลงหัวเราะ ‘ฮ่าๆ’ “งั้นก็ดี ขอแค่เ้าหนูไม่รู้สึกว่าราคาต่ำเกินไปก็ดีแล้ว อืม เ้าหนูบอกเลขบัตรธนาคารเธอมา ฉันจะโทรให้คนโอนเงินให้!”
สวี่ตงตะลึงค้างไปอีกครั้ง ก่อนจะส่ายหน้าตอบ “ผมไม่มีบัตรธนาคารครับ…”
โจวเทียนฉีกลับเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้น “ผู้เฒ่าหลงเอาอย่างนี้ เด็กคนนี้เป็หลานผมเอง พ่อแม่ประสบอุบัติเหตุตายไปเมื่อสองปีก่อนตอนนี้มาอาศัยอยู่กับผม ผมก็ถือว่าเป็ผู้ปกครองของเขา เขายังเรียนอยู่ไม่เคยทำบัตรธนาคาร ใช้บัตรของผมรับเงินแทนเถอะ!”
หลงชิวเซิงตกตะลึง ก่อนจะหันมามองโจวเทียนฉีแล้วยิ้มตอบ “เอ๋ ยังมีสายสัมพันธ์แบบนี้ด้วยเหรอ งั้นก็ได้ เสี่ยวโจว บอกเลขบัตรธนาคารเธอมาฉันจะโอนเดี๋ยวนี้”
หลงชิวเซิงไม่ถามความ้าของสวี่ตงอีก โจวเทียนฉีพูดชัดอยู่แล้วพ่อแม่สวี่ตงเสียชีวิต เขาเป็ผู้ปกครอง การช่วยเด็กคนหนึ่งจัดการเงินย่อมเป็เื่ปกติ
หนิวเซี่ยงตงกลับมีสีหน้าแปลกๆ แต่ก็ไม่ได้ส่งเสียงพูดอะไร
แน่นอนว่าสวี่ตงย่อมไม่เต็มใจ แต่เขายังไม่อยากพูดอะไรออกไปเขายังไม่กล้าทำเื่ฉีกหน้าลุง อีกอย่าง ตอนนี้ก็อยู่ต่อหน้าผู้เฒ่าหลงกับหนิวเซี่ยงตงด้วยลุงของเขารับเงินไปแล้ว บางทีต่อไปอาจจะไม่พูดว่าเขากินฟรีอยู่ฟรีอีก จากนี้อยากจะขอค่าใช้จ่ายอะไรในการเรียนก็คงพูดง่ายขึ้น
ที่สำคัญกว่านั้นคือ เงินสามแสนแปดหมื่นหยวนนี้หากสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ก็จะเอาสามแสนหยวนเป็ของตน อีกแปดหมื่นก็ให้ลุงไป ค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยก็น่าจะประมาณนี้หากขาดเหลืออะไรอีกละก็ เขาก็ยังเรียนไปทำงานไปได้!
จู่ๆ ก็ได้เงินสามแสนแปดหมื่นหยวนทำเอาสวี่ตงตื่นเต้นจนคิดอะไรไม่ออก
โจวเทียนฉีรีบควักกระเป๋าสตางค์ออกมาแล้วหยิบบัตรธนาคารส่งให้หลงชิวเซิงหลงชิวเซิงรับบัตรมาแล้วก็โทรหาคนของตน แจ้งหมายเลขบัตรธนาคาร การทำธุรกรรมออนไลน์สะดวกรวดเร็วเขาแจ้งหมายเลขบัตรธนาคารไปไม่ถึงสิบวินาที โทรศัพท์ของโจวเทียนฉีก็มีเสียง 'ติ๊งๆ' ดังขึ้น
โจวเทียนฉีหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดู ก่อนจะยิ้มตอบ “ผู้เฒ่าหลงสามแสนแปดหมื่นหยวนเข้าแล้ว ผมขอบคุณแทนสวี่ตงด้วยนะครับ!”
ด้านสวี่ตงกำลังจ้องมองเคาน์เตอร์กระจกในร้านอย่างตื่นตะลึงโจวเทียนฉีเห็นสวี่ตงไม่พูดอะไรก็ยิ่งอารมณ์ดี เขาเริ่มพูดคุยกับหลงชิวเซิงอีกครั้งแต่กลับนึกในใจ ไม่รู้ว่าเ้าสวี่ตงไปได้โชคขี้หมา[3]นี้มาจากไหนดันเจอสมบัติล้ำค่าเช่นนี้จากกล่องใส่พู่กัน!
โชคดีที่วันนี้หนิวเซี่ยงตงเรียกเขามาเพื่อหารือเื่ธุรกิจมิเช่นนั้น เงินก็จะตกอยู่ในมือสวี่ตงหากเ้าเด็กนี่ได้เงินสามแสนแปดหมื่นหยวนต้องไม่มีทางบอกพวกเขาแน่!
ยังไม่ต้องพูดถึงแผนในหัวโจวเทียนฉีด้านสวี่ตงที่ตื่นตะลึงนั้นไม่ใช่เพราะเงินสามแสนแปดหมื่นหยวน แต่เพราะจู่ๆเขาก็พบว่ามี 'หมอก' แปลกๆ ปรากฏตัวบนสิ่งของในเคาน์เตอร์กระจกของร้านหนิวเซี่ยงตง!
เมื่อกวาดตามองสิ่งของทั้งหมดในร้าน สวี่ตงก็เห็นสิ่งของที่มี 'หมอก' อยู่ไม่มากนัก มีเพียงสามชิ้นและทั้งหมดล้วนเป็ 'เครื่องลายคราม' มีจานรองหนึ่งใบและถ้วยชาเล็กๆอีกสองใบ เหนือของทั้งสามขึ้นไปสามนิ้วมี 'หมอก' สีเหลืองอ่อนลอยอยู่ ซึ่งหมอกบนถ้วยชาค่อนข้างจาง หมอกบนจานรองจะเข้มกว่าเล็กน้อยลักษณะคล้ายหมอกสีเขียวที่ออกมาจากสร้อยประคำ แต่สีต่างกัน
สวี่ตงไม่รู้ว่าหนิวเซี่ยงตง ลุงเขยและผู้เฒ่าหลงมองเห็นหมอกพวกนั้นไหมตอนนี้เขากลับกำลังครุ่นคิด หรือว่าของที่มี 'หมอก' จะเป็ของมีค่า
อีกอย่างเื่หมอกเขียวปกคลุมลูกประคำสวี่ตงลองเรียกเสี่ยวเว่ยที่อยู่บ้านข้างๆ มาช่วยดูแล้ว แต่กลับไม่เห็นอะไรเลยตอนนี้เขาจึงเริ่มคาดเดา หมอกนี่มีเขาเห็นแค่คนเดียวหรือคนอื่นก็เห็นด้วย
ขณะจมอยู่กับความคิด สวี่ตงก็หันไปทางที่ลุงเขยกับพวกหลงชิวเซิงกำลังพูดคุยหัวเราะกันลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยปากขึ้น “ผู้เฒ่าหลง เถ้าแก่หนิวผม...ผมมีเื่จะถาม...”
โจวเทียนฉีเหลือบตามองก่อนจะตอบ "มีอะไร...เื่อะไรอีกรีบกลับไปทำ...ทำการบ้าน อ่านหนังสือเสียสิ ผู้ใหญ่เขาจะคุยกัน!"
“ไม่เป็ไร!” หลงชิวเซิงโบกมือยิ้มตอบ “เ้าหนูมีอะไรก็ถามมาเลยฉันรู้สึกเหมือนมีวาสนาบางอย่างกับเธอนะ ว่ามาเลย!”
ได้ยินหลงชิวเซิงพูดแบบนี้ โจวเทียนฉีก็โกรธจนเปล่งเสียงไม่ออก
สวี่ตงชี้ไปที่เครื่องลายครามในตู้กระจกแล้วพูดว่า “ผู้เฒ่าหลงเถ้าแก่หนิว เครื่องลายครามในตู้กระจกพวกนั้นน่าจะเป็ของมีค่า ผมอยากถามหน่อยของมีค่าต่างๆ จะมีพวกหมอกอย่างที่เปล่งแสงสีเขียวๆ ฟ้าๆ อยู่ด้วยหรือเปล่าครับ”
โจวเทียนฉีรีบด่าขึ้นมาทันควัน "ไร้สาระจริงๆ เด็กพูดจาส่งเดชเขียวๆ ฟ้าๆ อะไร รีบกลับไปซะ!"
หลงชิวเซิงโบกมือก่อนจะตอบด้วยรอยยิ้ม “คำพูดของเ้าหนูนี่น่าสนใจมากแต่ก็ไม่ถือว่าพูดส่งเดชบันทึกในหนังสือประวัติศาสตร์เขียนไว้ว่าสมบัติทั้งหลายล้วนเป็ของที่มีไอิญญาดั่งที่ว่ากันว่าไข่มุกมีแสงสว่าง สมบัติมีออร่าสมบัติที่มีไอิญญาจะมีแสงสว่างหรือมีออร่าสมบัติ ถึงมีคำพูดเกี่ยวกับออร่าอัญมณีแห่งชีวิตแน่นอนว่านี่เป็เพียงตำนาน และคนที่มองเห็นออร่าอัญมณีแห่งชีวิตนั้นคงหายากมากแล้ว!”
สวี่ตงฟังคำพูดของหลงชิวเซิงแล้วพลันใจสั่นสิ่งที่เขามองเห็นหรือว่าจะเป็ 'ออร่าสมบัติ'
หากมองเห็น 'ออร่าสมบัติ' อะไรนั่นได้จริงเช่นนั้นก็เป็ไปได้ว่าเขาเห็นเพียงคนเดียว หากผู้เฒ่าหลงมองเห็นหมอกสีเขียวสีเหลืองด้วยเหมือนกันย่อมไม่มีทางที่จะเก็บงำเอาไว้ส่วนหนิวเซี่ยงตงกับลุงเขยหากว่ามองเห็นเหมือนกันละก็ ทำไมพวกเขากลับไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลยก็เป็ไปได้ว่ามองไม่เห็นเป็หมอกสีๆ แบบนี้!
ถึงแม้สวี่ตงจะมีชีวิตลำบากยากเข็ญ อายุก็ยังน้อย แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาโง่เื่ 'หมอกสีเขียว' กับ 'หมอกสีเหลือง' นี่เขาแค่คาดเดาอยู่ในใจไม่คิดจะพูดออกมา หากมีเขาเห็นเพียงคนเดียว เขายิ่งจะไม่พูดแน่นอนหากเขามีความสามารถเช่นนี้ ต่อให้ลุงไล่เขาออกจากบ้าน เขาก็ไม่กลัวว่าจะหาเลี้ยงชีพไม่ได้ไม่ว่าเขาจะเป็คนเดียวที่เห็น 'ออร่าสมบัติ' นี้หรือไม่ก็ยัง้าการยืนยันที่ชัดเจน
หนิวเซี่ยงตงหัวเราะ ฮ่าๆ "เสี่ยวสวี่ เธอนี่เจ๋งมากร้านของฉันก็มีแค่สามอย่างนี้ที่เอาไว้เชิดหน้าชูตาที่เหลือล้วนเป็ของอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ โรงรับจำนำของฉันเอาไปเทียบกับที่อื่นไม่ได้หรอกของเบ็ดเตล็ดอะไรก็รับหมด ใช้ชีวิตก็ลำบาก เธออายุเท่านี้แต่สายตาเฉียบคมนักแวบเดียวก็มองออกแล้ว!"
หลงชิวเซิงก็ค่อนข้างประหลาดใจ เขายิ้มแล้วกวักมือเรียกสวี่ตง"เ้าหนู มานี่สิ!"
สวี่ตงเดินมายืนตรงหน้าเขา หลงชิวเซิงปลดสร้อยประคำสีเข้มจากข้อมือซึ่งมีสีคล้ายกับเส้นที่เพิ่งขายให้เขาเมื่อครู่จากนั้นถอดแหวนหยกสีเขียวออกจากนิ้วชี้ข้างซ้าย ก่อนจะพูดกับสวี่ตงว่า"เ้าหนู เธอสายตาเฉียบแหลมนัก งั้นลองดูนี่ซิ ของสองอย่างของฉันนี่เธอคิดว่าอย่างไร"
สร้อยประคำของหลงชิวเซิงเส้นนี้ก็เหมือนจะมีกลิ่นหอม ดมแล้วรู้สึกสบายดูไม่ต่างจากเส้นที่เขาขายให้สักเท่าไร แหวนวงนั้นยิ่งดูใสแวววาว สีสันสวยงามน่าดึงดูดจากฐานะของหลงชิวเซิงแล้วย่อมไม่ใช่ของ “ไม่ดี”
แต่สวี่ตงยังลังเลอยู่เล็กน้อย เนื่องจากของสองสิ่งนี้ไม่มี ‘หมอก’ ปรากฏให้เห็นเลยทำไมหมอกสีเหลืองบนเครื่องลายครามสามชิ้นนั้นกับหมอกสีเขียวบนลูกประคำถึงไม่เหมือนกันนั้นเขาก็ยังไม่รู้ แต่ดูเหมือนสิ่งของที่มี ‘หมอก’ จะมีมูลค่ามากกว่า ข้อนี้เป็เื่จริง
หนิวเซี่ยงตงกับโจวเทียนฉีเห็นสวี่ตงครุ่นคิดก็รีบสุมหัวเพื่อจับสังเกตทั้งสองมองอยู่พักหนึ่งก็พากันพยักหน้า หนิวเซี่ยงตงนำสร้อยประคำใส่ลงในอ่างสร้อยลูกประคำเส้นนั้นแกว่งไปมาบนผิวน้ำเล็กน้อยก่อนจะจมลงไป
[1] ราชสีห์อ้าปากกว้าง หมายถึง ราคาสูงเกินไป
[2] เอาความแก่ขายความแก่ หมายถึงใช้ความาุโเอาเปรียบคนอายุน้อยกว่า
[3] โชคขี้หมา หมายถึง โชคที่ได้มาโดยบังเอิญมักใช้ในเชิงประชด