อาร์วินก้าวขึ้นมาบนรถม้าเพื่อรายงานสิ่งที่ได้มา ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับทริสตันอีกครั้ง เขากลับรู้สึกถึงรังสีคุกคามจนอดหวาดหวั่นอยู่ในใจไม่ได้ แม้จะพยายามคุมเสียงไม่ให้สั่นแต่ความประหม่าก็ยังเล็ดลอดออกมา “ท่านทริสตัน ผู้น้อยได้ข้อมูลมาครบถ้วนแล้วครับ... กลุ่มที่มาปล้นพวกเราคือแก๊งงูแดงและแก๊งฉลามดำ ซึ่งเป็กลุ่มโจรที่มีอิทธิพลในเมืองโอคเฮเวน แต่สิ่งที่น่าตระหนกยิ่งกว่าคือ ทั้งสองแก๊งต่างมีผู้อยู่เื้ัคนเดียวกันครับ!”
ทริสตันขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ แววตาของเขาฉายแววครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเป็เชิงให้อีกฝ่ายรายงานรายละเอียดต่อไป
“ผู้อยู่เื้ัที่คอยเกื้อหนุนทั้งสองแก๊งนี้ก็คือรองผู้ว่าการเมือง นามว่า คอร์วัส บาโธรี ครับ... ในยามปกติกลุ่มโจรพวกนี้มักสร้างความเดือดร้อนไปทั่วเมือง ทั้งข่มเหงและปล้นชิงชาวบ้านโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย และหากพวกมันเล็งเห็นขบวนสินค้าใดที่ดูมีค่าข้ามเขตเมืองออกไป พวกมันก็จะออกล่าและปล้นสดมภ์เช่นที่ทำกับพวกเรา ซึ่งสาเหตุที่พวกมันลำพองได้ถึงเพียงนี้ ก็เพราะมีรองผู้ว่าการผู้นี้คอยหนุนหลังและให้ท้ายอยู่นั่นเอง”
กิเซลล์ที่นั่งฟังอยู่ถึงกับสีหน้ามืดมนลงด้วยความโกรธเกรี้ยว ก่อนจะสบถออกมาอย่างเหลืออด “ช่างเป็เื่ที่น่าอัปยศสิ้นดี! ผู้ที่ครองตำแหน่งสูงส่งเช่นนั้นแทนที่จะปกป้องประชาชนและกำจัดโจร ดันกลับกลายเป็หัวหน้าโจรเสียเอง! แล้วผู้ว่าการเมืองนี้มัวทำอะไรอยู่ เหตุใดจึงปล่อยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาก่อเื่ระยำเช่นนี้ได้!” ยิ่งพูดอารมณ์ของเธอก็ยิ่งเดือดพล่าน เพราะการกระทำนี้ถือเป็การเหยียบย่ำเกียรติยศของครองตำแหน่งนี้อย่างรุนแรง เธอตั้งมั่นในใจว่าจะเขียนรายงานเื่นี้แล้วส่งให้ท่านพ่อทราบ เพื่อยื่นเื่ต่อองค์าาวินด์สเกลให้ลงโทษคนชั่วพวกนี้อย่างสาสม
ทริสตันถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยหน่ายพลางโบกมือเป็เชิงให้อาร์วินออกไปจัดการหน้าที่ต่อ เมื่อเหลือเพียงเขากับกิเซลล์ที่ยังคงแสดงสีหน้าบึ้งตึงด้วยความขุ่นเคือง ชายหนุ่มก็ขยับยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าหนักแน่น “กิเซลล์... เราขอให้คำมั่นแก่เ้า ในดินแดนของทริสตัน วินด์สเกล จะไม่มีวันเกิดเื่ฉาวโฉ่เช่นนี้ขึ้นอย่างเด็ดขาด และหากใครบังอาจฝ่าฝืน เราจะเป็ผู้ลงโทษพวกมันอย่างสถานหนักด้วยมือของเราเอง เราขอเอาเกียรติเป็ประกันในคำสัญญานี้”
คำพูดของชายหนุ่มทำให้ใบหน้าของกิเซลล์ร้อนผ่าวและขึ้นสีระเรื่ออย่างไม่อาจควบคุม แม้ยังไม่อาจรู้ได้ว่าอนาคตจะเป็เช่นไร แต่เธอก็โน้มกายลงแสดงความเคารพอย่างสูงสุด ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นสัตย์จริง “ผู้น้อย กิเซลล์ ซันสกาย... ขอเอาศักดิ์ศรีของตนเป็ประกัน ตราบใดที่ท่านยังรักษาคำมั่นสัญญา ผู้น้อยก็ยินดีจะถวายความภักดีต่อท่านทริสตัน วินด์สเกล ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ต่อให้ต้องแลกด้วยความตาย ผู้น้อยก็หาได้นึกเสียใจไม่!”
ทริสตันเผยรอยยิ้มออกมาด้วยความพอใจ เพราะเขารู้ดีว่าแม้ก่อนหน้านี้กิเซลล์จะยอมมารับใช้ แต่ในใจของเธอกลับไร้ซึ่งความเคารพศรัทธาในตัวเขา ทว่าเมื่อเธอเอ่ยคำสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าเช่นนี้ ก็เท่ากับว่ากิเซลล์ ซันสกาย ได้มอบกายถวายชีวิตรับใช้เขาอย่างสมบูรณ์แล้ว ส่วนเื่คำมั่นสัญญาที่ให้ไว้นั้น เขามั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าตนเองย่อมทำได้อย่างที่ลั่นวาจาไว้แน่นอน
ใน่บ่ายของวันที่ยี่สิบเก้าแห่งการเดินทาง ในที่สุดขบวนรถม้าก็มาถึงชายแดนของซิลเวอร์เรส ภาพของป่าทึบและทิวเขาสลับซับซ้อนปรากฏขึ้นสู่สายตา ทว่าทริสตันกลับยังไม่รีบร้อนที่จะเข้าเมือง เขาออกคำสั่งให้กระจายกำลังสำรวจสภาพแวดล้อมและชัยภูมิโดยรอบเพื่อใช้ในการวางรากฐานแผนการในอนาคต จนกระทั่งตะวันเริ่มตกดิน อาร์วินจึงส่งทหารม้าเร็วล่วงหน้าไปแจ้งต่อผู้ว่าการเมืองคนปัจจุบัน ให้เตรียมการต้อนรับ 'ผู้ปกครองคนใหม่' ที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า
ทว่าเมื่อขบวนรถม้าเดินทางมาถึงหน้าประตูเมือง สิ่งที่รอต้อนรับพวกเขากลับไม่ใช่การต้อนรับอันโอ่อ่าสมเกียรติ แต่เป็ความเงียบสงัดที่ชวนให้สันหลังวาบ เบื้องหน้ามีเพียงชายชราท่าทางร่วงโรยที่คาดว่าเป็ผู้ว่าการคนปัจจุบัน ยืนโดดอยู่ด้านหน้าพร้อมกับกลุ่มชายฉกรรจ์อีกเพียงสิบคนในสภาพมอมแมมยืนอยู่ด้านหลังชายชรา ทันทีที่ชายชราเห็นทริสตันผู้ซึ่งบัดนี้เผยใบหน้าอันหล่อเหลาและคมคายไร้หน้ากากบดบัง ท่ามกลางวงล้อมของทหารที่เปี่ยมด้วยความยำเกรง เขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าบุรุษผู้นี้คือผู้ปกครองคนใหม่ที่มาเพื่อกุมชะตาของซิลเวอร์เรส
“ผู้น้อย ออสริค วลาด... ในนามผู้ว่าการเมืองซิลเวอร์เรส ขอต้อนรับท่านผู้ปกครองคนใหม่ด้วยความยินดียิ่ง” ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าพลางโน้มกายแสดงความเคารพอย่างนอบน้อม ทริสตันนิ่งฟังก่อนจะโบกมือให้สัญญาณแก่ทหารข้างกาย ทันใดนั้น ม้วนประกาศสิทธิ์ดินแดนซิลเวอร์เรสก็ถูกคลี่กางออก เผยให้เห็นลายเซ็นและตราประทับขององค์จักรพรรดิธีโอดอร์ที่แปด เคียงคู่กับลายเซ็นและตราประทับอันศักดิ์สิทธิ์ของาาวินด์สเกล ทริสตันจ้องมองไปยังบุรุษเบื้องหน้าด้วยสายตาที่ทรงพลัง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานและเฉียบขาด
“เรา... ทริสตัน วินด์สเกล บุตรลำดับที่สี่แห่งาาวินด์สเกล บัดนี้ได้เดินทางมาถึงเพื่อรับตำแหน่งผู้ปกครองแห่งซิลเวอร์เรสอย่างเป็ทางการ เราหวังเป็อย่างยิ่งว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายในดินแดนแห่งนี้ จะให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามบัญชาของเรา เพื่อนำพาเมืองนี้ไปสู่ความรุ่งเรืองสืบไป”
เมื่อได้เห็นตราสารสิทธิดินแดนและฟังถ้อยคำประกาศอันทรงอำนาจ ออสริคและกลุ่มชายทั้งสิบก็ไม่อาจรีรอชักช้า พวกเขารีบทิ้งตัวลงคุกเข่ากับพื้นดินอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะขานรับด้วยเสียงอันดัง “ผู้น้อยทั้งหลาย ยินดีน้อมรับบัญชาและขอถวายความสัตย์ปฏิญาณว่าจะจงรักภักดีต่อท่านทริสตัน วินด์สเกล เพื่อร่วมกันปกครองและกอบกู้ซิลเวอร์เรสสืบไป!”
ทริสตันพยักหน้าตอบรับพลางเอ่ยด้วยเสียงเรียบ “เอาละ พวกเ้าลุกขึ้นเถิด” จากนั้นเขาจึงให้ออสริคนำทางเข้าไปสำรวจภายในเมือง ทว่าเพียงก้าวแรกที่ัับรรยากาศด้านใน ชายหนุ่มถึงกับชะงักไปด้วยความตกตะลึงจนพูดไม่ออก แม้เขาจะตระเตรียมใจเผชิญกับความยากลำบากมาบ้างแล้ว แต่สภาพความเสื่อมโทรมที่ปรากฏแก่สายตานั้น กลับย่ำแย่และเลวร้ายกว่าที่เขาจินตนาการไว้หลายเท่าตัวนัก
ทันทีที่ย่างกรายเข้าไป กลิ่นคาวคลุ้งของขยะและสิ่งปฏิกูลที่ถูกทิ้งขว้างอย่างไร้ทิศทางก็พุ่งเข้าโสตประสาทอย่างรุนแรง ทั่วทั้งทางเดินเต็มไปด้วยหนูและแมลงวันไต่ตอมซากความเน่าเฟะที่ปราศจากการจัดการ ชาวเมืองที่เดินผ่านไปมามีสภาพซูบผอมจนติดกระดูก เนื้อตัวและเสื้อผ้ากรังไปด้วยคราบสกปรก พวกเขาจ้องมองผู้ปกครองคนใหม่ด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งการแสดงความเคารพหรือยินดีใด ๆ ราวกับว่าจิติญญาของพวกเขาได้แตกสลายและหมดสิ้นศรัทธาต่อทุกสิ่งบนโลกนี้ไปเสียแล้ว
ทริสตันยืนนิ่งตัวแข็งทื่ออยู่ท่ามกลางกลิ่นอายแห่งความเสื่อมโทรม สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็เคร่งเครียดจนถึงขีดสุด มือทั้งสองข้างกำหมัดแน่นจนสั่นสะท้านด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ไม่ใช่เพียงทริสตันเท่านั้นที่ตกตะลึง ทั้งกิเซลล์ อาร์วิน รวมถึงเหล่าทหารติดตามต่างก็นิ่งอึ้งไปตาม ๆ กัน พวกเขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าดินแดนในปกครองแห่งนี้จะถูกปล่อยให้ทรุดโทรมจนเข้าขั้นวิกฤตได้ถึงเพียงนี้
ทริสตันหรี่ตาลง จ้องมองออสริคด้วยสายตาเย็นเยียบจนอีกฝ่ายััได้ถึงไอสังหารและเริ่มสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว ชายชรารีบทิ้งตัวลงคุกเข่ากับพื้นพลางละล่ำละลักตอบด้วยเสียงสั่นเครือ “ผู้... ผู้น้อยพยายามอย่างสุดความสามารถแล้วครับท่าน แต่ปัญหาเหล่านี้มัน... มันเกินกำลังที่จะแก้ไขได้จริงๆ” ออสริคก้มหน้าจนชิดอก ร่างกายสั่นเทาราวกับลูกนกท่ามกลางพายุ ทริสตันนิ่งฟังก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นทว่าบาดลึก “งั้นเ้าบอกเรามา ประชากรที่เหลืออยู่ในเมืองนี้มีทั้งหมดกี่คน... แบ่งเป็ชายและหญิงอย่างละเท่าไหร่”
ออสริคนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งด้วยท่าทีอึกอัก ก่อนจะละล่ำละลักตอบออกมาอย่างไม่มั่นใจ “น่า... น่าจะราวหนึ่งถึงสองพันคนครับท่าน” สิ้นคำรายงานอันกำกวม ทริสตันก็วาดเท้าถีบเข้ากลางอกของชายชราอย่างแรงจนอีกฝ่ายกระเด็นไปตามแรงปะทะและร้องออกมาด้วยความเ็ป ทริสตันก้าวเข้าไปหาพลางก้มมองด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยรังสีอำนาจ
เขาเค้นเสียงตวาดลั่น “ไอ้เศษสวะ! เ้าปล่อยให้เมืองพินาศถึงเพียงนี้ได้อย่างไร แม้แต่จำนวนประชาชนเ้าก็ยังไม่มีปัญญาจะรู้ ที่ผ่านมาเ้ามัวมุดหัวทำระยำอะไรอยู่!” ยิ่งตวาด เสียงของเขาก็ยิ่งดังกังวานข่มขวัญไปทั่วบริเวณ ทำให้ออสริคตอนนี้ได้แต่หมอบราบกับพื้น ร่างกายสั่นเทาราวกับคนเสียสติพลางแหกปากร้องขอชีวิตอย่างน่าเวทนา ส่วนชายฉกรรจ์สิบคนได้แต่ยืนตัวสั่นไม่กล้าขยับเขยื้อน
หลังจากะเิโทสะออกมา ทริสตันก็พยายามข่มอารมณ์ให้สงบลง อันที่จริงเขาตั้งใจจะปฏิบัติต่ออดีตผู้ว่าการอย่างให้เกียรติหากอีกฝ่ายยอมสยบอยู่แทบเท้า ทว่าเขากลับคาดไม่ถึงว่าความจริงจะเน่าเฟะถึงเพียงนี้ สิ่งที่ทำให้เขาถึงกับฟิวส์ขาดคือความละเลยอย่างร้ายแรง แม้แต่จำนวนประชาชนตอนนี้ ออสริคยังไม่อาจตอบได้ ซึ่งสะท้อนว่าที่ผ่านมาอีกฝ่ายหาได้ใยดีในชีวิตของผู้คนเลยแม้แต่น้อย สภาพแวดล้อมของเมืองตอนนี้ก็เป็สิ่งที่พิสูจน์เื่นี้ได้ แม้การลงมือครั้งนี้จะดูรุนแรงไปบ้าง แต่ทริสตันหาได้นึกเสียใจไม่ เพราะในเมื่อดินแดนแห่งนี้อยู่ภายใต้บัญชาของเขาโดยสมบูรณ์ เขาย่อมมีสิทธิ์ขาดในการลงโทษผู้ใต้บังคับบัญชาที่กระทำความผิดอย่างประจักษ์ชัดเช่นนี้ได้
ทริสตันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเข้มที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ “ออสริค... เ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าความผิดของเ้าคืออะไร” ชายชราที่ได้ยินเช่นนั้นก็ละล่ำละลักตอบกลับด้วยความลนลาน “ผุ้น้อยทราบแล้วครับท่าน! ผู้น้อยขอน้อมรับผิด... ความไร้ความสามารถของผู้น้อยเองที่ปล่อยปะละเลยให้บ้านเมืองต้องตกอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมถึงเพียงนี้!”