เย็นวันศุกร์ โต๊ะอาหารของคุณยายเต็มไปด้วยอาหารมังสะวิรัติที่จัดวางบนชุดถ้วยชามสวยงามพิเศษต้อนรับครอบครัวลูกสาวและลูกชาย ทุกคนรับประทานอาหารเย็นอย่างสดชื่น พูดคุยอย่างสนุกสนาน มีเพียงบุ๋นคนเดียวที่นั่งหน้าบึ้ง ๆ ทำปากจู๋ไม่สบอารมณ์เท่าไร
“น้องบุ๋นกินข้าวน้อยจัง” ป้าทิพย์แซว เพราะรู้ว่าปกติบุ๋นกินข้าวเยอะมาก
“มีกับข้าวแค่อย่างเดียวที่ถูกปาก บุ๋นกินไม่ได้เยอะหรอกป้าทิพย์ บุ๋นกินไข่ลูกเขยไปสามลูกแล้ว” บุ๋นตอบเบื่อๆ
“ต้องขอบคุณคุณยายนะที่ไปเพิ่มไข่ลูกเขยน่ะ ไม่งั้นมีหวังบุ๋นหิวตายแน่”
ทุกคนพากันหัวเราะ หมอพรชัย พ่อของบุ๋นบอกว่า “เดี๋ยวพ่อแวะซื้อปีกไก่ทอดให้กินเพิ่มนะบุ๋น”
แม่ของบุ๋นพูดต่อว่า “กินน้อยลงทุกมื้อเย็นวันศุกร์ก็ดีนะน้องบุ๋น จะได้ไม่อ้วนเกินไป”
“บุ๋นกินเยอะ แต่ก็ทำงานเยอะนะแม่ บุ๋นว่าบุ๋นยังไม่อ้วนเท่าไรเลย” บุ๋นน้ำหนักตัว 95 กก. สูง 180 ซม. เลยดูท้วม ๆ
“จะรอให้อ้วนมากกว่านี้แล้วค่อยลด จะต้องอดมากกว่านี้อีกนะน้องบุ๋น” แม่บุ๋นเตือน
คุณยายเสริมขึ้น “ยายก็อยากเพิ่มอาหารเนื้อหมูเนื้อไก่ให้บุ๋นนะลูก แต่พี่หวันเขาเหม็นกลิ่นเนื้อสัตว์น่ะ เห็นใจพี่เขาหน่อยนะ”
“บุ๋นทราบครับคุณยาย เดี๋ยวบุ๋นแวะกินปีกไก่ทอดก็อิ่มแล้วครับ”
ป้าทิพย์ถามแม่ของหวันว่า “นี่อุ๊ แกเคยเห็นอาจารย์วิชชาที่โรงเรียนน้องหวันน้องบุ๋นหรือเปล่า?”
“เคยสิพี่ทิพย์ เคยเห็นตอนปฐมนิเทศเมื่อหวันเข้าเรียนชั้นม.1 ประมาณห้าปีที่แล้ว” ดร. พรอุไร แม่ของหวันตอบ
“หน้าตาเป็ยังไงหรือ?” ป้าทิพย์ถามความเห็นจากแม่ของหวัน
“โอ๊ย หล่อเท่ห์เชียวนะพี่ทิพย์ อายุตอนนั้นห้าสิบกว่าแล้ว แต่ยังดูหนุ่มอยู่เลย รักษาหุ่นน่าดู อาจารย์คนนี้นะ ยิ่งอายุมาก ยิ่งดูเด็ก เห็นหวันเล่าว่าแกออกกำลังกายทุกเช้า กินข้าววันละสองมื้อ แล้วก็บำเพ็ญประโยชน์เสมอ อารมณ์แจ่มใสตลอด อีกอย่างไม่มีครอบครัวอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีใครกวนใจให้อารมณ์เสีย นี่ไง สงสัยนี่จะเป็เคล็ดลับชีวิตะ” แม่ของหวันหัวเราะ แต่พ่อของหวันแอบเหล่ตามอง
“แหม แกนี่รู้ละเอียดเชียว รู้มาได้ไงนี่?” ป้าทิพย์หยอกแม่
“ก็ยัยหวันมาเล่าให้ฟังน่ะสิคะ น่าเสียดายที่ตอนนั้นโรงเรียนเขายุบประถมไปก่อน อุ๊เลยไม่ได้เรียนที่นี่ ไม่งั้นคงได้เห็นอาจารย์วิชชาั้แ่ตอนนั้นแล้ว”
“ยัยหวันดูท่าจะสนิทสนมกับอาจารย์คนนี้มากนะ ถึงได้รู้เื่อาจารย์ละเอียดยิบ” ป้าทิพย์หันมาทางหวัน
“เปล่าค่ะ เพื่อนหวันเขาเล่าให้ฟังอีกที” หวันบอก
“ใครหรือ กระปุกน่ะหรือ? เด็กคนนี้เห็นเงียบๆ แต่พออยู่กันเองเพื่อนฝูง สงสัยจะคุยจ้อ” แม่ของหวันถาม
“ไม่ใช่กระปุกหรอกค่ะ เพื่อนคนที่สนิทกับอาจารย์ที่สุดเล่าให้ฟัง ชื่อแฮ็มกะแป็ง” หวันคุย
“ชื่ออะไรนะ แฮ็ม หรือ แป็ง?” ป้าทิพย์ถาม
“ชื่อแฮ็มกะแป็งค่ะ”
“เพื่อนคนเดียวหรือสองคน” น้าชัยหรือพรชัย พ่อของบุ๋นซึ่งฟังคำสนทนาอยู่ ถามแทรกขึ้นมาด้วยความสงสัย
“คนเดียวชื่อแฮ็มกะแป็งค่ะน้าชัย เขาเล่าให้ฟังว่าตอนแม่ท้องลูกคนแรก พ่อเขาอยากตั้งชื่อลูกว่าแฮ็ม แต่แม่อยากตั้งชื่อลูกว่าแป็ง ปรากฏว่าแท้งคนแรกไป ต่อมาท้องเขา พอคลอดออกมา หมอบอกว่าต่อไปแม่จะมีลูกยาก พ่อแม่เลยให้ชื่อลูกคนเดียวว่าแฮ็มกะแป็ง”
“เออ ชื่อแปลกดี เป็ลูกโทนเหมือนกัน” พ่อของบุ๋นตั้งข้อสังเกต “รู้สึกแก็งค์เพื่อนยัยหวันกับเ้าบุ๋น จะเป็ลูกโทนทั้งนั้น”
“พวกลูกโทนก็มีกันแค่นี้แหละพ่อ” บุ๋นพูดขึ้นบ้าง ปกติจะพูดมาก แต่วันนี้หิวตาลายเลยพูดน้อย “กระปุก เพื่อนพี่หวันก็มีน้องสาว”
“ก็มีอาเธอร์เพื่อนแก๊งค์บุ๋นอีกคนไง ลูกโทนเหมือนกัน” หวันบอก
“เออใช่ ลืมอาเธอร์ไปได้ไงเรา” บุ๋นคงหิวจนหัวสมองเพลีย
แม่ของหวันบอกว่า “อันที่จริง อุ๊ก็อยากมีลูกอีกคนเหมือนกัน แต่มียากเหลือเกิน อุ๊มักจะฝันว่าตัวเองมีลูกชายอีกคนหนึ่ง เหมือนเด็กจีน เป็ตี๋น้อยตัวขาวจ้ำม่ำน่ารักเหลือเกิน เมื่อคืนก็ยังฝัน แต่ฝันเห็นเขาโตเป็หนุ่มแล้ว”
น้าชัยแซวแม่ของหวัน “แหมพี่อุ๊ ชอบบอกว่าฝันอยากมีลูกชาย เดี๋ยวยัยหวันก็อิจฉาแย่หรอก”
แม่ของหวันรีบปฏิเสธ “เปล่าย่ะ พี่ไม่ได้บอกว่าอยากได้ลูกชาย พี่แค่บอกว่าพี่อยากมีลูกอีกคนหนึ่ง เป็ผู้หญิงพี่ก็เอา พี่น่ะรักลูกสาวจะตาย แล้วนั่นก็แค่ความฝันเท่านั้น”
หวันหัวเราะ “คุณแม่ขา หวันไม่ได้รู้สึกน้อยใจสักหน่อย คุณแม่แก้ตัวใหญ่เลย”