มู่กุ้ยอิงลงมืออ่านคำทำนายของเฉินซี่ยี่อาจารย์ของนางต่อโดยมีหยาง เวิ่นกวงบุตรชายบุญธรรมยืนดูอยู่ข้าง ๆ มันมีความกระตือรือร้นมากกว่ามารดาของมันเสียอีก คำทำนายที่เหลือมีใจความดังนี้
ในเมื่อเ้าเลือกที่จะอ่านต่อก็จงยอมรับในคำทำนายให้ดี อันดับแรกในการที่จะกอบกู้ตระกูลหยางให้กลับมารุ่งเรืองเหมือนเดิมนั้น จำเป็จะต้องใช้ ดวงของ เวิ่นกวง บุตรชายบุญธรรมของเ้า กับดวงของตัวเ้าเองมาทำพิธีบางอย่างรวมกัน เดิมที่ในชาติก่อนพวกเ้านั้นหาใช่แม่ลูกกันไม่ แต่เป็คู่ผัวเมีย ชาตินี้ดวงบารมีจึงยังเกื้อหนุนส่งเสริมกัน หากอีกสามเดือน ในคืนพระจันทร์เต็มดวง พวกเ้าได้ผูกด้ายแดง ไหว้ฟ้าดิน และหลับนอนเตียงเดียวกันในคืนส่งตัวเข้าหอ ดวงบารมีของเวิ่นกวงก็จะรุ่งโรจน์โชติ่ถึงขีดสุด จนสามารถกอบกู้ชื่อเสียงของตระกูลหยางกลับมาได้..
พอกุ้ยอิงอ่านจบสีหน้าของนางก็พลันแดงก่ำด้วยความอาย เวิ่นกวงก็เช่นกัน ทั้งสองต่างนิ่งเงียบไปสักพักก่อนที่กุ้ยอิงจะเก็บม้วนกระดาษในมือ และไม่ได้เอ่ยอันใดออกมา ผิดกับเวิ่นกวงที่คิดจะพูดบางอย่างขึ้น
"ท่านแม่ข้า…" แต่ไม่ทันจะกล่าวจบสายตาอันแข็งกร้าวของกุ้ยอิงก็มองมาที่เวิ่นกวง ก่อนที่นางจะพูดขัดมัน
"หยุดเลยนะเวิ่นกวง แม่รู้นะว่าเ้าจะพูดอันใด อย่าแม้แต่จะคิดเด็ดขาด ถึงวิธีนั้นมันจะกอบกู้ตระกูลหยางได้ก็ตาม" กุ้ยอิงยืนยันเสียงแข็งว่านางจะไม่ทำตามคำทำนายของเฉินซี่ยี่แน่ เวิ่นกวงดูจะหัวเสียเป็อย่างมาก
"เพราะเหตุใดกันเล่าท่านแม่ นี่เป็หนทางเดียวที่จะกอบกู้ตระกูลของเรามิใช่หรือ" เวิ่นกวงพูดเสียงดังออกมามากกว่าทุกครั้งที่เคยพูดกับมารดาของมัน พอกุ้ยอิงได้ยินเช่นนั้นใบหน้าของนางก็แดงแปร๊ดด้วยความโกรธจัด ก่อนจะตวาดเวิ่นกวงกลับไปว่า
"ก็เพราะข้าเป็แม่บุญธรรมของเ้าอย่างไงล่ะ..!! แม่ลูกไหว้ฟ้าดิน เข้าหอนอนเตียงเดียวกัน เื่อุบาทว์ อัปรีย์ บัดสีเช่นนั้นใครจะไปทำได้แม้นเราจะไม่ได้มีสายเืเดียวกันก็ตาม"
แต่เวิ่นกวงก็ยังไม่ยอมแพ้มันกล่าวต่อว่า "ก็แค่ทำพิธีหลอก ๆ นอนกันหลอก ๆ ไม่เห็นมีอะไรเสียหาย แถมมิมีผู้ใดล่วงรู้ด้วย เหตุใดท่านแม่ถึงไม่ยอมทำเพื่อตระกูลกัน" พอกุ้ยอิงได้ยินแบบนั้นนางก็เงียบไม่ตอบอันใดกับเวิ่นกวง ก่อนที่นางจะเดินออกมาจากห้องของเฉินซี่ยี่ ไปดื้อ ๆ เวิ่นกวงใ และเจ็บใจมาก แต่มันก็ทำอันใดไม่ได้นอกจากเดินตามมารดาบุญธรรมของมันออกมาติด ๆ
เหตุผลที่กุ้ยอิงไม่ยอมทำตามที่เวิ่นกวง้า ก็เป็เพราะนางรู้ดีว่า การทำพิธีหลอก ๆ เช่นนั้นไม่เพียงพอจะทำให้ดวงบารมีของเวิ่นกวงพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดได้ หาก้าจะทำจริง ๆ ก็ต้องทำให้เหมือนคนที่เข้าหอกันทั่วไป หรือก็คือ….กุ้ยอิงต้องร่วมรักกับบุตรชายบุญธรรมของนางนั้นเอง...แล้วนางจะไปทำแบบนั้นได้อย่างไรกัน หากทำจริงก็คงอับอายจนไม่กล้ามีชีวิตอยู่ต่อ หรือตายก็ไม่อาจไปสู้หน้า หยาง จงเป่าสามีของนางในปรโลกได้
ยามนี้กุ้ยอิงชักไม่แน่ใจแล้วว่านี่คือคำทำนายของเฉินซี่ยี่แน่หรือไม่ หากเป็อาจารย์ของนางจริง ๆ เขาไม่น่าจะทิ้งคำทำนายอัปรีย์แบบนี้ไว้ให้ หรือนี่จะเป็แผนชั่วของใครบางคนที่ตามจองล้างจองผลาญนางอยู่กันแน่ และ คนผู้นั้นก็คงหนีไม่พ้น เยลูห้าวหนาน ศิษย์พี่ร่วมสำนักของนาง และมันนี่เอง ที่สังหาร เฉินซี่ยี่ อาจารย์ตัวเอง
หลังจากนั้น มู่กุ้ยอิง ก็มิได้เอ่ยถึงเื่คำทำนายนี่อีกเลย แถมยังงอนไม่พูดกับ เวิ่นกวงอีกด้วย ตลอดการเดินทางต่อ เวิ่นกวงได้แต่หมกมุ่นอยู่กับคำทำนายที่ได้อ่าน "ท่านแม่นะท่านแม่ ไม่เห็นเป็อะไร ก็แค่เข้าพิธีหลอกเอง ๆ ข้าก็ใช่ว่าจะไม่เคยนอนเตียงเดียวกับท่านเสียหน่อย ตอนข้ายังเป็ทารก ข้าก็เคยนอนดูดนมท่านจากอกมิใช่หรือ" เวิ่นกวงได้แต่พึมพำในใจก่อนจะมองไปที่มารดาของมันซึ่งกำลังนั่งพักเหนื่อยอยู่บนก้อนหินข้างลำธาร จากนั้นสายตาของเวิ่นกวงก็จับจ้องไปที่ทรวงอกอันอวบอิ่มของกุ้ยอิง ก่อนจะเผลอคิดอะไรบ้า ๆ บอ ๆ
"จะว่าไปหน้าอกของท่านแม่นี่ก็ใหญ่ใช่เล่น ภายในนั้นจะงดงามแค่ไหนกันนะ ข้าเองไม่เคยเห็นตอนยังเป็ทารกเสียด้วย รสชาติของมันจะเป็แบบไหน มันจะหวานเหมือนปทุมถันของสาว ๆ ในหอนางโลมที่ข้าเคยดูดเลียหรือไม่…" เวิ่นกวงตาลอยเคลิบเคลิ้มนึกไปถึงตอนที่มันใช้ปาก ใช้ลิ้นดูดเต้าขาว ของสตรีในหอนางโลมมากมาย จากนั้นภาพในหัวก็พลันเปลี่ยนไปเป็ร่างของกุ้ยอิงที่เปลือยอก และมีตัวมันกำลังใช้มือบีบเคล้น แถมดูดเต้านมคู่งามคู่นั้นอยู่..
พอคิดมาถึงตรงนี้เวิ่นกวงถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยความใก่อนจะอุทานออกมาเสียงดัง เหวอ กุ้ยอิงถึงกับหันมามองด้วยแววตานิ่งเรียบก่อนที่นางจะหันหน้าไปทางอื่น นี่แสดงว่านางยังเคืองบุตรชายอยู่ชัด ๆ ส่วนเวิ่นกวงก็ล้มเซก้นจ้ำเบ้าลงไปนั่งกองบนพื้นดิน เหงื่อกาฬของมันไหลเต็มหน้า "นี่ข้า…คิดระยำตำบอนอันใดกันเนี่ย นางเป็แม่ของข้านะ สงสัยข้าคงจะคิดฟุ้งซ่านมากไปหน่อย" เวิ่นกวงได้แต่ส่ายหัวไปมาก่อนจะสลัดความคิดต่ำ ๆ แบบนั้นทิ้งไป และกำลังจะลุกขึ้นปัดฝุ่น แต่ทว่า…
มันกลับรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่กำลังพองตัวแข็งก๋าอยู่ในกางเกงตรงหว่างขาของมัน เวิ่นกวงใหนักยิ่งกว่าเดิม ใช่แล้วมันคือ ทวนตระกูลหยางขนาด 8 ชุ่น (8 นิ้ว) ที่ยาวใหญ่ พอ ๆ กับของหยางจงเป่า บิดาบุญธรรมของมันนั้นเอง "แย่แล้วนี่ข้าเผลอตัวปล่อยให้เ้าทวนน้อยแข็งตัวได้อย่างไร แถมยามนี้ข้าก็มิอาจหลบไปรีดเร้นพิษมันได้เสียด้วย คงต้องนั่งอยู่แบบนี้รอให้มันสงบลงไปเองเสียแล้ว" เวิ่นกวงคิดในใจ แต่แล้วความซวยก็มาเยือนมามัน เมื่อ มู่กุ้ยอิงลุกขึ้นจากก้อนหิน ดูเหมือนนางจะหายเหนื่อยเป็ที่เรียบร้อย และกำลังจะเดินทางต่อ แล้วเวิ่นกวงจะทำเช่นไร ขืนลุกขึ้นยามนี้ เ้าทวนตรงเป้าคงได้ชี้โด่ต่อหน้าต่อตามารดาบุญธรรมของมันเป็แน่แท้..
จบบทที่ 2
บทต่อไป โรงเตี๊ยม กลางป่า