“…วิชาปราณปฐีเก้าั..”
เพียงแค่เทียนหลงััแผ่นหยก เหมือนกับเล่นกลจากเดิมที่มีเพียงลวดลาย ัเก้าตัว จางๆบนแผ่นหยกกลับปรากฏเชื่อ วิขาปราณปฐีเก้าั เปล่งแสงสีแดงลอยเด่นขึ้นมา
จางเหว่ยยิ้มพลางกล่าวว่า “ถึงแม้ข้าเองก็ฝึกวิชาปราณปฐีเก้าัเช่นกันแต่ก็ได้รับการท่ายถอดตรงมาจากอาจารย์ ในบรรดาผู้พิทักษืโอสถต่างก็ฝึกปราณันี้แยกกันคนละธาตุไป ฮ่าๆๆๆ นี่ไม่ผิดจากเงื่อนไขแม้แต่น้อยแผ่นหยกนี้อยู่กับข้ามาหลายสิบปี ลูบคลำไม่รู้กี่ร้อยหน ยังไม่เคยปรากฏตัวอักษรหรือสิ่งใดนอกจาก รูปเก้าัอันเลือนรางที่มีมาแต่เดิมแล้ว ..ใช่เ้าจริงๆ..เมื่อเ้าได้อ่านคัมภีร์แล้ว ติดขัด ไม่เข้าใจจงมาถามข้า เื่แนวทางเบื้องต้นข้ามั่นใจว่า คงไม่แตกต่างกับวิชาปราณอื่นๆมากนัก หากแต่ฝึกถึงขั้นลีกล้ำขึ้นไปเ้าคงต้องพึ่งตัวเองแล้ว วันนี้ดึกแล้ว พรุ่งนี้เช้าเ้าค่อยเริ่มฝึกตอนบ่ายข้าจะสอนเ้าเื่ โอสถ ตอนนี้เ้าไปพักผ่อนเสียก่อน”
เทียนหลงเข้าห้องอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ เขาใจร้อนอยากเรียนวิชาเสียั้แ่บัดนี้ นอนพลิกซ้ายพลิกขวาอยู่เนิ่นนานทำอย่างไรก็นอนไม่หลับ จึงนำแผ่นหยกออกมาพิจารณาดู ั้แ่ได้รับมาเขายังไม่ได้ดูอย่างละเอียดเลยหลังจากดูอยู่พักใหญ่ เขาไม่เห็นอะไรเลย มันเป็แผ่นหยกสีขาวนวลเรียบสนิททั้ง สองข้างมีลายัเก้าตัวลางๆ อยู่บนผิวหยกด้านหนึ่ง ตอนนี้ไม่เห็นอักษรใดๆ แม้แต่ชื่อวิชาที่เปล่งแสงสีแดงในตอนที่เขาสัมผ้สหยกในคราแรกก็จางหายไป
ภายใต้แสงโคมเขาพลิกมันแล้วพลิกมันอีก ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น เอ...หรือเป็หมึก...ล่องหนต้องโดนความร้อน ขยับหมายจะนำหยกไปลนไฟ แต่หยุดคิดอีกรอบหนึ่ง...ถ้าลนไฟแล้ว แล้วชะงักเสียก่อนหวนคิดถ้าหากหยกเสียหายละ คงซวย...แน่!
เอางี้ ลองแช่น้ำดู..ก่อนก็แล้วกัน เทียนหลงถือแผ่นหยกออกจากกระท่อม คืนนี้เป็คือนเดือนมืด แต่อย่างโบราณว่าไว้ท้องฟ้ายิ่งมืดเท่าไร ยิ่งเห็นดาวชัดขึ้นเท่านั้น ...
บนท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดารา เปล่งแสงระยิบระยับส่องจนพื้นน้ำบนทะเลสาบหน้าบ้านเปล่งประกายออกมา แต่ในเวลานี้เขาไม่มีอารมณ์ชมดาวแล้ว เขาลองนำแผ่นหยกไปแช่น้ำ เงียบ....นอกจาก แผ่นหยกจะเย็นลงแล้ว ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เขารู้สึกโมโหตัวเองที่ไม่ถามให้ชัดเจนว่าจะอ่านวิชาจากแผ่นหยกอย่างไรนี่คงต้องถามในวันพรุ่งนี้แล้ว เดินคอตกหน้าม่อยกลับเข้าบ้าน ทันทีที่กลับเข้าห้อง หรือว่าต้องใช้พลังภายใน เทียนหลงจับแผ่นหยกนิ่ง พยายามจินตนาการว่าส่งพลังให้แผ่นหยก .... ..นิ่ง...เงียบเหมือนเดิม..ปัดโธ่เว้ย!! จ้องเขม็ง...พยายามเบ่งพลัง...อืบ...อึด...เบ่งจนหน้าเขียวคล้ำ..จนเกิดเสียง..ปู๊ด...หมายความว่าไง.ฟ่ะ!..ฮ้า...ยกมือปัดกลิ่น...หรือต้องทำอย่างอื่นๆอีก
เขาพยายาม คิด..คิด.คิดแต่ก็คิดไม่ออกว่าทำไง? นึกถึงคำพูดปู่จาง "เรียนพรุ่งนี้" เอ้า!ได้แต่ด่าตัวเองที่ใจร้อนยกแผ่นหยกโขกหัวตัวเอง เบาๆ...ทีหนึ่ง ทันใดนั้น เหมือน Line บนมือถือที่พึ่ง Online หลังอัดอั้นมานานข้อความและภาพอักษรมากมายไหลเข้ามาในสมองเขา เทียนหลง ใ ยกแผ่นหยกออกจากหัวเหมือน Line ถูกตัด InterNetConnection ข้อมูลหยุดการไหลทันทีคงมีข้อมูลที่เข้ามาแล้วค้างอยู่ในความทรงจำ อย่างชัดเจนหลังจากเม่อมองแผ่นหยกอยู่ครู่ ..ใช่แล้วต้องเอามาติดหัว...ลองอีกครั้ง ทีนี้เขาได้รับข้อมูลที่แจ่มชัดไหลเข้ามา..ผ่านไปชั่วครู่ก็หยุด เหมือนกับว่าข้อมูลได้ถูกส่งเข้ามาหมดแล้ว “หมดแล้วมั้ง” เขาคลำหัวตัวเองเบาๆ แล้ว เริ่มหัวเราะ...อิอิ..อย่างไง่งม
ทันทีที่หลับตาคิดถึงสิ่งที่เข้ามาในหัว เนื้อหาในคัมภีร์ก็ปรากฏขึ้นหลังจากอ่านข้อความซ้ำหลายๆครั้งก็พบว่าสามารถเลือกข้อความที่จะอ่านได้ด้วยความคิด ข้อมูลนี้ มีทั้งภาพและคำอธิบายไม่รู้ว่าภาษาอะไรแต่เขาเข้าใจอย่างชัดเจนเห็นได้ชัดว่านี่เป็คัมภีร์ที่ส่งข้อความด้วยจิต เนื้อหา่แรกเป็
ข้อกำหนด ปราณปฐีเก้าั
*ผู้ฝึกต้องไม่เคยฝึกวิถีกำลังภายในตามแนวทางของสำนักใดๆ ฝ่าฝืน..พิการ! ...
*ผู้ฝึกต้องไม่มีพลังวัตรด้านมืด ฝ่าฝืน..ตาย!
* ปราณปฐีต้องฝึกตามลำดับขั้นหากธาตุใดไม่สมบูรณ์พอ ไม่อาจฝืนฝีกปรือ เห็นคัมภีร์เท่าใดก็ฝึกได้เท่านั้น
* ...
ยังมีข้อห้ามอื่นๆ อีกหลายข้อ แต่เขาไม่อยู่ในข่ายใดๆเลยข้อมูลในแผ่นหยกมีความหมายชัดเจนเข้าใจง่าย
ปราณปฐีเป็วิชาพนึกพลังวัตรประกอบด้วย ขั้นปรับฐานพลัง และ ขั้นปราณัเก้าขั้น
ขั้นปรับฐานพลังวิถีัขนด มีสามขั้นคือ ขั้นแรก ขั้นกลางและขั้นสูง ผู้สำเร็จวิชานี้จะสามารถผนึกพลังปิดกั้นลมหายใจจากภายนอกเป็หายใจภายในมีพลังเพิ่มขึ้นสามาถแบกรับภาระน้ำหนักได้ หนึ่งพันกิโกรัม ร่างกายทนร้อนทนหนาว
สามารถแปรพลังวัตรพื้นฐานเป็พลังตามธาตุของผู้ฝึกปรือ ปรับพื้นฐานพลังแผ่ซ่านทั่วร่าง ร่างกายเกิดเกราะภายในสามารถสกัดรับการกระแทกทำร้าย ที่จู่โจมถึงอวัยวะภายในร่างผู้ฝึกจะสะสมพลังวัตรในอัตราทบทวีคูณ พลังวัตรไหลวนเปรียบดังัขนดตัว ที่สะสมพลังเตรียมทะยานฟ้า
เป็วิชาปรับพื้นฐานอธิบายโครงสร้างร่างกายมนุษย์ ตำแหน่งของจักราทั้งเจ็ด พื้นฐานจุดทั้งหมดบนร่างกายเส้นชีพจรปรกติจำนวนสิบสองเส้น และเส้นชีพจรพิสดารจำนวนแปดเส้นมีวิธีการสั่งสมพลังวัตร การชักนำพลังวัตรเพื่อโคจรพลังปราณแนะนำการโคจรพลังวัตรไปยังจุดต่างๆร่างกายตามแนวทางวิชา ัขนด เทียนหลงทำความเข้าใจคร่าวๆแล้วผ่านไปดู
ขั้นปราณัเก้า ขั้นในระดับนี้เทียนหลง เห็นแต่ชื่อ วิชาปราณปฐี ขั้นต่างๆ เก้าขั้น มีคำขยายสั้นๆว่าเป็วิถีการฝึกปราณตามพลังธาตุ เรียงตามขั้น
ขั้นที่หนึ่ง ัพสุธา(ธาตุดิน)
ขั้นที่สอง ัอัคนีพิโรจน์ (ธาตุไฟ)
ขั้นที่สามัเจ็ดคาบสมุทร (ธาตุน้ำ)
ขั้นที่สี่ ัพนาหวน(ธาตุไม้)
ขั้นที่ห้า ัเหินหาว(ธาตุลม)
ขั้นที่หก ันพรัตน์(ธาตุทอง)
ขั้นที่เจ็ดัน้ำแข็งา (ธาตุน้ำแข็ง)
ขั้นที่แปด ัคนองฟ้า(ธาตุสายฟ้า)
ขั้นที่เก้าัจักรพรรดิ์ท่องดารา (มิติธาตุ)
เขาเห็นเพียงเท่านี้พยายามเพ่งจิตเพื่อเปิดดู รายละเอียด พยายามเท่าไร ก็ไม่สามารถเปิดได้สุดท้ายถอดใจ ด้วยความสามารถของเขา ในตอนนี้คงไม่พอที่จะฝึกวิชาเหลานี้ได้แต่ยังมีความหวัง จากข้อกำหนดบนคัมภีร์ ถ้าฝึกไม่ได้จะไม่เห็นอะไรเลยแต่นี่เขาสามารถ เห็นขั้นวิชาได้ เพียงแต่ยังเข้าไปฝึกไม่ได้ ได้แต่คาดหวังว่าจะฝึกปรับฐานพลังวิถีัขนด ได้ในเร็ววันมาถึงตอนนี้ ก็ดึกมาแล้ววันพรุ่งนี้เขาจะเริ่มฝึก “วิถีัขนด”
เช้าวันนี้ หลังจากช่วยจางเหว่ย ทำงานบ้านเล็กๆน้อยๆเขาเริ่มฝึกวิถีัขนด ทำความเข้าใจกับโครงสร้างต่างๆ ตามที่คัมภีร์แนะนำจนเข้าใจและผ่านมาถึง ขั้นตอนการสะสมพลังวัตร เขาทำตามที่คัมภีร์แนะนำ ทุกประการตลอด่เช้า...เขานั่งนิ่งฝึกรวมพลังวัตร ..นิ่ง...นิ่ง... แต่กลับไม่เกิดอะไรขึ้นเลยไม่มีกลุ่มพลังปรากฏในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็ จุดตูฉี จุดมิ่งเหมิน หรือ บริเวณใดๆไม่มีกลุ่มพลังวัตร ตามที่ตำราบ่งบอก ....”ใจเย็นๆ...พึ่งเริ่มฝึกอาจต้องใช้เวลาสักพักใหญ่ๆ สักสองสามวัน ถ้ายังไม่ได้ค่อยถาม ปู่จางก็แล้วกัน”
ยามบ่ายวันนั้น จางเหว่ยก็เริ่มสอนความรู้ด้านสมุนไพรพื้นฐานการแบ่งประเภทของสมุนไพรทั่วไปนั้น แบ่งได้มากมายหลายชนิดสามารถแบ่งได้ตามธาตุของสมุนไพร หรือ ตามฤทธิ์ของสมุนไพรบางครั้งก็แบ่งกลุ่มตามตำหรับยาที่นำมาปรุง หรือแบ่งตามระดับพลังของสมุนไพรสรุปแล้ว สมุนไพร มีมากมายหลายประเภทยากที่เรียนรู้ได้หมดสิ้น
ส่วนต่างๆของสมุนไพรที่มาใช้งาน สามารถนำมาใช้ได้ ั้แ่ รากหรือหัว ลำต้น ใบ ดอก และ ผลสำหรับสมุนไพรทั่วไป ส่วนใหญ่มีอายุั้แ่หนึ่งปี จนถึงสิบปีก็สามารถนำมาใช้งานได้แล้วข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรมีมากมาย ต้องจำให้มั่นเช่น
รูปลักษณะของสมุนไพรต้องแม่นยำในลักษณะจำเพาะ สมุนไพรมีมากมายเป็หมื่นๆชนิดบางชนิดคล้ายกันจนยากจำแนกเช่น หญ้าดุสิตา กับ หญ้าตะขาบม่วงรูปร่างภายนอกเหมือนกันทุกอย่าง มีใบสีม่วง ต้นไม่มีกลิ่น ที่ต่างกันคือหญ้าดุสิตาจะมีจำนวนใบเป็เลขคี่เสมอ มีคุณสมบัติเสริมธาตุหยาง ส่วนหญ้าตะขาบม่วงจะมีใบเป็คู่เสมอและมีพิษร้ายถึงตาย
การขุดหรือเก็บสมุนไพรมีข้อระบุและข้อควรระวังแตกต่างกัน เช่นสมุนไพรประเภทรากบางชนิดหากขุดด้วยเสียมโลหะแล้วโลหะััถูกราก สมุนไพรอาจเสียในทันทีหากนำมาเข้าเครื่องยาอาจทำให้เป็พิษ ทำให้ถึงตายได้
ส่วนการเก็บรักษาสมุนไพร บางชนิดต้องนำมาตากแห้งเช่นหัวแก่นตะวันบางชนิดต้องแช่ไว้ในสุรา เช่นโสมประกายทอง บางชนิดเก็บไม่ได้ต้องเข้าเครื่องยาหรือหลอมโอสถในทันที
การนำมาสมุนไพรมาเข้าเครื่องยานอกจากลักษณะที่ระบุจำเพาะในตำรับเช่น ต้องใช้ กันเฉ่าอบแห้ง แต่ไปใช้กันเช่าสดก็จบกัน ยาที่ได้อาจมีคุณสมบัติไม่เป็ไปตามที่้าเลวร้ายถึงกับกลายเป็พิษ สัดส่วนต้องพอดีไม่ขาดไม่เกิน บางตำหรับยา พอขาดเกินได้บางตำรายาขาดเกินไปเล็กน้อยมีผลร้ายทันที เช่น ตำหรับยา ปรับหยางเทียมหยินแท้
ยาชนิดนี้เป็ตำหรับสำหรับปรับธาตุให้สมดุลในตำหรับยามีทั้งปรับหยางและหยิน โดยมุ่งเสริมหยางเป็หลักใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการหยางลอยขึ้น ภายในไอหยินเข้มข้น ร่างกายพร่องหยางหากผสมยาเสริมหยางน้อยไป จะกลายการเป็เสริมหยิน นั้นทำให้ป่วยหนักเพิ่มขึ้นไปอีก
จางเหว่ย อธิบายไปยกตัวอย่างไป ในบ้านมีสมุนไพรมากมาย หลังจาก อธิบายไปได้พักหนึ่ง ก็หันมาถามว่าเ้าสนใจ ยาอะไรเป็พิเศษ หรือเปล่า เทียนหลงตอบโดยไม่คิดว่า “สนใจยารักษา อาการาเ็ท่านปู่ใช้ยาอะไร จึงรักษาแผลของข้าได้เร็วปานนั้น” จางเหว่ยยิ่มแล้วตอบว่า “ต้องมีตำหรับยาดี และสมุนไพรวิเศษ ความรู้ที่ข้าสอนเ้าวันนี้ เป็ความรู้พื้นฐานเท่านั้นยังมีสมุนไพรที่มีคุณสมบัติพิเศษเหนือธรรมดา จัดอยู่ในกลุ่ม สมุนไพรวิเศษ และถึงกับมีสมุนไพรเทพที่เหนือชั้นขึ้นไปอีกเมื่อเ้าเรียนเื่สมุนไพรจนมีความรู้พอตัว ข้าถึงจะเริ่ม สอนให้เ้าตอนนี้เ้าต้องจดจำชื่อและ สรรพคุณของสมุนไพรทั่วไปให้ได้เสียก่อนเรื่มจากสมุนไพรในลานบ้านก็แล้วกัน เมื่อจำได้แม่นยำแล้ว ข้าจะพาเ้าไปเก็บสมุนไพร”
ผ่านไปกว่าสัปดาห์เทียนหลงเรียนรู้เื่สมุนไพรได้รวดเร็วยิ่งสามารถจำแนกสมุนไพรหลายพันชนิดที่มีในบ้านได้อย่างแม่นยำ แต่....ในส่วนของ ลมปราณ วิถีัขนดกลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ จนวันนี้ทนดันทุรังต่อไปไม่ไหว จริงๆ เอ่ยปากถาม ปู่จางเื่การพนึกพลังวัตร และการโคจรปราณัขนด
ปู่จางตรวจสอบพลังวัตรของเขาแล้ว ขมวดคิ้วพูดว่า “พลังวัตรของเ้า ยังคงเพิ่มขึ้นจากคราที่แล้วข้าว่าคงเป็่สะสมพลัง การที่เ้าไม่สามารถพนึกและชักนำพลังวัตรได้น่าจะเป็เื่ของระยะเวลา...วิถีของปราณัขนด ที่เป็วิชาฐานของปราณัเก้าปฐีนี้เป็ไปคนละแนวทางกับพื้นฐานปราณที่ข้าใช้ฝึกปรือเมื่อแรกเริ่มเรียนวรยุทธ์แต่เ้าไม่ต้องใจร้อน ตัวข้าเองขับคลื่นปราณได้เมื่อผ่านอายุสิบห้าปีไปแล้ว ขับเคลื่อนพลังปราณัธาตุไฟได้ครั้งแรกเมื่ออายุยี่สิบห้าปีเ้าพึ่งอายุเท่านี้แถมพึ่งเริ่มฝึกได้ อาทืตย์เดียว...ไม่ต้องกังวลไป..ฮ่าๆๆๆ…ใจเย็นๆ เ้าเด็กหัวร้อน”
“อีกสองวันข้าจะเข้าเมืองเอาสมุนไพรไปขาย ซื้อสเบียงและของใช้อื่นๆ เ้าตั้งใจฝึกถึงเวลาก็ไปในเมืองกับข้า”
เทียนหลงตาเป็ประกายแวววาว คิดในใจอย่างตื่นเต้นและเฝ้ารอ “ท่านปู่จะเข้าเมืองข้าจะได้เข้าเมือง.....เมืองแรกที่จะได้เห็นในโลกใหม่ บ้านเมืองจะเป็อย่างไรหนอ...ผู้คนจะน่ารักหรือเปล่า.....เมืองสุ่ย”