มิปรารถนาเป็นเซียน ไยเป็นเซียนแล้วต้องขี้หึงทุกวันเล่า (BL) (จบ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 34 การต่อสู้ของราชาผี

            โยวหยวนยิ้มหยันพลางกล่าว “ลำบากฉิงชางจวินแล้วที่เข้าใจได้ในที่สุด...แน่นอนว่าหากฉิงชางจวินยอมมอบวิญญาณของหลี่อวิ๋นเฉินออกมาในตอนนี้จะสะดวกกับพวกเราและข้าน้อยจะไม่ทำให้ฉิงชางจวินลำบากเช่นกัน ท่านไปตามทางของท่านส่วนข้าก็ไปตามทางของข้า ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน”

            เจียงเฉิงเยว่อดไม่ได้ที่จะหัวเราะดัง‘พรืด’ เป็นเวลานาน เขายืดตัวขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความเย็นชาจากนั้นมองไปยังโยวหยวนแล้วบอก “เจ้าเมืองยวนโส่วไม่ได้ทำอย่างชัดเจนหรอกหรือ? ตอนนี้สิ่งที่เจ้าควรคิดไม่ใช่ทางที่จะไปแต่เป็นเจ้าจะยังมีทางให้ถอยหรือไม่หลังจากที่ถูกข้าจับได้ต่างหาก!”ถ้อยคำสองสามคำสุดท้าย เขาพูดพร้อมกัดฟันแน่นอย่างอาฆาตแค้นท่าทางดูเหมือนต้องการจะลงมือ

            โยวหยวนกลั้นยิ้มเอ่ยด้วยใบหน้าเย็นเยียบ “ไม่ประมาณตน!”

            เมื่อเห็นว่าด้านโยวหยวนเองก็มีเจตนาสังหารหลี่อวิ๋นอี้รับรู้ได้ว่าถึงเวลาแล้วจึงรีบออกคำสั่งกับแม่ทัพที่อยู่ด้านหลัง“ยิง!!!”

            ภายใต้การโบกมือออกคำสั่งของนายพลลูกธนูนับหมื่นลอยออกไปพร้อมกันยังทิศทางของเจียงเฉิงเยว่ราวกับตัวต่อที่มารวมตัวกันในจุดเดียว อย่างไรก็ตามสิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึงคือ...หลังจากลูกธนูเหล่านั้นอยู่ห่างจากเจียงเฉิงเยว่เพียงเสี้ยวกลับแข็งตัวอยู่ในอากาศหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหวเขตอาคมสีแดงโปร่งแสงที่ควบรวมโดยหยกคู่เพลิงสุวรรณราวกับลูกหนังแสงที่ถูกอัดแน่นด้วยลูกธนู

            ‘ฟิ้ว’หลังจากลูกธนูเหล่านั้นเล็งไปที่เจียงเฉิงเยว่ซึ่งแข็งตัวในอากาศเป็นเวลานานฉับพลันบินกลับไปทางเดิม ทุกคนต่างตกตะลึงมือธนูจำนวนไม่น้อยล้วนกรีดร้องและตกลงมาจากหลังคากับกำแพง ภายหลังทุกคนคืนสติเหงื่อเย็นไหลรินลงมา จึงพบว่าลูกธนูเหล่านั้นไม่ได้ย้อนกลับมาทางเดิมเพื่อสังหารพวกเขาลูกธนูทั้งหมดตอกลงกับพื้นที่ห่างจากเท้าของพวกเขาไม่เกินหนึ่งชุ่น

            มือธนูทั้งหมดตกอยู่ในความโกลาหลหลี่อวิ๋นอี้ตกตะลึงจนอ้าปากค้างรู้สึกว่าลำคอของตนเองถูกพลังที่แข็งกร้าวซึ่งมองไม่เห็นบีบเอาไว้จากนั้นร่างกายกลับลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างควบคุมไม่ได้ไปยังตำแหน่งของฉิงชางจวิน

            “ฝ่าบาท! ฝ่าบาท!”นายพลที่อยู่ด้านหลังตะโกนอย่างร้อนใจแต่กลับช้าไปหนึ่งก้าวจึงไม่สามารถคว้าไว้ได้

            หลี่อวิ๋นอี้ถูกบังคับให้ดิ้นรนด้วยความหวาดผวาท่วมศีรษะขาทั้งสองข้างเตะอย่างสะเปะสะปะลอยไปมาอยู่ตรงหน้าเจียงเฉิงเยว่เจียงเฉิงเยว่สบตาอย่างเย็นชา กล่าวด้วยเสียงต่ำ“ข้าเคยสัญญากับคนผู้หนึ่ง...ว่าตั้งแต่นี้ไปจะไม่ทำร้ายชีวิตมนุษย์อีกนี่เป็นเหตุผลเดียวที่เจ้าสามารถเอาชีวิตที่ต่ำช้ากลับคืนไปจากมือของข้าในวันนี้...”

            เขายังไม่ทันพูดจบด้านหลังมีลมหนาวกระโชกแรงพัดมา เขารีบโยนหลี่อวิ๋นอี้ไปเป็นเกราะกำบังหลังจากที่หลี่อวิ๋นอี้หลุดลอยออกไปราวกับกระสอบทรายอีกฝ่ายถูกกลุ่มคนที่ด้านล่างจับไว้อย่างเป็นพัลวันโดยไม่มีอะไรขวางกั้นทันใดนั้นเจียงเฉิงเยว่พลันรับรู้ถึงอะไรบางอย่าง กำลังจะหันศีรษะกลับมาที่ไหล่ซ้ายกลับ็ถกตบอย่างแรงทั้งร่างบินออกไปจนชนเข้ากับป้อมปราการที่กำแพงของวัดเสวียนชางดัง ‘เปรี๊ยะ’อิฐและกระเบื้องแตกเป็นเสี่ยงๆ ก่อนที่ร่างของเขาจะตกลงบนพื้นอย่างไร้กำลัง

            เจียงเฉิงเยว่เพียงรู้สึกเจ็บปวดจนภาพตรงหน้ามืดมิดสุดท้ายจึงใช้เวลานานในการฟื้นคืนสติ บริเวณหน้าอกมีความร้อนพลุ่งพล่านภายในลำคอมีรสหวาน จากนั้นพลิกตัวกุมหน้าอกส่งเสียง ‘แหวะ’ กระอักเลือดออกมาคำใหญ่

            โยวหยวนยืนอยู่บนหลังคาวิหารขนาดใหญ่ที่คนทั้งสองยืนอยู่เมื่อครู่เหลือบมองต่ำลงมาที่เขา ยกรอยยิ้มเย้ยหยันก่อนดเสียงดัง “ฉิงชางจวินในตอนนี้กลับกังวลเกี่ยวกับความเป็นตายของมนุษย์ธรรมดาเช่นนี้หรือ? ชิก็แค่มดตัวเล็กๆ เท่านั้น เหตุใดต้องทำถึงเพียงนี้?”

            เจียงเฉิงเยว่กำหยกคู่เพลิงสุวรรณในมือแน่นภายในใจเริ่มจมดิ่งลงเขาจะเดาไม่ออกได้อย่างไรว่าเมื่อเขาจับหลี่อวิ๋นอี้ได้โยวหยวนต้องสร้างปัญหาอย่างแน่นอนดังนั้นเขาจึงกางเขตอาคมหยกคู่เพลิงสุวรรณด้วยความระมัดระวังเต็มเปี่ยมโยวหยวนก็เหมือนกับเขาซึ่งเป็น ‘พลังหยินชั่วร้าย’เดิมทีสมควรถูกหยกคู่เพลิงสุวรรณขับไล่และยับยั้งไว้ถึงจะถูกกลับคาดไม่ถึงว่าโยวหยวนจะ...สามารถทำลายเขตอาคมของหยกคู่เพลิงสุวรรณได้ตามที่ใจปรารถนา

            สมบัติล้ำค่าของตระกูลจิ้งจอกเพลิง!เจ้าเด็กนี่ห่างไกลกับเขาในอดีตและครั้งนั้นที่ได้ประมือยามนี้แข็งแกร่งขึ้นไม่น้อยอย่างที่คาดคิด!

            เกรงว่าโยวหยวนในยามนี้อาจไม่รู้ว่าหลังจากที่เขา‘เข่นฆ่าเมืองและทำลายประเทศ’ เขาถูกตี้จวินริบพลังวิญญาณไปกว่าครึ่งเวลานี้เหลือจากในอดีตเพียงประมาณสิบส่วนจากร้อย...ส่วนฝั่งตรงข้ามยามนี้อยู่ในยุคที่มีพลังวิญญาณรุ่งเรือง...เจียงเฉิงเยว่จึงไม่กล้าที่จะดึงดันว่าตนเองจะสามารถชนะเอาได้อย่างสบายๆเช่นนั้น

            ช่างเป็นการไม่พบกันสามวันแล้วต้องมาดูกันใหม่[1]เสียจริง! เจ้าเด็กนี่! สุดท้ายแล้วใช้วิธีการใดในการบ่มเพาะกัน?! เหน็บแนมก็ส่วนเหน็บแนม แต่คำสาปร้อยผีกลืนใจคำสาปประเภทนี้ขัดต่อฟ้าดินมากเกินไป หากมีการใช้บ่อยครั้งสวรรค์จะส่งคนลงมาทำลายการเพิ่มพูนการบ่มเพาะเช่นนี้ล้วนเป็นไปไม่ได้!

            ไม่สามารถชนะได้แล้วจะทำอย่างไร? พ่ายแพ้อยู่ที่นี่อย่างนั้นหรือ?หากตนเองพ่ายแพ้วิญญาณของหลี่อวิ๋นเฉินจะแตกสลายโดยธรรมชาติ...การลงเอยของตนเองเกรงว่าจะไม่ดีเท่าไรนัก...

            พ่ายแพ้?

            ดวงตาของเจียงเฉิงเยว่เป็นสีแดงเล็กน้อยเขาเช็ดคราบเลือดที่ริมฝีปาก ยืดตัวขึ้นแล้วยกยิ้มอย่างเย็นชาแววตาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง หากกล่าวถึงปีนั้นช่วงที่เขาออกมาจากการหลอมของนรกขุมที่สิบแปดยังไม่มีชื่อเสียงภายใต้นามของฉิงชางจวินไปทั่วทั้งสามโลก กลับมีอีก ‘ฉายา’สำหรับเขาในปรโลกว่า ‘หมาบ้า’

            ดังคำกล่าวที่ว่า คนจนจะกลัวคนหยิ่งผยองคนหยิ่งผยองจะกลัวคนโง่เง่าและคนโง่เง่าจะกลัวคนที่ไม่เกรงกลัวต่อความตาย...เมื่อคิดว่าในปีนั้นที่ฉิงชางจวินยังอ่อนประสบการณ์แต่กลับครอบครองสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเพียงคนเดียว ทั้งยากจน หยิ่งผยอง โง่เขลาไม่กลัวความตาย...นี่จึงทำให้เหล่าราชาผีน้อยใหญ่ในปรโลกปวดหัวไม่หยุดเมื่อกล่าวถึงเขาทั้งเกลียดชังและหวาดกลัว

            อีกด้านหนึ่งหลี่อวิ๋นอี้ที่กำลังร้องห่มร้องไห้ราวกับผีสางถูกกลุ่มคนประคองเอาไว้ซ่อนอยู่หลังประตูโดยไม่ยินยอมโผล่ศีรษะ ราวกับกำลังหดศีรษะอยู่ในกระดองเต่า

            แสงจันทร์ดุจการชำระล้าง...ทว่าแสงจันทร์ที่สวยงามเช่นนี้กลับถูกย้อมไปด้วยโลหิต

            แม่ทัพผู้นั้นยังคงทำหน้าที่ของตนเองอย่างต้องการทำภารกิจให้สำเร็จเริ่มโบกมือให้กลุ่มคนอีกครั้ง เล็งเป้าไปที่เจียงเฉิงเยว่พลางตะโกน ‘ยิง!’

            ลูกธนูบินมารวมกันบนร่างของเขาเสียงดัง‘ฟิ้วๆ’ หลังจากนั้นเจียงเฉิงเยว่ก้มตัวลงไปเพื่อฟาดหยกคู่เพลิงสุวรรณลงบนพื้นเขตอาคมที่ทรงพลังโผล่ขึ้นมา แข็งแกร่งกว่าเมื่อครู่ถึงสิบเท่าตัวเขาเองใช้ค่ายกลพลังวิญญาณเพื่อเพิ่มการสนับสนุน ลูกธนูเหล่านั้นจึงราวกับยิงเข้ามายังกำแพงเหล็กกล้าที่ฟันแทงไม่เข้าแล้วกระเด็นกลับออกไปก่อนบินออกไปอย่างสะเปะสะปะทั่วพื้นที่

            เพื่อประหยัดพลังวิญญาณและความสะดวกในการควบคุมเขากางเขตอาคมสำหรับห่อหุ้มร่างกายของหลี่อวิ๋นเฉินอย่างพอดีค่ายกลเขตอาคมที่เพิ่มขึ้นนี้ ไม่ต้องกล่าวถึงพลังหยินชั่วร้ายแม้แต่มนุษย์ก็ไม่อาจทะลุผ่านได้ อย่างไรก็ตามเขาเข้าใจโดยพลันว่าค่ายกลนี้อาจประคองไว้ไม่ได้นาน จำเป็นต้องรีบเสร็จสิ้นการต่อสู้โดยเร็ว!

            หลังจากวางค่ายกลสำเร็จหลี่อวิ๋นเฉินร่างกายอ่อนปวกเปียก นอนลงบนพื้นโดยไม่รู้ตัวเจียงเฉิงเยว่ลุกขึ้นจากร่างของอีกฝ่ายอย่างไม่สะทกสะท้านเขาใช้ร่างเดิมของตนเองบินขึ้นมายืนตรงข้ามกับโยวหยวนอีกครั้งเมื่อไม่มีพันธนาการของร่างมนุษย์ เขากลับร่างกายเบาหวิวราวกับนกนางแอ่นอยู่ในอากาศได้อย่างตามอำเภอใจ ค่อยๆ ร่วงหล่นอย่างคล่องแคล่วและสง่างามดวงตาทั้งสองแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเล็กน้อย ฝ่ามือขวายกขึ้นมาบนอากาศมีเสียงแผ่วเบาราวกับปลาที่พลิกตัวจนน้ำกระเซ็นจากนั้นปลาหลีฮื้อหลายตัวด้วยรูปร่างควันสีดำโปร่งแสงก็ได้แหวกว่ายอยู่ที่ปลายนิ้วก่อนควบแน่นเป็นดาบเหล็กสีนิล

            เมื่อโยวหยวนเห็นว่าเขาเรียกโม่หลงจึงรู้ว่าอีกฝ่ายเคลื่อนไหวอย่างแท้จริงแล้ว เขายิ้มเล็กน้อย ค่อยๆดึงวัตถุชิ้นหนึ่งออกจากในแขนเสื้อ

            นั่นคือแส้กระดูกหยกขาว

            เจียงเฉิงเยว่รู้จักนั่นคือหนึ่งในอาวุธวิเศษที่รู้จักกันดีในสามโลกเช่นกัน เป็นหลียาง

            อาวุธวิเศษในสามโลกมีหลากหลายประเภทโยนอาวุธเทพโบราณที่ก่อตัวเป็นรูปร่างในช่วงแรกเริ่มของบรรพกาลเหล่านั้นทิ้งไปไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงสำหรับเซียนจวินแห่งแดนสวรรค์ ปกติจะอยู่ที่โลกมนุษย์ด้วยตนเองโดยใช้วัตถุหนึ่งเลือกชมาหลอม เหมือนกับตอนที่ตนเองเลื่อนขั้นและประสบกับด่านเคราะห์อาวุธวิเศษเช่นนี้ย่อมเกิดมาเพื่อพวกเขา อาวุธวิเศษเปรียบเหมือนร่างอวตารของพวกเขาอานุภาพจะมากน้อยเท่าไรขึ้นอยู่กับพลังวิญญาณของเซียนจวินอาวุธวิเศษเช่นนี้ถูกเรียกว่า ‘อาวุธวิเศษดั้งเดิม’จะเข้ากันได้กับเจ้าของในระดับสูงสุด จึงไม่จำเป็นต้องบอกให้มันร่วมเป็นร่วมตายอีกทั้งยังไม่ยอมให้ผู้อื่นใช้แน่นอนว่าหลังจากที่เหล่าเซียนจวินเลื่อนขั้นก็จะสามารถหลอมอาวุธวิเศษได้อีกครั้งแต่อาวุธวิเศษที่ได้มาหลังจากนั้นจะไม่ใช่อาวุธวิเศษดั้งเดิมแล้วอาจด้อยกว่าชิ้นดั้งเดิมเล็กน้อย นี่คือคำกล่าวของพวกเขา...โดยพลังวิญญาณของเซียนจวินนั้นแตกต่างกันพลังวิญญาณดั้งเดิมกับอาวุธวิเศษอื่นๆ จึงย่อมแตกต่างกันเป็นอย่างมาก นอกจากนี้อาวุธวิเศษอื่นๆจะเทียบไม่ได้กับอาวุธวิเศษดั้งเดิมที่มีข้อจำกัดให้เจ้าของสามารถใช้ได้เท่านั้น

            คนอื่นในสามโลกเหมือนกับเจียงเฉิงเยว่เป็นอาวุธวิเศษของเหล่าภูตผีปีศาจที่ยังไม่เคยประสบด่านเคราะห์ส่วนโยวหยวนนั้น...คือได้รับมาจากภายนอก หลอมด้วยตนเองไม่ได้เป็นเพียงแบบสำเร็จรูป ถึงขั้นต้องใช้วิธีบางอย่างเพื่อรับมามีความผิดพลาดเพียงเสี้ยวอาจทำให้เกิดความแตกต่างนับพันลี้

            อาวุธวิญญาณของเหล่ามนุษย์ธรรมดาไม่ต้องกล่าวถึงว่าปกติแล้วจะหลอมด้วยตนเองวัสดุในการหลอมคือวัสดุที่เป็นสมบัติสวรรค์นั่นคือการยืมใช้พลังจากสรวงสวรรค์หรือพลังวิญญาณของเหล่าเซียนจวิน...เจียงเฉิงเยว่กับโยวหยวนแตกต่างกันเช่นนี้ร่างเดิมของอาวุธวิเศษจะมีจิตวิญญาณโม่หลงของเจียงเฉิงเยว่ถูกหลอมโดยจิตวิญญาณของปลาหลีฮื้อตัวหนึ่งที่ล้มเหลวในการประสบด่านเคราะห์และมีความสัมพันธ์ทางสัญญากับเจ้านายของมัน โม่หลงผูกพันกับเขาเพียงต้องการคลายพันธสัญญา โม่หลงจะเลือกเจ้าของใหม่ และถูกใช้โดยผู้อื่นได้นี่นับได้ว่าเป็นอาวุธวิเศษกับเจ้านาย ความสัมพันธ์ที่อยู่ร่วมกันนั้นสิ่งที่พบได้บ่อยที่สุดคือความสามัคคี

            ส่วนร่างที่ประกอบเป็นหลียางของโยวหยวนได้ยินว่าสร้างขึ้นจากมังกรบาปที่ถูกแดนสวรรค์ลงโทษและถอดกระดูกมังกรออกโยวหยวนไม่เหมือนกับเจียงเฉิงเยว่ที่มีพันธสัญญาร่วมกันกับโม่หลงแต่เป็นความสัมพันธ์แบบนายบ่าวมังกรชั่วร้ายที่บ่มเพาะวิญญาณมาอย่างยากลำบากกลับถูกโยวหยวนใช้เป็นทาสอย่างสมบูรณ์หากฝ่าฝืนเจ้าของวิญญาณจะแตกสลาย นับว่าไม่เป็นธรรมมากที่สุด อย่างไรก็ตามทั้งสองประเภทยังมีจุดที่เหมือนกัน คืออาวุธวิญญาณกับเจ้านายจะมีพลังวิญญาณร่วมกันอานุภาพของอาวุธวิเศษจะขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้าของ

            แน่นอนว่ายังมีประเภทที่สามความสัมพันธ์แบบเลือกเจ้าของ อาวุธวิเศษกับเจ้านายค่อนข้างเป็นอิสระต่อกันอาวุธวิเศษดั้งเดิมมีพลังวิญญาณ โดยปกติแล้วจะมีพลังวิญญาณที่ทรงพลังเป็นอย่างยิ่งจากนั้นจะเลือกเจ้านายของมันเองและขับเคลื่อนด้วยความเต็มใจ อาวุธประเภทนี้ปกติแล้วมีอยู่ในตำนานเท่านั้นนับได้ว่าเป็นประเภทที่มีระดับสูงสุดนอกเหนือจากอาวุธวิเศษของเหล่าเซียนจวินแห่งแดนสวรรค์ความศรัทธาของอาวุธวิเศษนั้นทรงพลังยิ่งเจ้าของที่ถูกเลือกไม่จำเป็นต้องบอกว่ามีพลังวิญญาณแบบใด

            สำหรับอาวุธวิเศษที่มีความสัมพันธ์แบบเลือกเจ้านายแม้ว่าจะเป็นเจียงเฉิงเยว่กับโยวหยวน ปกติแล้วอาจทำได้เพียงคิดเท่านั้น

            เวลานี้โยวหยวนดึงหลียางออกมาแล้วเจียงเฉิงเยว่พลันรู้ว่าตนเองกับอีกฝ่ายกำลังจะมีการต่อสู้ที่ดุเดือดขึ้น

            เมื่อกล่าวถึงด้านอาวุธวิเศษดั้งเดิมหลียางคือมังกรบาปที่สวรรค์ขับไล่ลงมา สำเร็จในการประสบด่านเคราะห์ส่วนโม่หลงเป็นวิญญาณปลาหลีฮื้อที่ล้มเหลวในการประสบด่านเคราะห์...ซึ่งด้อยกว่าหนึ่งส่วนและหากกล่าวในด้านการพึ่งพากัน หนึ่งคือร่วมมือซึ่งกันและกัน อีกหนึ่งคือเชื่อฟังคำสั่งอย่างเด็ดขาดจึงด้อยว่าอีกฝ่ายอีกหนึ่งส่วน!!!

            ซึ่งปัญหาร้ายแรงที่สุดในตอนนี้คือเจียงเฉิงเยว่มีพลังวิญญาณเหลือเพียงสิบส่วนจากร้อยแม้แต่โม่หลงก็ไม่มีอานุภาพเหมือนกับเมื่อก่อน...ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ต้องพ่ายแพ้ในสนามนี้

            อย่างไรก็ตามเจียงเฉิงเยว่กลับไม่ได้ปราศจากวิธีการต่อกร

            การต่อสู้อย่างดุเดือดนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งสองไม่พูดมากความ ปะทะดาบกันอย่างอย่างรวดเร็วจนส่งเสียงดังเจียงเฉิงเยว่ถือโม่หลง บางครั้งกลายเป็นดาบเหล็กทว่าบางครั้งกลับกลายเป็นเงาดำนับไม่ถ้วนที่แหวกว่ายทั้งรวบรวมและแยกย้ายเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ โยวหยวนเคยประมือกับเขามาก่อนจึงรู้ว่ากลวิธีของเขานั้นไม่แน่นอนหากไม่ตั้งสติเพียงเล็กน้อยอาจล้มลงจึงไม่ประมาทสะบัดแส้กระดูกสีขาวราวกับสายฟ้าฟาด ทั้งสองคนอยู่บนอากาศและต่อสู้กันมาถึงบนพื้นจากบนพื้นไปยังหลังคา ผู้คนต่างมองอย่างละลานตา ล้วนเกิดความประหลาดใจไม่รู้จับ

            ช่างเป็นการต่อสู้ของสองราชาผีผู้ยิ่งใหญ่ในปรโลกเสียจริง

            ทั้งสองคนต่อสู้กันเป็นเวลานานจนฟ้าดินสายลมและเมฆเปลี่ยนสี แม้ว่าพลังวิญญาณของเจียงเฉิงเยว่จะด้อยกว่าแต่การเคลื่อนไหวกลับคล่องแคล่วและมีการเปลี่ยนแปลงไม่หยุดเขาใช้จุดแข็งและเลี่ยงจุดอ่อนโดยไม่ฝืนรับ บดขยี้ความอดทนของโยวหยวนทีละน้อยสะกดกลั้นนิสัยและรอคอยจังหวะอย่างรอบคอบเมื่อรอเป็นเวลานานก็นับว่าทำให้เขามองเห็นถึงช่องโหว่เพียงนิดจึงถือโอกาสที่โยวหยวนเอียงตัวเพื่อสะบัดแส้และยังไม่ทันได้หันกลับมาใช้เคล็ดวิชาเคลื่อยย้ายชั่วพริบตาอย่างกะทันหันบินไปไกล ดึงโม่หลงของเขาเริ่มพลิกมือและคว้าเอาไว้ จากนั้นใช้กลยุทธ์ที่เหนือความคาดหมายโจมตีโดยไม่ให้ทันเตรียมตัวโยวหยวนที่ป้องกันไม่ทันเบิกตากว้าง เมื่อเห็นว่ากำลังจะทำสำเร็จทันใดนั้นเจียงเฉิงเยว่กลับรู้สึกเจ็บแปลบที่ไหล่ซ้ายอย่างรุนแรง จึงก้มศีรษะลงเห็นว่าเป็นดาบสีขาวล้ำค่าเล่มหนึ่งทะลวงผ่านหน้าอก

            เขามองโยวหยวนที่อยู่ตรงหน้าเริ่มเผยรอยยิ้มเย้ยหยัน“ฉิงชางจวิน ดูถูกข้าเกินไปหน่อยกระมัง? ความคล่องแคล่วว่องไวของฉิงชางจวินผู้น้อยเคยได้รับการชี้แนะมาแล้ว คิดว่ายังไม่สามารถป้องกันได้อีกหรือ? การละเล่นเล็กน้อยเช่นนี้ ก็แค่หาทางหนี...ใครจะทำไม่ได้กัน?”

            เจียงเฉิงเยว่ขมวดคิ้วด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

            โยวหยวนโน้มตัวมาที่ข้างหูของเขาด้วยความขุ่นเคืองเล็กน้อยและหัวเราะเสียงเบา“การเปลี่ยนแปลงอย่างคาดเดาไม่ได้ของโม่หลงนั้นทั้งสามโลกล้วนรับรู้...ฉิงชางจวินยังคิดว่าหลียางของข้าเหมือนกับในอดีตไม่อาจเปลี่ยนรูปลักษณ์ได้หรือ? หากข้าไม่จงใจเผยช่องโหว่เพียงเล็กน้อย...จะสามารถล่อให้ฉิงชางจวินติดเบ็ดได้อย่างไร?”

            เจียงเฉิงเยว่ข่มกลั้นความเจ็บปวดพูดประชดประชัน “ช่างมีความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่...”

            โยวหยวนยกยิ้ม “ชมเกินไปแล้ว”

            เจียงเฉิงเยว่ยังคงหัวเราะ“ก็อนุญาตให้เจ้าจงใจเผยจุดอ่อนอย่างไรเล่า?”

            ยังไม่ทันกล่าวจบบริเวณไกลและใกล้มีเงาสีดำยาวราวกับลูกธนูพุ่งเข้ามา บินมาจากเบื้องหลังของโยวหยวนเขาตกใจจึงรีบหลบหลีก ทว่าหลียางบนฝ่ามืออยู่บนร่างของเจียงเฉิงเยว่ไม่คาดคิดว่าอาวุธวิเศษเมื่ออยู่ห่างจากฝ่ามือแล้วจะถูกขัดขวางการเคลื่อนไหวเขาเคลื่อนไหวช้ากว่าครึ่งจังหวะ หลังจากนั้นเมฆควันสีดำพุ่งเข้ามาด้วยความรวดเร็วอย่างต้องการจะทำร้ายโยวหยวนไม่มีทางเลือกอื่นจึงทำได้เพียงหลบหลีก ท้ายที่สุดถูกฟันเข้าที่แขนขวา

            ด้วยความกลัวว่าอีกฝ่ายอาจยังมีทางหนีหลังจากได้รับบาดเจ็บโยวหยวนไม่กล้าที่จะยืนกรานอีกต่อไปจึงรีบกระโดดไปไกลเพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัย

            ‘ติ๊ง’มุมที่ขาดหายไปของโม่หลงกลับมาที่เดิม

            เจียงเฉิงเยว่ถอยหลังไปสองสามก้าวร่างโงนเงนอยู่สองครั้ง แต่ไม่อาจเผยจุดอ่อนเขารีบใช้ดาบแทงไปที่พื้นก่อนที่ตนเองจะล้มลง พยายามพยุงร่างให้มั่นคงค้ำไว้อย่างแข็งแกร่งและมองกลับไปที่สีหน้าซีดขาวของโยวหยวน

            รูหนึ่งบนไหล่ซ้ายกำลังส่องแสงสีแดงเพลิงจางๆราวกับเปลวเพลิงสีแดงบนกองเพลิง เปล่งแสงเปลี่ยนเป็นโปร่งใสเล็กน้อยเจียงเฉิงเยว่ทำได้เพียงไม่สนใจพลางมองโยวหยวนด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ

            โดยเฉพาะหลังอีกฝ่ายมองดูเปลวเพลิงสีเขียวแผดเผาปากแผลบนแขนขวาที่ได้รับบาดเจ็บของตนเองยังคงลามไปตามร่างจึงรีบใช้พลังวิญญาณทั้งหมดในมือซ้ายยื่นมือไปกดบาดแผลใช้เวลานานจึงหยุดเปลวเพลิงนั้นไว้ได้ หลังจากนั้นหันศีรษะกลับมามองเจียงเฉิงเยว่เผยให้เห็นร่องรอยของความโกรธแค้นอย่างอดกลั้นไว้ไม่อยู่

            ภายหลังเผชิญหน้ากันเป็นเวลานานโยวหยวนแค่นเสียงเย็นชา “ฉิงชางจวินช่างเป็นหมาบ้าเสียจริงกลับทำให้ข้าป้องกันไว้ไม่ได้!”

            เจียงเฉิงเยว่ยิ้มอย่างพึงพอใจอีกครา“ชมเกินไปแล้ว ชมเกินไปแล้ว”

            โยวหยวนมองเขาด้วยความเวทนาเล็กน้อยถากถางด้วยรอยยิ้มเย็น “แต่การที่สามารถบีบคั้นฉิงชางจวินมาจนถึงขั้นนี้ได้ผู้น้อยคิดไม่ถึงจริงเชียว ถึงกับต้องใช้เคล็ดวิชาแผดเผาวิญญาณแล้วหรือ? “

            สีหน้าของเจียงเฉิงเยว่ไม่เปลี่ยนแปลงยังคงหัวเราะต่อไป “ออมมือแล้ว ออมมือแล้ว”

            โยวหยวนตกตะลึงกับใบหน้าของเขาจนพูดไม่ออกเป็นเวลานาน...เดิมทีไม่ได้ชมเจ้ามิใช่หรือ? ใบหน้าของเขาขาวซีดและเปลี่ยนสีไปมาผ่านไปชั่วครู่จึงเอ่ย “ใช้วิธีดื่มเหล้าพิษเพื่อดับกระหาย[2] และฆ่าไก่เพื่อเอาไข่[3]มาต่อสู้กับข้า...ยามนี้ฉิงชางจวินยังจะปากแข็งบอกว่าการบ่มเพาะและพลังวิญญาณของตนเองยั่งยืนอีกหรือ?“

            เจียงเฉิงเยว่ไม่สนใจว่าจะถูกล่วงรู้ยังคงยิ้มอย่างงดงาม“ดื่มเหล้าพิษเพื่อดับกระหายและฆ่าไก่เพื่อให้ได้ไข่ก็ยังดี...แต่การที่เจ้ากลืนกินวิญญาณของหลี่อวิ๋นเฉินจะสามารถเพิ่มการบ่มเพาะได้กี่ปีกัน? ถูกข้าใช้เคล็ดวิชาแผดเผาวิญญาณทำร้ายต้องบาดเจ็บไปกี่ปีของช่วงเวลาในการบ่มเพาะ?แม้ว่าข้าจะสูญเสียไปยิ่งกว่านี้แต่สุดท้ายแล้วคืนนี้เจ้าอย่าได้คิดว่าจะได้รับผลประโยชน์ใดจากที่แห่งนี้อีก!หากประมืออีกครั้ง เจ้าแน่ใจหรือว่าตนเองจะไม่โดนข้าทำร้ายแม้แต่น้อย? หากเปรียบเทียบกันเช่นนี้ ดูเหมือนว่าเจ้าจะลำบากโดยเปล่าประโยชน์ อาจยังต้องตอบแทนด้วยการบ่มเพาะอีกสักหน่อย...ซึ่งข้าก็มีความสุขยิ่งนัก!”

            ใบหน้าของโยวหยวนมืดมนก่อนยิ้มเย้ยหยัน“ใครบอกว่าเปล่าประโยชน์กัน? วันนี้ได้แยกวิญญาณของฉิงชางจวินเช่นนี้ไม่ใช่ว่าข้าได้รับผลประโยชน์หรอกหรือ?”

            เจียงเฉิงเยว่หัวเราะเยาะ“เช่นนั้นก็น่าเสียดายแล้ว ทุกคนในโลกคิดว่าวิญญาณของข้าสลายไปนานแล้วไม่เช่นนั้นหากเผยแพร่ออกไปคงยังสามารถสร้างผลงานที่คู่ควรแก่การโอ้อวดกับเจ้าได้”

            โยวหยวนได้ยินเช่นนั้นก็เงียบไปนานแล้วจึงยิ้มเย็น “ฉิงชางจวิน เจ้าคิดว่าข้าต้องการแยกวิญญาณของเจ้าเพียงเพื่อสร้างผลงานที่ควรค่าแก่การโอ้อวดหรือ?”

            เจียงเฉิงเยว่เอ่ยอย่างสงสัย“ไม่เป็นเช่นนั้นหรือ? เจ้าเคยพ่ายแพ้ในมือข้ามาก่อนมิใช่หรือไร?”

            โยวหยวนนิ่งค้างไปครู่หนึ่งก่อนเงียบไปเป็นเวลานาน จากนั้นมองเจียงเฉิงเยว่แล้วยิ้มขึ้นมาภายใต้รอยยิ้มไม่มีความเย็นชาหรือการประชดประชัน...กลับดูขมขื่น

            เจียงเฉิงเยว่ค่อนข้างงุนงงเขาระงับรอยยิ้มเสแสร้งแล้วมองอีกฝ่ายด้วยความสับสนเล็กน้อย

            ผ่านไปเป็นเวลานานโยวหยวนเหลือบมองเขาแล้วพูด“ฉิงชางจวิน...เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่ได้ถลกหนังเจ็ดแปดชั้นเพื่อต้องการชีวิตของเจ้าด้วยความสนุกบ้างเล่า? ลองคิดให้ถี่ถ้วนสิ...เจ้าคู่ควร!”

            เจียงเฉิงเยว่ตกตะลึงไปครู่หนึ่งแม้ว่าเขากับเจ้าเด็กนี่จะไม่ถูกชะตากันตั้งแต่วันแรกที่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของกันและกัน...แต่หากคิดอย่างละเอียดดูเหมือนว่าจะไม่มีความอาฆาตแค้นนองเลือดอะไรแม้ว่าจะมีชื่อเสียงเร็วกว่าเขาในฐานะผู้อาวุโส แต่ก็คงไม่ทำให้อีกฝ่ายอิจฉาจนถึงขั้นนี้ใช่หรือไม่?

            หลังจากโยวหยวนพูดจบดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะสูญเสียการควบคุมไปอย่างสิ้นเชิงจึงไม่สนใจและพุ่งเข้าหาเจียงเฉิงเยว่อย่างบ้าคลั่ง เคลื่อนไหวอย่างดุร้ายดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ ใบหน้าพลันดุร้ายขึ้นมา

            เจียงเฉิงเยว่รู้สึกทนไม่ได้เท่าไรในระหว่างการต่อสู้ทั้งสองถึงขั้นทำให้หลังคาของวิหารหลักในวัดเสวียนชางพังทั้งหมดเจียงเฉิงเยว่พ่ายแพ้ต่ออีกฝ่ายและตกลงมาบนไหล่ของรูปปั้นเทพเจ้าพอดีแต่โยวหยวนไม่ยอมปล่อยทั้งยังไล่ตามโดยไม่ใช้แส้อีกต่อไป เพียงถือหลียางในรูปทรงดาบเท่านั้นส่วนเจียงเฉิงเยว่ที่อยู่บนร่างของรูปปั้นเทพเจ้าก็พลิกตัวแล้วกระโดดขึ้นจากนั้นถูกอีกฝ่ายเข้ามาใกล้อย่างไม่ทันระวังโยวหยวนเข้ามาข้างหน้าพร้อมคว้าใบหน้าของเขาฉับพลันกลับนำศีรษะของเขาไปกระแทกบนรูปปั้นเทพเจ้า เจียงเฉิงเยว่เพียงรู้สึกวิงเวียนจนตาลายเขายกดาบขึ้นเพื่อปิดกั้นโดยสัญชาตญาณ แต่ไม่คาดคิดว่าโยวหยวนที่กดขี่บนร่างของเขากลับเพียงจ้องมองเขาอย่างแปลกประหลาดเป็นเวลานานถึงผละมือควบร่างบินออกไปไกลอย่างเชื่องช้า ทิ้งเขาไว้ตามลำพังบนรูปปั้นเทพเจ้า

            เจียงเฉิงเยว่อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง

            เวลานี้โยวหยวนกำลังมองเขาจากนั้นเงยหน้าขึ้นมองรูปปั้นเทพเจ้า ทันใดนั้นกลับหัวเราะเยาะ กัดฟันพูดกับตนเอง“เจียงเฉิงเยว่...เจ้ายังเป็นเด็กที่ถูกให้ท้ายจริงเชียว!”

            เจียงเฉิงเยว่ตะลึงงันนี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเสียแล้ว! เขาเบิกตากว้างชี้ดาบไปที่อีกฝ่ายทันที“เจ้าเป็นใคร?!”

            ------------------------

            [1] ไม่พบกันสามวันแล้วต้องมาดูกันใหม่ เป็นสำนวน หมายถึง เมื่อพบกันอีกควรลองดูกันสักตั้งเพื่อจะได้พบว่ามีการพัฒนาอย่างไร

            [2] ดื่มเหล้าพิษเพื่อดับกระหายหมายถึง การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยไม่คิดถึงปัญหาที่จะตามมา

            [3] ฆ่าไก่เพื่อเอาไข่ หมายถึงการเร่งรีบที่จะได้รับผลประโยชน์ อาจไม่ได้อะไรอีกเลยในอนาคต

    คล้ายกับเรื่องมิปรารถนาเป็นเซียน ไยเป็นเซียนแล้วต้องขี้หึงทุกวันเล่า (BL) (จบ) ที่คุณอ่าน

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452