เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์

เล่มที่ 11 ตอนที่ 308 : การนัดพบ

        รุ่งอรุณของวันถัดมา หยางเฉินตื่นตั้งแต่เช้า เขาลุกออกจากเตียง จากนั้นก็เดินไปดูหน้าต่างที่เต็มไปด้วยหิมะ เกล็ดหิมะมากมายกำลังร่วงหล่นลงมาจากฟ้า ปกคลุมเหนือเมืองทั้งเมือง ก้อนปุยสีขาวมากมายพร่างพรายลงมาไม่ขาดสาย จนคนทั้งหลายที่ได้มองอาจรู้สึกมึนหัว

        เมืองแห่งนี้คือจงไห่ ยิ่งเข้าใกล้เทศกาลคริสต์มาสมากขึ้นเท่าใด ภายในเมืองก็ยิ่งคึกคักมากขึ้นเท่านั้น 

        บนถนนหนทางเต็มไปด้วยร้านค้าจำนวนมากตั้งเรียงรายอยู่ข้างถนน ส่วนใหญ่มักจะแขวนไฟนีออนเอาไว้หน้าร้านเพื่อใช้ส่องสว่าง แม้แต่บางที่ก็เริ่มเอาต้นคริสต์มาสมาประดับประดาตามร้านของตนบ้างแล้ว

        นี่เป็นครั้งแรกที่หยางเฉินได้เห็นการจัดงานคริสต์มาสในประเทศจีน ก่อนหน้านี้เขาอยู่ที่อเมริกาและเห็นงานฉลองจากที่นั่นมาโดยตลอด แต่เมื่อมาเห็นที่เมืองจีนแล้ว หยางเฉินก็คิดว่าทั้งสองประเทศดูไม่ค่อยต่างกันมากนัก

        หยางเฉินไม่ลืมที่จะหยิบกระเป๋าใบสีขาวของไช่เอี๋ยนมาด้วย จากนั้นก็ขับรถออกไปทำงานทันที เมื่อขับรถมาถึงลานจอดรถของบริษัทอวี้เหล่ย หยางเฉินก็เห็นหลินรั่วซีกับฮุ่ยหลินกำลังโบกมือลากันอยู่พอดี 

        ฮุ่ยหลินกำลังกล่าวอำลากับหลินรั่วซีอยู่สองสามคำ หลังจากที่ส่งฮุ่ยหลินขึ้นรถแล้ว หลินรั่วซีก็โบกมือให้กับเธอ สีหน้าของหลินรั่วซีตอนนี้ดูเหนื่อยล้า แต่ก็มีบางส่วนที่ดูมีความสุขอยู่บ้าง

        เมื่อเห็นหยางเฉินขับรถเข้ามา หลินรั่วซีก็แสร้งทำเป็นไม่เห็นเขา จากนั้นเธอก็ขับรถออกไปทันที

        หยางเฉินแย้มยิ้มออกมาจางๆ ด้วยความอ่อนใจ ดูเหมือนว่าคำพูดของเขาก่อนหน้า จะทำให้หลินรั่วซีรู้สึกไม่ดีจนไม่อยากอยู่ใกล้กับเขาถึงขนาดนี้ ปกติเธอมักจะเหน็บแนมเขาอยู่เป็นประจำ แต่ครั้งนี้กลับขับรถออกไปโดยไม่พูดไม่จาสักคำ ฮุ่ยหลินยังคงอยู่ใกล้ๆ ลานจอดรถ เธอมองดูคนทั้งสองด้วยความเศร้าใจ

        หลังจากที่ก้าวเข้าไปในบริษัท หยางเฉินก็พบว่าพนักงานทุกคนต่างสวมเสื้อกันหนาวและสวมผ้าพันคอกันหมด เนื่องจากอุณหภูมิที่ลดลงต่ำกว่าเดิม ทำให้บรรยากาศภายในสำนักงานดูอึมครึมลงอย่างที่เห็น

        เมื่อนึกถึงหิมะ หยางเฉินก็จำได้ว่าเขาเคยไปปีนเขากับโม่เชี่ยนนี และสร้างค่ำคืนที่ไม่อาจลืมเลือนสำหรับทั้งสองคนเอาไว้ บริเวณขาของโม่เชี่ยนนีมีแผลเป็นอยู่ หยางเฉินรู้สึกเป็นกังวลว่าอากาศหนาวแบบนี้จะส่งผลเสียต่อขาของเธอ บางทีโม่เชี่ยนนีอาจต้องเจ็บปวดหากบาดแผลกำเริบก็ได้

        หลังจากที่เข้ามาในสำนักงาน หยางเฉินรีบเปิดโทรศัพท์มือถือ จากนั้นจึงโทรหาโม่เชี่ยนนีทันที ผ่านไปไม่กี่วินาที โม่เชี่ยนนีก็รับสายด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความสุข

        “หายากจริงๆ นะ ที่หนุ่มน้อยอย่างนายจะโทรมาหาฉันตอนนี้” โม่เชี่ยนนีกล่าว

        หยางเฉินถามอย่างตรงไปตรงมา “คุณยังเจ็บขาอยู่หรือเปล่าครับ?”

        โม่เชี่ยนนีเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเขา “แค่นายโทรมาเพราะเป็นห่วงฉันก็ดีใจแล้วล่ะ อีกอย่างหนึ่งขาฉันก็หายเจ็บมาตั้งนานแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”

        “ไม่เจ็บจริงๆ นะครับ?” หยางเฉินตั้งใจฟังโม่เชี่ยนนีอย่างใจจดใจจ่อ ก่อนหน้านี้เธอมักจะเล่าว่าตัวเองเจ็บขาอยู่เสมอๆ

        “ไม่เจ็บแล้ว ตอนนี้ยังไม่รู้สึกเจ็บอะไรเลย” โม่เชี่ยนนีตอบ “ก่อนหน้านี้นายช่วยนวดให้ฉันด้วยนี่ หลังจากนั้นมาฉันก็ไม่รู้สึกเจ็บอีกแม้แต่ครั้งเดียวเลยนะ”

        หยางเฉินรู้สึกโล่งใจ “คุณไม่เจ็บก็ดีแล้ว แต่ถ้ารู้สึกเจ็บอีกก็อย่าทน คุณต้องบอกผมแล้วผมจะพาคุณไปโรงพยาบาลเอง”

        โม่เชี่ยนนียิ้ม “แค่นายโทรมาฉันก็มีความสุขแล้ว เช้านี้ยิ่งเหนื่อยๆ อยู่ ยังมีอีกตั้งหลายเรื่องที่ฉันต้องไปจัดการ”

        “ยุ่งขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”

        “แน่นอนอยู่แล้ว ตอนนี้ฉันเป็นผู้จัดการฝ่ายการเงินของบริษัทเลยนะ ไม่ว่าจะเรื่องบัญชีหรือเรื่องงบประมาณก็ห้ามเกิดข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย รู้หรือเปล่า ช่วงปลายปีพนักงานของเรามักจะได้กลับไปพักผ่อน แต่ฉันกลับต้องมาติดแหง็กจัดการเรื่องงานอยู่อย่างนี้ มันน่าเศร้าจะตายไป” โม่เชี่ยนนีกล่าวอย่างเศร้าใจ

        หยางเฉินตอบกลับเธออย่างรวดเร็ว “ถ้างั้นตอนเย็นไปทานข้าวกับผมดีมั้ยครับ? อย่างน้อยถ้าคุณเหนื่อยและทำงานมามากแล้ว ก็ควรให้รางวัลตัวเองบ้างสิ”

        โม่เชี่ยนนีหัวเราะ “ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างนายจะเข้าใจความรู้สึกเจ็บปวดของคนอื่นด้วย ถ้าอย่างนั้นเย็นนี้นายไปกินข้าวที่คอนโดของฉันก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันจะทำอาหารให้นายกินเอง”

        “คุณจะให้ผมไปกินข้าวที่บ้านคุณเหรอ?” หยางเฉินถาม

        “ใช่น่ะสิ!” โม่เชี่ยนนีเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงเสน่ห์ “ตอนนี้ฉันกำลังยุ่งๆ อยู่ ไว้เจอกันที่บ้านตอนเย็นนะ บาย!”

        จากนั้นเธอก็ตัดสายโทรศัพท์ทันที

        หยางเฉินยิ้มออกมาเล็กน้อย ดูเหมือนผู้หญิงคนนี้ก็ยังเป็นคนตรงไปตรงมาเหมือนเดิม

        หลังจากนั้นหยางเฉินก็เล่นเกมในโทรศัพท์อยู่นานสองนาน จนกระทั่งมีสายเข้ามาอีกครั้ง หยางเฉินมองดูหมายเลขโทรศัพท์ที่ปรากฏบนหน้าจอก่อนจะพบว่ามันเป็นเบอร์ของไช่เอี๋ยน หลังจากกดรับ เสียงของไช่เอี๋ยนจากปลายสายก็เอ่ยถามเขาอย่างรวดเร็ว

        “เอากระเป๋ามาด้วยหรือเปล่า?” ไช่เอี๋ยนถามด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุข

        “ผมไม่ได้เป็นอัลไซเมอร์นะ จะให้ผมเอาไปให้ที่สถานีตำรวจเลยหรือเปล่า?”

        “นายออกมาตอนทำงานได้เหรอ?” ไช่เอี๋ยนถาม

        หยางเฉินหัวเราะ “ผมเป็นคนชูโรงบริษัท ส่วนงานก็ให้คนอื่นๆ ทำไปสิ”

        “นายนี่มัน...” ไช่เอี๋ยนรู้สึกหมั่นไส้ สุดท้ายแล้วเธอก็กล่าวกับหยางเฉินอีกครั้ง “ไปรอฉันที่สี่แยกทางตะวันตก ตอน 11 โมง เดี๋ยวฉันจะไปหานายเอง”

        หยางเฉินไม่เข้าใจว่าทำไมไช่เอี๋ยนถึงเลือกนัดเจอกับเขาที่อื่น โดยที่ไม่ให้เขาไปหาที่สถานีตำรวจแทน แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่คิดอะไรมากนอกจากจะทำตามที่เธอพูดเท่านั้น หลังจากนั้นหยางเฉินก็นั่งเล่นเกมไปประมาณสองชั่วโมง เมื่อใกล้ถึงเวลานัดเขาก็ขับรถไปที่ที่ไช่เอี๋ยนบอกไว้อย่างรวดเร็ว

        ถนนทางใต้นั้นเต็มไปด้วยร้านค้ามากมายและภัตตาคารลือชื่อ หยางเฉินขับรถมาหยุดอยู่บริเวณใกล้ๆ กับทางแยก จากนั้นก็มองซ้ายขวาเพื่อหาผู้หญิงที่ใส่เครื่องแบบตำรวจ

        ในตอนนั้นเองเสียงของไช่เอี๋ยนก็ดังมาจากด้านหลังของเขา

        “มองหาอะไร ฉันไม่ได้อยู่ตรงนั้น!”

        หยางเฉินหันกลับไปมอง ทันใดนั้นเขาก็พบไช่เอี๋ยนในชุดเสื้อเชิ้ตสีเหลือง ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความมั่นใจ โดยเฉพาะกับผ้าพันคอสีม่วงแกมดำ ที่เข้ากับกางเกงยีนอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอ ทำให้ไช่เอี๋ยนดูสดใสและมีเสน่ห์อย่างที่ควรจะเป็น

        ทันทีที่ไช่เอี๋ยนปรากฏตัว ความโดดเด่นของเธอก็สามารถสะกดให้ชายหญิงที่อยู่รอบๆ บริเวณหยุดชะงักได้แทบทุกคน เมื่อเห็นว่าหยางเฉินยังคงตาค้าง ไช่เอี๋ยนก็รู้สึกพึงพอใจอยู่เล็กน้อย พร้อมทั้งเผยรอยยิ้มและเอ่ยถามเขา

        “ฉันดูแปลกขนาดนั้นเลยเหรอ?”

        หยางเฉินยิ้มอายๆ ออกมา “ไม่ใช่อย่างนั้น ตอนนี้คุณไม่ได้ใส่เครื่องแบบตำรวจ ผมเลยรู้สึกแปลกตาอยู่บ้าง ถึงจะไม่อยากพูดก็เถอะ แต่ชุดนี่ก็เข้ากับคุณมากเลยนะครับ”

        “ก็ฉันไม่ได้มาจับผู้ร้ายนี่ ทำไมจะต้องใส่ชุดตำรวจไปตลอดด้วยล่ะ” ไช่เอี๋ยนเอ่ย

        หยางเฉินยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะยื่นกระเป๋าสีขาวส่งคืนให้ไช่เอี๋ยน “นี่กระเป๋าของคุณ”

        “ขอบคุณ” ไช่เอี๋ยนรับมา แต่หญิงสาวกลับไม่ได้สำรวจกระเป๋าของตัวเองแม้แต่น้อย กลับกันเธอหันไปถามหยางเฉิน “กินอะไรมั้ย?”

        หยางเฉินรู้สึกลังเล “อาหารกลางวันเหรอครับ?”

        “นายคิดว่าไงล่ะ?” ไช่เอี๋ยนถามอย่างเหนื่อยใจ

        หยางเฉินไม่ได้คิดอะไรมาก ก่อนหน้านี้ไช่เอี๋ยนขอให้เขาเป็นเพื่อนกับเธอ อีกทั้งหยางเฉินเองก็ไม่มีเหตุผลจำเป็นที่จะต้องปฏิเสธไป นอกจากนี้ตอนนี้หยางเฉินยังรู้สึกหิวอยู่นิดหน่อยอีกด้วย

        “อะไรก็ได้ ผมกินได้หมดอยู่แล้ว” หยางเฉินกล่าว

        ไช่เอี๋ยนคลี่ยิ้มสดใส “ถ้างั้นไปที่ร้านอาหารซางตงมั้ย ฉันเคยไปกินที่นั่นมาแล้ว อาหารที่นั่นอร่อยพอสมควรเลยนะ”

        หยางเฉินไม่พูดอะไร เขาตามไช่เอี๋ยนไปยังร้านอาหารซางตง จากนั้นก็เลือกโต๊ะเล็กๆ ที่อยู่ริมหน้าต่าง ไช่เอี๋ยนรับใบเมนูมาจากบริกรในขณะที่ถามหยางเฉิน

        “นายอยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า เอาหลายๆ จานเลยก็ได้”

        “ไม่เป็นไรครับ ตอนนี้ผมไม่ค่อยอยากอาหารสักเท่าไหร่” หยางเฉินตอบเธอ หากเขากินมื้อเที่ยงไปมากล่ะก็ บางทีตอนที่ไปทานข้าวที่บ้านโม่เชี่ยนนีเขาก็อาจจะทานอาหารฝีมือเธอไม่หมดก็ได้ มันคงเป็นเรื่องน่าขายหน้าน่าดู

        ไช่เอี๋ยนพยักหน้ารับรู้ จากนั้นก็เริ่มพูดคุยกับหยางเฉินหลายต่อหลายเรื่อง ก่อนหน้านี้ไช่เอี๋ยนยังพบว่าหยางเฉินมีความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้มีอิทธิพลต่างๆ มากมาย ทำให้เธอรู้สึกทึ่งในตัวของผู้ชายคนนี้มากยิ่งขึ้น

        “หยางเฉิน ตกลงแล้วนายเป็นใครกันแน่ ทำไมเวลานายทำผิดกฎหมายแล้วจะต้องมีคนมาช่วยนายเอาไว้ได้ทุกที?”

        หยางเฉินถอนหายใจ “ไช่เอี๋ยน ก่อนหน้านี้คุณบอกว่าอยากเป็นเพื่อนกับผมใช่หรือเปล่า? ถ้าใช่ล่ะก็ ผมหวังจริงๆ ว่า คุณจะไม่ถามคำถามพวกนี้อีกครั้ง บางทีคุณเองก็อาจจะรู้อยู่แล้วว่าบางเรื่องก็ไม่อาจพูดออกมาได้ เรื่องพวกนี้ผมไม่สามารถตอบคุณได้จริงๆ”

        ไช่เอี๋ยนแค่นเสียงออกมา แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อแต่อย่างใด

        ไม่นานนักบริกรก็เริ่มนำอาหารมาให้ ไช่เอี๋ยนนึกอะไรขึ้นได้ จึงรีบเอ่ยถามอย่างรวดเร็ว “นายอยากดื่มไวน์ขาวหรือไวน์แดงล่ะ ของที่นี่ขึ้นชื่อมากเลยนะ”

        หยางเฉินกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “รอบนี้ผมขอผ่าน ขอแค่ทานข้าวก็พอแล้วครับ”

        ไช่เอี๋ยนรู้สึกเจ็บปวดหัวใจเล็กน้อย แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา โดยเฉพาะเมื่อเธอเห็นหยางเฉินเริ่มลงมือสวาปามอาหารสองชามใหญ่อย่างรวดเร็ว ผ่านไปไม่ถึงห้านาที หยางเฉินก็กินข้าวทั้งสองชามจนหมดพร้อมทั้งตีพุงของตนหลังจากที่ทานเสร็จอย่างสบายใจ

        “ผมกินเสร็จแล้ว คุณนี่ทานได้ช้าจริงๆ” หยางเฉินไม่ได้จากไปทันที เขายังคงปฏิบัติตามมารยาทบนโต๊ะอาหาร โดยรอให้ไช่เอี๋ยนทานเสร็จ พลางแคะฟันรอเธอไปด้วย

        ไช่เอี๋ยนหยุดทานอาหารอย่างกะทันหันในทันที ก่อนหน้านี้เธอดีใจที่จะได้มาเจอหยางเฉินมาก แต่ในตอนนี้เธอกลับจ้องมองหยางเฉินด้วยสายตาเย็นชา อีกทั้งยังดูมืดครึ้มเสียยิ่งกว่าเมฆฝนเสียอีก

คล้ายกับเรื่องเมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์ ที่คุณอ่าน