11.ผู้มาเยือน
หากก่อนหน้านี้หงหนิงหรงไม่ได้เรียนวิชาอาวุธลับจากเฉินอี้เกรงว่าการสู้กับพ่อบ้านผู้มีพลังยุทธระดับหก คงไม่ใช่เื่ง่ายนางเลือกเรียนวิชาใช้แส้จากเฉินอี้ เพราะสำหรับนางด้วยวัยเพียงสี่ขวบการต่อสู้ระยะประชิด ไม่ว่าสู้กับมนุษย์หรืออสูรนางไม่มีทางชนะ ด้วยแรงอันน้อยนิดที่มีต่อให้สู้ได้ก็ต้องหมดแรงในไม่ช้าแต่การใช้แส้หนังน้ำหนักเบาทำจากหนังสัตว์อสูรกระทิงที่เ้ากระต่ายล่ามาขอเพียงนางลงมือไปที่จุดตายอย่างรวดเร็ว การต่อสู้ย่อมจบลงได้อย่างง่ายดายยิ่งสู้กับมนุษย์ ที่มีจุดตายมากมายย่อมมีทางชนะมากกว่าต่อสู้ระยะประชิดหนำซ้ำศัตรูยังเป็พวกโง่ง่า หยิ่งผยอง ไม่มีความระมัดระวังเช่นนี้ต่อให้นางะโว่าจะลงมือมันก็ไม่มีทางฉุกคิดว่าเด็กหญิงเช่นนางจะเป็อันตรายต่อมันจนทำให้มันเตรียมการป้องกันไว้
‘คนโง่ ทั้งยโสโอหัง ย่อมไม่เคยมีจุดจบที่ดี’หนิงหรงแสยะยิ้ม ทว่านางรู้ดีว่า เมื่อลองมีตัวเล็กไปตัวใหญ่ย่อมต้องมาตัวใหญ่ที่ว่าก็แม่ทัพหงซือจงผู้นั้นเขาต้องมาอวดเบ่งบารมีความเป็บิดาสั่งสอนนางแน่ และถือโอกาสเชิญท่านอาจารย์ถางกลับไปสอนลูกชานตัวเอง เหอะ! คิดแล้วก็น่าแค้นใจแทนหงหนิงหรงผู้นั้นที่บิดาไม่เคยมองว่าเป็ลูกนางก็อยากเห็นเหมือนกัน ว่าบิดาที่ไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉานผู้นี้มีหน้าตาและท่าทางเช่นไร!
นางไม่เคยกลัวคนผู้นี้อย่างมากก็เขาก็เป็แค่ยอดยุทธผู้หนึ่ง เสี่ยวเมิ่งเองก็เป็ยอดยุทธเช่นกันหนำซ้ำตอนนี้นางมีอ๋องฮุ่ยและฮ่องเต้หนุนหลัง ไยต้องกลัวแค่ขุนนางใหญ่ผู้หนึ่ง
ตลอดทั้งบ่ายวันนี้หนิงหรงใช้เรียนวรยุทธทดแทน่เช้าที่เสียไปเพราะคนจากจวนแม่ทัพพอตกค่ำนางก็ฝึกซ้อมใช้แส้ให้เฉินอี้แนะนำ ไม่ช้านางก็ฝึกใช้ท่าต่างๆด้วยตนเองยิ่งหวดยิ่งทรงพลัง
“เพี้ยะ”หินก้อนเท่ากำปั้นแตกกระจาย
“เพี้ยะ”ขอนไม้ถูกผ่าแยกจากกัน
“เพี้ยะ”ลูกธนที่เฉินอี้ยิงออกไปถูกเเเส้ฟาดกลางอากาศขาดท่อนลงอย่างแม่ยำ
“ขวับ”คราวนี้ลูกถนูทั้ถูกยิงออกไปหนิงหรงใช้แส้คว้าเอาไว้
“ฟิ้ว”ส่งลูกธนูพุ่งกลับไปด้วยความรวดเร็วส่งไปทางเฉินอี้ที่ใตาโต ะโหลบเกือบไม่ทัน
“ปึก!”ลูกธนูพุ่งปักลงบนเสาประตูรั้วบ้านแทน
เสียงคำรามแหลมของสัตว์อสรูตัวเล็กดังขึ้น‘เ้าบ้าๆหลบยังไงให้ลูกธนูเกือบพุ่งใส่ข้า’เ้ากระต่ายกระทืบเท้าเร่าๆชี้หน้าเฉินอี้
แต่เฉินอี้กลับหัวเราะลั่นเพราะเอาว่ามันพูดอะไรและกำลังด่าที่เขาหลบลูกธนูจนเกือบพุ่งใส่มันองค์รักษ์คนอื่นๆก็หัวเราะลั่น
“เ้าเองก็หัดหูตาไวบ้างไม่ใช่ว่ามัวแต่จ้องอาหารน้ำลายไหล จนลืมสังเกตสิ่งรอบข้างเดี๋ยวจะตายเพราะความตะกละเอา”หนิงหรงซ้ำเติม
‘เ้ามนุษย์ใจร้ายๆ’เ้ากระต่ายกระทืบพื้นชี้ด่าหนิงหรงทำให้เกิดเสียงหัวเราะครืนใหญ่ แม้ไม่มีใครรู้ว่ามันพูดอะไรแต่จากท่ากระทืบพื้นแล้วคงจะโกรธน่าดู
หนิงหรงเดินไปหยิบเนื้อย่างที่สุกแล้วซึ่งเสี่ยวเมิ่งย่างให้นาง
หนิงหรงแสร้งโบกเนื้อย่างในมือไปมาในอากาศเ้ากระต่ายที่กำลังโมโห มองซ้ายมองขวาตามการโบกเนื้อย่างหนำซ้ำยังกลับมาน้ำลายไหล
“เอ...เมื่อกี้ใครด่าข้า ชี้ข้าหาว่าข้าใจร้ายกันนะ แหมๆเสียดายเนื้อยางโรยเกลือทาสมุนไพรนี่จัง ทีแรกข้าว่าจะให้ตอนนี้ไม่ให้ดีกว่า”หนิงหรงว่าพลางทำหน้าตาเสียดาย ทำท่ายื่นไม้ไปข้างหน้าแต่แล้วก็ดึงกลับมา
เ้ากระต่ายรีบโบกมือปฏิเสธชี้ที่ตัวเองแล้วโบกมือเหมือนจะบอกว่าไม่ใช่มัน
‘ข้าเป็คนดียิ่ง ข้ามิกล้าๆ’เ้ากระต่ายหน้าไม่อายว่า หนำซ้ำยังทำตาปริบๆออดอ้อนจนทุกคนหัวเราะกันอีกรอบ ตลอดหนึ่งเดือนมานี่เ้ากระต่ายจอมอารมณ์ร้ายโดนหนิงหรงแกล้งทุกวัน ยิ่งวันไหนเ้ากระต่ายแผลงฤทธิ์กระทืบเท้าชี้ด่าทอหนิงหรงยิ่งแกล้งไม่ให้มันกินหรือกินเนื้อที่ปรุงยังไม่สุกดีซึ่งทำให้ความอร่อยลดลง
“เหอะ...เ้าตัวร้าย”หนิงหรงว่าก่อนจะใช้พลังยุทธซัดเนื้อย่างเสียบไม้ในมือพุ่งข้ามครึ่งลานบ้านเข้าหาเ้ากระต่าย
หากเป็เมื่อก่อนเ้ากระต่ายย่อมโดดมารับเนื้อบางทีก็โดดเอาปากงับ คราวนี้มันกลับะโหลบอย่างว่องไว
ทุกคนงุนงงทว่ามีเพียงหนิงหรง และเ้ากระต่ายที่เข้าใจว่าเหตุใดมันถึงโดดหนี
“ฉึก!”เสียงไม้เสียบเนื้อย่างปักลบนหิน
“ครึ่ก”หินก้อนใหญ่แยกออกจากกันเป็สองส่วน
คราวนี้ทุกคนอ้าปาก
เ้ากระต่ายขนชี้ชันหากมันรับเนื้อละก็เกรงว่ากระดูกมันคงแตกแน่ มันเอามือตบอกเรียกขวัญ ปลอบใจตนเองทำท่าคล้ายมนุษย์เข้าไปทุกทีอยู่ครู่นึง สร้างเสียงหัวเราะจากมนุษย์ตัวจริงได้
ไม่ช้ามันก็ะโเข้าใส่เนื้อย่างพริบตาเดียวก็กินหมดลืมสิ้นซึ่งความใ นั่งน้ำลายไหลรอเนื้อย่างต่อไป
หนิงหรงมองเ้ากระต่ายแล้วส่ายหัว
‘ในสมองมันคงมีแต่เื่กิน’หนิงหรงคิด ขณะหันกลับไปฝึกใช้แส้ต่อ
ผ่านไปครึ่งวันเธอเริ่มใช้พลังยุทธระดับสี่ได้ดีขึ้นทว่ายังดึงความสามารถออกมาได้ไม่เต็มที่ แม้จะมีพละกำลังเพิ่มขึ้นทว่าด้วยร่ายกายด้วยพละกำลังและกล้ามเนื้อของเด็กสี่ขวบนางย่อมทำได้มากสุดแค่ทำให้หินแยกจากกันโดยขว้างสิ่งของออกไปแต่แรงแค่นี้ไม่อาจทำร้ายคนที่มีพลังยุทธระดับห้าขึ้นไปได้เพราะพวกเขาเองย่อมมีิัที่แข็งแกร่งขึ้นทนทานต่ออาวุธและพลังยุทธมากขึ้น
หากวันนี้ไม่ใช่ว่าพ่อบ้านผู้นั้นไม่รู้จักระมัดระวังตนนางอาจจะหาโอกาสยากที่จะโจมตีจุดตายได้ หากว่าพ่อบ้านมีสติ และมีตารวดเร็วพอคว้าเเส้ของนางไว้ได้ทัน ใช้พลังยุทธดึงแส้ของนางไว้ในมือแค่นั้นแส้ของนางก็หมดประโยชน์ กลายเป็เชือกทำดาๆเส้นนึงที่ไร้พิษสง
แน่นอนว่าคนโง่ ย่อมคือคนโง่ยโสอวดดี ไม่มีทางคิดว่าผู้ที่อ่อนแอกว่าจะเอาชนะมันได้มันคงคิดว่าแค่หมัดเดียวก็สั่งสอนนางได้ ไม่ว่านางจะโจมตีอย่างไรก็ไม่มีทางหยุดหมัดของมันได้...โง่เง่าจริงๆที่ไม่คิดว่านางใกล้บรรลุระดับสี่แล้วเหตุใดจะบรรลุเดี๋ยวนั้นขณะเกิดการต่อสู้ไม่ได้แม้ระดับสามกับหกจะต่างกันมากจนไม่มีทางต่อกรได้แต่ระดับสี่และระดับหกย่อมสู้ได้แน่นอน ขอเพียงใช้พละกำลังอย่างคนมีสมอง
“เพี้ยะ”
“เพี้ยะ”
“เพี้ยะ”
หนิงหรงยังคงฝึกหัดใช้แส้ต่อไปด้วยสมาธิจนเมื่อเริ่มรู้สึกว่ามีเสียงบางอย่างดังแทรกกับเสียงแส้ทำให้นางหยุดการฟาดแส้ลงตั้งใจเงี่ยหูฟังแน่นอนว่าตอนนี้นางสามารถได้ยินในระยะสองร้อยแมตรแล้วประสาทััของนางเพิ่มขึ้นเหล่าองครักษ์ก็ล้วนมีสีหน้าเคร่งเครียดแม่แต่เ้ากระต่ายยังเงี่ยหูฟังหยุดน้ำลายไหลย้อยลืมความตะกละชั่วขณะ
“โฮกกกก!!!”
“กรรรร!!!”
“แกว้กกกก!”
“ฟ่ออออออ!!!”
เสียงขู่คำรามและร้องโหยหวนของสัตว์อสูรดังลั่นราวกับพวกมันกำลังถูกไล่สังหาร เสียงนั้นมีหลากหลายชนิดสัตว์ดังปะปนไปทั่ว
“เกิดอะไรขึ้น!”หนิงหรงถามเ้ากระต่ายด้วยความใ นางอยู่ที่นี่มาเกือบสองเดือนไม่เคยได้ยินเสียงเช่นนี้มาก่อนราวกับเหล่าสัตว์อสูรหนีตายถูกบางสิ่งไล่ล่า
‘มนุษย์บ้าคลั่งไล่ฆ่าสัตว์อสูร’เ้ากระกระต่ายกระดิกใบหูยาวขณะบอกเล่า ‘คนบ้าหนึ่งคน ราชันยอดยุทธคน’เ้ากระต่ายลายงานจบคราวนี้มันวิ่งพล่านวิ่งไปวิ่งกลับอยู่ตรงหน้ารั้วทางเข้าบ้าน
“คนบ้าหนึ่งคน?”หนิงหรงขมวดคิ้วเ้ากระต่ายหมายความว่ายังไงคนบ้า “แล้วอะไรนะ ราชันยอดยุทธสองคน?”หนิงหรงทวนคำเ้ากระต่ายทำให้องค์รักษ์สีหน้าเคร่งเครียดคว้าอาวุธข้างกายมายืนข้างหนิงหรงที่ก้าวไปยืนที่ทางเข้าตรงหน้าเ้ากระต่าย
‘ใช่ๆ คนบ้าและราชันยอดยุทธ คนบ้าลงมือสังหารราชันยอดยุทธคุ้มกัน’มันหยุดวิ่งยืนพยักหน้าตอบคำถามทว่าพอใบหูยาวของมันขยับเบาๆมันกลับวิ่งพล่านอีกครั้ง ‘แย่แล้วพวกเขามุ่งมาทางนี้แล้ว’มันทำท่าชี้ป่าแล้วชี้มาที่บ้าน
องค์รักษ์ล้วนหน้าเคร่งเครียดหนิงหรงเองก็ขมวดคิ้วจนแทบผูกเป็ปมััได้ถึงกลุ่มคนแปลกปลอมที่มาพร้อมแรงกดดันขุมใหญ่แล้ว
‘คืนนี้ข้าต้องไปแล้วสมุนไพรข้าจะเอามาให้ตอนกลางวัน ไม่ไหวแล้วข้าไปละ’เ้ากระต่ายบอกแล้ววิ่งหนีอ้อมหายไปทางหลังบ้าน
ไม่ทันไรพลังกดดันขุมใหญ่ก็พุ่งออกจากป่าเหล่าสัตว์อสูรรอบบ้านหายเกลี้ยงมีเงาดำๆสามเงาปรากฏที่ชายป่า เงาสูงขนาบข้างเงาเล็ก เดินมุ่งหน้ามาที่บ้าน
ไอสังหารพวยพุ่งรอบกายคนทั้งสามที่ก้าวออกมาจากป่าเป็คนชุดดำสามคน ทว่าทำจากผ้าไหมเงางามมันเลื่อมแบบผ้าชั้นดี ชายที่ราวๆสี่สิบปี ชายทั้งคู่เป็ฝาแฝดซึ่งเป็เ้าของเงาดำสูงใหญ่สองเงาผมสีดำของพวกเขาถูกมัดรวบไว้บนหัวแบบพวกชาวยุทธ์ผูกด้วยผ้าสีดำเรียบง่ายฝีเท้าของพวกเขาเงียบกริบสมกับเป็ราชันยอดยุทธใบหน้าเฉยเมยราวกับศพเดินได้
ขณะที่เด็กชายคนเดียวในกลุ่มเ้าของเงาเล็กรวบผมไว้อย่างเป็ระเบียบกลับตรึงไว้ด้วยหยกสีดำแกะเป็รูปัพันรอบใบหน้าขาวผิวดูนุ่มละมุนน่าััแบบเด็กน้อย ทว่าสีหน้ากลับเ็าไร้อารมณ์หนำซ้ำแฝงไว้ด้วยความเย่อหยิ่งสูงศักดิ์ที่คนธรรมดาไม่อาจจ้องมองตรงๆได้กดดันให้คนต้องมองไปทางอื่น ยิ่งมีคราบเืเลอะใบหน้ายิ่งทำให้ดูราวกับปีศาจมากกว่าเด็กน้อยน่ารัก
เหนือสิ่งอื่นใดคนทั้งสามทีปรากฏกายล้วนมีดวงตาสีเงินราวกับภูติผีปีศาจเห็นครั้งแรกหนิงหรงผงะถอยหลังด้วยความใหากไม่ใช่เห็นว่าตนเหล่านี้มีลูกตาสีดำนางคงวิ่งหนีแล้ว ในเมื่อโลกนี้มีสัตว์อสูร เหตุใดจะไม่ไม่ภูติผีปัศาจ
แม้คนทั้งสามจะน่าขนลุกยิ่งเ้าเด็กน้อยเือาบกระบี่ใบมือหนำซ้ำชุดยังคล้ายเปียกไปทั้งตัว หนิงหรงเดาว่าเลอะเืแต่สีดำทำให้มองไม่ออก
“คุณหนู คนพวกนั้นมาจากอาณาจักรเฟยพวกเขามีดวงตาสีเงิน”หวงเหวินผู้เคยไปเรียนที่สำนักฝึกยุทธหลวงของอาณาจักรเฟยกล่าว
“....”
“....”คนทั้งสองกลุ่มล้วนจ้องมองกันไปมาสังเกตฝ่ายตรงข้าม ทั้งสองกลุ่มรวดระแวดระวังกัน แม้ราชันยอดยุทธจะแก่งกว่ายอดยุทธทว่าการสู้กับยอดยุทธหนึ่งคน ระดับเก้าห้าคนราชันยอดยุทธย่อมต้องเสียเวลาไม่น้อยกว่าจะล้มอีกฝ่ายได้หนำซ้ำพวกมันยังมีเ้านายที่ต้องปกป้อง เ้านายมันยังอยู่เพียงระดับห้าเท่านั้น
“ติ๊ง”
“ติ๊ง”มีเพียงเสียงเืที่ไหลจากกระบี่หยดลงพื้นให้ความรู้สึกขนลุก
โดยเฉพาะแรงกดดันขุมใหญ่ที่ส่งมาร่วมทั้งไอสังหารที่พวยพุ่งออกมา
“พวกเ้าเป็ใครเหตุใดมาอาศัยอยู่กลางหุบเขาอสูร”เสียงดุดันของผู้คุมกันเด็กชายดังขึ้น ทุกคนหันไปมองคนพูดเป็ชายฉกรรจ์รูปร่างบึกบึนแบบทหารลักษณะน่าเกรงขาม แม้คนพูดจะไม่ได้ตะคอกแต่เสียงนั้นก็ทำให้หนิงหรงตวัดตามองพร้อมถลึงตาใส่อีกฝ่าย ส่งไอสังหารพุ่งเข้าใส่จนมันผงะไปครู่นึง
‘เหตุใดเด็กน้อยนี่จึงมีไอสังหารรุนแรงนัก’ชายผู้ถูกถลึงตาใส่คิดขณะมองแววตาล้ำลึกของเด็กหญิงที่เต็มไปด้วยความดำมืดน่ากลัวราวกับมีปีศาจร้ายสิงสู่จนมันรู้สุึกขนลุกคนกลุ่มเดียวที่มันเคยพบสายตาเช่นนี้คือบรรดาเ้านายมัน รวมทั้งนายน้อยที่มันพามาแต่ถึงแม้นายน้อยจะมีแววตาเช่นนั้นทว่าไม่รุนแรงแข็งกร้าวเพราะอายุยังน้อยยังผ่านโลกมาเพียงหกปี
ทว่าเด็กหญิงตรงหน้ามันกลับมีแววตาแข็งกร้าวกดข่มผู้ขนจนถึงิญญาหากว่ามันไม่เคยพบเห็นแววตาเช่นนี้มาก่อนมันอาจจะเผลอหวาดกลัวได้แต่ถึงกระนั้นมันก็หลบตาอยู่วูบนึง แล้วกลับมาสบใหม่เพียงพริบตาเดียวความดำมืดน่ากลัวนั้นก็ลดลง อยู่ในระดับที่พอๆกับนายน้อยมัน ราวกับเ้าของดวงตาคู่นั้นพึงพอใจที่มันไม่กล้าสบตาจึงลดความน่ากลัวลง
“จะถามผู้อื่นกรุณาใช้น้ำเสียงที่น่าฟังหน่อยพวกข้าไม่ใช่คนใต้อาณัติของเ้า”หนิงหรงกล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างใบหน้าปรากฏความไม่พอใจ
“พวกเ้าเป็ใคร”น้ำเสียงเ็าดังจากเด็กชายชวนให้รู้สึกขนลุกดวงตานั้นเย่อหยิ่งสูงส่งโดยกำเนิด ซึ่งมีเฉพาะในชนชั้นสูงที่เคยชินกับการมีอำนาจเหนือผู้คนเด็กน้อยทำสีหน้าราวกับบอกว่า ข้าให้เกียรติเป็คนถามเ้าเองพอใจหรือยัง
หนิงหรงเห็นแล้วหนังตากระตุกั้แ่เกิดมาทั้งโลกนี้และโลกก่อนไม่เคยเห็นใครที่ดูยโสโอหังทว่ากลับส่งเสริมให้เ้าตัวสูงส่งไม่อาจเอื้อม ทำให้คนไม่กล้าดูถูก
‘โลกนี้มีคนเช่นนี้ด้วยรึ!’หนิงหรงคิดด้วยความหมั่นไส้อยากรังแกเด็กขึ้นมายิ่งความยโสสูงส่งเช่นนี้นางยิ่งอยากลองท้าทาย
“แล้วทำไมข้าต้องบอกคนแปลกหน้า”หนิงหรงผู้สลัดความกดดันและไอสังหารที่แผ่พุ่งในอากาศทิ้งไปอย่างง่ายดายยืนกอดอกลอยหน้าลอยตามองเด็กน้อยอายุราวๆหกขวบอย่างท้าทาย
“เ้า!”ชายฝาแฝดของคนที่พูดคนแรกส่งเสียงคำรามที่อัดแน่นด้วยพลังยุทธใส่เด็กหญิง
หนิงหรงรวบรวมพลังจากจุดตันเถียนผนึกไว้ทั่วร่างรับแรงกดดันนั้นแม้จะอึดอัดทว่าไม่เป็อันตราย ไม่ล้มคว่ำและไม่ขยับเลยสักก้าวราวกับเป็แค่ลมเบาๆทว่ารอบข้างเธอแต่ละคนล้วนกระอักเืออกมา...ถูกพลังยุทธที่มองไม่เห็นดันถอยไปสองสามก้าว
หนิงหรงเห็นแล้วกลอกตามองฟ้าคิดว่าเหตุใดองครักษ์ของตนจึงไม่รู้จักผนึกลมปราณด้านรับ
ทว่าสิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือพวกเขาผนึกลมปราณต้านแล้วแต่ความต่างของระดับพลังยุทธมีมากเกินไปแม้แต่เสี่ยวเมิ่งที่อยู่ระดับยอดยุทธยังกระอักเื
“เป็ไปไม่ได้!”เ้าคนผู้นั้นะโลั่นด้วยความตกตะลึงไม่เชื่อว่าเด็กน้อยตรงหน้ามันที่มีพลังยุทธระดับสี่กลับต้านทานพลังยุทธที่พุ่งออกมาของมันได้ฝาแฝดทั้งคู่เบิกตากว้างราวกับพบเจอเื่ประหลาดจะว่าไปแล้วองค์รักษ์ของเธอก็ทำแบบนั้นเหมือนกัน
‘อะไร ทำไมมองข้าแบบนั้น’หนิงหรงคิดอย่างุนงง
ดวงตาคู่สีเงินของเด็กน้อยหรี่ลงขณะจับจ้องมาที่เธอ
“เหตุใดเ้าไม่เป็อะไรเลย”น้ำเสียงเ็าไม่สมวัยของเด็กน้อยถามขึ้น
หนิงหรงมององค์รักษ์ของตนที่พากันเอาหลังมือปาดเืที่ปากแล้วขมวดคิ้ว
“แล้วทำไมข้าต้องเป็อะไรด้วย”หนิงหรงยืนเอามือเท้าเอวถลึงตาย้อนถาม
เด็กชายเริ่มมีสีหน้าหงุดหงิดไม่ชอบใจ
หนิงหรงยิ่งมองยิ่งอยากกวนให้เด็กคนนี้โมโหเห็นหน้าน้ำแข็งมีอารมณ์หงุดหงิดแล้วมีความสุขจริงๆ
“พลังยุทธเ้าต่ำกว่าลมปราณอ่อนด้วยกว่า”เด็กน้อยผู้นั้นว่า ขณะที่แววตาดูหงุดหงิดแต่ดูเหมือนตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำยังไงกับเธอ เด็กน้อยไม่มีทางสั่งให้ราชันยอดยุทธลดตัวลงมาตีเด็กสี่ขวบ ที่มีพลังยุทธแค่ระดับสี่แน่คนเย่อยิ่งเช่นนี้ไม่มีทางลดเกียรติลงมาจัดการกับคนอ่อนแอ
“ข้าก็แค่ใช้ลมปราณผนึกทั่วร่างต้านพลังยุทธพลังยุทธต่ำกว่า ลมปราณอ่อนแอกว่าแล้วอย่างไร ข้าไม่เห็นเป็อะไร ไม่รู้สึกเจ็บด้วยซ้ำ”หนิงหรงเชิดหน้าใส่
“ลมปราณ...”เด็กน้อยพึมพำ“หรือว่าเ้ามีลมปราณที่แข็งแกร่ง”
“อะไรคือลมปราณที่แข็งแกร่ง”คราวนี้หนิงหรงกระพริบตางุนงงไม่มีท่าทางกวนประสาทอีกต่อไป
“ให้ข้าพักที่บ้านเ้าแล้วจะเล่าให้ฟัง”เด็กชายยืนมองมาด้วยท่าทางที่บอกว่าถือไพ่เหนือกว่าหนำซ้ำยังยิ้มเลียนแบบเธอ
‘กวนประสาทได้ใจ!’หนิงหรงแทบอยากโดดถีบเด็กน้อยขึ้นมาหากไม่เกรงว่าจะขัดจิตสำนึกที่ไม่ควรรังแกเด็กนางคงถีบเด็กน้อยไปแล้ว
“เออ!”หนิงหรงว่าสั้นๆหลบให้คนทั้งสามก้าวเข้ามา ทว่า...
“เปรี้ยง!”วินาทีที่คนทั้งสามก้าวเข้ามากลับถูกพลังบางอย่างกระแทกจนปลิวราชันยอดยุทธผู้หญิงโผเข้าไปรับเ้านายตนขณะลงสู่พื้นด้วยสองเท้าท่วงท่างดงามทว่ากว่าจะหยุดลงได้ก็ไถลถอยหลังไปไกลสองสามเมตร
“แย่แล้วบ้านหลังนี้มีพลังป้องกันพวกเราเข้าไม่ได้”ราชันยอดยุทธผู้หนึ่งกล่าว
หนิงหรงหลุดหัวเราะออกมาเบาๆจนเกิดเสียงประหลาด
“เ้าจงใจหรือ”เด็กน้อยผู้นั้นขมวดคิ้วเดินมาหยุดอยู่หน้าทางเข้า
“ฮ่าฮ่า”คราวนี้หนิงหรงหัวเราะเต็มเสียง ยิ่งเห็นเด็กน้อยหงุดหงิดนางยิ่งสะใจ
เด็กน้อยมีสีหน้ามืดครึ้มแม้แต่พวกราชันยอดยุทธก็แผ่จิตสังหารกดดันจนคนรอบตัวเธอหน้าซีดทว่าเธอไม่รู้สึกอะไรเพียงััว่ามีปราณผนึกอยู่ทั่วร่างทำงานป้องกันอัตโนมัติอย่างแปลกประหลาด
“ทำหน้าแบบนั้นทำไมข้าไม่ได้จงใจแกล้งพวกเ้าสักหน่อย”หนิงหรงว่า“พลังนี่มีไว้ป้องกันสัตว์อสูรบุกบ้านหลังนี้ ใครจะรู้ว่าพวกเ้าเป็มนุษย์ม่านพลังกลับเหมาว่าพวกเ้าเป็สัตว์อสูรไปด้วยจนโดนกันไม่ให้เข้ามา...เอหรือพวกเ้าไม่ใช่มนุษย์”หนิงหรงเลิกคิ้วถามสีหน้ายียวนกวนบาทาที่ไม่ว่าใครเห็นแล้วต้องคันเท้าอยากกระทืบคน
“อ่า..หรือว่า”ราชันยอดยุทธร้องขึ้น“บ้านหลังนี้มีสัตว์อสูรระดับสูงกางพลังคุ้มกัน”
“แน่นอนสิไม่อย่างนั้นพวกข้าจะอาศัยอยู่กลางหุบเขาได้ยังไง”หนิงหรงกอดอกยืนมอง
“ถ้าเช่นนั้นเ้าต้องพูดอนุญาตให้พวกเราเข้าไป”ราชันยอดยุทธกล่าว
“เป็มนุษย์เหตุใดยังต้องอนุญาตอีก”หนิงหรงถามเริ่มไม่ไว้ใจให้คนเหล่านี้เข้ามา
“พวกเราเป็ผู้ใช้สัตว์อสูร มีกลิ่นอายของสัตว์อสูรบนร่างไม่อาจเข้าในที่หวงห้ามของสัตว์อสูรชั้นสูงที่ปกครองเขตแดนได้นั่นเป็ธรรมชาติของเหล่าสัตว์อสูรที่ไม่อาจละเมิดผู้ที่อยู่สูงกว่าได้”
“ก็ได้”หนิงหรงถอนหายใจอย่างไรคนพวกนี้ก็มีราชันย์ยอดยุทธมาด้วย หนำซ้ำก็มีความรู้มากกว่าคนรอบกายเธอบางทีอาจช่วยเธอได้หลายอย่าง “พวกเ้าเข้ามาได้”หนิงหรงว่ารับรู้ได้ถึงคลื่นพลังในอากาศสั่นไหวเบาๆราวกับตอบรับ เสียงคำรามดังแว่วไกลๆเสียงคล้ายกิเลนทอง
“ยังยืนมองหาอะไรรีบเข้ามา”หนิงหรงว่า เมื่อเห็นคนพวกนั้นมองหาที่มาของเสียง
ราชันยอดยุทธผู้นึงลองก้าวเข้ามาก่อนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นคนที่เหลือจึงก้าวตามเข้ามา โดยเฉพาะเด็กชายก้าวเดินอย่างสง่างามจนน่าหมั่นไส้