รู้ตัวอีกทีฉันก็มายืนอยู่หน้าตึกแปดแล้ว เพราะตึกแปดอยู่ห่างจากสถานที่จัดงงานมากพอสมควร จุดนี้จึงค่อนข้างเงียบและวังเวงมากทีเดียว
“แล้วนี่ฉันมาทำอะไรตรงนี้ล่ะเนี่ย แถมที่นี่ยังน่ากลัวแบบสุด ๆ อีกด้วย” ถ้ากลับเข้าไปในงานก็มีแต่จะทำให้ทุกคนและตัวเองรู้สึกอึดอัดเปล่า ๆ
“ไปเดินเล่นหน่อยแล้วกัน”
“ยัยพิ้งค์นะยังพิ้งค์ บอกให้รีบกลับมาแท้ ๆ แล้วนี่ไปอยู่ไหนแล้วเนี่ย อีกห้านาทีก็จะเที่ยงคืนละ เห้ย!” น้ำหวานลุกขึ้นมองหาชมพิ้งค์อย่างลุกลี้ลุกลน
“อุส่าห์ได้มางานเลี้ยงโรงเรียนด้วยกันเป็ครั้งแรกแท้ ๆ แต่กลับจะไม่ได้ร่วมชมพลุปิดงานด้วยกันหรอเนี่ย”
ฉันเดินเล่นไปเรื่อย ๆ จนมาถึงหลังตึกแปด ซึ่งมีทางเชื่อมไปยังตึกสิบ ตรงนี้เมื่อก่อนเป็ห้องเก็บของของโรงเรียน แต่ตอนนี้ถูกทุบสร้างเป็ทางเดินไปเสียแล้ว
“จะว่าไปก็รู้สึกคิดถึงห้องเก็บของเหมือนกันนะเนี่ย มีความทรงจำตั้งมากมายในนั้น ไม่น่าทุบทิ้งเลย จำได้ว่าในคืนก่อนวันวาเลนไทน์ เหมือนกับคืนนี้ เหมือนจะเกิดเื่อะไรสักอย่าง….”
ติ๊ด ๆ ๆ (เสียงนาฬิกาเตือนว่าเที่ยงคืนแล้ว)
“ตายแล้ว! ลืมไปเลยว่าต้องรีบกลับไปดูพลุกับน้ำหวาน”
ปั่ง ปั่ง ปั่ง เสียงพลุยิงขึ้นฟ้าอย่างต่อเนื่อง
“เที่ยงคืนแล้ว….” ฉันเงยหน้ามองพลุอย่างตื่นตาตื่นใจ
“สวยจริง ๆ ถ้าได้ดูพร้อมกับน้ำหวานคงดี” ว่าแล้วก็มองพลุต่อด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะค่อย ๆ หุบยิ้มลงกลายเป็สีหน้ากังวล
พลุบนฟ้าดูเหมือนจะค่อย ๆ เข้ามาใกล้ฉันมากขึ้นเรื่อยๆ
“ไม่ได้คิดไปเองแน่ ๆ มันกำลังเข้ามาหาฉัน!” ฉันพูดอย่างใก่อนจะหันหลังวิ่งหนีมัน แต่ดูเหมือนจะไม่ทันเสียแล้ว
“กรี๊ด……….” เสียงกรีดร้องของตัวเองคือสิ่งสุดท้ายที่ฉันรับรู้ได้ ก่อนทุกอย่างจะมืดดับไป
“รุ่นพี่ครับ รุ่นพี่” เสียงเรียกมาพร้อมกับแรงเขย่าตัวฉันเบา ๆ
“รุ่นพี่”
“หืม ว่าไง” ฉันตอบงึมงำ แล้วค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ก่อนจะพบว่าตอนนี้ตัวเองกำลังนอนอยู่บนพื้นห้องที่ไหนสักห้องที่มีแสงไฟสลัว ๆ เท่านั้น
“รุ่นพี่เป็ยังไงบ้างครับ” น้องโต๊สยื่นหน้าเข้ามาถามฉัน
“น้องโต๊ส?” ฉันขมวดคิ้วมองคนตรงหน้าอย่างงง ๆ ก่อนจะถูกเขาประคองให้ลุกขึ้นนั่ง
“ตอนนี้พี่อยู่ที่ไหนคะ?”
“ถามเป็นางเอกละครหลังข่าวเลยนะครับรุ่นพี่” น้อง
โต๊สพูดก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
ใบหน้าของฉันยังคงมองเขาอย่างงง ๆ
“โอเคครับ ไม่ล้อแล้ว ตอนนี้รุ่นพี่อยู่ที่ห้องเก็บของของโรงเรียนไงครับ”
“ห้องเก็บของ?” คำตอบของเขายิ่งทำให้ฉันงงเข้าไปใหญ่
“ประธานเป็ยังไงบ้างคะ!” เด็กผู้หญิงที่อยู่ในชุดนักเรียนเปิดประตูเข้ามาแล้ววิ่งเข้ามาถามด้วยสีหน้าเป็กังวล
ชุดนักเรียน?
ทำไมถึงอยู่ในชุดนักเรียนล่ะ น้องโต๊สก็อยู่ในชุดนักเรียนเหมือนกัน แม้กระทั่งตัวฉันเองก็อยู่ในชุดนักเรียนด้วย
“นี่มันอะไรกัน….” ฉันพึมพำออกมาเสียงเบา ตอนนี้ในหัวมันหมุนงุนงงไปหมดแล้ว ครั้งสุดท้ายที่ฉันจำได้คือพลุบนฟ้ากำลังพุ่งตรงเข้ามาหาฉัน แล้วหลังจากนั้นฉันก็ไม่รู้อะไรอีกเลย แล้วทำไมตอนนี้ฉันถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ ไหนจะชุดนักเรียนนี่อีก หรือว่างานเลี้ยงจะจัดอีเว้นท์ชุดนักเรียน?
“ผมกำลังจะเข้ามาช่วยรุ่นพี่ยกของ แต่พอเข้ามาในห้องกลับพบรุ่นพี่กำลังนอนสลบอยู่บนพื้น ผมเลยเข้ามาดู โชคดีจริงๆ ที่รุ่นพี่ไม่เป็อะไร” น้องโต๊สพูดอย่างรู้สึกโล่งใจ
“ช่วยพี่ยกของ ยกของไปไหน?” ฉันถามด้วยใบหน้าสงสัย
นักเรียนหญิงและน้องโต๊สมองหน้าฉันอย่างงง ๆ
“พูดอะไรคะประธาน ก็ตอนนี้พวกเรากำลังช่วยกันเตรียมงานสำหรับพรุ่งนี้กันอยู่ไงคะ แล้วประธานก็อาสาเข้ามาขนของตกแต่งในห้องเก็บของเองนะคะ จำไม่ได้หรอคะประธาน”
“เตรียมงาน งานอะไร?”
“ก็งานวันวาเลนไทน์ไงครับ รุ่นพี่เป็อะไรหรือเปล่าครับเนี่ย ไปหาหมอมั้ย?”
“ฉันสบายดี พวกเธอนั่นแหละเป็อะไรไป!” ฉันเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงโมโห
“เอ่อคือ ถ้าประธานไม่เป็อะไรแล้ว หนูขอเอาของตกแต่งออกไปก่อนนะ ทุกคนกำลังรออยู่”
“ครับ เดี๋ยวพวกพี่จะรีบตามออกไป”
“พี่โต๊สพาประธานไปพักผ่อนก่อนก็ได้นะคะ จัดงานมาทั้งวันประธานคงเหนื่อยเกินไปแล้ว” นักเรียนหญิงคนนั้นพูดก่อนจะหันมายิ้มให้กับฉันแล้วเดินออกจากห้องไป
ตอนนี้ในห้องเหลือเพียงฉันกับน้องโต๊สสองคนเท่านั้น
“รุ่นพี่ไปพักก่อนนะครับ หรือจะกลับบ้านก่อนมั้ยเดี๋ยวผมไปส่ง”
“เอ่อ!” ฉันสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเขายื่นมือมาััตัวฉัน
“ที่นี่ที่ไหนกันแน่?”
“ที่ไหนน่ะหรอครับ ก็ห้องเก็บของของโรงเรียนเราไงครับ”
“ห้องเก็บของที่สร้างขึ้นมาใหม่น่ะหรอ”
“อะไรของรุ่นพี่ครับเนี่ย ห้องเก็บของนี้มีมาั้แ่รุ่นปู่รุ่นย่าแล้วครับ ผมก็อยากให้ทุบแล้วสร้างใหม่อยู่เหมือนกัน ยังไงรุ่นพี่ช่วยยื่นเื่ให้ทีสิครับ” เขาพูดไปหัวเราะไปอย่างทีเล่นทีจริง
ฉันนิ่งคิดสักพักแล้วเอ่ยถามเสียงเบา
“ห้องเก็บของกลางตึกแปดกับสิบหรอ?”
“ใช่ครับ รุ่นพี่เป็อะไรไปครับเนี่ย ถามแปลก ๆ”
สิ้นคำพูดเขา ในหัวฉันก็ขาวโพลนไปหมด ก่อนจะเริ่มมีเื่ราวต่าง ๆ ไหลเข้ามาในหัว
…ว่ากันว่า ถ้าเรากลับไปยังสถานที่ในอดีตในเวลาเที่ยงคืน นึกถึงเื่ในอดีตที่เคยเกิดขึ้น ณ สถานที่นั้น เราก็จะสามารถย้อนกลับไปยังอดีตนั้นได้หนึ่งวัน…
อึก! ฉันกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ แล้วมองหน้าเขานิ่ง
“ขอโทษนะคะน้องโต๊ส นี่ปี พ.ศ. อะไรหรอ?” ถามแล้วต้องกลั้นใจรอฟังคำตอบ
“อะไรกันครับ รุ่นพี่ทำงานหนักถึงขั้นลืมปีเลยหรอครับ ปีนี้ปี พ.ศ. 2557 ยังไงล่ะครับ อ่อแล้วก็เผื่อรุ่นพี่จะถาม วันนี้คือวันที่ 13 ไม่สิเลยเที่ยงคืนแล้วก็ต้องเป็วันที่ 14 กุมภาวันวาเลนไทน์ แล้วตอนนี้พวกเรา…..”
“กำลังเตรียมงานวันวาเลนไทน์” ฉันพูดแทรกเสียงเบา
“ก็จำได้นี่ครับ เอาล่ะครับเรารีบออกไปช่วยทุกคนจัดงานกันเถอะ จะได้รีบ ๆ กลับไปนอน ตอนเช้าต้องตื่นแต่เช้ามาคุมงานอีก” เขาพูดก่อนจะลุกแล้วช่วยพยุงฉันลุกจากพื้นห้องพาเดินออกจากห้องไป
“นี่ฉันย้อนกลับมายังอดีต งั้นหรอ?”
ย่อง ย่อง ย่อง ฉันค่อย ๆ ย่องไปแอบข้างประตูหอประชุม ก่อนจะยื่นหน้าออกไปแอบมองข้างใน ซึ่งมีนักเรียนทั้งหญิงและชายหลายคนกำลังช่วยกันจัดงานกันอยู่
ทุกคนล้วนใส่ชุดนักเรียน และแต่ละคนยังเป็สภานักเรียนที่เคยทำงานร่วมกันมาอีกด้วย แถมหน้าของทุกคนก็ดูละอ่อนย้อนวัยกันแบบสุด ๆ
“นี่ฉันย้อนกลับมายังอดีตจริง ๆ หรอ” ว่าแล้วก็ลองหยิกแขนตัวเองดู
“โอ๊ยเจ็บ!”
“รุ่นพี่หยิกแขนตัวเองทำไมครับ ไม่เจ็บหรอหยิกแรงขนาดนั้น”
“เอ่อคือ ฉัน เอ่อ พี่แค่อยากทดสอบอะไรสักหน่อยน่ะ”
“อ่อครับ แล้วไม่เข้าไปข้างในหรอครับ”
“เข้าสิเข้า” ฉันพูดแล้วหายใจแรง ๆ หนึ่งที ก่อนจะยืดอกเดินเข้าไปในหอประชุม
ทันทีที่ฉันเข้ามาในห้อง ทุกคนที่จากเดิมจัดงานไปเล่นไปก็ต่างพากันตั้งหน้าตั้งตาจัดงานกันอย่างตั้งใจ เสียงหัวเราะเมื่อกี้หายวับไปในพริบตา
“ใบหน้าตึงเครียดจังเลยนะครับรุ่นพี่ ยิ้มหน่อยสิครับ ทุกคนเกร็งกันไปหมดแล้ว” น้องโต๊สเดินมายืนข้าง ๆ ฉัน
“ทุกคนน่ะทำตามคำสั่งของรุ่นพี่ ช่วยกันจัดงานมาั้แ่บ่ายสามแล้ว ตอนนี้ก็คงจะรู้สึกเหนื่อยกันแบบสุด ๆ ถ้ายังไงช่วยยิ้มหวาน ๆ เป็กำลังใจให้ทุกคนหน่อยเป็ไงครับ”
ฉันหันไปมองน้องโต๊สนิ่ง
“จะว่า น้องเป็ใครหรอคะ มีตำแหน่งอะไร?”
“อะไรครับเนี่ย รุ่นพี่จำผมไม่ได้หรอ ผมโต๊สไงครับ เลขาสุดหล่อของรุ่นพี่”
“อ่อ ตำแหน่งเลขา”
ฉันยืนทำใจสักพักแล้วตัดสินใจเดินเข้าไปหาทุกคน ถ้านี่คือการย้อนกลับมายังอดีตจริง ไม่ใช่การแกล้งกันละก็ ตอนนี้ฉันน่าจะกำลังดำรงตำแหน่งเป็ประธานนักเรียนสมัยทีสอง
“เอาล่ะทุกคนหยุดจัดงานกันได้”
ทุกคนหยุดชะงักแล้วหันมามองฉันเป็ตาเดียว
“วันนี้คงเหนื่อยกันมามากแล้ว ไว้ค่อยมาจัดต่อวันพรุ่งนี้ วันนี้ทุกคนกลับบ้านกันได้แล้ว ขอบคุณมากที่ยอมเหนื่อยกัน” พูดแล้วก็พยายามยิ้มบาง ๆ ให้กับทุกคน
“ประธานขอบคุณ”
“เฮ้ยยย ประธานบอกให้หยุดจัดงาน”
“ประธานพูดจริงป่าวเนี่ย”
เสียงพูดคุยเบา ๆ ลอยมาเข้าหูอย่างต่อเนื่อง
“รองประธาน”
“คะประธาน!” รองประธานนักเรียนรีบวิ่งเข้ามารับคำสั่ง
“ช่วยอยู่ส่งทุกคนกลับบ้านทีนะ ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายขอกลับก่อน”
“ขะ ค่ะ ประธาน”
ฉันหันหลังเดินออกมาทันทีท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน
“ประธานเป็อะไรไปน่ะคุณเลขา” รองประธานนักเรียนเอ่ยถาม
“ผมก็ไม่รู้ครับ แต่แบบนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่หรอครับ” ตอบยิ้มๆ
ฉันเดินมาขึ้นรถรับส่งของทางบ้านที่มาจอดรออยู่ที่หน้าหอประชุม ในใจยิ่งเต้นแรงขึ้น ๆ เมื่อคนขับรถหรือแม้กระทั่งพ่อบ้านที่มายืนรอรับฉันเป็พ่อบ้านสมัยที่ฉันกำลังเรียนอยู่จริง ๆ
แล้วยิ่งเต้นแรงจนใจแทบจะกระเด็นออกมาจากอกเมื่อรถขับมาจอดหน้าคฤหาสน์ของฉัน คฤหาสน์นี้ั้แ่ที่พ่อตายจากไป แม่ก็ขายมันทิ้งไปแล้วนี่
“คุณพ่อล่ะ” ฉันถามพ่อบ้านเสียงเบา แล้วรอลุ้นคำตอบ
“คุณท่านนอนอยู่บนห้องครับ”
ฉันไม่รอช้ารีบขึ้นไปยังห้องของคุณแม่กับคุณพ่อทันที พ่อฉันตายไปเกือบจะหกปีแล้ว ถ้าหากขึ้นไปดูแล้วเห็นพ่อกำลังนอนอยู่จริง ๆ ล่ะก็ แปลว่าฉันได้ย้อนกลับมายังอดีตจริง ๆ
หัวใจฉันแทบจะหยุดเต้น คนที่นอนหลับใส่สายออกซิเจนอยู่บนเตียงคือพ่อของฉันจริง ๆ ฉันเข้าไปนั่งข้างเตียงมองหน้าท่านให้ชัด ๆ
คุณพ่อของฉันเป็มะเร็งปอดระยะที่ 4 ระยะสุดท้าย จำได้ว่าคุณพ่อนอนป่วยได้สี่เดือนหลังจากนั้นท่านก็เสียชีวิต ซึ่งก็คือเดือนนี้ แต่ฉันกลับจำไม่ได้ว่าท่านเสียชีวิตวันไหน และการตายของท่านก็เป็ตราบาปที่ติดตรึงอยู่ในใจของฉันตลอดมา เพราะในวันที่ท่านตาย ฉันมัวแต่ทำงานของสภานักเรียนจนไม่ได้มาดูใจท่านเป็ครั้งสุดท้าย ทั้ง ๆ ที่ก่อนท่านตายท่านเอาแต่เรียกชื่อฉัน
“คุณผู้หญิงรอทานอาหารพร้อมคุณหนูที่ห้องอาหารครับ คุณหนูจะไปรับประทานอาหารมั้ยครับหรือจะขึ้นห้องเลย”
“แม่….”
ฉันชะงักไปสักพัก หากเป็เมื่อก่อนฉันคงตอบว่าไม่กิน มีงานรอให้ทำอยู่ แล้วก็ขึ้นห้องไป ปล่อยให้แม่ทานข้าวคนเดียว แต่ตอนนี้
“อืม พ่อบ้านไปพักผ่อนเถอะ ฉันจะไปหาคุณแม่เอง”
ตึง ตึง ตึง เสียงนาฬิกาขนาดใหญ่ในห้องอาหารดังเป็จังหวะ
ท่ามกลางความเงียบจนได้ยินเสียงนาฬิกา คุณแม่นั่งรอฉันอยู่คนเดียวในห้อง
“แม่คะ”
“กลับมาแล้วหรอลูก” คุณแม่ลุกขึ้นยืนพูดด้วยรอยยิ้ม
“ดึกขนาดนี้แล้วทำไมยังไม่เข้านอนอีกคะ”
“จะเข้านอนได้ยังไงล่ะในเมื่อลูกยังไม่กลับบ้านเลย เป็ห่วงน่ะ มา ๆ มาทานข้าวก่อนสิลูก”
ฉันเดินเข้าไปนั่งข้างแม่อย่างรู้สึกผิด ก่อนเราจะทานข้าวกันอย่างเงียบ ๆ
06 : 00 นาที
ติ๊ด ๆ ติ๊ด ๆ ติ๊ด ๆ (เสียงนาฬิกาปลูก)
ฉันยื่นมือออกไปกดปิดนาฬิกาก่อนจะนอนนิ่งสักพักแล้วค่อยลุกขึ้นนั่ง มองรอบ ๆ ห้อง
ฉันยังคงนอนอยู่บนเตียงในห้องเดิม
“คิดว่าถ้าตื่นนอนแล้วจะกลับมาเป็ปกติซะอีก” ว่าแล้วก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ขนาดวันที่ เดือน ปี ยังถูกตั้งให้เป็วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557 เลย
แต่งตัวเสร็จฉันก็ลงมายังห้องอาหารซึ่งตอนนี้มี แม่ และน้องสาวของฉันกำลังนั่งกินข้าวอยู่
“วันนี้ตื่นสายนะพี่ ทำงานสภาจนเช้าอีกล่ะสิ”
“ก็เปล่านี่ แค่วันนี้อยากลองตื่นสายบ้างก็เท่านั้น”
“หรอ เมื่อคืนก็กลับมาดึกมากนี่ แม่ต้องนั่งรอพี่จนดึก พี่คงไม่ได้ทิ้งให้แม่ต้องนั่งกินข้าวคนเดียวอีกสินะ” น้ำเสียงของน้องสาวดูจะไม่ค่อยพอใจ
“พราว!” แม่เอ่ยเรียกน้องด้วยน้ำเสียงกดต่ำ
“กะอีแค่งานสภานักเรียนจะจริงจังอะไรนักหนา ั้แ่ที่พี่ได้เป็ประธานนักเรียน พี่ก็เอาแต่ทำงาน ไม่มีเวลาแม้กระทั่งจะมาดูแลพ่อเหมือนแต่ก่อน แถมยังชอบเ็าไม่สนใจความรู้สึกแม่อีก”
“ที่พี่ต้องจริงจังกับงานสภานักเรียนเพราะพี่ไม่ใช่พวกชอบทำงานครึ่ง ๆ กลาง ๆ ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ เหมือนแกไง”
“ฉันยอมเป็คนไม่เอาไหนดีกว่าเป็คนบ้างานแบ่งเวลาไม่เป็จนลืมครอบครัวแบบพี่”
เราสองคนจ้องตากันนิ่ง ก่อนฉันจะเป็คนหลบตาหนีแล้วขอตัวไปโรงเรียนก่อน หากเป็เมื่อก่อนฉันคงเถียงน้องขาดใจจนเราสองคนทะเลาะกันแน่ ๆ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ สิ่งที่ยัยพราวพูดมันก็จริง ฉันเป็อย่างนั้นจริง ๆ