พอได้ยินเสียงกุกกักจากห้องด้านในป่านเซี่ยจึงร้องถาม อันซิ่วเอ๋อร์ขานรับจึงได้ทราบว่าคนของอูซื่อมาตามหลายครั้งแล้ว นางแปลกใจที่ตนเองเผลอหลับไปนานจึงรีบปลุกจางเจิ้นอันที่นอนอยู่ข้างๆ
จางเจิ้นอันลืมตาขึ้น อันซิ่วเอ๋อร์รีบบอก"เรานอนตื่นสายไปแล้ว ท่านแม่ส่งคนมาตามหลายครั้งแล้วเจ้าค่ะ"
"อืม" จางเจิ้นอันสวมเสื้อคลุมทับอย่างใจเย็นจัดแจงแต่งตัว เขารู้ดีว่าพอย่างเข้าปีใหม่ คงจะไม่มีวันสงบสุขเช่นนี้อีกแล้ว
พอทั้งสองมาถึงเรือนอูซื่อ คนอื่นๆก็มาพร้อมหน้ากันแล้ว ทั้งจางเจิ้นผิงและเย่จิ้งซูต่างก็อยู่อาหารค่ำส่งท้ายปีเป็นงานเลี้ยงเล็กๆ ในครอบครัว ไม่ได้มีคนนอกมากมาย
อูซื่อเห็นทั้งสองมาสายป่านนี้ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่ได้ว่าอะไร เพียงเอ่ยทักทายตามมารยาทสองสามคำก็ให้ทั้งสองนั่งลง แล้วสั่งให้บ่าวยกสำรับ
เพราะเคยหน้าแตกมาแล้วครั้งหนึ่งคราวนี้อันซิ่วเอ๋อร์จึงรู้ขั้นตอนและธรรมเนียมการกินอาหารของตระกูลจางเป็นอย่างดีทั้งการดื่มชา การบ้วนปาก ทุกขั้นตอนมารยาท นางล้วนทำตามระเบียบไม่ขาดตกบกพร่องเลย
เพราะเป็นงานเลี้ยงในครอบครัวอูซื่อจึงไม่อยากพูดอะไรมาก เพียงกวาดสายตามองทุกคน แล้วกล่าวว่า"พรุ่งนี้ก็ปีใหม่แล้ว กินข้าวมื้อนี้แล้วเรื่องขุ่นข้องหมองใจเก่าๆ ก็ให้ลืมมันไปเสียเถอะ"
ว่าแล้วนางก็ยื่นตะเกียบหมายจะคีบอาหารคำแรก
ทว่าจังหวะนั้นเองจางเจิ้นอันกลับเอ่ยขึ้นมาว่า "ท่านแม่ในเมื่อท่านไม่อยากเก็บเรื่องขุ่นข้องหมองใจไว้ข้ามปี ถ้าเช่นนั้นลูกก็อยากจะขอเรียนชี้แจงบางเรื่องให้กระจ่าง"
"เจ้าจะพูดอะไร?" อูซื่อหน้าตึงทันที เมื่อรู้ว่าจางเจิ้นอันจะมาเอาเรื่อง
จางเจิ้นผิงรีบกล่าวว่า"พี่ใหญ่นี่เป็นครั้งแรกในรอบสามปีที่ท่านกลับมากินข้าวส่งท้ายปีที่บ้านเหตุใดต้องพูดเรื่องให้ท่านแม่ไม่สบายใจด้วย?"
"ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเจ้าก็รู้แล้วรึว่าข้าจะพูดเรื่องอะไร?" จางเจิ้นอันเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่งจางเจิ้นผิงมักจะหวั่นๆ ต่อเขาอยู่แล้ว สายตาจึงหลบไปเล็กน้อย
ราวกับรู้สึกว่าท่าทีเมื่อครู่ทำให้เสียชายชาตรีเหมือนกับว่ากลัวเขาอย่างไรอย่างนั้น เขาจึงยืดอกขึ้น กล่าวว่า"นอกจากเรื่องนั้นแล้ว ท่านจะมีเรื่องอะไรได้อีก?"
"เรื่องนั้นคือเรื่องอะไร?"จางเจิ้นอันถามย้อน
จางเจิ้นผิงแค่นเสียงเย็นชาแต่ก็พูดอะไรไม่ออก
จางเจิ้นอันยกยิ้มมุมปากส่งสายตาเย็นชาไปให้แวบหนึ่ง จางเจิ้นผิงก็พลันขวัญเสียไปกว่าครึ่งไม่กล้าเอ่ยอะไรอีก
จางเจิ้นอันเห็นพวกเขาเงียบไปจึงหันไปมองอูซื่อ กล่าวเสียงหนักแน่น "ท่านแม่เรื่องเก่าๆ ก็ให้ผ่านไป ข้าไม่อยากพูดถึงอีก แต่คนเราย่อมมีขีดจำกัดเรื่องบางเรื่อง ครั้งแรก สองครั้งแรก ยังพอทนได้ แต่จะให้มีครั้งที่สามไม่ได้!"
อูซื่อย่อมรู้ดีว่าจางเจิ้นอันพูดถึงเรื่องอะไรแต่เพราะเป็นคนรักษาหน้าและเสแสร้งเก่ง จึงเพียงทำหน้าตึง ไม่พูดอะไร
บรรยากาศพลันเงียบงันจางเจิ้นอันมองอูซื่อด้วยสายตาเย็นชา "อย่างไรท่านแม่? แม้แต่คำสัญญาง่ายๆ ยังไม่กล้าให้รึ? หรือท่านยังคิดจะทำตามอำเภอใจต่อไป?"
"ข้าไม่ได้เป็นเช่นนั้น!"อูซื่อวางตะเกียบกระแทกโต๊ะเสียงดัง นางตวาด "เจ้าเป็นลูกข้า ข้าจะทำร้ายเจ้าได้อย่างไร? ที่ข้าทำไปก็เพื่อเจ้าทั้งนั้น!"
"เพื่อข้า? ทุกครั้งท่านก็อ้างว่าเพื่อข้า!เพื่อข้า คือการผลักไสเมียกับลูกของข้าไปตกอยู่ในอันตรายเช่นนั้นรึ?"
จางเจิ้นอันจ้องอูซื่อเขม็งอูซื่อก็จ้องตอบอย่างไม่ยอมแพ้ ทั้งสองจ้องหน้ากันอยู่เนิ่นนาน ครู่ต่อมาจางเจิ้นอันส่ายหน้า "ท่านแม่ข้าผิดหวังในตัวท่านจริงๆ"
"ข้าก็ผิดหวังในตัวเจ้าเหมือนกัน!"อูซื่อสวนกลับอย่างไม่ยอมแพ้
จางเจิ้นอันคลายท่าทีลง เอ่ยเสียงแผ่วเบา"ถ้าเช่นนั้น เห็นทีวันหน้าท่านคงต้องผิดหวังยิ่งกว่านี้"
"เจ้า!" อูซื่อยื่นนิ้วชี้จางเจิ้นอันตัวสั่นด้วยความโกรธ พูดอะไรไม่ออก
"พี่จางท่านพูดเช่นนี้กับฮูหยินผู้เฒ่าได้อย่างไรเจ้าคะ?" ตอนนั้นเองเสียงหวานหยดของเย่จิ้งซูก็ดังขึ้น
อันซิ่วเอ๋อร์ได้ยินก็เหลือบมองอย่างเหลือเชื่อเพิ่งได้ประจักษ์กับตาถึงความไร้ยางอายของคน นางมีสิทธิ์อะไรมาว่าเขา?
"หึ..." จางเจิ้นอันเหลือบมองเย่จิ้งซูแวบหนึ่ง"คุณหนูเย่ มาเป็นแขกบ้านคนอื่น เหตุใดไม่รู้จักมารยาทของแขก?"
"ข้า..." เย่จิ้งซูอึกอักตอบไม่ถูกได้แต่กลอกตาคลอน้ำตา มองเขาอย่างตัดพ้อ
จางเจิ้นอันไม่ไหวติง เพียงกล่าว"อันที่จริงข้าก็คิดเรื่องนี้มานานแล้ว คุณหนูเย่โตเป็นสาวแล้วการอาศัยอยู่ในตระกูลจางตลอดเวลาเช่นนี้ดูไม่สมควรนักโดยเฉพาะงานเลี้ยงในครอบครัวเช่นนี้ ข้าอยากทราบว่าคุณหนูเย่มาร่วมในฐานะอะไร?"
เย่จิ้งซูเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง"ข้าเป็นคู่หมั้นของท่าน"
"ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว" จางเจิ้นอันยื่นมือโอบอันซิ่วเอ๋อร์ "ข้ามีภรรยาแล้วและจะไม่มีวันแต่งงานกับเจ้าอีก นับตั้งแต่เรื่องเมื่อสามปีก่อนเจ้าก็ไม่ใช่คู่หมั้นของข้าแล้ว เหตุใดไม่รู้จักประมาณตน?"
"แต่ท่านก็รู้ว่าข้าถูกบีบจนจำใจ!ตอนนั้นข้ากับน้องชายท่านแค่เล่นละคร! ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นพยานให้ข้าได้!"เย่จิ้งซูอธิบาย ดวงตาสองข้างแดงก่ำ น้ำตาไหลอาบแก้มดูน่าสงสารยิ่งนัก
"เจ้าไม่ต้องอธิบายอะไรกับข้าเจ้าจะถูกบีบหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับข้า ข้าไม่อยากพูดถึงอดีตและไม่อยากรู้เรื่องความทุกข์ใจของเจ้า" จางเจิ้นอันกล่าวเสียงเย็น
ราวกับไม่เห็นนางอยู่ในสายตา ตอนที่พูดเขาก็ยังอุตส่าห์คีบเนื้อไก่ชิ้นหนึ่งให้อันซิ่วเอ๋อร์ แล้วกระซิบข้างหู"มา ลองชิมไก่ชิ้นนี้ดู เลี้ยงด้วยสมุนไพร บำรุงนักกินแล้วดีต่อท้องเจ้า"
"ขอบคุณเจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์ก้มหน้ากินเนื้อไก่ในชามเงียบๆ
เย่จิ้งซูถึงกับปล่อยโฮออกมา"ทำไมท่านไม่ฟังข้าอธิบายบ้าง!? ข้าจะทำอย่างไรได้!?ฮูหยินผู้เฒ่าต่อไปก็คือแม่สามีข้าข้าจะไม่ฟังคำสั่งท่านได้อย่างไร!? ยิ่งกว่านั้นตอนนั้นกิจการที่บ้านข้ามีปัญหา ฮูหยินผู้เฒ่าบอกว่าแค่ข้าช่วยท่านเรื่องนี้ท่านก็จะช่วยแก้ปัญหาให้ข้า!"
"ท่านก็รู้ว่าเราแค่แกล้งพูดจาไม่ดีออกไป!ถ้าท่านรักข้าจริง ทำไมพอเกิดเรื่องถึงไม่มาถามข้า กลับเลือกที่จะหนีไปทันที!?แสดงว่าท่านไม่เคยเชื่อใจข้าเลย!" เย่จิ้งซูตวาดใส่เขา
อันซิ่วเอ๋อร์นิ่งอึ้งไปไม่คิดว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นนี้ ถ้าฟังเช่นนี้แล้ว ที่แท้นางก็ถูกบีบจนจำใจจริงๆหรือ?อดคิดตามไม่ได้ว่าถ้าพ่อแม่ตนเองมีปัญหา นางจะทำอย่างไร? บางที เงื่อนไขของอูซื่อ นางก็คงปฏิเสธไม่ลง
นางอดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองจางเจิ้นอันเดิมทีคิดว่าเขาคงตกตะลึง แต่ไม่คิดว่าสีหน้าเขากลับสงบนิ่งผิดคาด
"เรื่องข้าเชื่อใจเจ้าหรือไม่สำคัญนักหรือ?เจ้าย่อมรู้ดีว่าท่านแม่ให้เจ้าทำเช่นนั้นเพราะอะไร แต่เจ้าก็ยังทำยิ่งกว่านั้น ในเมื่อเจ้ามีปัญหา ทำไมไม่มาบอกข้า?" จางเจิ้นอันกล่าวเสียงสงบ
"ตอนนั้นท่านไม่มีปัญญาจะแก้ปัญหาให้ข้าได้!"เย่จิ้งซูแย้ง
"ถูกต้อง! เจ้าไม่มาหาข้าแต่เลือกไปร่วมมือกับคนอื่นหลอกลวงข้า ก็เพราะข้าให้สิ่งที่เจ้าต้องการไม่ได้!ถ้าเช่นนั้น หากคราวหน้าเจ้ามีปัญหาอะไรอีก เจ้าจะทำอย่างไร?"
"จะไม่มีอีกแล้ว!ตอนนั้นข้าถูกบีบจริงๆ!" เย่จิ้งซูส่ายหน้าปฏิเสธร้องไห้หนักขึ้น แต่จางเจิ้นอันไม่แม้แต่จะชายตามองนางอดไม่ได้ที่จะหันไปมองอันซิ่วเอ๋อร์ "อันซื่อถ้าเป็นเจ้าเจอเรื่องแบบนี้ เจ้าจะทำอย่างไร?"
อันซิ่วเอ๋อร์คิดเรื่องนี้ก่อนหน้าแล้วรู้สึกว่าหากเป็นตนเองก็คงตัดสินใจไม่ต่างจากนางนักแต่พอได้ฟังคำพูดของจางเจิ้นอัน นางก็คิดได้มากขึ้น จึงกล่าว"ข้าคงเลือกทำเหมือนท่าน"
"ได้ยินไหม!? นางก็คิดเหมือนข้า!"เย่จิ้งซูชี้ไปทางอันซิ่วเอ๋อร์
"ข้ายังพูดไม่จบ" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวต่อ "แต่ข้าจะปรึกษาสามีก่อนหาทางออกร่วมกัน เช่นนั้นเป้าหมายข้าก็สำเร็จได้และเขาก็จะไม่เสียใจเพราะเรื่องนี้"
"เรื่องมันจะง่ายขนาดนั้นได้ยังไง!"เย่จิ้งซูทั้งโกรธทั้งอาย "เจ้าไม่เข้าใจอะไรเลย!"
"อย่างไรกัน? หรือตอนนั้นท่านแม่ห้ามไม่ให้เจ้าพบหน้าเขารึ?ถึงอย่างนั้นท่านก็เขียนจดหมายฝากบ่าวไปให้หรือกลางคืนก็แอบไปหาได้นี่? ตอนนั้นข้าเดาว่าท่านแม่คงไม่ได้ขังพวกท่าน หากท่านคิดจะทำจริงๆ ย่อมต้องมีทางออกแน่"อันซิ่วเอ๋อร์ชี้
เย่จิ้งซูเถียงไม่ออก ใช่แล้วตอนนั้นทำไมนางคิดไม่ถึงข้อนี้? นางเอาแต่คิดว่าตนเองต้องกัดฟันทนลำบากอยู่คนเดียวคิดว่าตนเองจำใจทำ เป็นคนที่น่าสงสารที่สุด มีความทุกข์มากมายแต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่เหตุผลที่คนอื่นต้องให้อภัยนาง
"ขออภัย" ในที่สุดนางก็ก้มหน้าลงขอโทษเขา "ข้ารู้ว่าผิดไปแล้วท่านยกโทษให้ข้าได้หรือไม่เจ้าคะ?"
"ข้าบอกไปแล้วว่าเรื่องเก่าๆมันผ่านไปแล้ว จะมาพูดเรื่องยกโทษทำไมอีก?" จางเจิ้นอันเหลือบมองนางแวบหนึ่งหยิบตะเกียบขึ้น "กินข้าวเถอะ พูดเรื่องพวกนี้ต่ออาหารจะเย็นหมด"
เย่จิ้งซูจึงหยิบตะเกียบขึ้นกินข้าวแต่รสชาติอาหารที่คลุกเคล้าน้ำตาช่างกล้ำกลืนฝืนทน กว่าจะกินอะไรลงไปได้ก็รับรู้ได้แต่รสขมของน้ำตา
ทุกคนต่างกินข้าวเงียบๆ เสียงอื่นๆจางหายไปหมด เหลือเพียงเสียงยิบยับของบ่าวที่คอยดูแลสำรับอาหารมื้อนี้กินกันเนิ่นนานจนเย็นชืด อูซื่อจึงสั่งให้บ่าวเก็บสำรับเปลี่ยนเป็นน้ำชากับของว่างแทน
ทุกคนนั่งจิบชาในห้องโถงแต่เพราะเรื่องเมื่อครู่ บรรยากาศจึงอึดอัดชอบกล ไม่มีใครเอ่ยอะไรอูซื่อยังคงทำหน้าบึ้งตึง จางเจิ้นผิงทำไม่รู้ไม่ชี้ เย่จิ้งซูหางตายังมีคราบน้ำตาอันซิ่วเอ๋อร์ก้มหน้า นั่งเงียบๆ เจียมตัว
จางเจิ้นอันไอขึ้นมาทำลายความเงียบ"คุณหนูเย่ วันนี้วันสิ้นปี มีอะไรเราก็พูดกันตรงๆให้มันจบสิ้นไป เมื่อเป็นเช่นนี้ หลังปีใหม่ ข้าจะให้คนไปส่งท่านกลับบ้านท่านอยู่ที่บ้านข้ามานานขนาดนี้แล้ว จะเสียชื่อเสียงเอาได้"
"ว่าอย่างไรนะเจ้าคะ?" เย่จิ้งซูเงยหน้ามองจางเจิ้นอัน "ท่านจะส่งข้ากลับรึ!?"
"มีปัญหาอะไรรึ?" จางเจิ้นอันกล่าว "ตอนนี้ท่านกับข้าไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกันแล้วการที่ท่านยังอยู่ที่บ้านข้าต่อไป มันไม่สมควรอย่างยิ่ง"
เขาบอกว่าจะไม่แต่งงานกับนางบอกว่าไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับนางคำพูดเหล่านี้ทุบทำลายจินตนาการทั้งหมดในใจนางจนแหลกลาญไม่ใช่แค่จินตนาการที่แตกสลาย แต่รวมถึงหัวใจของนางด้วย
"มะ...ไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ"นางก้มหน้าตอบ น้ำตากลับร่วงพรูราวสายไข่มุกขาด
ท่าทีเช่นนี้น่าสงสารยิ่งนักแต่อันซิ่วเอ๋อร์ก็ไม่คิดจะช่วยพูดแทนให้อูซื่อทั้งโกรธทั้งแค้นที่นางสารภาพความจริง แฉว่าเรื่องทั้งหมดเป็นฝีมือตนสั่งการนางเบื่อหน่ายเย่จิ้งซูเต็มทีแล้ว จึงไม่อาจพูดอะไรช่วยได้ ชั่วขณะนั้นจึงไม่มีใครคิดจะรั้งนางไว้เลย
เย่จิ้งซูพลันรู้สึกโดดเดี่ยวเหลือเกินอย่างไรเสียนางก็อยู่ตระกูลจางมานานขนาดนี้ แม้จะไม่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งแต่ก็น่าจะเป็นเพื่อนกันบ้าง นางไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อไปแล้วแต่พวกเขาจะไม่เอ่ยรั้งสักคำเลยรึ?
หึ! น่าสมเพชสิ้นดี!
นางมันตัวตลกชัดๆ!