บุรุษผู้นั้นสูงใหญ่ ไหล่กว้าง หลังตั้งตรงสง่างามคมดาบที่เอวสะท้อนแสงเย็นเยียบ ยืนสงบนิ่งอยู่ในลานเรือนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนราวกับต้นสนที่ไม่เคยล้มลง
หวาชิงเสวี่ยชะงักไปครู่หนึ่งไปชั่วขณะ นางจ้องมองฟู่ถิงเย่ตรงหน้าอย่างเหม่อลอยจนลืมสิ่งที่จะเอ่ยไป
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกว่า ในเวลานี้ อย่างน้อยก็ใน่เวลานี้เขาทำให้หัวใจของนางเต้นแรงอย่างไม่ต้องสงสัย
แม้ว่านางจะยังมองเห็นใบหน้าของเขาไม่ชัดเจนแต่ในยามรุ่งอรุณนี้ ภายใต้อาการวิงเวียนศีรษะจากพิษไข้ นางกลับถูกดวงตาเย็นะเืราวกับดาวบนฟากฟ้าของเขาดึงดูดเอาไว้แม้จะเป็เพียงชั่วขณะหนึ่งก็ตาม
องครักษ์ชุดดำห้าหกคนยืนอยู่ด้านหลังฟู่ถิงเย่ทำให้ลานเรือนเล็กๆ แห่งนี้ดูคับแคบลงไปอีก
ฟู่ถิงเย่เห็นหวาชิงเสวี่ยเปิดประตู จึงกล่าวว่า"องค์รัชทายาทประทับอยู่ที่ใด? ประตูเมืองถูกยึดแล้วพวกเรามีเวลาออกจากเมืองเพียงเค่อเดียว แม่นางหวาช่วยไปเชิญเสด็จองค์รัชทายาทออกมาโดยเร็ว"
เมื่อหวาชิงเสวี่ยได้ยินดังนั้น ในใจก็ทั้งดีใจและกระวนกระวายใจดีใจที่หลี่จิ่งหนานจะได้รับความช่วยเหลือ และกระวนกระวายใจที่หลี่จิ่งหนานกำลังมีไข้สูงการเดินทางกลางสายลมหนาวอาจจะทำให้อาการป่วยทรุดหนัก! ในสถานที่เช่นนี้ ไข้สูงอาจพรากชีวิตได้!
"เขา...เขาไม่สบายเมื่อคืน..."
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้ว ก้าวฉับๆ เข้าไปในห้อง มองเห็นหลี่จิ่งหนานนอนอยู่บนเตียงเตาแก้มแดงก่ำเนื่องจากไข้สูง จึงตะคอกออกมาว่า "เ้าดูแลองค์รัชทายาทอย่างไรกัน?!"
หวาชิงเสวี่ยซวนเซไปก้าวหนึ่ง ในใจทั้งโกรธ ทั้งร้อนใจทั้งน้อยใจ อยากจะพูดอะไรสักอย่างออกไป แต่ก็รู้สึกหมดเรี่ยวแรง
นางจะทำอย่างไรได้?ในยุคสมัยเช่นนี้ อีกฝ่ายเป็ถึงแม่ทัพใหญ่มีตำแหน่งสูงส่ง ส่วนนางเป็เพียงแค่สามัญชนทั้งยังเป็สตรีที่อ่อนแอ อย่าว่าแต่จะต่อว่าสักสองสามคำ ต่อให้จะฆ่านางในทันที นางจะทำอะไรได้?
หวาชิงเสวี่ยไม่มีกะจิตกะใจจะโต้เถียงอะไร หลี่จิ่งหนานป่วยนางรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง เมื่อได้ยินฟู่ถิงเย่ตำหนิ ก็ได้แต่กัดริมฝีปาก และไม่พูดอะไร
องครักษ์ชุดดำคนหนึ่งที่อยู่ข้างกายฟู่ถิงเย่ดูเหมือนจะมีความรู้ทางแพทย์อยู่บ้างจึงจับชีพจรของหลี่จิ่งหนานแล้วกล่าวว่า "ท่านแม่ทัพ สภาพร่างกายขององค์รัชทายาทในตอนนี้หากยังต้องเผชิญกับความหนาวเย็นระหว่างทาง เกรงว่า...จะไม่เหมาะสม..."
จุดประสงค์ที่ฟู่ถิงเย่มายังที่แห่งนี้ก็เพื่อช่วยหลี่จิ่งหนานตอนนี้โอกาสอันดีได้มาถึงแล้ว จะไม่ร้อนใจได้อย่างไร?
ว่าที่กษัตริย์ของแคว้น แน่นอนว่าต้องช่วยออกมาโดยเร็วที่สุดแต่ใครจะไปคิดว่าหลี่จิ่งหนานจะมาป่วยเอาตอนนี้!
"ข้าจะไม่รู้ได้อย่างไร?แต่ในเมืองเกิดจลาจลกะทันหัน การยึดประตูเมืองเป็โอกาสอันดีของพวกเรารอให้ทหารเหลียวผลัดเปลี่ยนเวรยามกลับมา ทุกอย่างก็คงสายเกินไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากเหตุการณ์จลาจลครั้งนี้ การตรวจตราที่ด่านก็จะยิ่งเข้มงวดมากขึ้น แผนการที่จะออกจากเมืองโดยแฝงตัวมากับขบวนสินค้าก็ใช้ไม่ได้แล้วที่นี่ไม่เหมาะที่จะอยู่ต่อไปอีก..."
หวาชิงเสวี่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกใจหาย!
ใช่แล้ว หากไม่ออกไปตอนนี้ ต่อไปจะยิ่งออกไปยากขึ้น!
นางแทบจะจินตนาการได้ว่าการตอบโต้ของทหารเหลียวจะรุนแรงและโเี้เพียงใดถึงตอนนั้น เพียงแค่ใช้ข้ออ้างในการปราบปรามฏ ก็สามารถปิดล้อมเมืองนี้ได้อย่างแ่าแม้แต่นกยังบินออกไปไม่ได้!
"ท่านแม่ทัพ" หวาชิงเสวี่ยพูดขึ้นมากะทันหัน"ใช้ผ้าห่มห่อหุ้มองค์รัชทายาท แล้วคลุมทับด้วยเสื้อคลุมอีกชั้นเพื่อกันลมหนาวบางทีอาจจะพอช่วยได้บ้าง"
ทุกคนในห้องเงียบลง
ใครจะกล้าเอาชีวิตของรัชทายาทมา "ลอง"?
แต่นี่เป็โอกาสสุดท้ายของพวกเขาแล้ว หากไม่ช่วยองค์รัชทายาทออกมาเกรงว่าคงต้องยกทัพใหญ่มาต่อสู้ที่หน้าเมืองเท่านั้น
"ถังหู่ เอาเชือกมา" ฟู่ถิงเย่ออกคำสั่งโดยไม่มีความลังเลอีกต่อไป
"ขอรับ!"
หวาชิงเสวี่ยพยุงหลี่จิ่งหนานลุกขึ้นนั่ง ป้อนน้ำอุ่นให้เขาครึ่งถ้วยเพื่อให้ชุ่มคอห่มผ้าห่มบนเตียงทับรอบตัวเขา แล้วมอบให้กับองครักษ์ชุดดำที่ชื่อถังหู่ จากนั้นก็มองพวกเขาผูกทั้งคนและผ้าห่มเข้าด้วยกันแล้วมัดไว้ที่หลังของฟู่ถิงเย่สุดท้ายก็สวมเสื้อคลุมสีดำหนาๆ ทับอีกชั้นหนึ่ง
ทั้งตัวของหลี่จิ่งหนานถูกห่อหุ้มจนมิดชิด เผยให้เห็นเพียงจมูกและปากเท่านั้นหวาชิงเสวี่ยมองดูอยู่เช่นนั้น ดวงตาพลันเห่อร้อนขึ้นมา น้ำเสียงก็สั่นเครือเล็กน้อย"...ไปเถอะ"
ฟู่ถิงเย่หยุดชะงัก
การกระทำของเขาเด็ดขาดและรวดเร็วราวกับฟ้าผ่ามาโดยตลอดแต่กลับอ่อนไหวเหมือนคนขี้สงสารเพราะสตรีผู้นี้ ช่างน่าฉงนนัก
เพียงแต่การช่วยเหลือองค์รัชทายาทเป็เป้าหมายเดียวของการเดินทางครั้งนี้จะพลาดสิ่งสำคัญเพราะเื่เล็กน้อยไม่ได้ เขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "หลังจากที่พวกข้าพาองค์รัชทายาทไปยังที่ปลอดภัยแล้วจะส่งคนกลับมาช่วยแม่นางหวา แม่นางหวาโปรดรักษาตัวด้วย"
หวาชิงเสวี่ยฝืนยิ้มออกมา ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายเช่นนี้ถึงแม้พวกเขาจะกลับมาช่วย ก็ไม่อาจรู้ได้ว่าจะต้องรออีกนานเพียงใด และนางจะรอดชีวิตไปถึงวันนั้นหรือไม่ก็ยังไม่รู้
อีกอย่างตัวนางเองก็ขี่ม้าไม่เป็...พูดไปแล้วถึงแม้จะขี่ม้าเป็ แต่ร่างกายที่อ่อนแอเช่นนี้ก็คงไม่สามารถทนต่อการเดินทางทั้งวันทั้งคืนได้หรอก...
พวกเขาต้องช่วยหลี่จิ่งหนาน แล้วตัวนางจะเป็ตัวถ่วงไปได้อย่างไร?
"ท่านแม่ทัพเอาเสบียงมาให้ข้ามากพอแล้วไม่ต้องห่วง หากองค์รัชทายาททรงตื่นขึ้นมา โปรดบอกท่านด้วยว่า ข้าสบายดี"
"เช่นนั้นก็ขอลา"
ไม่รีรอแม้แต่น้อย ฟู่ถิงเย่นำหลี่จิ่งหนานพร้อมกับคนของเขาหายตัวไปในตรอกด้านหลังที่ไร้ผู้คน...
...
พวกเขาเดินทางอย่างเร่งรีบ นอกจากต้องให้อาหารและน้ำกับม้าแล้วพวกเขาแทบจะไม่ได้หยุดพักเลย
หลังจากเดินทางมาทั้งวัน ก็ถึงยามพลบค่ำ
ในฤดูหนาว่กลางวันสั้น ถึงแม้จะเป็เวลาพลบค่ำแต่จริงๆ แล้วก็แทบไม่ต่างอะไรกับกลางคืน
ท้องฟ้ามืดครึ้ม เมฆหนาทึบ ฉินเหลาอู่กล่าวว่า"ท่านแม่ทัพ ดูท่าคืนนี้ฝนจะตก พวกเราต้องหาที่หลบก่อนที่ฝนจะตก"
การเดินทางอย่างเร่งรีบโดยที่หลี่จิ่งหนานป่วยอยู่นั้นถือเป็การเสี่ยงอย่างมาก หากต้องตากฝนทั้งคืนอีก คงถือเป็การไม่สนใจชีวิตของคนในราชวงศ์
ถังหู่มองดูท้องฟ้า ถอนหายใจ "หากฝนไม่ตกพวกเราเดินทางต่อไปอีกคืนก็จะถึงค่ายลู่สุ่ยแล้ว"
ค่ายลู่สุ่ย เป็ค่ายทหารของพวกเขา เป็แนวหน้าในการต่อต้านชาวเหลียว
ฟู่ถิงเย่มองไปยังเมฆฝนที่กำลังก่อตัวขึ้นเบื้องหน้ากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "หาที่พักก่อน"
ในที่สุด พวกเขาก็พบเพิงมุงหญ้าสี่เสาที่ถูกทิ้งร้างไว้แห่งหนึ่ง
เพิงพักมุงหญ้าแบบนี้มักจะปรากฏอยู่ใกล้ๆ กับไร่แตงหรือไร่นาหลังจากที่าลุกลามมาถึงที่นี่ ชาวบ้านในพื้นที่ก็หนีหายตายจากหรือย้ายถิ่นฐานไปหมดแล้วจึงถูกทิ้งร้างไปทั้งหมด
พวกเขาปลดเชือกที่มัดหลี่จิ่งหนานออกจากหลังแล้วจูงม้ามาล้อมรอบๆ เพิงหญ้าเพื่อบังลมหนาว จากนั้นเทน้ำจากกระบอกน้ำหยดลงบนริมฝีปากที่แห้งแตกของหลี่จิ่งหนาน
สถานการณ์ตอนนี้ไม่เหมาะที่จะก่อไฟต้มน้ำร้อนน้ำเย็นในกระบอกที่มีอยู่ ก็ทำได้เพียงแค่ให้ชุ่มคอเท่านั้น ไม่กล้าที่จะป้อนให้เขาดื่มเลยแม้แต่น้อย
ไม่นานนัก ฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมา
ในเวลานี้ สติของหลี่จิ่งหนานเริ่มกลับคืนมาเล็กน้อยเขาพยายามเปิดเปลือกตาขึ้นด้วยความยากลำบาก แล้วถามว่า "...หวาชิงเสวี่ยล่ะ?"
สีหน้าของฟู่ถิงเย่เคร่งขรึมขึ้น
ฉินเหลาอู่เหลือบมองฟู่ถิงเย่ แล้วมองกลับไปที่หลี่จิ่งหนานกล่าวอย่างระมัดระวังว่า "องค์รัชทายาท พวกเราเดินทางกันอย่างเร่งรีบ แม่นางหวาร่างกายอ่อนแอพวกเราจึงไม่ได้พานางมาด้วยพ่ะย่ะค่ะ รอให้องค์รัชทายาทประทับที่ปลอดภัยแล้ว พวกเราจะส่งคนกลับไปช่วยนางแน่นอน"
หลี่จิ่งหนานรู้สึกร่างกายอ่อนล้าไปหมด ไม่ได้ฟังอะไรมากนักรู้เพียงว่าหวาชิงเสวี่ยไม่อยู่ จึงกล่าวว่า "ท่านแม่ทัพฟู่ ท่านไป ไปพา...หวาชิงเสวี่ยออกมา"
ฟู่ถิงเย่คิดว่าหลี่จิ่งหนานสับสนเพราะอาการป่วยจึงตอบว่า "องค์รัชทายาททรงพระประชวรหนัก โปรดทรงรักษาพระองค์เองด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือต้องออกจากดินแดนของชาวเหลียวโดยเร็วที่สุด แล้วหาหมอรักษาให้พระองค์แม่นางหวาจะไม่เป็อันตรายในตอนนี้ โปรดวางพระทัย"
หลี่จิ่งหนานได้ยินเช่นนั้นก็โกรธมากจนไออย่างรุนแรง!
"แค่ก! แค่กแค่กแค่ก! ...ฟู่ถิงเย่! เ้า!...แค่กแค่กแค่ก..."
เ้าพูดอะไรเหลวไหล! อยู่ในสถานที่แบบนั้น จะไม่มีอันตรายได้อย่างไร!เ้าคิดว่าข้าเป็เด็กที่จะหลอกได้ง่ายๆ หรือ?
หลี่จิ่งหนานไอจนเหนื่อยหอบ องครักษ์ชุดดำรอบข้างคุกเข่าลงข้างหนึ่งเอ่ยว่า "องค์รัชทายาทอย่ากริ้วเลยพ่ะย่ะค่ะ"
ฟู่ถิงเย่ไม่ได้คุกเข่า แต่ก็โค้งคำนับ กล่าวว่า"องค์รัชทายาทอย่ากริ้วเลยพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่จิ่งหนานรู้สึกหมดแรง ทหารเหล่านี้ ไม่ได้สนใจเขาเลย
แม่ทัพออกรบ พระบัญชาของฮ่องเต้อาจไม่ศักดิ์สิทธิ์นักเสด็จพ่อก็เคยตรัสไว้ว่า ยิ่งทหารเก่งกาจในการรบเท่าไร ก็ยิ่งไม่สนใจอำนาจของฮ่องเต้มากเท่านั้นนี่เป็สาเหตุที่เสด็จพ่อของเขากดดันผู้บัญชาการทหารมาโดยตลอด
สิ่งที่แม้แต่เสด็จพ่อยังทำไม่ได้ ต่อไปเมื่อเขาเป็ฮ่องเต้แล้วเขาจะทำได้หรือ? ...
ฟู่ถิงเย่กลับไม่ได้คิดมากขนาดนั้น เขาไม่ได้ไม่อยากช่วยหวาชิงเสวี่ยแต่ภารกิจครั้งนี้ของเขาคือการช่วยเหลือองค์รัชทายาท หากจะช่วยหวาชิงเสวี่ยด้วย ย่อมทำให้การช่วยเหลือองค์รัชทายาทล่าช้าลงการทิ้งหวาชิงเสวี่ยไว้จึงเป็สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เวลาของฮ่องเต้ใกล้จะหมดลงทุกทีแล้ว องค์รัชทายาทเพียงพระองค์เดียวติดอยู่ที่นี่เขาต้องพาพระองค์ออกมาโดยเร็วที่สุด จะยอมเสียการใหญ่เพราะเื่เล็กน้อยอย่างสตรีนางหนึ่งได้อย่างไร?
ตอนที่ทหารของเขาเหยียบกับดักของศัตรู เขายังสามารถตัดเท้าของทหารทิ้งได้โดยไม่กะพริบตาความเด็ดขาดเฉียบคมได้กลายเป็ส่วนหนึ่งของนิสัยของเขาไปแล้ว
แต่หลี่จิ่งหนานไม่ใช่เขา ถึงแม้จะได้รับการอบรมสั่งสอนแบบฮ่องเต้มาั้แ่เด็กแต่เขาก็มีอายุเพียงแปดขวบเท่านั้น ไม่อาจทำได้เช่นเดียวกับฟู่ถิงเย่ที่เต็มไปด้วยความสุขุมเยือกเย็นและการใช้เหตุผล
หลี่จิ่งหนานพยายามปรับลมหายใจ เอ่ยทีละคำว่า"ฟู่ถิงเย่ ข้า ในฐานะรัชทายาทแห่งแคว้นต้าฉี...ขอสั่งให้เ้า! ไปพาหวาชิงเสวี่ยมาพบข้า!...เ้า จะขัดพระบัญชาหรือ?!"
เมื่อสิ้นเสียงคำพูด ทุกคนรอบข้างก็เงียบลง
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้ว
ฟู่ถิงเย่รังเกียจเด็กน้อยที่เอาแต่ใจเช่นนี้แต่ว่า เด็กน้อยคนนี้กลับมีอำนาจรองจากฮ่องเต้ หากไม่มีอะไรผิดพลาด เด็กน้อยคนนี้จะกลายเป็ฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าฉีในอนาคต
การขัดใจเขา ก็ไม่ต่างอะไรกับการหาเื่ตาย
ถึงจะไม่ชอบ แต่ก็หนีไม่พ้นการอบรมสั่งสอนเื่ความจงรักภักดีที่มีมาแต่กำเนิดฝังลึกอยู่ในกระดูกฟู่ถิงเย่ประสานมือคารวะ กล่าวว่า "กระหม่อมมิกล้า ขอให้องค์รัชทายาททรงรักษาพระวรกายด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
ฉินเหลาอู่จ้องมองฟู่ถิงเย่ ดวงตาราวกับจะพูดว่าท่านจะไปหาสตรีนางนั้นจริงๆ หรือ?
ฟู่ถิงเย่มองเขาแล้วกล่าวว่า "คุ้มครององค์รัชทายาทให้ดีพอฝนหยุดก็ออกเดินทางทันที อย่าได้ชักช้า"
"ท่านแม่ทัพ ท่าน..." ที่จริงฉินเหลาอู่อยากจะพูดว่าแค่ช่วยสตรีนางหนึ่งเท่านั้น ต้องให้แม่ทัพใหญ่ลงมือเองเลยหรือ?คนที่อยู่ที่นี่ตำแหน่งต่ำสุดก็เป็ถึงนายกองแล้ว การไปช่วยสตรีนางนั้นฐานะนี้ก็เหลือเฟือแล้ว!
พอคิดดูอีกที เมื่อครู่นี้หลี่จิ่งหนานบอกให้ฟู่ถิงเย่ไปหากให้คนอื่นไป จะถือเป็การขัดพระบัญชาหรือไม่? เขาไม่เคยได้เรียนหนังสือไม่รู้ว่าแบบนี้ถือเป็การขัดพระบัญชาหรือไม่...
ฟู่ถิงเย่ขึ้นขี่ม้าไป กำชับว่า "ปกป้ององค์รัชทายาทให้ดี"จากนั้นก็ควบม้าหายไปในสายฝน
เหตุผลที่ฟู่ถิงเย่ตัดสินใจอย่างรวดเร็วนั้นก็มีเหตุผลของเขา
ในเมื่อตัดสินใจจะไปแล้ว ก็อย่าได้รีรอ เพราะยิ่งนานไปการป้องกันที่ด่านของชาวเหลียวก็จะยิ่งเข้มงวดมากยิ่งขึ้น ถึงตอนนั้น เกรงว่าแม้แต่จะเข้าเมืองก็ยังทำได้ยากแล้วจะไปช่วยคนได้อย่างไร?