ตอนที่ 14 ข้าคือลูกพี่ใหญ่
เวลาสองวันที่ท่านลุงหนิงเหอกล่าวไว้ว่าจะทำรั้วเสร็จกลายเป็ใช้เวลาเกือบห้าวัน เนื่องจากเธอ้าสร้างรั้วหน้าบ้านซึ่งติดกับถนนด้วยอิฐดิน แล้วล้อมรอบบริเวณที่ดินทั้งหมดสามสิบหมู่ของพวกเธอ อีกทั้งยังให้ช่างช่วยทำพวกเครื่องเรือนต่างๆ ทั้งเตียงไม้ โต๊ะเก้าอี้ เปลี่ยนจากบ้านโล่งๆของพวกเธอให้มีสิ่งของเครื่องใช้มากมายตามแบบที่เธอร่าง เธอจ่ายค่าแรงเต็มที่คนละสิบอีแปะทุกวัน ทั้งยังมีท่านป้าเจียวซิ่นมาช่วยเป็ลูกมือท่านแม่ทำอาหารเลี้ยงคนงานอีก
ตอนนี้ชาวบ้านลือกันไปแล้วว่าบ้านเธอเจอโชคในคราวเคราะห์ แม้จะาเ็แต่ก็ได้เงินจากการขายของจากสัตว์ป่า แม้ครั้งนั้นเธอจะเคยพูดว่ามีเงินเพราะนำแค่อุ้งเท้ามือไปขาย แต่ตอนนี้ลือไปต่างๆนานา ว่าขายทั้งตัว และเนื้อหนัง ได้เงินจำนวนมากพอที่จะจ่ายค่าหมอ และซ่อมบำรุงบ้าน ทั้งยังก่ออิฐกำแพงอีกด้วย ข่าวลือนี้นำมาซึ่งการสมน้ำหน้าบ้านใหญ่ ที่ครั้งนั้นถ้าช่วยจ่ายเงินค่ารักษาแก่ท่านพ่อเธอ ก็ไม่ต้องแยกบ้าน แม้ท่านพ่อเธอจะพิการก็ยังได้เก็บเงินค่าล่าสัตว์ครั้งนั้นเข้ากระเป๋าตัวเอง
“อาเต๋อ ข้านำไหมาส่ง” ท่านลุงเหลียนถัง และลูกชายเหลียนโม่หยางอายุสิบสี่ปี เป็ช่างปั้นดินเผาในหมู่บ้าน เข็นรถลากที่มีไหจำนวนมากมาส่ง
“มี่เอ๋อร์ไปสั่งเ้าไว้รึ” เป็อีกครั้งที่เขาต้องใกับการใช้เงินมือเติบของลูกสาวคนโต
“ลูกเ้าไม่ได้บอกหรือ” ท่านลุงเหลียนถังถามกลับ เขานึกว่าถังเต๋อคือคนไหว้วานให้ถังซูมี่ไปสั่งไหกับเขาเสียอีก
“บอก …บอกแค่ว่าจะไปสั่งไห” เขาบ่นอุบอิบ เพราะได้ยินถังซูมี่พูดเมื่อสี่วันก่อนว่าจะไปสั่งทำไห เพียงคาดไม่ถึงว่าจะเยอะขนาดนี้
“เ้าว่าอย่างไรนะ” ท่านลุงเหลียนถังถามเพราะได้ยินไม่ชัด
“ช่างเถอะ” เขาตอบปัดความหงุดหงิดใจเล็กน้อย
“ท่านลุงเหลียน ท่านมาแล้วหรือ” เธอถามอย่างดีใจ เพราะเธอไปสั่งไหที่บ้านเหลียนมาจะสี่วันแล้ว คราแรกเธอตั้งใจไปซื้อไหในเมือง แต่จำได้ว่าบ้านเหลียนที่อยู่ใกล้บ้านที่เธอสุดเป็ช่างทำเครื่องปั้นดินเผา เธอจึงเปลี่ยนใจสั่งทำกับท่านลุงเฉียนถังดีกว่า วันนี้เพิ่งได้รับ เมื่อได้ยินเสียงคนคุยกันหน้าบ้านจึงออกมาดู
“ใช่ ยี่สิบห้าไหนะนังหนู แล้วก็รางสี่เหลี่ยมสิบอัน เ้าลองนับดู”
“เ้าค่ะ ครบเ้าค่ะ ขอบคุณท่านมาก หาก้าซื้อเพิ่มข้าจะไปบอกท่านอีก” ท่านพ่อที่นั่งผึ่งแดดหน้าบ้านยามเช้าถึงกับมองหน้าเธอทันที ประมาณว่ายังจะซื้ออีกเหรอ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ยามซื่อ[1]
ครอบครัวเรานั่งบนเก้าอี้ล้อมวงหลังบ้านท้ายครัว หลังจากที่ท่านแม่ ซูเม่ย และเธอช่วยกันล้างไหด้วยน้ำร้อน และคว่ำจนแห้งทั้งหมดแล้ว
“เ้าซีอิ้วนี่ต้องใช้ของทั้งหมดเลยเหรอ” ท่านพ่อเธอถาม เมื่อเธอได้เรียกทุกคนมาเพื่อแจ้งว่ามีของพร้อมผลิตสินค้าแล้ว
“ใช่เ้าค่ะท่านพ่อ” เธอตอบรับ เพราะเคยเล่าเื่จะทำซีอิ้วให้ท่านพ่อฟังแล้วว่าต้องใช้ของอะไรบ้าง ทำให้สามสี่วันที่ผ่านมา นอกจากท่านพ่อและถังซูเม่ยที่เฝ้าบ้านดูคนงานก่อรั้ว เธอและท่านแม่เดินไปป่าชั้นนอกหน้าหมู่บ้านทุกวันเพื่อหาสับปะรด และใบหม่อน จนตอนนี้มีสับปะรดมากกว่าแปดสิบลูก และใบหม่อนห้าเข่งใหญ่ อีกทั้งก่อนหน้านี้พวกเธอก็เข้าเมืองไปสั่งน้ำตาลกว่าร้อยจิน และเกลือห้าสิบจิน ให้มาส่ง เพื่อให้ปริมาณพอเหมาะกับถั่วเหลืองห้าสิบจิน ตอนนี้เธอซี้ปึกกับเถ้าแก่ร้านของแห้งอย่างมาก และเพราะเดินไปกลับจากท้ายหมู่บ้านไปหน้าหมู่บ้านเป็ประจำทำให้เธอที่กินอิ่มนอนหลับ เริ่มมีเรี่ยวแรง สุขภาพก็ดีขึ้น ทั้งยังมีแก้มอวบอิ่ม
“แล้วถ้ามันขายไม่ดีจะทำอย่างไร” ท่านพ่อถามอย่างโลเล เพราะเป็การใช้เงินมากที่สุดในชีวิตที่เคยใช้ คราแรกคิดว่าวันซื้อของเข้าบ้านจะใช้เงินเยอะแล้ว จะผลิตเ้าซีอิ้วนี่ดันหมดเงินเยอะกว่า ถังเต๋อคิดอย่างเ็ป
“ต้องลองดูเ้าค่ะ” ถึงแม้ในโลกของเธอซีอิ้วคือสิ่งที่ทุกบ้านต้องมีไว้คู่ครัว อีกทั้งโลกนี้ก็มีเครื่องปรุงที่จำกัดยิ่งเพราะยังไม่พัฒนามาก เธอจึงคิดว่าซีอิ้วที่นำมาทำอาหารอะไรก็อร่อยจะต้องขายได้แน่
เธอสั่งผลิตไหขนาดที่บรรจุของได้สิบหกจินพอดี ไหไม่ใหญ่มาก ซึ่งเธอสั่งทำสัญลักษณ์ดอกหมู่ตาน ไว้ด้านในไหด้วย เพื่อเป็เครื่องหมายการค้าในอนาคต ขณะคิดถึงดอกหมู่ตานทำให้เธออดที่จะลูบแหวนที่เธอมาร้อยเชือกผูกเป็สร้อยคอเบาๆอย่างอาวรณ์ ไม่รู้คนที่บ้านจะเป็อย่างไร
“เ้าว่าอย่างไรก็ว่าตามกัน” ท่านพ่อกล่าวยังตัดสินใจ ทำให้เธอออกจากพะวัง
“ว่าตามกันเ้าค่ะ” เด็กน้อยห้าขวบที่เพิ่งสูงพ้นไหมาไม่มาก ชูมือร้องตามท่านพ่ออย่างฮึกเฮิม
หลังจากต้มถั่วเหลือจนสุก หันสับปะรด และล้างใบม่อนจนสะอาด ก็เป็ขั้นตอนนำใส่ไห โดยเริ่มจาก ถั่วเหลือง, สับปะรด, ใบหม่อน ได้ครึ่งโหล และวางซ้ำที่รอบ จากนั้นเป็ น้ำตาล และเกลือ โดยสัดส่วนในแต่ละไหจะใช้ ถั่วเหลืองสองจิน สัปรดสามลูก ใบม่อนห้าสิบใบ น้ำตาลสี่จิน และเกลือสองจิน จากนั้นนำผ้าขาวมาปิดแล้วรัดให้แน่นซึ่งสองชั้นสุดท้ายใช้ไม้ที่ตัดเป็แผ่นกลมขนาดใหญ่ว่าปากไหเล็กน้อยปิดทับลงมาแล้วรัดด้วยผ้าขาวอีกทีเพื่อป้องกันอากาศเข้าออก สำหรับท่านพ่อที่มีแขนว่างเพียงข้างเดียวท่านจึงรับหน้าทีช่างตวงวัตถุดิบอย่างเดียว กระทั่งยามโหย่ว[2] ทุกอย่างจึงเสร็จสิ้น
เธอยืนมองไหที่วางซ้อนกันสองชั้นวางกินพื้นที่หนึ่งในสี่ที่มุมหนึ่งของห้องครัวอย่างภูมิใจ อีกสามเดือนเราจะได้พบกันอีกเ้าก้อนเงินของข้า
“จากนี้ต้องรออีกสามเดือนใช่หรือไม่” ท่านพ่อถาม
“ใช่เ้าค่ะ พวกท่านพักผ่อนได้เลยเ้าค่ะ ข้าคิดว่าจะอยู่เพาะรากของสับปะรดเพื่อนำไปปลูกเ้าค่ะ”
“ในป่าก็ยังมีอีกเยอะเลยมิใช่รึ ชาวบ้านปกติก็ไม่กินกันอยู่แล้ว จำเป็ต้องปลูกด้วยหรือ” ท่านพ่อเธอถามด้วยความสงสัย
“หากขายดี ถึงตัดสับปะรดมาทั้งป่าชั้นนอกก็ไม่พอผลิตหรอกเ้าค่ะ ปลูกสับปะรดวันนี้พรุ่งนี้ก็ใช่ว่าจะได้ผลเลย ยังต้องรออีกถึงสิบสี่เดือนกว่าจะออกผล สามเดือนข้างหน้าหากซีอิ้วขายดีพวกเราต้องไปขุดมาทำอีกอยู่แล้ว จนหมดป่าจะเกิดผลสับปะรดทันให้พวกเราผลิตอีกหรือไม่ก็ไม่ทราบ และถ้าหากมีคนคาดเดาส่วนผสมได้ เขามาเหมาของที่เราต้องใช้ไปหมด พวกเราจะทำอย่างไรเล่าเ้าคะ” เธออธิบายช้าๆ ค่อยเล่าวิธีคิดของเธอให้ท่านพ่อฟัง ไม่ใช่ท่านพ่อของเธอจะไม่เข้าใจ เพียงเพราะใช้ทั้งชีวิตอยู่กับการหาของป่า สร้างรายได้แบบวันต่อวัน หรือรายได้รายปีนานสุดคือปลูกข้าวปีละครั้ง เป็สิ่งที่หยั่งรากในการคิดแบบชาวนายุคโบราณที่จะมองเพียงชั้นเดียว ไม่มีกินก็หา ทั้งปีเฝ้ารอเพียงดำนาเกี่ยวข้าว อีกทั้งทุกอย่างที่หามาก็ส่งมอบให้บ้านใหญ่ไปทั้งหมด การคิดแบบสองสามชั้น หรือมองระยะยาว จึงเป็สิ่งที่ท่านพ่อไม่คุ้นเคยเท่านั้น แต่ก็ไม่ใช่จะฝึกกันไม่ได้
“ต้องพึงเ้าคิดอีกแล้วมี่เอ๋อร์” เมื่อท่านพ่อคิดตาม จึงเข้าใจในทันที ทั้งยังรู้สึกตื่นรู้ว่าตนนั้นตื้นเขินจนเกินไป ดีที่มีลูกสาวได้ร่ำเรียนกับท่านเซียนมา มิเช่นนั้นเขาคงไม่ทันผู้ใดไปอีกนาน
“ท่านพี่เก่งยิ่งนักเ้าค่ะ” ตามมาด้วยยัยขี้ประจบตัวน้อย และรอยยิ้มภูมิใจของท่านแม่
ส่วนการเพาะรากก็ง่ายมาก บิดหัวสับปะรดดึงกลีบอีกนิดหน่อย แล้วไปแช่รางน้ำทรงสี่เหลี่ยมยาวครึ่งจั้ง ที่สั่งท่านลุงเหลี่ยนถังทำมาตั้งสิบอัน เพื่อมาเพาะรากและรออีกสองถึงสามวัน พอมีรากก็เอาไปปลูกได้
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
“ท่านพี่มันจะมีปลาหรือไม่” ถังซูเม่ยถามด้วยความสงสัยขณะกำลังเดินไปที่ริมตลิ่งของแม่น้ำหลังบ้าน
“ต้องมีแหละ อาจจะไม่ได้มีแค่ปลา” เธอและน้องสาวเดินจูงมือกัน โดยที่ท่านแม่เดินตามหลัง และจ้างอ้าวสองตัว ั้แ่ลูกสาวคนโตจมน้ำครั้งนั้นเมื่อถังซูมี่ต้องมาขนน้ำ หรือซักผ้าที่แม่น้ำท่านแม่มักจะตามมาช่วยทุกครั้ง ครั้งนี้เธอมาดูผลประกอบการของอุปกรณ์จับปลาที่ให้ท่านพ่อสานขึ้นมา ในโลกเก่าเรียกว่า ไซดักปลา ผ่านมาอาทิตย์กว่าแล้วแขนขวาของท่านพ่อเริ่มใช้การได้ เพียงแค่ออกแรงมากยังไม่ควร ส่วนขาขวายังต้องรอฟื้นตัวอยู่ เนื่องจากโดนกัดจนเกือบกระดูก เมื่อแขนเริ่มใช้การได้บ้างท่านพ่อผู้อยู่นิ่งไม่ได้ จึงเริ่มนำกองไผ่ที่เหลือจากการสร้างรั้วมาสาน จนตอนนี้พวกเธอมีกระเป๋าสานทุกขนาด กระจาดเก็บของ กล่องใส่อุปกรณ์ต่างๆ กระทั่งเ้าเฮยเซ่อ กับจงเซ่อ ยังมีเสื่อสานไว้นอนกันคนละผืน หรูหราโอ่อ่าสมมงสุนัขที่คนจนในโลกเก่าเธอเลี้ยงไม่ได้จริงๆ
“เฮยเซ่อ จงเซ่อเ้านั่งลงตรงนี้นะ ข้าจะไปเอาปลามาให้ถ้าพวกเ้าเป็เด็กดี” เด็กน้อยตัวสูงไม่หนีกับมันมาก ตีหน้าดุสั่งสอน คือการนำคำที่ผู้ใหญ่ใช้กับตัวเองบ่อยๆ มาพูดต่อ และสถาปนาตนเองเป็พี่ใหญ่ทันที
“โฮ่งๆ” จงเซ่อเห่าเบาๆ และกระดิกหางรัวๆเป็อันตอบรับ ต่างจากเฮยเซ่อที่ยอมนั่งลงเฉยๆเท่านั้น
เ้าหมาจ้างอ้าวสองตัวนี้พอได้ดื่มกินก็ดูมีสง่าราศียิ่งนัก อาทิตย์เดียวที่กินดีอยู่ดีจากผอมโซ ก็เริ่มมีเนื้อหนัง ทำให้ดูเหมือนจะตัวเท่าน้องสาวเธอแล้ว ในสองวันแรกทั้งเธอและพวกมันต่างรักษาระยะกันไว้อยู่ แต่พอให้อาหารมันบ่อยๆเข้า มันก็พอจะจำพวกเธอได้ หลังจากนั้นการให้อาหารก็เริ่มมีเงื่อนไขมากขึ้น นั่งลง! ขอมือ! หยุด! วิ่ง! รอ! เข้ากรง! ตอนนี้สามารถสั่งพวกมันได้ห้าถึงหกทำสั่งแล้ว ซูเม่ยที่เห็นเธอสั่งมันทุกครั้งก่อนให้กินข้าวจึงอยากลองสั่งมั้ง กระทั่งพักหลังนี้หน้าที่ให้อาหารจ้างอ้าวสองตัวนี้กลายเป็งานของถังซูเม่ยไปแล้ว และแม้ว่าจะไม่ต้องเป็เวลาอาหาร ก็สามารถสั่งพวกมันได้ ซึ่งดูเหมือนว่าลูกพี่ใหญ่ตัวน้อยคนนี้จะชอบใจยิ่ง
ไม่รู้ก่อนหน้าพวกมันเคยเจอสถานการณ์ยากลำบากขนาดไหนมา นอกจากตอนแรกที่แม้จะซึมเพราะหิว แต่ก็แววมีตาดุร้ายให้บางที หลังจากอยู่กันจนคุ้นเคย คล้ายว่าจะเชื่อฟังกว่าที่คิด แต่ยังต้องระวังบ้างหากมีคนมาหาที่บ้าน จึงต้องมีฝึกคำสั่งเข้ากรง และรอ เมื่อมีคนมาเยือน ซึ่งก็มีแค่ครอบครัวหนิงที่มาบ่อยหน่อย และท่านย่าหมิ่งหลี่น่า กับเหลียนถังที่นานๆมาทีเท่านั้น
กรงของจ้างอ้าวสองตัวนี้ก็ไม่ธรรมดาเลย เพราะท่านพ่อนักล่าสัตว์ของเธอก็ถูกใจเ้าสองตัวนี้ไม่น้อย มันจึงได้กรงไม้ที่กว้างใหญ่แข็งแรง พร้อมเสื่อนอนคนละผืนด้านใน แท้จริงแล้วด้วยกำลังของพวกมันทั้งสอง หากจะขังมันไว้ในกรงไม้ย่อมเป็ไปไม่ได้ จึงต้องฝึกอยู่นานในเื่การรอให้อยู่ในกรง เพราะธรรมชาติของสุนัขไม่ชอบถูกจำกัดบริเวณอยู่แล้ว
“มีปลาหลายตัวเลยเ้าค่ะ ท่านแม่” น้องสาวเธอร้องบอกอย่างตื่นเต้น เมื่อเห็นท่านแม่ลงไปปลดยกไซดักปลาขึ้นมาจากริมตลิ่งแม่น้ำ
“วันนี้ข้ามีอาหารสูตรใหม่มาให้เ้าลองชิมอีกแล้ว” เธอยั่วน้ำลายเ้าตะกละน้อยทันทีเมื่อเห็นปลาและกุ้งในไซดักปลา
“ว้าวววว สูตรอาหารท่านพี่ อร่อยที่สุด” ยัยตัวขี้ประจบทำหน้าที่ทันที
“งื้ด งื้ด” จงเซ่อส่งเสียงเบาๆ และยกขาแตะๆเธอ เป็การเรียกร้องความสนใจเช่นกัน
นี่ไม่รู้ว่าเธอได้หมาเฝ้าบ้านที่จะกลายร่างเป็หมูอ้วนในอนาคตหรือไม่
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เธอไม่ใช่คนที่ทำอาหารอร่อยมากนัก เธอเพียงแค่รู้ว่าใช้อะไรปรุงอาหาร และเพื่อไม่ให้เสียชื่อคนที่เคยทำงานด้านพัฒนาเครื่องปรุงรส และวัตถุมากกว่าสิบปี จนถึงตอนนี้สูตรอาหารที่เธอบอกท่านแม่ไปยังไม่มีใครในครอบครัวบอกว่าไม่อร่อย แม้เครื่องปรุงจะขาดหลายอย่าง แต่ก็ใช้เครื่องปรุงพื้นฐานทดแทนได้ สำหรับเธอที่เคยกินมาแล้ว รสชาติบางอย่างอาจจะไม่ถึง แต่สำหรับครอบครัวที่กินแต่ผักดองกับน้ำต้มข้าวมาทั้งชีวิต สูตรอาหารที่เธอบอกให้ท่านแม่ทำนั้นอร่อยทั้งสิ้น
“ท่านแม่ล้างแล้วควักไส้ปลาออกมาเ้าค่ะ จากนั้นเอาตะไคร้และรากของเหยียนซุย[3]ยัดใส่ท้องปลา ใส่จาน แล้วนำไปวางไว้บนถาดสานนึ่งบนหม้อน้ำแล้วปิดฝาได้เลยเ้าค่ะ” ผักสวนครัวไหนที่คุ้นเคยเมื่อเธอเจอในท่าเรือ นอกจากซื้อมาเพื่อทำอาหารแล้ว ส่วนหนึ่งเธอก็นำมาเพาะปลูก โดยแบ่งพื้นที่ตามสัดสวนที่มี นอกจากสับปะรดที่จะปลูกเยอะที่สุด ก็มีพวกพืชสวนครัวนี้แหละ พริกเอย กระเทียม หอม มะนาว ตะไคร้เอย เสียแต่ยังหาใบกะเพราไม่ได้เท่านั้น ไม่งั้นเธอจะเปิดเหลาอาหารแข่งภัตตาคารใหญ่ๆไปเลย
“ผสมกระเทียมสับ พริกสับ น้ำมะนาว น้ำตาล และเกลือนิดหน่อย พอสุกแล้วก็เอาไปราดบนปลาได้เลยเ้าค่ะ นึ่งต่ออีกนิด ส่วนผสมจะเข้าเนื้อ ทำให้ปลามีรสเปรี้ยวหวานมันเค็ม แต่เผ็ดไม่มาก ช่วยให้เจริญอาหารดีมากเ้าค่ะ” ไม่มีน้ำปลาก็ใช้เกลือไปแทนละกัน เคยอยากลองหมักเช่นกันแต่เพราะกลิ่นจึงทำให้เธอพักโครงการนี้ไว้ก่อน
“กลิ่นหอมมากเลยเ้าค่ะ” กรรมการหมายเลขหนึ่งของเธอยืนมองพร้อมเช็ดน้ำลาย
เธอกับท่านแม่ช่วยกันชิมและปรับรสกันนิดหน่อยจนคิดว่าได้แล้ว ค่อยยกปลานึ่งมะนาวจานนี้ขึ้นไปวางบนโต๊ะ ท่านแม่คือผู้ที่มีความเป็แม่ศรีเรือนอย่างมาก ไม่ว่าจะเย็บผ้า งานบ้านงานเรือน โดยเฉพาะทำอาหาร เธอเพียงบอกว่าใช้อะไรบ้าง ผู้ที่ควบคุมปริมาณสัดส่วนของส่วนผสมหลักๆมักเป็ท่านแม่เสียมากกว่า
“วันนี้เราจะมีผัดเปรี้ยวหวานไหมเ้าคะ” ถังซูเม่ยที่แก้มอวบอิ่มขึ้นถามทันทีเมื่อเห็นเธอกับท่านแม่กำลังจะทำอาหารจานถัดไป
“เ้ายังไม่เบื่อหรือ” เธอถาม
“ไม่เบื่อเ้าค่ะ ข้ากินได้ทุกวัน ทุกมื้อ ทุกเวลาเลย เฮยเซ่อกับจงเซ่อก็ชอบมากเช่นกันเ้าค่ะ” เพราะกลัวคะแนนเสียงตัวเองจะไม่ชนะ ถึงกับต้องนับเ้าจ้างอ้าวสองตัวที่นั่งหน้าสลอนข้างครัว
“ได้ๆ เพราะท่านแม่ใจดีอยากทำให้อีกหรอกนะ ข้าจะยอมกินผัดเปรี้ยวหวานเป็เพื่อนเ้าอีกสักมื้อ” เพราะท่านแม่ที่พยักหน้าให้เธอ เธอจึงต้องตอบตกลงน้องน้อยอย่างเสียไม่ได้
พวกเราทยอยทำซีอิ้วเรื่อยๆ จนกระทั่งตอนนี้จะเกือบร้อยไหแล้ว สับปะรดที่นำมาจากป่าทุกวัน มีเหลือจากทำซีอิ้วเมื่อหลายวันก่อน เธอจึงเสนอเมนูนี้ขึ้นบนโต๊ะ ความเปรี้ยวของสัปรด ความกรอบของแตงกวา ความหวานฉ่ำของมะเขือเทศ ผัดกับหมูสันนอก แม้ท่านแม่ที่ปกติทานข้าวไม่มาก ยังต้องเพิ่มข้าวอีกถ้วย
อาหารมื้อนี้ทำให้ทุกคนอิ่มเอมมาก เพราะนอกจาก ปลานึ่งมะนาว ผัดสับปะรด ผักป่าลวก ยังมีกุ้งเผากับน้ำจิ้มซีฟู้ดสุดแซ่บ ถึงแม้จะขาดน้ำมะขามเปียกกับน้ำตาลมะพร้าวไป แต่กลิ่นกุ้งเผาที่ถูกย่างด้วยไฟ ความนุ่มหนิบของเนื้อกุ้งที่มีกลิ่นถ่านอ่อนๆชุ่มฉ่ำด้วยน้ำจิ้มรสเผ็ดเปรี้ยว ทำให้ท่านพ่อต้องเพิ่มข้าวถึงสี่ถ้วย
[1]ยามซื่อ (巳:sì) คือ 09.00 – 10.59 น.
[2]ยามโหย่ว (酉:yǒu) คือ 17.00 – 18.59 น.
[3]เหยียนซุย ผักชี